กำเนิดราชันย์นักล่า

    ตอนที่ 57 เป็นที่ยอมรับ

    หลังจากนั้นอาจารย์ของเขาก็พาไปทำเรื่องเป็นนักล่าตัวจริงที่ด้านหน้าเคาน์เตอร์ชั้นที่หนึ่งของสมาคมนักล่าอสูร อาจารย์ขอศิลานักล่าของอิกนัส จากนั้นจึงเดินไปทำเรื่องด้วยตัวเองทันที
    อิกนัสก็ได้ยินเสียงของพนักงานที่ทำหน้าแว่วมาว่า “ผู้จัดการคะ ทำแบบนี้มันจะดีเหรอคะ ที่ให้สิทธิ์พิเศษแก่ลูกศิษย์ของตัวเองแบบนี้”
    “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็ในเมื่อชั้นใช้สิทธิพิเศษของหัวหน้าสาขาหรือรองหัวหน้าสาขาในการรับรองนักล่าที่มีฝีมือให้สามารถเป็นนักล่าตัวจริงได้โดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก ซึ่งสิทธิ์พิเศษนี้สามารถทำได้ปีละหนึ่งคน ซึ่งที่ผ่านมาชั้นกับซาเบลไม่เคยใช้สิทธิ์นี้มาก่อนเลยสักครั้งเดียว ทำให้พวกเธอไม่เคยรู้ว่ามีสิทธิ์นี้มาก่อน แต่ครั้งนี้ที่ชั้นใช้เพราะอิกนัสนั้นพิเศษจริงๆ ไม่งั้นถึงต่อให้เป็นลูกศิษย์หรือใครก็ช่าง ชั้นก็ไม่ใช้สิทธิ์นี้ออกไปหรอก เพราะต้องไปอธิบายกับเบื้องบนให้มันยุ่งยากวุ่นวาย” อีริกกล่าวเสียงดังออกไปโดยไม่เกรงกลัวว่าใครจะได้ยินเลยแม้แต่น้อย
    อาจารย์ของเขาอาจจะไม่สนใจ แต่กับอิกนัสนั้นเขาโดนนักล่าที่อยู่โดยรอบจ้องกันเป็นสายตาเดียว ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้ว เพราะในขณะที่คนอื่นต้องสอบคัดเลือกกันอย่างยากลำบาก เขากับไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้เป็นนักล่าแล้ว
    “ต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะผู้จัดการ ดิชั้นไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีสิทธิ์แบบนี้อยู่ ดิชั้นจะจัดการเรื่องให้เดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ผู้จัดการต้องเสียเวลาค่ะ” พนักงานสาวกล่าวออกไปด้วยความหวาดกลัวว่าเธอนั้นอาจจะทำให้ผู้จัดการของเธอโกรธเอาได้ ซึ่งอาจจะทำให้เธอต้องตกงานเลยก็ได้
    “ไม่เป็นไรหรอก ดีซะอีกที่เธอถาม ลูกศิษย์ชั้นจะได้มีคนรักเยอะๆ ฮาฮาฮา” อีริกไม่ได้คิดจะถือโทษพนักงานสาวด้วยซ้ำไป เขาเพียงแค่คิดว่าได้โอกาสที่จะแกล้งลูกศิษย์ของเขาซะหน่อยก็เท่านั้นเอง
    อิกนัสเมื่อรู้ว่าสิ่งที่อาจารย์ของเขาเสียงดังนั้นเพื่อให้ เขาเป็นจุดสนใจก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา อย่างไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ในเมื่อเขาต้องโดนเขม่นจากนักล่าทั้งเมืองแล้ว เขาก็ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม
    นักล่าที่อยู่ตรงนั้นต่างพูดคุยซุบซิบ และมองไปที่อิกนัสด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเลยแม้แต่คนเดียว จากนั้นก็มีนักล่าคนหนึ่งเดินตรงมาที่พวกเขา นักล่าคนนั้นเดินเข้ามากล่าวกับอาจารย์ของเขาว่า “ผู้จัดการ ผมของทดสอบฝีมือลูกศิษย์ของคุณหน่อยได้มั้ย”
