นับั้แ่ที่กวีเริ่มต้นภารกิจในวันแรกจนถึงวันสุดท้าย ระดับเลเวลของเขาเพิ่มพูนจากหนึ่งมาถึงห้า พลังชีวิตได้เพิ่มขึ้นจากร้อยห้าสิบแต้มเป็สี่ร้อยแต้ม และมานาจากร้อยแต้มกลายเป็สองร้อยยี่สิบห้าแต้ม
จากเนื้อความของภารกิจ เมื่อกวีสามารถสำเร็จภารกิจย่อยครบยี่สิบครั้ง บางสิ่งที่น่าอัศจรรย์จะเกิดขึ้นใน่เวลาต่อมา
.
[สำเร็จภารกิจ ‘เริ่มต้นชีวิตใหม่’]
.
[ได้รับรางวัล ‘ร่างกายในอุดมคติ’]
.
พลันข้อความสิ้นสุดลง แสงสว่างสีทองได้เปล่งประกายออกมาจากเรือนร่างของกวี สาดแสงไปทั่วทั้งบริเวณ ทิวทัศน์โดยรอบเลือนหายไปประหนึ่งถูกทำลายให้เป็จุณในชั่วพริบตา
เมื่อแสงสว่างสิ้นสุดลง ปรากฏเรือนร่างของกวีที่แปรเปลี่ยนไป ส่วนสูงเพิ่มพูนขึ้นมากมาย จากเดิมคือร้อยเจ็ดสิบเิเกลับกลายเป็ร้อยแปดสิบเิเในทันตา กวีลองส่องมองดูใบหน้าของตน พบว่าใบหน้าตนหล่อเหลาไร้ซึ่งรอยมีตำหนิ ทว่าร่างกายกลับซูบผอมประหนึ่งพระป่าผู้ถือศีล
เบื้องหน้าของกวีปรากฏสมุดนิทาน ทว่าหน้าที่เปิดอยู่กลับไม่เคยเห็นมาก่อน ศูนย์กลางคือภาพร่างกาย ทั้งหมดถูกแบ่งแยกออกเป็ห้าส่วน หนึ่งคือแขนสองข้าง สองคือขาสองข้าง สามคือแผ่นหลังทั้งหมด สี่คือบริเวณหน้าท้อง และสุดท้ายคือส่วนหน้าอก
แต่ละส่วนจะมีลูกศรชี้ออกไป สิ่งที่กวีต้องทำคือกำหนดค่ามวลกล้ามเนื้อเฉพาะจุด โดยเมื่อห้าส่วนรวมกันควรได้หนึ่งร้อย ไม่มีทางมากหรือน้อยไปกว่านั้น
โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์มักจะใช้ค่าดัชนีมวลกายในการวัดความสมส่วนของน้ำหนักและส่วนสูง ในกรณีของกวี ตัวเขายามนี้สูงราวร้อยแปดสิบเิเ ในขณะที่มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ห้าสิบห้ากิโลกรัม
เริ่มต้นจากนำน้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงและยกกำลังสอง ค่าที่ได้เมื่อใส่ตัวแปรต้นทั้งหมดเข้าไปจะได้คำตอบอยู่ราวสิบหก บ่งบอกว่ากวีนั้นผอมบางยิ่งกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมากล้น
“เอาไงดีล่ะ ไอ้เราก็ไม่อยากเป็พวกกล้ามปูซะด้วยสิ” กวีมือเท้าคางพลางครุ่นคิด ด้วยตัวเลือกในยามนี้ การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อแต่ละส่วนจำต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เพื่อการปรับประยุกต์ใช้ในทุกสถานการณ์ ร่างกายที่กำยำเกินไปมักส่งผลต่อความเร็ว ทว่าสรีระที่เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน
ทันใดนั้น มุมปากของกวียกขึ้นเป็ริ้ว กลายเป็รอยยิ้มของผู้ชนะ ตัวเลขบนหน้าสมุดนิทานเริ่มต้นเปลี่ยนไป แต่ละช่องมีเลขเท่ากับยี่สิบหน่วย เมื่อรวมกันทั้งหมดเท่ากับหนึ่งร้อยส่วนพอดิบพอดี
เรือนร่างของกวีเปล่งประกายแสงสว่างออกมาอีกครั้ง พลันแสงสว่างนั้นเลือนหายไป ร่างกายของเขาจึงปรากฏขึ้นหากแต่มีความกำยำ กล้ามท้องที่ชัดเจน แขนและขาสองข้างใหญ่โตทว่ากลับมิได้เทอะทะ หน้าอกเด่นชัดนูนขึ้นเป็ก้อน ใบหน้าแลดูเต่งตึงมีน้ำมีนวล สรีระดีขึ้นอย่างชัดเจนราวกับนักกีฬาหากแต่มิได้ใหญ่โตจนเกินไปเฉกเช่นนักเพาะกาย
ทว่าการรับรางวัลยังมิได้หมดเพียงเท่านั้น
.
