The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 ท่านถูกทำร้ายมาใช่หรือไม่?

            มิเนอร์วาหลับตาลง พยายามวิเคราะห์ตามคำพูดของผู้เป็นอาจารย์ พยายามทำความเข้าใจความเป็นเหตุเป็นผลนี้ แต่ก็ยังมีบ้างที่คิดเข้าข้างตัวเอง



            "แต่มันก็ไม่ใช่ข้อเสียไปซะทีเดียว ในสถานการณ์ที่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ความหวาดกลัวจากแมลงเหล่านั้นย่อมไม่สามารถข่มขู่คุกคามเจ้าได้ หากแมลงเหล่านั้นตัวโตหน่อย เจ้าก็คงสรรหาทุกวิถีทางเพื่อกำจัดสังหารพวกมันในภายหลัง ด้วยเหตุนี้เช่นกันในการดับสังหารพวกมัน เจ้าก็จะไม่รู้สึกเมตตา หรือสงสารซากแมลงตายตัวหนึ่ง บางครั้งเจ้าอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายในโลกใบนี้ พยายามหาจุดยึดเหนี่ยวจิตใจไปเรื่อยๆ ตามหาอย่างไร้เป้าหมาย แต่ทว่าโชคของเจ้ายังดีที่ไหวตัวทัน ไม่ถลำลึกไปมากกว่านี้"



            "อีกทั้งยังคงต้องขอบคุณครอบครัวของเจ้าที่ได้เลี้ยงดูมาอย่างดี มารดาของเจ้านั่นแหละประเสริฐสุดที่ไม่ปล่อยปละละเลยบุตรผู้ที่ป่วยไม่รู้ตัว เฮ้อ… ข้าเองก็เคยมีมารดา ทุกผู้ต่างก็มีมารดา แต่จะมีมารดาสักกี่คนกัน ที่จะสามารถมีเวลามาเอาใจใส่บุตรของตนได้ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก อ่อนแอตายแข็งแกร่งรอด โลกใบนี้มันก็วุ่นวายบิดเบี้ยวเช่นนี้แหละ ดีหรือชั่ว ผิดหรือถูก ยุติธรรมหรืออยุติธรรม ทุกสิ่งล้วนไม่สำคัญสำหรับผู้อื่น กำปั้นเจ้าเท่านั้นที่เป็นตัวตัดสินว่าสิ่งนั้นสมควรเรียกว่าอะไร…"



            มิเนอร์วายังคงหลับตาสงบ สิ่งที่แอสคลีเพียสกล่าวมานั้นล้วนถูกต้อง หากไม่มีการเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่อดทนของซูทาร์นา ชายหนุ่มในตอนนี้อาจเป็นมิเนอร์วาอีกคนที่ก้าวร้าวจ้าวสังหาร ปล้นฆ่าบ้าข่มขืน ฉกชิงเป็นลิงขโมย ทุกสิ่งล้วนสามารถเป็นไปได้ มิเนอร์วาไม่อยากคิดให้ปวดหัวอีกต่อไป หากรักษาได้ก็คือจบเป็นปกติ ผลลัพธ์ก็มีเพียงเท่านี้ คิดได้ดังนั้นก็ถามออกไป



            "แล้วมีวิธีรักษาหรือไม่ขอรับ?"



            "วิธีรักษานั้นก็มีอยู่ แต่ตัวยาใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่สำคัญ เกิดที่จิตล้วนต้องแก้กันที่จิต ขอเพียงเจ้ารู้จักการยับยั้งชั่งใจ รู้ดีชั่วเป็นเช่นไร เช่นนั้นจะมองศัตรูว่าแมลงก็มองไป ข้าให้เจ้ามองพวกมันเป็นเชื้อโรคน่าขยะแขยงก็ยังได้"



            แอสคลีเพียสเริ่มใช้น้ำเสียงผ่อนคลาย เอ่ยหยอกล้อศิษย์ที่กำลังเคร่งเครียด



            "ศิษย์ข้า… ขอเพียงเจ้าเติบโตไป อย่างที่มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งสมควรจะเป็น เท่านั้นมันก็พอแล้ว… การฆ่าไม่ได้หมายถึงความไม่ดีชั่วร้ายไปซะทีเดียว ให้มองว่าฆ่าเพื่อปกป้อง ฆ่าเพื่อช่วยเหลือ มีผู้ใดบ้างไม่เคยฆ่าสังหาร มดกี่ตัวกันที่ถูกพวกมันเหยียบ สัตว์กี่ตัวกันที่ถูกสังหารเพื่อเป็นอาหาร ทั้งหมดล้วนเป็นการสังหารทั้งสิ้น อย่าได้วุ่นวายใจไปนักเลย"