    อีริกสัมผัสพลังของนักล่าที่เดินเข้ามาพูดได้ว่ามีระดับเงินขั้นสูงสุดเช่นเดียวกับลูกศิษย์ของเขา ก็คิดในใจว่า ‘ปลากินเหยื่อไวดีเหมือนกันนะ ดีเลยเป็นไปตามแผนที่คิดไว้พอดี กินเบ็ดกันเยอะๆนะ เพราะต้องให้อิกนัสมีประสบการณ์ต่อสู้เสี่ยงตายมากๆเข้าไว้ จะได้ขจัดจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดออกไปได้’
    อีริกอาจารย์ของเขาหันมายิ้มให้อิกนัสราวกับพูดจะว่า ‘ตอบรับเลยสิอิกนัส’ ยังไงยังงั้น แต่ก็ถามความเห็นเขาออกมาว่า “ว่าไงล่ะอิกนัสเขามาท้าทายถึงที่จะตอบรับมั้ย”
    “งั้นก็ได้ครับ แต่ว่าที่สมาคมไม่อนุญาตให้ต่อสู้กันในนี้นี่ครับอาจารย์ หรือว่าจะให้ไปสู้กันในโลกเสมือน” อิกนัสถามออกไป
    “อืมนั่นสิเอายังไงดีนะ อยากสู้แบบไหนละอิกนัส แต่ถ้าจะแสดงฝีมือก็เอาเป็นโลกเสมือนก็แล้วกันนะ ฆ่ากันได้สบายดีเนอะทุกคน” อีริกล่าวเสียงดังออกมาให้ได้ยินกันทั่วทั้งสมาคม โดยเน้นที่คำว่าฆ่าให้มันดังกว่าคำอื่น พร้อมกับโปรยรอยยิ้มสังหารไปรอบๆ ทำให้นักล่าที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับขนลุกกันทุกคนเลยทีเดียว
    “ถ้าอาจารย์ว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ งั้นคุณเอ่อ...” อิกนัสตอบออกไปอย่างเสียมิได้ เพราะเขาคงหมดสิทธิ์เอาตัวรอดจากสถานการนี้แล้ว ในเมื่ออาจารย์จัดแจงเองเสียทุกอย่างขนาดนี้
    แต่ก่อนที่อิกนัสจะได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น อีริกก็กล่าวขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไรอิกนัสเดี๋ยวอาจารย์ไปจัดเตรียมเรื่องสนามประลองกับอาจารย์ก็แล้วกัน แล้วก็เชิญทุกคนด้วยนะ ใครที่สงสัยในฝีมือของลูกศิษย์ของชั้นก็ไปดูด้วยกันได้เลย รวมถึงพนักงานทุกคนด้วยนะไปด้วยกันให้หมดนี่แหละ” อีริกกล่าวออกมาเสียงดังอีกครั้ง
    แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ไปไหนกันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “ผู้จัดการคะ แล้วใครจะทำงานกัน ไม่ได้ พนักงานไปไม่ได้เด็ดขาด”
    ได้ยินอย่างนั้นอีริกก็ตอบออกไปว่า “น่า...ซาเบลหยวนๆหน่อยไม่ได้เหรอ นานๆทีให้ก็ให้พนักงานเราไปเปลี่ยนบรรยากาศกันสักหน่อยไม่กี่นานทีเอง ไม่มีพนักงานเราก็ติดป้ายว่า ปิดให้บริการไว้ที่หน้าประตูก็พอแล้วจริงมั้ยทุกคน”
    “จริงค่ะ/ครับ ผู้จัดการ” เสียงตอบรับของพนักงานดังออกมาอย่างพร้อมเพรียง
    “ไม่ได้ค่ะ มีอย่างที่ไหนกันที่สมาคมนักล่าอสูรจะปิดให้บริการ กว่าพันปีมาแล้วที่พวกเราไม่เคยปิดบริการเลยแม้แต่วันเดียว จะมาปิดเพราะคุณไม่ทางเด็ดขาดเลยค่ะ” ซาเบลตอบกลับอย่างไม่ใยดี
