Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 15 สิบล้าน

    บทที่ 15

    ภายในอาณาจักรโนว่าขุนนางผู้มีชื่อเสียงโดยส่วนมากมักจะมีคฤหาสน์หรูหรากระจายกันอยู่ทั่วมหานครลูมินัสแม้แต่ตระกูลของเอิร์ลครีฟมอนด์เองก็เช่นกันคฤหาสน์ของพวกเขาตั้งอยู่ในเขตเหนือของลูมินัสบนที่ดินบนเนินสูงอันโดดเดี่ยวและค่อนข้างสันโดษ

    กุบกับๆ

    รถม้าคันงามค่อยๆแล่นผ่านถนนกรวดเส้นเดียวที่เชื่อมต่อคฤหาสน์กับโลกภายนอกสองข้างทางคือป่าทึบที่พอจะมองเห็นแสงไฟจากในเมืองได้อยู่เนืองๆแม้จะแม้ยามกลางคืนแบบนี้โดยมีระยะทางครึ่งกิโลเมตรเท่านั้นในที่สุดรถม้าคันงามที่มีพ่อบ้านชราคอยเป็นสารถีก็เคลื่อนผ่านประตูคฤหาสน์วนรอบน้ำพุกลางสวนที่งดงามก่อนจะจอดหน้าเรือนหลัง

    เหล่าข้ารับใช้จำนวนหนึ่งรีบอกมาต้อนรับพวกเขายืนหลบอยู่ข้างพรมสีแดงแล้วหยุดรอก่อนที่พ่อบ้านชราจะก้าวลงมาจากบังเหียนรถมาแล้วเปิดประตูให้แก่ผู้เป็นนาย

    “เชิญขอรับคุณหนู”

    “ขอบคุณค่ะธอมัส”

    ร่างสูงระหงของสตรีวัยเยาว์เจ้าของเรือนผมสีทองดวงตาสีมรกตร่างกายสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนกางเกงขาสั้นถุงน่องยาวปกปิดเรียวขาเอาไว้จนมิดชิดสวมทับด้วยรองเท้าบูตยาว ตามร่างกายสวมใส่ชุดเกราะระดับกลางที่ปกปิดเฉพาะจุดสำคัญไม่ให้ขัดขวางการเคลื่อนไหวเหนือสิ่งอื่นใดที่ข้างเวอยังคาดดาบซันโทเรียนที่เปรียบดังสัญลักษณ์เอาไว้ไม่ห่างกาย

    “ยินดีต้อนรับกลับขอรับ/เจ้าค่ะ”

    เหล่าบรรดาคนรับใช้ทั้งหมดขานเสียงขึ้นเด็กสาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะก้าวไปตามพรมสีแดงลุล่วงเข้าไปในตัวคฤหาสน์ผ่านเหล่าบรรดาญาติๆทั้งหลายโดยไม่หยุดทักทายใครทั้งนั้นแล้วตรงไปยังสถานที่หนึ่งบนชั้นสองในส่วนที่ลึกที่สุดของคฤหาสน์คือห้องทำงานของเจ้าตระกูลคนปัจจุบันเสียงเอะอะดังขึ้นจากภายในห้องทำงานแต่เด็กสาวก็ไม่ใส่ใจผลักประตูเข้าในทันที

    ร่างของชายวัยกลางคนสองคนปรากฏขึ้นในคลองจักษุทั้งสองมีหน้าตาคล้ายคลึงกันหลายส่วนคนหนึ่งคือชายร่างท้วมที่มีศักดิ์เป็นอาของเซลีนที่มีชื่อว่าโยฮันส่วนอีกคนคือชายร่างสมส่วนผู้กุมตำแหน่งหัวหน้าตระกูลครีฟมอนด์คนปัจจุบัน โจเซฟ ครีฟมอนด์ บิดาแท้ๆของเซลีนนั่นเอง

    “ผมแค่อยากให้พี่ทบทวนดูอีกที ตำแหน่งผู้นำตระกูลนั้นมันไม่หนักเกินไปสำรับเซรีนอร่าหรือ”

    โยฮันเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกข้ออ้างต่างๆขึ้นมาพูด

    “อีกอย่างเซลีนอร่าเป็นสตรี พี่คิดเหรอว่าคนในตระกูลเราจะยอมรับหากเธอขึ้นเป็นผู้นำ”

    โจเซฟรับฟังโยฮันพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบอันที่จริงที่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกของโยฮันที่ยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูดกับเขา ถึงจะเหนื่อยหน่ายแค่ไหนแต่ด้วยตำแหน่งที่เปียบดังเสาหลักของครอบครัวโจเซฟก็ยังคงอธิบายกับน้องชายอย่างใจเย็น

    “โยฮันนายจะพูดแบบนั้นมันก็ไม่ถูกจะบุรุษหรือสตรีก็ไม่เกี่ยวกันแต่เซลีนนั้นเป็นเด็กที่มีความสามารถ”