[ ได้รับทักษะใหม่ ‘ซากศพคืนชีพ’ ]
.
[ชื่อทักษะ: ซากศพคืนชีพ
ระดับ: ??
ประเภท: ปีศาจ(เลือกใช้งาน)
มานาใช้งาน: 0
ผลของทักษะ: ผู้ใช้จะได้รับทักษะย่อยสามอย่าง
[ดูดกลืน] ใช้งานเพื่อแปรเปลี่ยนซากศพของอสูรดันเจี้ยนให้กลายเป็ ‘แก่นแท้แห่งจิติญญา’ หรือใช้งานเพื่อเปลี่ยนซากศพของมนุษย์ให้กลายเป็ ‘โครงกระดูกอันว่างเปล่า’ การดูดกลืนในแต่ละครั้งมีโอกาสที่จะล้มเหลว หากล้มเหลวครบสามครั้ง การดูดกลืนจะสิ้นสุดลงพร้อมกับซากศพจะสูญสลายหายไป และหากไม่ได้ทำการดูดกลืนภายในสิบนาทีหลังจากสิ้นชีพลง ซากศพดังกล่าวจะไม่สามารถใช้งานทักษะดูดกลืนได้อีกต่อไป
[ผสาน] ใช้งานเพื่อผลมผสาน ‘แก่นแท้แห่งิญญา’ และ ‘โครงกระดูกอันว่างเปล่า’ เพื่อแปรเปลี่ยนเป็ ‘ข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬ’ โดยมีเงื่อนไขคือ ระดับของวัตถุดิบทั้งสองชนิดจะต้องห่างกันไม่เกินสองขั้น
[ปลดปล่อย] ใช้งานเพื่ออัญเชิญข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬออกมาสู่โลกแห่งความจริง ผู้ใช้สามารถอัญเชิญข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬกี่ตนก็ได้ แต่หากเมื่อใดข้ารับใช้แห่งราตรีททมิฬหมดพลังชีวิตไป ผู้ใช้จะสูญเสียพลังมานาของตนเป็จำนวน5หน่วยเพื่ออัญเชิญข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬตนนั้นๆ]
.
“คล้าย ๆ กับการ์ตูนที่เราเคยอ่าน เื่อะไรนะ น่าจะsolo.. อะไรสักอย่าง” กวีพึมพำพลางครุ่นคิด ด้วยทักษะใหม่นี้ การจะสร้างกองทัพก็มิใช่เื่ยากเย็นเท่าใดนัก ทว่าในขณะเดียวกันกลับเป็ทักษะที่สะพรึง เพราะไม่เพียงต้องสังหารสัตว์อสูร ทว่ายังรวมไปถึงเผ่าพันธ์ุมนุษย์ด้วยกัน
เพียงแต่ว่า การมอบรางวัลกลับยังคงดำเนินต่อ
.
[ ได้รับวัตถุโบราณ ‘กุญแจสู่ดันเจี้ยนแห่งแรกเริ่ม’ ]
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: กุญแจสู่ดันเจี้ยนแห่งแรกเริ่ม
ระดับ: ??