    “โธ่...เธอเนี่ยน้า จริงจังไปกับทุกเรื่องจริงๆ คนเรามันต้องผ่อนคลายกันบ้าง ว่าแต่เธอไม่อยากเห็นฝีมือของอิกนัสเหรอซาเบล เห็นเธอเคยบ่นว่าทำไมชั้นถึงอยากให้เค้ามาเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอด”
    “ชั้นเคยพูดว่าอย่างนั้นก็จริงค่ะ แต่ว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ค่ะ นักล่าไปได้แต่พนักงานต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อไป คุณก็เล่นเป็นซะอย่างนี้ทุกที เรื่องอื่นนอกจากการต่อสู้ชอบทำเป็นเล่นตลอดเลยนะคะผู้จัดการ สมาคมของเราถึงมีแต่พวกบ้าๆบอๆเยอะแบบนี้ นี่นิกซ์ก็ออกไปตั้งหลายปีแล้ว ชั้นก็นึกว่าสมาคมของเราจะดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็เหมือนเดิมเป็นที่สุมหัวของพวกบ้าๆบอๆทั้งนั้นเลย เห้อ....” พูดจบซาเบลก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
    “พวกเราไม่ใช่พวกบ้านะครับคุณซาเบล ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับคุณซาเบล และอีกสารพัดคำพูดที่นักล่าเหล่านั้นพูดออกมา”เสียงตะโกนของนักล่ามากมายดังขึ้นทันทีที่ซาเบลพูดจบ จนฟังไม่รู้ว่าใครพูดอะไรกันบ้างเลยแม้แต่น้อย พร้อมกับเสียงโห่ของพนักงานที่หาเรื่องอู้ตามผู้จัดการของพวกเขา
    อิกนัสมองดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นที่ที่ครื้นเครงดีเหมือนกัน ให้บรรยายกาศที่เป็นกันเองดีด้วย พร้อมกับคิดในใจว่า ‘อาจารย์ของเขานี่ชอบสร้างเรื่องซะจริง แถมยังสร้างเรื่องไว้ให้เขาเยอะซะด้วย’
    “งั้นเดี๋ยวค่อยตามเข้าไปในโลกเสมือนก็แล้วกันนะทุกคน ชั้นไปจัดเตรียมสถานที่ก่อน” อีริกล่าวกับทุกคน
    จากนั้นอีริกก็ชวนลูกศิษย์ของเขาเข้าไปในโลกเสมือนอย่างกระตือรือร้นเหมือนว่าเป็นการต่อสู้ของตัวเองอย่างไงอย่างงั้น
    อีริกพาอิกนัสไปที่ส่วนกลางของสนามประลองแห่งโลกเสมือน จากนั้นเขาก็เป็นคนจัดการเรื่องสนามประลองเองเสร็จสับไปเสียทุกอย่าง
    เมื่อได้ลานประลองที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็วาร์ปเข้าไปที่นั่นทันที จากนั้นอีริกก็ใช้ศิลานักล่าบอกที่อยู่ของสนามประลองให้กับนักล่าภายในสมาคมได้รับรู้
    จากนั้นนักล่าหลากหลายคนก็เริ่มทยอยเข้ามาภายในลานประลอง อีริกและอิกนัสยืนรอพวกเขาอยู่บนลานประลองอย่างองอาจ
    สำหรับอิกนัสนั้นการประลองนี้แทบไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย เพียงแต่อาจารย์ของเขาบอกกับเขาเอาไว้ว่า เป็นการฝึกฝนฝีมือและและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการต่อสู้จริง อีกทั้งยังกำชับกับเขาไว้อีกด้วยว่า ห้ามใช้สัตว์อสูรในการต่อสู้ครั้งนี้เด็ดขาด เมื่ออาจารย์เขาบอกมาแบบนั้นอิกนัสก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก
    ไม่นานนักล่าจากสมาคมนักล่าอสูรของเมืองไวท์ชาโดว์ก็มากันจนแน่นอัฒจันทร์ ซึ่งภายในลานประลองนั้นสามารถจุคนได้ถึงหนึ่งพันคน ทำให้รู้ได้เลยว่านักล่าของเมืองนี้มีแต่พวกบ้าการต่อสู้หรือไม่ก็ว่างงานกันมากจนเกินไป ถึงได้มากันมากขนาดนี้ สำหรับการประลองอย่างไม่เป็นทางการนี้ นักล่าจะสามารถใช้ได้เพียงแค่ลานประลองเท่านั้น
    “สำหรับใครที่สงสัยหรือต้องการทดสอบฝีมือของลูกศิษย์ของชั้นก็เข้าไปท้าทายได้เลย” อีริกกล่าวออกไปให้ได้ยินโดยทั่วกัน
    ไม่นานนักชายคนที่ท้าสู้กับอิกนัสตอนที่อยู่ในสมาคมนักล่าอสูรเป็นคนแรกก็เดินขึ้นมาบนเวทีประลอง ชายคนนี้อายุไม่น่าจะห่างจากเขามากนัก อิกนัสกล่าวทักทายออกไปตามมารยาท “ผมอิกนัสครับ ขอคำชี้แนะด้วยครับ”
    “ชั้นทูน นักล่าระดับเงินสี่ดาว ฉายาหัตถ์พฤกษา ชั้นต่างหากที่ต้องขอคำชี้แนะจากลูกศิษย์ของคุณอีริกอย่างนาย” ชายคนนั้นตอบกลับไป
    “ผมคงไม่สามารถชี้แนะอะไรได้หรอกครับ วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเริ่มมาฝึกกับอาจารย์อีริกเท่านั้นเองครับ” อิกนัสตอบกลับไป
    “เลิกพูดมากกันได้แล้ว นักล่าเค้าต้องคุยกันด้วยฝีมือเข้าใจมั้ย เอาล่ะเริ่มการประลองได้” อีริกกล่าวออกมา พร้อมกับให้สัญญาณเริ่มการประลอง
    ทั้งสองกระโดดถอยห่างจากกันในทันทีเมื่อได้ยินเสียงของอีริก อิกนัสนำดาบออกมาถือไว้ในตั้งท่าเตรียมที่จะสู้เต็มที่ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่น้อยหน้าเขารวบรวมพลังชีวิตไว้ที่สนับมือทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว
    ทั้งสองต่างยืนอยู่กับที่ไม่มีใครขยับเลยแม้แต่น้อย พลางจ้องมองคู่ต่อสู้อย่างไม่กระพริบตาเพื่อมองหาช่องโหว่จะที่เล่นงานคู่ต่อสู้ พวกเขารู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณว่า คนที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา
    และก็เป็นทูนที่เป็นฝ่ายเปิดฉากบุกเข้าไปก่อน เขาพุ่งตัวออกไปด้วยความรวดเร็ว เพียงพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้าอิกนัสในทันที พร้อมกับระดมหมัดที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังชีวิตสีน้ำตาลไปที่อิกนัสอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งบ่งบอกได้ว่าเป็นผู้ใช้ธาตุไม้
    เท่านั้นยังไม่พอนอกจากหมัดที่ระดมต่อยออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนแล้ว ที่ด้านล่างยังปรากฏรากไม้รัดตรึงร่างของอิกนัสเอาไว้กับที่ด้วย
    อิกนัสทำได้เพียงตั้งรับการโจมตีอย่างเดียวเท่านั้น หมัดแต่ละหมัดที่โจมตีเข้ามารุนแรงและหนักหน่วงเป็นอย่างมาก เขาไม่สามารถหลบหลีกการโจมตีได้เลยแม้แต่น้อย เพราะที่เท้าก็ถูกพันเอาไว้ด้วยรากไม้อย่างแน่นหนา แต่ด้วยทักษะการแกร่งที่ติดตัวเขาอยู่ ทำให้ร่างกายของเขสามารถรับการโจมตีที่กระหน่ำเข้ามาได้บ้าง