            ชายหนุ่มซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งสำหรับความห่วงใย และการปลอบประโลมนี้ อีฟริทยังคงหลับใหลเข้าสู่สภาวะจำศีล มิเนอร์วาที่ยังคงมีความสงสัยอยู่ จึงได้แต่ต้องถามแอสคลีเพียสเพื่อไขความกระจ่างนี้



            "เช่นนั้นที่ผู้คนเห็นภูตผีหรือมีลางสังหรณ์ ก็เป็นเพราะสัมผัสที่ 6 นี้? และยังมีสัมผัสอื่นอีกหรือไม่?"



            มิเนอร์วาทอดสายตามองออกไปบนท้องฟ้า สัมผัสวิญญาณที่กระจายออกไป ทำให้มองเห็นวิญญาณคนตายนับไม่ถ้วนล่องลอยไปมา อาจจะเป็นเพราะไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายเป็นแมลง แต่เป็นผีตนหนึ่ง จึงรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง หากแต่ถ้าได้มองเป็นศัตรู ผีก็ผีเถอะคงได้ตายซ้ำตายซ้อนเป็นแน่แล้ว ที่เป็นเช่นนั้นย่อมมีสาเหตุ หลังจากเป็นเหนือมนุษย์เด็กหนุ่มก็ได้รู้ความจริงทั้งหมดในทันที ความจริงเกี่ยวกับแก่นแห่งปราชญ์ของตนเอง



            "ถัดจากจิตปรุงแต่ง… ย่อมต้องมีวิญญาณครอบงำเป็นสัมผัสที่ 7 ในแง่หนึ่งมันก็คือชั้นวิญญาณที่ก่อตัวเป็นพันธนาการแห่งชีวิต ปกคลุมดวงวิญญาณของเจ้าเอาไว้ ยิ่งมีมากยิ่งอ่อนแอ ในทางกลับกันยิ่งมีน้อยยิ่งแข็งแกร่ง และสุดท้ายสัมผัสที่ 8 สิ่งนี้จะปรากฏขึ้นกับทุกชีวิต เรียกขานกันว่า 'เส้นทางชะตา' ไม่มีมาก ไม่มีน้อยดังเช่นสัมผัสที่ 7 ไม่มีปกติ หรือผิดสังเกตเหมือนสัมผัสที่ 6 ไม่มีจริง ไม่มีเท็จให้จับต้องเสมือนสัมผัสทั้ง 5"



            แอสคลีเพียสกลั่นกรองประสบการณ์ทั้งชีวิตออกมาเป็นประโยคสั้น เอ่ยไขความกระจ่างที่เกิดขึ้นให้แก่ศิษย์



            "หากเจ้าเป็นผู้กำหนดฝืนชะตาตนเองได้ เช่นนั้นใดๆ ในโลกนี้ล้วนเป็นเจ้าที่กำหนด ไปเถอะออกไปใช้ชีวิตศิษย์ข้า จะดีเลวอย่างไร ข้าจะอยู่ข้างเจ้าเอง เป็นคอนซีอะไรนั่นให้กับเจ้าก็ไม่มีปัญหา"



            "ขอบคุณท่านอาจารย์ ที่เมตตาสั่งสอน ดูแลศิษย์"



            มิเนอร์วาโค้งตัวต่ำให้กับความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างเคารพเชื่อฟัง ความจริงทั้งหมดที่รับรู้ได้นั้น ได้จุดประกายความคิดใหม่ๆ ให้แก่มิเนอร์วา พลังวิญญาณที่กระจายออกไป ยังคงรับรู้สัมผัสการเปลี่ยนแปลงรอบตัว หลังจากได้เป็นเหนือมนุษย์ อีกทั้งยังย่อยมวลความรู้ที่เหลือทั้งหมดสำเร็จ จึงทำให้ได้รู้ถึงสาเหตุที่ตนเองไม่มีพลังเช่นผู้อื่น มิอาจเสกสายฟ้าปาลูกไฟดังเช่นคนรอบตัว ไม่ได้เป็นเพราะตนอยากปกป้องไม่อยากทำลายอะไรนั่น ไม่เกี่ยวกับนิสัยหรือบุคลิกใด