    โจเซฟเอ่ยพร้อมกับดันเอกสารต่างๆที่เป็นข้อมูลธุรกรรมบริหารจากบริษัทที่ตระกูลครีฟมอนด์เป็นเจ้าของ

    “นอกจากทักษะการต่อสู้แล้วเซลีนอร่ายังเป็นนักบริหารมือหนึ่ง งานที่พี่มอบหมายให้ทั้งหมดล้วนมีผลกำไรมากขึ้นทั้งสิ้นแล้วอีกอย่าง”

    พูดจบโจเซฟก็เว้นช่วงเล็กน้อยก่อนจะดันเอกสารอีกชุดที่มีตราประทับสีแดงสดออกมา

    “ลูกชายของนาย อังเดร น่ะวันนี้ได้รับหมายศาลจากกรมปกครองกลางในข้อหาทะเลาะวิวาทและติดค้างชำระจากร้านเครื่องประดับ พี่ไม่อยากจะพูดหรอกนะแต่เมื่อเทียบกันแล้วอังเดรทั้งที่มีอายุมากกว่าห้าปีแต่กลับไม่มีความรับผิดชอบวันๆเที่ยวแต่ไปก่อเรื่องแบบนี้พี่คงไม่มีวันแต่งตั้งเป็นู้สืบทอดหรอก”

    โยฮันนิ่งเงียบไปพร้อมกับเนื้อตัวที่เริ่มสั่นเทา

    โครม

    ตอนนั้นเองประจวบเหมาะกับที่เซลีนผลักประตูเข้ามาเด็กสาวได้ยินทุกคำพูดที่โยฮันเอ่ยออกมาทั้งหมดและเธอกำลังโกรธ แต่เพื่อเห็นแก้หน้าของบิดาที่เป็นผู้นำตระกูลเด็กสาวจำต้องเยือกเย็นเอาไว้ เซลีนทำหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนจะถอนสายบัวอย่างดงาม

    “สายันณ์สวัสดิคุณพ่อแล้วก็....คุณอา”

    เด็กสาวรู้สึกกระดากปากทุกครั้งที่ต้องนับชายคนนี้เป็นญาติที่คิดจะเขี่ยเธอทิ้งเพื่อให้ลูกพี่ลูกน้องอย่างอังเดรผุดขึ้นมามีอำนาจ เด็กสาวย่างมาหาทั้งสองอย่างแช่มช้าก่อนจะอ้อมไปอีกฝั่งหนึ่งโดยมีโยฮันอยู่ฝั่งตรงข้าม

    “เหอะ ยังมีหน้ากลับมาที่คฤหาสน์อีกเหรอทั้งที่ทำซันโทเรียนเสียหายไปแล้วแท้ๆ”

    โยฮันที่หงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วสบโอกาสค่อนขอดหลานสาวไปทีหนึ่งแต่เซลีนกลับไม่ตอบโต้ทั้งยังปลดตะขอที่เกี่ยวดาบซันโทเรียนแล้ววางลงบนโต๊ะทำงานของพ่อเธอ

    !

    โจเซฟและโยฮันผงะไปเล็กน้อยเพราะซันโทเรียนตรงหน้าพวกเขาต่างกับซันโทเรียนที่พวกเขาเคยเห็นมาตลอดทั้งชีวิตโดยสิ้นเชิง สัสันบนใบดาบดูโดดเด่นราวกับมีชีวิตคล้ายกับว่ามันได้รับการซ่อมบำรุงจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์รอยบิ่นบนใบดาบหายไปจนไม่มีเหลือแถมค่าความทนทานยังกลับมาเต็มอีกครั้ง

    “ด ได้ยังไง”

    เซลีนอมยิ้มไม่ตอบคำถามและพูดขึ้นว่า

    “หนูคิดว่าพี่อังเดรน่าจะเหมาะกับดาบเล่มนี้ มากกว่าตัวหนู”

    !

    สองพี่น้องเผยสีหน้าตกใจอีกครั้งโยฮันถึงกับไม่สำรวมอาการพร้อมกับรีบคว้าดาบเล่มนี้เอาไปกอดราวกับกลัววมันจะวิ่งหนีหายไป

    “จริงรึเปล่าเซลีนอร่า หลานจะยกดาบเล่มนี้ให้อังเดร?”

    โยฮันถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือมีหรือที่คนอื่นจะไม่รู้ว่ามันอยากจะให้ลูกชายครอบครองดาบที่เปรียบดังสัญลักษณ์ประจำตระกูลจนตัวสั่นขนาดไหนที่มันกลัวก็คือเซลีนจะผิดคำพูดแล้วขอมันคืนในภายหลังแต่ผิดคาดเซลีนกลับยิ้มอ่อนเท่านั้น

    “ค่ะเอาไปได้เลย”

    เซลีนตอบก่อนจะหันมาทางบิดา

    “คุณพ่อ หนูขอเบิกทรัพย์สินจำนวนห้าสิบล้านเหรียญทองจากคลังของตระกูล”

    “นี่ลูกพูดเรื่องเหลวไหลอะไรออกมา”

    โจเซฟที่หงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการที่บุตรสาวตนยกดาบที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลให้กับคนอื่นง่ายๆถามขึ้นด้วยใบหน้าขุ่นเคือง เช่นเดียวกับโยฮันที่มันพูดด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน

    “เงินตั้งห้าสิบล้าน หลานจะเอาไปทำอะไร?”