    แต่ยิ่งนานเข้าอิกนัสบาดแผลบนร่างกายปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว เขาพยายามต้านการโจมตีอย่างสุดกำลัง พร้อมกับเคลื่อนย้ายพลังของธาตุไฟไปที่ขา เพื่อเผารากไม่ให้หลุดจากการพันธนาการ
    ไม่กี่อึดใจต่อมาอิกนัสก็สามารถดิ้นหลุดจากรากไม้ที่พันธนาการเขาอยู่ออกมาได้ แต่เขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อยเช่นกัน ตามเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ที่มุมปากมีรอยเลือดแสดงให้เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บภายใน
    อิกนัสไม่รอช้าเขาพุ่งตัวออกไปพร้อมกับตวัดออกด้วย กระบวนที่ลมหวนของเพลงดาบพายุทราย ครั้งนี้เขาลองอัดพลังธาตุไฟลงไปในกระบวนท่าตามคำชี้แนะจากอาจารย์ของเขาแต่การโจมีตีนี้ก็กินพลังชีวิตไปไม่น้อยเช่นกัน ทำให้จากเดิมที่เป็นพายุคมดาบพัดหมุนโจมตีศัตรู ก็กลายเป็นพายุเพลิงพัดโหมกระหน่ำเข้าใส่ทูนในทันที
    เมื่อเห็นอย่างนั้นทูนก็รีบหลบการโจมตีที่พุ่งเข้ามาในทันที เพราะว่าเขาที่เป็นผู้ใช้ธาตุไม้ย่อมแพ้ทางธาตุไฟเป็นธรรมดา
    อิกนัสคาดการไว้อยู่แล้วว่า คู่ต่อสู้จะต้องหลบการโจมตีอย่างแน่นอน เขารีบพุ่งไปอีกด้านหนึ่งในทันทีที่ปล่อยกระบวนท่าออกไป เขาพุ่งไปถึงในจังหวะเดียวกันกับที่ทูนหลบไปในทิศทางนั้นพอดี เพราะเขาคาดเดาการเคลื่อนที่ของคู่ต่อสู้เอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
    อิกนัสตวัดดาบฟันเข้าใส่ทูนที่พุ่งหลบการโจมตีของเขามาอย่างไม่ทันระวังตัว คมดาบผ่าครึ่งร่างกายของคู่ต่อสู้ออกเป็นสองส่วน บนใบดาบไม่มีเลือดติดอยู่แม้แต่หยดเดียว เพราะรอยเลือดนั้นถูกความร้อนจากดาบทำให้ระเหยไปหมดแล้ว อิกนัสเก็บดาบเข้าฝักแล้วเดินหันหลังกลับทันที
    ทูนไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าตัวเองจะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายขนาดนี้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยไม่อาจทำใจยอมรับผมที่เกิดขึ้นได้ ก่อนที่ชิ้นส่วนร่างกายของเขาจะค่อยๆหายไปจากลานประลอง
    ทั่วทั้งลานประลองเงียบสงัดราวกับป่าช้า นักล่าหลายต่อหลายคนต้องขยี้ตาตัวเองซ้ำหลายครั้งเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงพริบตาเดียวสถานการณ์ก็กลับตาลปัตรไปอย่างคาดไม่ถึง ทุกคนคิดว่าลูกศิษย์ของผู้จัดการสมาคมนักล่าอสูรจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน แต่เพียงแค่ดาบเดียวเท่านั้นก็สามารถผ่าร่างของนักล่าระดับเดียวกันลงได้อย่างง่ายดาย