ประเภท: วัตถุโบราณใช้งาน
คำอธิบาย: เมื่อใช้งานสำเร็จ ประตูมิติเพื่อเข้าสู่ดันเจี้ยนแห่งแรกเริ่มจะปรากฏขึ้น และผู้ใช้จะได้รับ ‘ใบย้อนกลับ’ วัตถุโบราณชิ้นนี้ใช้งานได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น]
.
สิ่งที่ได้รับมาช่างมากมายมหาศาล ซึ่งทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของกวี และผู้ที่มอบทุกสิ่งให้แก่เขาคงมีเพียงผู้เดียว นั่นคือเ้าโครงกระดูกปริศนา การกระทำและคำพูดช่างลึกลับชวนให้น่าค้นหา ราวกับมันกำลังขุนกวีให้อ้วนฉุ ประหนึ่งหมูตัวหนึ่ง
ใบหน้าของเด็กสาวที่คล้ายตนยังคงปรากฏขึ้นมาในหัวของกวี เธอผู้นั้นก็มีบางสิ่งน่าฉงนมิได้ต่างกัน ััที่ได้รับช่างคุ้นเคยทว่าเขากลับนึกไม่ออกว่าเคยรู้จักเธอมาจากที่แห่งใด ซึ่งอีกหนึ่งสิ่งที่กวีจดจำได้เป็อย่างดี คือคำพูดที่เปล่งออกมาราวกับว่าตนนั้นล่วงรู้อนาคต
กระนั้นกวีกลับยั้งความคิดของตนในทันที เพราะยิ่งเขาควานหาคำตอบให้ลึกลงไปมากเท่าใด สิ่งที่ได้รับกลับมาแทนที่จะเป็คำตอบ กลับมีเพียงคำถามที่เพิ่มพูนความสงสัยให้มากยิ่งขึ้นเพียงเท่านั้น
ค่าสถานะทั้งหมดล้วนคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยมีอยู่ในเกมส่วนใหญ่
ค่าความแข็งแกร่งจะส่งผลต่อพลังโจมตีทางกายภาพที่รุนแรงยิ่งขึ้น พลันกวีชกต้นไม้ใหญ่โดยปราศจากมานา แรงสั่นไหวบังเกิดขึ้นทำให้ผลไม้ร่วงหล่นลงมาราวห้าลูก
ค่าความว่องไวเพิ่มพูนความเร็วและความคล่องตัว ส่งผลให้ร่างกายตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น เช่นนี้แล้ว ต่อให้มีเรือนร่างอ้วนฉุเฉกเช่นหมู กระนั้นหากมีค่าความว่องไวที่สูงก็วิ่งเร็วได้ประหนึ่งนักวิ่งลมกรด
ค่าพลังเวทย์มิได้ส่งผลต่อร่างกาย ทว่าพลังมานากลับเพิ่มพูนขึ้นมากถึงยี่สิบห้าหน่วย จากเดิมคือหนึ่งร้อยกลับกลายเป็สองร้อยยี่สิบห้าหน่วย พร้อมพลังโจมตีและพลังป้องกันทางเวทมนตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น กระนั้นกลับน่าเสียดายยิ่งนัก เพราะในบรรดาทักษะลึกลับทั้งหมด กลับไร้ซึ่งทักษะเวทมนตร์หรือบางสิ่งที่ใกล้เคียง
ในทางกลับกัน ค่าพลังกายจะเพิ่มพูนพลังชีวิตขึ้นมาห้าสิบหน่วย จากเดิมคือสองร้อยแต้ม และยามนี้กลายเป็สี่ร้อยแต้ม
ส่วนโชคจะเพิ่มพูนโชคลาภให้แก่ผู้ใช้ ทำให้ทักษะหรือสถานะมีโอกาสติดง่ายขึ้น รวมไปถึงโอกาสการได้รับวัตถุโบราณในระดับสูงหรือเหนือกว่าเมื่อพิชิตดันเจี้ยนได้สำเร็จ
สุดท้ายคือค่าความแม่นยำ เพิ่มพูนความสามารถในการมองเห็นรวมไปถึงการจดจ่อ แม้จะแลดูเรียบง่ายและไร้ประโยชน์เมื่อเปรียบกับค่าอื่นๆ ทว่าในการต่อสู้จริงนั้น สมาธิคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินการประลอง ฝ่ายใดเสียสติก่อนก็เท่ากับหนึ่งความพ่ายแพ้
แต่ละค่าล้วนมอบความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีค่าใดไร้เทียมทานหรืออ่อนแอ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพให้เกินร้อย
.