            หากแต่แก่นแห่งปราชญ์นี้มีอำนาจในขอบเขตของวิญญาณ ซึ่งมีอำนาจในโลกคนตายหาใช่โลกคนเป็น ดังนั้นจึงทำได้เพียงดึงพลังมาใช้ได้อย่างมีข้อจำกัด และเท่าที่ความรู้ในตอนนี้มีอยู่ พลังอำนาจในมือที่มีขณะนี้ยังคงทำได้แค่เพียง พูดคุยสื่อสารและปกป้องอันตรายจากโลกคนตายเท่านั้น เรียกได้ว่าในโลกนั้นปลอดภัยสำหรับชายหนุ่มมากที่สุด มากยิ่งกว่าโลกคนเป็นในตอนนี้เสียอีก แต่คนปกติผู้ใดกันจะอยากไปอาศัยอยู่ในโลกคนตาย คาดเดาได้เลยว่าสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ตกตายในโลกนั้น ย่อมมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกเรียกว่าโลกคนตาย



            มิเนอร์วาส่ายหน้าเลิกครุ่นคิด เดินไปอาบน้ำและทำธุระในตอนเช้า พอตกบ่ายก็ไปสะสางงานบางเรื่องเกี่ยวกับงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้น สินค้ามากมายที่ผลิตขึ้นมาหลากหลายรายการ ถูกรวบรวมและส่งเข้ามาที่คลังส่วนกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของหอกแห่งโชคลาภเป็นการชั่วคราว เนื่องจากหอกแห่งความโลภยังไม่มีผู้ถือครอง เหล่าสมาชิกซัลวาโตเรแฟมิลี่ทุกคนต่างก็ประหลาดใจ ที่ได้เห็นหน้าตาและรูปร่างของผู้นำที่เปลี่ยนไป มิเนอร์วาเองก็คร้านจะอธิบายให้มากความ จึงได้แต่ให้เหตุผลง่ายๆ ว่าเป็นผลข้างเคียงของถั่วแห่งกาลเวลา



            ด้วยความที่เป็นเหตุไม่ร้ายแรงทุกคนต่างก็ยอมรับในเรื่องนี้ได้ จึงไม่เกิดเหตุวุ่นวายอันใดขึ้น ทุกสิ่งผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งถึงคืนวันงานเลี้ยง ผู้คนมากมายต่างพากันมาเข้าร่วมงานนี้ มีทั้งคนธรรมดา และตัวแทนขุมอำนาจหลากหลายที่ ทุกผู้คนต่างมาร่วมงานด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป เหล่าโคซานอสตราที่อยู่ใกล้ที่สุด ย่อมมาถึงก่อนนานแล้ว ทุกผู้ต่างก็ประหลาดใจกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท



            ทุกคนย่อมมีความลับที่บอกไม่ได้เป็นของตัวเอง หากอีกฝ่ายไม่เล่าก็ไม่จำเป็นเซ้าซี้ถาม มิเนอร์วาเองก็รับรู้เจตนาของทั้งสามคน อมยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหัว



            "ข้าก็คือข้าคนเดิม มิเนอร์วาแห่งซัลวาโตเรแฟมิลี่ เพียงแค่ได้รับผลข้างเคียงจากถั่วแห่งกาลเวลา ร่างกายเลยโตขึ้นจากเดิม 5 ปี หากนับรวมอย่างละเอียดแล้วตอนนี้ข้าน่าจะอยู่ในร่างของบุรุษวัย 20 ปีก็เท่านั้น ทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิม สหายพวกท่านวางใจได้"



            ทั้งสามถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกมันพากันคิดว่าเด็กหนุ่มต้องวางแผนอะไรสักอย่างเอาไว้ เลยรู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินคำอธิบายก็รู้สึกโล่งใจ เพียงไม่นานงานเลี้ยงก็ได้เริ่มขึ้น ถึงแม้จะยังมีผู้คนตามมาทีหลังอยู่เรื่อยๆ แต่การเลื่อนเวลางานเลี้ยง ก็มีแต่จะทำให้เสียกำหนดการที่วางเอาไว้เสียเปล่าๆ อีกทั้งมิเนอร์วาก็ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังมากนัก ขอเพียงสหายและคนรอบตัวมากันครบ เท่านั้นย่อมเพียงพอแล้ว