    จากนั้นอิกนัสก็ต่อสู้กับนักล่าอีกหลายต่อหลายคน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักล่าระดับเงินสี่ดาวทั้งสิ้น ซึ่งเขาก็สามารถเอาชนะไปได้ทุกครั้ง และในทุกๆการต่อสู้ก็ทำให้การเคลื่อนไหวรวมถึงการควบคุมพลังชีวิตเริ่มเข้าที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้อิกนัสจัดการกับนักล่าระดับเงินไปแล้วกว่าสิบคน
    ทำให้ตอนนี้ทั่วทั้งลานประลองเต็มไปด้วยความตกตะลึง นักล่าระดับเงินสี่ดาวไม่คิดที่จะออกมาสู้กับอิกนัสอีกต่อไปแล้ว เพราะคิดว่านักล่าระดับเงินหลายๆคนที่ออกไปก็ฝีมือพอกับตัวเอง พวกเขาจึงไม่คิดที่จะออกไปทำให้ตัวเองขายหน้าอีก
    อากอนและกลุ่มนักล่าลมทมิฬมองดูการต่อสู้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย มีทั้งสิ้นหวัง ภูมิใจ หวาดกลัว และอีกหลากหลายความรู้สึกที่พวกเขาต่างรู้สึกได้จากการต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสน
    นักล่าระดับทองหลายคนเริ่มคันไม้คันมืออยากจะลองทดสอบฝีมือของอิกนัสกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครคิดที่จะออกไปท้าประลอง เพราะพวกเขาคิดว่ามันเป็นการลดเกียรติและศักดิ์ศรีของพวกเขาที่ไปท้าทายนักล่าที่ระดับต่ำกว่า มิหนำซ้ำถ้าพ่ายแพ้ก็น่าอับอายยิ่งกว่า ทำให้นักล่าระดับทองหลายคนยังคงดูท่าทีกันอยู่
    “หมดแล้วหรือไง มีแต่เต่าหัวหดทั้งนั้นเลยใช่มั้ย มากันตั้งเป็นพันคน แต่ออกมาสู้แค่ไม่กี่สิบคน ชั้นผิดหวังในตัวพวกนายมากจริงๆ เป็นนักล่าแต่กลับไม่กล้าที่จะออกมาสู้ งั้นพวกนายก็เป็นได้แค่นักล่าทั่วไปไปจนวันตายเท่านั้นแหละ” อีริกกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความผิดหวังและเสียดสี
    สิ้นเสียงนั้นเอง นักล่าหลายต่อหลายคนกระโจนออกจากที่นั่งขึ้นไปบนเวทีประลองในทันที ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนักล่าระดับทองขึ้นไปทั้งสิ้น
    อิกนัสมองดูด้วยความเหนื่อยใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่าอาจารย์ของเขาจะโยนระเบิดไปกลางวงต่อเนื่องอย่างนี้ เขาคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้นี้ได้ เเต่อีกใจหนึ่งเขาก็พร้อมที่จะต่อสู้กับทุกคน เพราะเขารู้สึกได้ถึงเเม้จะค่อยเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยก็ตามที ว่าเขาเเข็งเเกร่งขึ้น การต่อสู้ช่วยขัดเกลาความสามารถของเขาให้เฉียบคมขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาเขาก็พร้อมที่จะสู้ด้วยทุกคน
    อีริกหันมายิ้มกว้างให้กับอิกนัส พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้กับนักล่าที่เดินเข้ามาท้าประลอง จากนั้นเขาก็เดินเขาไปกระซิบกับอิกนัสว่า “สู้ต่อไปอิกนัส”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์นักล่า ที่คุณอ่าน