< ด้วยทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย การมีพลังชีวิตที่สูงเข้าไว้คงจะเป็ประโยชน์กับเรามากกว่า แต่หากมองจากศาสตร์เฉพาะของเรา รวมไปถึงคำพูดของคุณโอเกอร์ ความเป็ไปได้ที่เราจะอยู่ในสายเวทหรือสายสนับสนุนก็สูงเช่นกัน ฉะนั้นเราควรเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากทักษะซากศพคืนชีพเพื่ออัญเชิญลูกสมุนออกมาช่วยสู้ แต่แบบนี้ตัวเราจะกลายเป็เป้าหมายที่เปราะบางจนเกินไป และจะกลายเป็จุดอ่อนที่นักเวทส่วนใหญ่ต้องพบเจอ >
.
กวีครุ่นคิดถึงหลากหลายความเป็ไปได้ การจะเลือกสักหนึ่งในสองอย่างย่อมมิใช่เื่ง่าย แต่ละทางเลือกล้วนมอบความได้เปรียบและข้อเสียเปรียบ ไม่มีทางเลือกใดดีเลิศที่สุดในบรรดาตัวเลือกทั้งหมดที่มีอยู่
เพียงแต่ว่า ความคิดบรรเจิดพลันปรากฏขึ้นในหัวของเขาอย่างฉับพลัน ริมฝีปากขยับยกสูง กลายเป็รอยยิ้มเปี่ยมล้นความมั่นใจ พร้อมเสียงว่ากล่าวถูกเปล่งขึ้นเบา ๆ ประหนึ่งพรายกระซิบ
“ไม่เห็นจะยากตรงไหน หากข้อด้อยของเราคือการเป็ขุนพลที่อ่อนแอ เราก็แค่ต้องทำให้ตัวเองเป็ขุนพลที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าลูกสมุนก็สิ้นเื่”
การตัดสินใจเสร็จสิ้น
“ต่อไปก็..” กวีเร่งเปลี่ยนหน้าสมุดนิทานไปยังหน้าถัดไป ปรากฏตารางช่องเก็บของล่องหนจำนวนสิบช่อง ในช่องแรกมีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับลูกกุญแจ เขาไม่รอช้าพลันเร่งใช้งานกุญแจที่ได้รับมาในทันที
“ซุ่ม !!”
กุญแจสู่ดันเจี้ยนแห่งแรกเริ่มได้เปล่งประกาย กลายเป็อณูแสงสว่างเรืองรองและสูญสลายหายไปในท้ายที่สุด ห้วงอากาศอันว่างเปล่า ณ ตรงหน้าของกวีได้แยกออก แปรเปลี่ยนเป็ประตูมิติพร้อมวัตถุโบราณชิ้นใหม่ได้บรรจุเข้าสู่ช่องเก็บของล่องหน
.
[ ได้รับวัตถุโบราณ ‘ใบย้อนกลับ’ ]
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: ใบย้อนกลับ
ระดับ: ??
ประเภท: วัตถุใช้งาน
คำอธิบาย: วัตถุโบราณชิ้นนี้สามารถใช้ได้เพียงดันเจี้ยนแห่งแรกเริ่มเท่านั้น เมื่อเริ่มต้นใช้งาน ผู้ใช้จะถูกดึงออกมาจากดันเจี้ยนอย่างฉับพลัน และจะสามารถใช้งานอีกครั้งเพื่อกลับไปยังจุดเดิมที่จากมา เมื่อใช้งานครบสองความสามารถ วัตถุโบราณชิ้นนี้จะหายไปในทันที]
.