    “เอาไปจ่ายค่าดาบค่ะ”

    “ค่าดาบ? นี่ลูกพูดจริง”

    โจเซฟทวนคำด้วยน้ำเสียงผิดหวังนึกเสียใจที่มันไว้ใจคคนผิดที่แท้ลูกสาวของเขากลับได้รับดาบเล่มใหม่ไปแล้วจึงยอมสละซันโทเรียนแบบบง่ายๆหารู้ไม่ว่าเซลีนนั้นฉลาดกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีเด็กสาวจึงนำดาบซันโทเรียนอีกเล่มออกมาวางบนโต๊ะ

    ใบดาบที่แกนกลางเป็นสีแดงสดคมดาบสีขาวราวกับไข่มุก บั้งดาบเป็นรูปเทพีที่มีปีกและด้ามจับที่ดูพอดีแม้จะดูสั้นกว่าซันโทเรียนในมือโยฮันนิดหน่อยแต่ดาบเล่มนี้ต้องมีต้นแบบเป็นซันโทเรียนแน่ๆ

    “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

    โจเซฟสับสนราวกับถูกค้อนทุบส่วนโยฮันกลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก่อนจะพูดขึ้นว่า

    “ที่แท้หลานกลัไปได้ดาบของเล่นมาแทนซันโทเรียน ช่างน่ายินดีกับท่านพี่เหลือเกินที่มีบุตรสาวฉลาดขนาดนี้”

    พูดจบมันก็หยิบซันโทเรียนเล่มใหม่ขึ้นมาถือพร้อมหัวเราะคิกคัก

    “ขออาชื่นชมอาวุธใหม่ของหลานด้วยตาหน่อย....”

    พูดไม่ทันจบคำน้ำเสียงของอังเดรกลับขาดห้วงไปเสียเฉยๆเมื่อได้เห็นค่าสถานะของดาบ โจเซฟพลันเกิดความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นจะดูข้อมูลของมันบ้างก่อนที่เขาจะนิ่งงันไปอีกคน

    เปลวอัคคีสุริยันต์แจ้งอรุณ ซันโทเรียน

    แรงค์ S

    ประเภท อาวุธ

    พลังโจมตี 15300

    ความทนทาน 6000 / 6000

    ผู้สร้าง เอเลน

    เงื่อนไขการสวมใส่ นักดาบ อัศวิน

    ซันโทเรียนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยความพยายามของช่างฝีมือผู้มีอนาคตที่สดใส อัดแน่นด้วยความพยายามอย่างเปี่ยมล้นหลอมขึ้นจากวัตถุดิบระดับสูงผ่านความร้อนด้วยเปลวไฟแห่งภูติและสลักด้วยรูนที่เกี่ยวข้องกับไฟ รูนจึงดูดซับเปลวเพลิงแห่งภูติมาเป็นพลังให้แก่ตัวมันเอง

    - เพิ่มพลังโจมตีต่อสิ่งมีชีวิตธาตุลม ธาตุไม้ ธาตุน้ำแข็ง 150%

    - เพิ่มพลังโจมตีทักษะดาบ 100 %

    - ดูดซับพลังโจมตีธาตุไฟได้ 100000 หน่วย และจะสามารถปลดปล่อยพลังโจมตีที่เก็บสะสมนี้ไว้ได้ก็ต่อเมื่อมีพลังโจมตีสะสมเอาไว้อย่างน้อย 10000 หน่วย

    - เพิ่มระดับทักษะดาบได้เร็วขึ้น

    - (รูน) ทักษะ ตะวันแจ้งอรุณ ปลดปล่อยรังสีดวงอาทิตย์พลังโจมตีอยู่ที่ 300% ของพลังโจมตีอาวุธตั้งต้น เป้าหมายจะติดสถานะ เพลิงตะวันผลาญลดพลังชีวิตต่อเนื่อง 1000 หน่วยทุกๆวินาที มีระยะหน่วงทักษะ 1 ชั่วโมง

    - (รูน) ทักษะผู้พิทักษ์แห่งเพลิง อัญเชิญร่างจำแลงของภูติอัคคีสลามันเดอร์ ออกมาได้สูงสุดสองตัว ภูติอัคคีจะมีพลังโจมตีอยู่ที่ตัวละ 5000 หน่วย สามารถอยู่ได้นานสิบนาที พลังเวทย์ที่ใช้ 3000 หน่วย / ตัว ระยะหน่วงทักษะ 24 ชั่วโมง 

    “อาวุธเกรด S”