“ก็สวยสิ” กวีเผยยิ้มอย่างปลื้มปีติ สองเท้าไม่รอช้าย่างก้าวแรกเริ่มต้นไปข้างหน้าโดยปราศจากการรีรอ
พลันผ่านประตูมิติเข้ามา เรือนร่างของเขาเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่อันมืดมิด คล้ายคลึงกับถ้ำสักแห่งในโลก มีเพียงทางเดินลากยาวออกไปไกลไร้ที่สิ้นสุด ทว่าประตูทางเข้ากลับหายไปไร้ซึ่งหนทางย้อนกลับ
บรรยากาศรอบกายแฝงความอึดอัดอันมากล้น ประหนึ่งกำลังถูกจดจ้องโดยอสูรร้ายนับร้อยชีวิต หาใช่สถานที่สำหรับมนุษย์พึงอาศัยอยู่แต่อย่างใด
กวีเดินหน้าไปต่อ สายตาสอดส่องทุกฝีก้าวอย่างระมัดระวัง หากมีอสูรปรากฏกายออกมาจากด้านหลังก็คงมิใช่เื่น่าแปลกใจ
ทางเดินเปล่าเปลี่ยวมีเพียงแสงสลัวคอยนำทาง ทว่ากลับมิอาจมองเห็นทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไป
กวีไร้ซึ่งอาวุธใด ๆ ติดตัวมา หากจำต้องเผชิญหน้ากับศัตรู สิ่งเดียวที่พึงใช้งานได้จึงมีเพียงร่างกายของตนเอง
“เยี่ยม มานากลับมาแล้ว” แสงสว่างสีเทาปรากฏขึ้นในมือขวา เมื่อสิ้นสุดภารกิจฝึกฝน พลังมานาจึงหวนคืนกลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง
แม้เวลาจะดำเนินมานานราวสิบนาที กระนั้นกลับไร้ซึ่งอสุรกายตัวใดปรากฏตัวขึ้นเพื่อปลิดชีพเขา
เพียงไม่นานนัก กวีััได้ถึงบางสิ่ง “กลิ่นเหม็นเหมือนหมาขี้เรื้อนเลยว่ะ” นับั้แ่ได้รับร่างกายในอุดมคติมา จมูกของกวีเพิ่มพูนประสิทธิภาพจนสามารถััได้ถึงกลิ่นที่หลากหลาย แม้จะมิอาจระบุตำแหน่งของศัตรูได้อย่างชัดเจน กระนั้นรัศมีการรับกลิ่นกลับกว้างไกลออกไปถึงร้อยเมตร
บางสิ่งได้เผยออกมาจากความมืดมิด รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายคลึงกับสุนัขจิ้งจอก ทั่วกายปกคลุมด้วยขนสีแดงประหนึ่งดอกปาริชาต มันแยกเขี้ยวออกเพื่อแสดงออกถึงความดุร้าย กรงเล็บแหลมคมพร้อมเข้าขย้ำคอ พร้อมดวงเนตรเปล่งประกายแสงสีมรกตดุดันและน่าสะพรึง
“เข้าใจล่ะ เป็แบบนี้นี่เอง” กวีตระหนักได้ถึงบางสิ่ง เหตุใดเขาจึงได้รับการฝึกสุดแสนหฤโหด แล้วดันเจี้ยนแห่งนี้มีตัวตนอยู่เพียงสิ่งใด ทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดมาเพื่อเสริมสร้างความ
“โฮ๊กก !”
เสียงคำรามถูกเปล่งขึ้นดังลั่นประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า พร้อมสี่เท้าพุ่งตรงเข้ามาเพื่อหวังปลิดชีพศัตรู
เพียงแต่ว่า สีหน้าของกวีกลับแลดูนิ่งเฉยไร้อารมณ์ รอยยิ้มเผยขึ้น ณ มุมปากหากแต่กลับแฝงความชั่วร้ายอย่างเป็อนันต์
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว !!”