    โจเซฟหลุดปากออกมาราวกับคนเสียสติก่อนที่เขาจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและเริ่มเข้าใจความคิดของเซลีนขึ้นมาบ้าง ราคาห้าสิบล้านเหรียญทองไม่ใช่ราคาที่แพงอะไรเลยเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของยุทธภัณฑ์เกรด S ที่ปกติหากได้ขึ้นประมูลจะมีมูลค่าสูงถึง100ล้านเป็นอย่างต่ำ

    “หนูตั้งใจที่จะให้ดาบนี้เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของตระกูล”

    เซลีนกล่าวอย่างแช่มช้าก่อนจจะปรายตาไปยังโยฮันที่ถือดาบด้วยมืออันสั่นเทา

    “แทนดาบเล่มนั้นที่เป็นสัญลักษณ์ที่....เก่าแก่ละควรจะอยู่แต่บนหิ้งบูชา”

    ตอนนั้นเองโยฮันคล้ายถูกทุบด้วยค้อนอย่างแรงมันประเมินเล่ห์กลของสาวน้อยคนนี้ต่ำไปก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น

    “เอ่อ...อาว่าแบบนั้นคงไม่ดี ยังไงหลานก็เป็นว่าที่ผู้นำดาบเล่มนี้ควรจะอยู่กับหลานมากกว่า”

    โยฮันเอ่ยพร้อมกับส่งซันโทเรีนเล่มเก่าให้แล้วมองซันโทเรียนเล่มใหม่ด้วยความโลภ

    “ส่วนดาบเล่มนั้น...คงจะเป็นการดีกว่าที่จะให้อังเดรใช้”

    เซลีนลอบแค่นเสียงในใจก่อนจะส่งสายตาไปยังโจเซฟที่เข้าใจดีว่าบุตรสาวกำลังคิดจะทำอะไร

    “ได้ยังไงกันโยฮันนายจะปฏิเสธน้ำใจของหลานอย่างงั้นเหรอ นายเองก็ทำท่าว่าอยากได้ดาบเล่มนั้นเสียเหลือเกินนี่”

    โยฮันสะอึกไม่คิดมาก่อนว่าคำพูดของมันในอดีตจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวมันเอง เวลีนฉีกยิ้มอย่างผู้มีชัยแล้วปล่อยให้ญาติอุ้มดาบซันโทเรียนที่เต็มไปด้วยข้อเสียหอบกลับเอาไปให้บุตรชายของตัวเอง

    ปึง

    เสียงปิดประตูดังคล้อยหลังไปก่อนนที่โจเซฤจะระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าเคร่งขรึมผ่อนคลายลงอย่างมากเพราะในที่สุดบุคคลเดียวที่ทำให้เขาอึดอัดมาตลอดก็จากไปเสียทีก่อนจะออกปากชมลูกสสาวตนเองไม่หยุด

    “ทำได้ดีมากลูก ทำได้ดีมาก”

    โจเซฟอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งผิดกับเซลีนที่ทำแก้มป่องและมองค้อนเล็กๆ

    “หึ ทีเมื่อกี้ยังถามหนูอยู่เลยว่าพูดเหลวไหล”

    “ก็ลูกไม่เตรียมกับพ่อก่อนพ่อจะไปรู้ได้ยังไง”

    โจเซฟขอโทษขอโพยส่งผลให้ลูกสาวได้แต่ส่ายหน้ากับนิสัยขี้เล่นของบิดาก่อนจะแบมือ

    “อย่าลืมห้าสิบล้านของหนู หนูต้องเอาไปจ่ายเขา”

    “โอ้ ได้เลยๆ”

    เมื่อเห็นคุณภาพคับแก้วของดาบซันโทเรียนโฉมใหม่โจเซฟก็ไม่อีดออดอีกรีบจัดการดึงกระดาษแทนเงินสดออกมาซึ่งทำหน้าที่เหมือนเช็คก่อนจะเขียนจำนวนเงินลงไปด้วยปากกาที่บรรจุมหมึกชนิดพิเศษแล้วปประทับตรายางที่ทำขึ้นมาพิเศษที่กำกับด้วยพลังเวทย์ของโจเซฟอีกทีหนึ่งก่อนจะยื่นมันให้ลูกสาว

    “รักษามันให้ดี นานๆทีพ่อจะได้จ่ายอะไรนอกจากค่าปรับของอังเดรซะบ้าง”

    โจเซฟเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนจะถามขึ้น

    “แล้วผู้ที่สร้างดาบเล่มนี้ล่ะ...พอจะดึงตัวมาร่วมกับเราได้ไหม?”

    แทนคำตอบเซลีนนั้นกลับส่ายหน้า

    “คงยากค่ะคุณพ่อ เขาคนนั้นยังไม่คิดจะย้ายไปไหนเพราะผูกพันกับบ้านหลังที่เขาอยู่”

    เด็กสาวเอ่ยตอบลพางนึกถึงครั้งที่พวกเขาได้พูดคุยเปิดอกกัน เอเลนนั้นกลายเป็นเด็กกำร้าที่พ่อแม่หายไปตั้งแต่ห้าขวบและร้านค้อนเพลิงคือสถานที่เดียวที่ทำให้เขาสามารถระลึกถึงพวกท่านได้

    “งั้นเหรอ ถ้างั้นลูกต้องรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ให้ดี ถ้าจะให้ดีลองๆถามเขาเรื่องการผลิตชุดเกราะจำนวนมากพ่อว่าจะลองสั่งมาสักสิบชุด”

    โจเซฟเอ่ย

    “ไว้หนูจะลองถามเขาให้นะคะ แต่เลเวลของเขายังไม่สูงมากนักไม่รู้จะรับงานหนักไหวรึเปล่า”

    “อ่าว เขาไม่ใช่ช่างตีเหล็กมืออาชีพเหรอ”

    “เปล่า เขาเป็นช่างฝีมือค่ะ”

    “...”

    โจเซฟรู้สึกเหนือความคาดหมายมาก ไม่คิดเลยว่าช่างปริษนากลับกลายเป็นคลาสช่างฝีมือไปได้เสียนี่เท่าที่เขาเคยได้ยินคลาสช่างฝีมือนั้นสามารถพัฒนาได้ยากกว่าคลาสช่างตีเหล็กทำให้ตลอดมาในวงการนั้นไม่มีช่างฝีมือคนไหนเลยที่จะมีฝีมือมากพอจะทะยานขึ้นมาแย่งทำเนียบช่างคีเหล็กได้

    แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว

    “ยังไงก็แล้วแต่อย่าให้โยฮันทราบเด็ดขาด พันธมิตรที่แข็งแกร่งในอนาคตแบบนี้จะต้องอยู่ข้างเราเท่านั้น”

    “หนูทราบค่ะ”

    เซลีนกล่าวยิ้มๆก่อนจะรีบกระดาษแทนเงินสดมาม้วนแล้วผูกด้วยกระดาษสีแดงสดเก็บเอาไว้ในแหวนมิติ ก่อนที่เด็กสาวจะเหลือบมองใบแจ้งหนี้จำนวนมากบนโต๊ะ

    “ของอังเดรเหรอคะ”

    “ใช่ คราวนี้ก่อเรื่องเอาไว้มากทีเดียว”

    ว่าแล้วท่านผู้นำตระกูลก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายหากอังเดรไม่ใช่หลานแท้ๆของเขา โจเซฟก็จะไม่ลังเลที่จะโยนเจ้าหลานคนนี้ให้ไปนอนในคุกเล่น

    “มีเรื่องกับพวกราชองค์รักษ์ ไม่รู้ว่าเจ้าหลานคนนี้ไปกินหัวใจมังกรที่ไหนมา”

    “หนูว่าแค่บ้าเท่านั้นแหละค่ะ”

    เซลีนหัวเราะเบาๆที่ตำแหน่งผู้สืบทอดของเธอยังมั่นคงอยู่นั้นส่วนหนึ่งมาจากความพยายามอีกส่วนมาจากโชค ที่บอกว่โชคก็เพราะผู้มีสิทธิเข้าชิงตำแหน่งผู้สืบทอดอีกคนอย่างอังเดรนั้นมีนิสัยชอบใช้อำนาจบารมีในทางที่ผิดตามประสาเด็กเอาแต่ใจแม้จมีเวลามากกว่าเซลีนถึงห้าปีแต่ก็ไม่เคยมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเป็นที่เอือมระอาต่อบรรดาญาติๆส่งผลให้ผู้สนับสนุนของทางฝั่งนั้นเลือกที่จะย้ายข้างกันหมดโดยที่เซลีนแทบไม่ต้องทอำอะไรเลยเพราะสิ่งที่ฝ่ายนั้นทำเท่ากับเป็นการทำลายตัวเอง

    จะเดือดร้อนก็แต่ท่านผู้นำตระกูลอย่างโจเซฟที่ต้องมาคอยตามล้างตามเช็ดเรื่องราวอันแสนปวดหัวของหลานชายตัวแสบ เงินจำนวนหนึ่งของตระกูลต้องเสียไปกับการชดใช้ความผิด ดูเหมือนตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมาอังเดรจะไม่มีจิตสำนึกในภาระหน้าที่ของตนเองเลยแม้แต่น้อย

    “ไม่สบายใจเหรอคะ”

    เซลีนที่เห็นสีหน้าหนักใจของพ่อก็ถามขึ้นกระตุ้นให้โจเซฟหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตนเอง

    “พ่อคิดว่าพ่อควรจะทำอะไรซักอย่างกับอังเดร รู้สึกว่าหมู่นี้เริ่มจะแข็งข้อขึ้นทุกวัน”

    พูดจบท่านเอิร์ลคริฟมอนด์ก็ดึงกระดาษเปล่าออกมาหนึ่งแผ่นก่อนจะลงมือเขียนขข้อความลงไปเป็นจำนวนมากโยมีใจความหลักถึงการรีดรอนอำนาจและเบี้ยรายเดือนที่อังเดรควรจะได้รับลงนอกจากนี้ยังร่างบทลงโทษด้วยการกักบริเวณให้จำกัดอยู่แค่ในคฤหาสน์แห่งนี้เท่านั้น