ทักษะพิเศษของกวีถูกเรียกใช้งาน เรือนร่างของเ้าจิ้งจอกพลันหยุดชะงักไปในทันใด สั่นไหวประหนึ่งต้นไม้ใหญ่ถูกสายลมโบกพัดกระหน่ำ ในแววตาของมันปรากฏเพียงความหวาดกลัวอันมากล้นเข้าปกคลุมจนมืดบอด
ทันใดนั้น กวียื่นมือขวาออกไปและชี้นิ้วไปที่เ้าจิ้งจอก ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวและเอ่ยว่า “ชั้นจะให้เวลาแกสิบวินาที”
ไม่มีทางที่เ้าจิ้งจอกจะเข้าใจในสิ่งที่กวีได้เอื้อนเอ่ยออกมา เพียงแต่ว่า สัญชาตญาณดั้งเดิมของมันกลับบอกให้หนีไป มันไม่รอช้าพร้อมเร่งฝีเท้ามุ่งไปยังทิศทางตรงข้ามกับกวี วิ่งตรงไปข้างหน้าโดยไม่สนว่าสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น
“หนึ่ง”
การนับถอยหลังแห่งความตายได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมฝีเท้าของเ้าจิ้งจอกได้เพิ่มทวีความเร็วยิ่งขึ้นนับเท่าตัว
“สอง”
เ้าจิ้งจอกวิ่งหนีโดยมิได้สนใจในสิ่งที่เขากล่าว สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของมันยามนี้ คือตนต้องรอดชีวิตให้จงได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด
เพียงแต่ว่า..
“สาม !!”
เมื่อสิ้นสุดเสียง เรือนร่างของกวีได้เลือนหายไปอย่างฉับพลัน ห่างออกไปราวร้อยเมตร ณ จุดที่เ้าจิ้งจอกกำลังมุ่งไป ศีรษะของมันได้หลุดออกจากร่างกายพร้อมชีวิตที่สิ้นสุดลง
“ตุ่บ-”
ร่างกายและศีรษะของมันแน่นิ่งกลายเป็ซากศพ เืสีแดงสดไหลเกลื่อนนองออกมาจากาแ พร้อมเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังก้าวเดินเข้ามาหา ปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มราวกับวายร้าย แววตาน่าสะพรึงจนมิอาจแยกออกว่าใครกันแน่ที่เป็อสูร
กวีจดจ้องเรือนร่างของเ้าจิ้งจอกด้วยความสะใจ ริมฝีปากสั่นไหวพร้อมกล่าวออกไปว่า
“ทั้งชีวิตของแกคงอยู่แค่ในดันเจี้ยนเท่านั้นสินะ ถึงได้ไม่รู้ว่าพวกเรามนุษย์มันไว้ใจไม่ได้แค่ไหนน่ะ”
สิ้นเสียงเพียงไม่นานนัก กวีพลันััได้ถึงศัตรูตนใหม่ ทว่ามิได้มีเพียงหนึ่ง แต่มีมากถึงห้าสิบ!
“อะไร พวกแกเองก็อยากตายเหมือนกันรึไง ?” กวีกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางจดจ้องไปยังฝูงสุนัขจิ้งจอก แววตาของพวกมันปรากฏอยู่เพียงความโกรธ การเห็นพวกพ้องต้องตายคงบีบรัดจนจิตใจแทบะเิ
เพียงแต่ว่า แทนที่เขาจะรู้สึกผิด กวีกลับเผยยิ้มอย่างชั่วร้ายพร้อมเปล่งเสียงออกมาเบาบางประหนึ่งพรายกระซิบ
“ไม่นึกเลยว่าเดรัจฉานอย่างพวกแกจะมีความรู้สึกนึกคิด แต่ถ้าพวกแกอยากแก้แค้น..”
‘ก็เข้ามาสิวะ’