    “แบบนี้จะดีเหรอคะคุณพ่อ คุณอาโยฮันกับอังเดรจะต้องไม่พอใจมากแน่ๆ”

    “ไม่เป็นไรหรอกเก็บสองพ่อลูกนั่นไว้ใกล้ตัวจะได้จับตาดูได้ง่ายและพ่อไม่คิดจะให้พวกเขาอยู่เฉยๆด้วย”

    พูดจบโจเซฟก็หัวเราะน้อยๆก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่บงขรึม

    “แล้วทางลูกเป็นยังไงบ้าง คดีที่ลูกกับนักผจญภัยห้าคนนั่นรู้ยังว่าใครอยู่เบื้องหลัง”

    “ทางสมาคมได้สอบสวนอย่างเข้มงวดร่วมกับกลุ่มผู้พิทักษ์ จากหลักฐานที่พบในกระเป๋ามิติพบตรายางที่ทำขึ้นพิเศษซึ่น่าจะเป็นของตระกูลขุนนางน่าเสียดายที่ตราถูกทำลายทำให้ไม่อาจสาวความไปได้มากกว่านี้”

    “น่าเสียดาย....ว่าแต่ตรานั่นมีสีอะไรหรือ?”

    ในหมู่สังคมขุนนางแต่ละครอบครัวจะได้รับพระราชทานตราประทับที่สั่งทำขึ้นพิเศษตระกูลละหนึ่งชิ้นโดยจะแบ่งสีตามยศฐาของตระกูลนั้นๆโดยจะได้รับเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นถ้าเกิดสูญหายตระกุลนั้นจะถูกลงโทษอย่างหนักโดยราชสำนักอย่างตราประทับที่โจเซฟใช้เมื่อครู่ก็เป็นตราประทับสีน้ำเงิน

    “ถึงจะไม่สามารถประกอบตราขึ้นมาใหม่ แต่จากร่องรอยที่มีทุกฝ่ายลงความเห็นกันว่าเป็นตราสีเหลืองค่ะ”

    เซลีนตอบทำให้ใบหน้าของโจเซฟผ่อนคลายลง

    “ที่แท้ก็ฝีมือตระกูลบารอน พวกมันใจกล้าเหลือเกินที่ก่อเรื่องเอาไว้ขนาดนี้”

    โจเซฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยความโกรธลูกสาวเพียงคนเดียวเกือบถูกข่มขืนและฆ่าหากทำได้เขาไม่อยากให้เรื่องนี้ผ่านกระบวนการยุติธรรมและจะลงมือลงโทษคนผิดด้วยน้ำมือของเขาเอง

    “ปล่อยให้ทางการจัดการนั่นแหละค่ะ คิดว่าอีกไม่นานน่าจะได้ตัวการ”

    เซลีนพูดขึ้นพลางนึกถึงนักผจญภัยขุนนางสองพี่น้องที่มีท่าทีเป็นอริกับเธออย่างชัดเจนรู้สึกว่าพวกเธอจะมีจากตระกูลบารอนเหมือนกันและจากคำพูดของพวกเธอมีหลายจุดที่ทำให้ดูน่าสงสัย พอคิดแล้วเด็กสาวก็อดโมโหไม่ได้ฝ่ามืองามเผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว

    “อืม อย่างน้อยก็สบายใจที่เรื่องราวไม่ใช่ฝีมือของคนในตระกูลเรา”

    หากเป็นเช่นนั้นจริงเมื่อถูกจับได้คงไม่แคล้วถูกลงโทษสถานหนักดีไม่ดีนอกจากจะถูกริบทรัพย์และขับไล่แล้ว คงไม่พ้นการตามฆ่าล้างอย่างเงียบๆเพื่อป้องกันการโผล่มาเป็นเสี้ยนหนามในภายหลัง

    โดยปกติแล้วพวกเขาไม่สามารถลงมือได้อย่างเปิดเผยแต่นั่นก็ต่อเมื่ออยู่ในเขตกำแพงเมืองเท่านั้น เมื่ออยู่นอกกำแพงเมื่อไหร่ต่อให้มีกี่ร้อยกี่พันชีวิตโจเซฟก็สาบานว่าจะฆ่าคนผิดให้ตายตกตามกันทั้งหมดให้จงได้แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้เซลีนตกเป็นเป้าก็เพราะอีกฝ่ายไม่คิดว่าเธอมีเบื้องหลังมาจากตระกูลขุนนางชั้นกลาง

    “นี่ก็ดึกมากแล้ว ลูกกลับไปพักผ่อนเถอะพรุ่งนี้จะต้องไปที่หอสมุดแห่งปัญญาด้วยใช่ไหม”

    โจเซฟเอ่ยตัดบทสร้างความประหลาดใจให้กับเซลีน

    “คุณพ่อรู้ด้วยเหรอคะว่าทักษะเวทมนต์พื้นฐานของหนูพัฒนามาถึงขีดจำกัด”

    เมื่อได้ยินดังนั้นโจเซฟก็อดยิ้มไม่ได้

    “เด็กโง่ ลูกซ่อนออร่าได้ไม่มิดชิดพ่อถึงสัมผัสได้ คลื่นพลังหนาแน่นขนาดนี้ลูกคงรู้สึกเหมือนกำลังติดอยู่ที่คอขวดใช่ไหมหากไม่ไปหอสมุดแห่งปัญญาลูกก็ไม่มีทางพัฒนาไปได้มากกว่านี้หรอก”

    โจเซฟเอ่ยตามประสาคนที่มีประสบการณ์พร้อมกับลอบชื่นชมบุตรสาวในใจที่ใช้เวลาเพียงห้าปีก็พัฒนาทักษะเวทมนต์ขั้นพื้นฐานให้มาถึงขีดจำกัดซึ่งเซลีนเพิ่งทำได้เมื่อครั้งกกลับจากการล่าอสรพิษเกล็ดดำเมื่อไม่นานมานี้

    ส่วนหอสมุดแห่งปัญญาคือสถานที่ที่ก่อตั้งโดยเทพเจ้าและมีอยู่ทั่วทุกหัวเมือง มีเป้าหมายในการช่วยพัฒนาขีดความสามารถของสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ตามค่าเฉลี่ยแล้วทักษะเวทมนต์ขั้นพื้นฐานจะมีระดับเต็มหลังจากฝึกฝนมาแล้วอย่างน้อยแปดถึงสิบปีแต่กับคนบางคนที่มีความสามารถก็อาจจะใช้เวลาน้อยหน่อยยกตัวอย่างเช่นเอเลนที่เขาไม่มีทักษะเรียกใช้อื่นๆให้ฝึกฝนนอกจากทักษะผนึกเวทย์ที่เป็นการดึงพลังเวทมนต์มาใช้โดยตรงส่งผลให้ทักษะเวทมนต์พื้นฐานของเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

    เซลีนพยักหน้ารับเรื่องที่เธอจะเดินทางไปยังหอสมุดแห่งปัญญานั้นไม่ใช่ความลับอะไรธอมัสคงแอบบอกคุณพ่อของเธอ แต่ที่ธอมัสยังไม่รู้ก็คือเซลีนตั้งใจจะไปพร้อมกับเอเลนและลูน่ามาเรียที่มีทักษะเวทมนต์พื้นฐานถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกันและเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของบุตรสาวโจเซฟก็อดนนำตามประสาคนเป็นพ่อไม่ได้

    “ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องในวันพรุ่งนี้นักหรอกลูก หอสมุดแห่งปัญญาน่ะยุติธรรมกับผู้ที่มีความพยายามเสมอ”

    หน้าที่ของหอสมุดแห่งปัญญานั้นคือการทำให้สมบุรณ์แบบยิ่งขึ้น ทักษะเวทมนต์พื้นฐานของทุกคนจะถูกพัฒนาและยกระดับจนแข็งแกร่งขึ้นโยส่วนมากแล้วมันจะมอบทักษะเวทมนต์ใหม่ที่มีประโยชน์ไม่มากก็น้อย ไม่เคยมีใครได้รับทักษะที่ได้ประโยชน์จากหอสมุดแห่งปัญญามาก่อน

    หารู้ไม่เซลีนกำลังกังวลในเรื่องอื่นๆแต่เพื่อรักษาน้ำใจของบิดาเด็กสาวจึงกล่าวขอบคุณก่อนจะขอตัวไปพักผ่อนตาประสาโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าคววามกังวลของเธอกำลังจะเป็นจริงในอีกไม่กี่วินาทีนี้

    ท่ามกลางรัตติกาลอันยุ่งเหยิงแม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงเวลาตีสองผู้คนส่วนหนึ่งได้หลับใหลไปแลวแต่ลูมินัสนั้นเป็นนครที่ไม่เคยหลับ ธุรกิจบางอย่างที่ไม่อาจดำเนินการในยามรุ่งได้เปิดให้บริการในช่วงค่ำคืน ร้านค้อนเพลิงไม่ใช่ร้านที่จัดอยู่ในประเภทนั้นเอเลนจึงหลับไปตั้งแต่สองทุ่ม

    แต่หน้าตรอกอันเป็นที่ตั้งร้านค้อนเพลิงนั้นปรากฏร่างของคนสามคนหญิงสองคนที่มีท่าทางหยิ่งยะโสราวกับคุณหนูผู้ดีกับชายหนึ่งคนที่ก้มหน้างุดๆเดินตามสองสาวต้อยๆราวกับเป็นบริวาร

    “นี่น่ะเหรอตรอกที่ผู้ชายของนังคนอวดดีอยู่น่ะ”

    นักเวทย์สาวสมาชิกปาร์ตี้ล่าสุดของเซลีนเอ่ยยขึ้น ใบหน้าขาวผ่องถึงกับย่นจมูก

    “เหม็นเน่าจริงๆ พวกสามัญชนนี่สกปรกซะไม่มี”

    อันที่จริงกลิ่นที่หล่อนได้รับนั้นแท้จริงคือกลิ่นของฟืนซึ่งเป็นเรื่องปกติของเขตอุตสาหกรรมที่จะมีการใช้ฟืนอยู่ร่ำไปแต่เด็กสาวที่โตมาในเรือนนั้นไม่มีทางเข้าใจจึงได้พูดออกมาแบบบนั้นส่งผลให้นักบวชสาวที่มาด้วยกันหันไปหานักรบหนุ่มที่เป็นคนรับใช้

    “ใช่ที่นี่แน่นะ”

    “ครับ ร้านนี้มีชื่อเสียงกับพวกนักผจญภัยพอสมควรไม่ผิดแน่ครับ”

    นักรบหนุ่มตอบพลันรู้สึกผิดในใจ เขาอดสงสารเจ้าของร้านเพลิงไม่ได้ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อในการระบายโทสะของคุณหนูทั้งสอง เด็กสาวทั้งสองเมื่อได้รับคำตอบก็พยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปหยุดหน้าร้านอย่างรวดเร็วบริเวณนี้ไม่ใช่สถานที่ที่มีคนพลุกพล่านมากนักจึงไม่มีใครเห็นท่าทีระแวดระวังของพวกเธอ

    เด็กสาวทั้งสองสั่งให้นักรบหนุ่มนำน้ำมันออกมาราดบริเวณหน้าร้านแม้จะไม่อยากทำแต่เขาไม่อาจขัดคำสั่งของคุณหนูไปได้จึงจำใจงัดประตูร้านแล้วราดน้ำมันจนชุ่ม ระหว่างนั้นคุณหนูทั้งสองก็มองสภาพในร้านไปพลาง

    “นี่น่ะเหรอร้านของช่างตีเหล็ก ดูว่างไปหน่อยรึเปล่า”

    “ร้านค้อนเพลิงขึ้นชื่อเรื่องการซ่อมแซมยุทธภัณฑ์ด้วยทักษะครับ ดังนั้นจึงไม่มีของมาขายหน้าร้าน”

    นักรบหนุ่มตอบก่อนที่ถังน้ำมันถังสุดท้ายจะถูกราดจนหมดความรู้สึกไม่ถูกต้องยังคงเกาะกุมจิตใจก่อนจะกลั้นใจถามไปอีกครั้ง

    “คุณหนูต้องการจะทำแบบนี้จริงๆเหรอครับ”

    “แกมีหน้าที่ทำตามคำสั่ง อย่าถามมากจะได้มั้ย”

    นักบวชสาวแหวกลับก่อนที่พวกเขาจะย้ายกันออกมาหน้าร้านอีกครั้ง ด้วยความที่บริเวณนั้นมืดมากเด็กสาวทั้งสองไม่ระวังตัวมากนึกจึงสะดุดล้ม

    “โอ้ย อะไรเนี่ย”

    นักเวทย์สาวโวยวายก่อนจะหยิบตะเกียงราคาแพงออกมาฉายไฟทั้งที่แค่ผนึกเวทย์ก็มองเห็นแล้วแท้ๆ ก่อนที่สายตาของทั้งสามจะมองเห็นเพียงเนินดินเล็กๆเนินหนึ่ง

    “ก็แค่เนินดินนี่คะคุณพี่อย่าหงุดหงิดเลย รีบลงมือกันดีกว่าคุณน้องอยากจะเห็นสีหน้าของนังคนอวดดีเมื่อมันรู้ว่าร้านและผู้ชายของมันโดนเผาทั้งเป็น”

    พูดจบทั้งสองก็หัวเราะคิกคักความขุ่นเคืองจากการสะดุดล้มเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้งบุคคลที่พูดเรื่องการฆ่าคนอื่นมาได้โดยไม่ติดขัดต้องเติบโตมาในสังคมแบบไหนเด็กสาวทั้งสองไม่เกรงกลัวกฏหมายเลยแม้แต่น้อยเพราะเชื่อมั่นว่าครอบครัวของเธอจะสามารถหาทางออกให้อีกอย่างอีกฝ่ายเป็นแค่คนไร้นามคนหนึ่งเท่านั้น

    หารู้ไม่การกระทำของทั้งสองนั้นตกอยู่ในสายตาของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กทั้งสองตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าตรอกมา กลิ่นของความไม่ประสงค์ดีล่อนหึ่งส่งผลให้พวกมันทั้งสองต้องออกมาดูและได้เห็นการกระทำเต็มสองตาพวกมันก็ส่งสายตาคุกคามอย่างไม่ปิดบังแม้ผู้บุรุกทั้งสามจะมองไม่เห็นก็ตามโดยที่หนึ่งในนั้นเป็นผู้เสกเนินดินที่สองสาวสะดุดล้มขึ้นมาด้วยตัวเอง