            ในลานกว้างเขตฐานหลัก ซึ่งเตรียมไว้สำหรับจัดเลี้ยงเป็นพิเศษ มีผู้คนจำนวนมากได้ถูกเชื้อเชิญให้เข้าร่วมงาน ขอแค่เพียงมีสามหมื่นเหรียญทองเป็นอย่างน้อย และนำมาแสดงกับทางซัลวาโตเรแฟมิลี่ เช่นนั้นก็จะสามารถเข้ามายังพื้นที่พิเศษนี้ได้ ส่วนแขกท่านอื่นภายนอก จะเป็นหอกแห่งการปกป้องที่ทำหน้าที่ดูแล โดยได้โซลดาโต้ระดับหัวกะทิที่ถูกมาร์ตี้คัดมาอย่างดี คอยอธิบายแนะนำย่านการค้าแห่งใหม่นี้ ที่กำลังจะสร้างขึ้น เพื่อประกาศให้รู้ว่ากำลังจะรับคนเข้ามาซื้อสิทธิ์ สามารถจับจองร้านค้าแต่ละแห่งที่จะสร้างให้ สัญญาเป็นปีต่อปีสามารถผ่อนชำระได้นานถึง 12 เดือน หากค้าขายแล้วไม่พึงพอใจสามารถย้ายออกได้ตลอดเวลา ไม่มีภาระผูกมัดใดอีก



            ผู้คนมากมายต่างก็ให้ความสนใจ มองเห็นลู่ทางใหม่ๆ ในการหากิน แม้แต่ขอทานชราผู้หนึ่งที่ปะปนเข้ามาในลานกว้างเพื่อหาอาหารประทังชีวิต ก็มีดวงตาทอประกายคิดถึงความสามารถที่ตนมี ขาดก็แต่โอกาสที่ไม่เคยมีมา จิตปณิธานที่หายสาบสูญไปนานแล้ว ได้ปลุกกำลังวังชาที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้น ในขณะที่ผู้คนกำลังลังเล เขาตัดสินใจก้าวออกไปก่อนผู้อื่นเป็นคนแรก และเอ่ยถามเสียงดัง



            "ที่ตรงหัวมุมใกล้กับที่นี่ตรงนั้น มีคนจองแล้วหรือยัง… หากไม่มีตัวข้าขอจองไว้ก่อนได้หรือไม่? ขอเวลาเพียง 7 วัน ข้าจะหาเหรียญทองมาจ่ายให้ รับรองว่าให้พวกท่านครบทุกเหรียญอย่างแน่นอน"



            ผู้คนมากมายต่างก็หันมองไปที่ชายชรา เขามาในสภาพเนื้อตัวมอมแมมสกปรก บ้างก็มองอย่างชื่นชมในความใจกล้า ที่กล้าเอ่ยเช่นนั้นต่อหน้าพวกอันธพาลป่าเถื่อน บ้างก็มองด้วยสายตาเหยียดหยามดูแคลนปนรังเกียจ ชายผู้หนึ่งที่อยากได้ที่ตรงนั้นเหมือนกันรู้สึกไม่พอใจ จึงด่าทอขอทานเฒ่าตั้งใจทำให้อับอาย



            "ขอทานสกปรก ทำไมเจ้าไม่ไปอาบน้ำก่อนจะมาร่วมงานเล่า เงินทองก็ไม่มีแล้วยังไม่เจียมตัว กล้าร้องขอต่อพวกเขาอีก… หลบให้ข้าเสีย!"



            ราวกับคำพูดนี้ได้ไปสะกิดแผลลึกภายในใจ สีหน้าและท่าทางที่ถูกปลุกด้วยจิตปณิธานเมื่อสักครู่ ก็รู้สึกห่อเหี่ยวลงไม่น้อย คิดเพียงว่าตนหลงลืมตัวเองไป เผลอตัวไปขอให้อันธพาลมาช่วยเหลือ โลกนี้ไม่เคยให้สิ่งของผู้ใดโดยที่ไม่ยอมเรียกกลับ ไม่มีใครทำงานให้คนแปลกหน้าโดยไม่หวังผลตอบแทน



            'นั่นสินะ… คนพวกนี้ส่วนมากก็เป็นโจรชั่วกันทั้งนั้น เป็นข้าลืมตัวไปเอง ฮะๆ'



            คิดได้ดังนี้ขอทานชราก็ถอนหายใจ หัวเราะให้กับชีวิตน่าสมเพชของตัวเอง หันหลังเตรียมเดินจากไปอย่างโศกสลด แต่เป็นลูดอฟที่เดินสวนเข้ามา แล้วอ้ามือผลักอกที่มอมแมมของชายชราเอาไว้แบบเบามือ มันจ้องมองไปที่ใบหน้าประจบประแจงของชายหนุ่มผู้นั้น มองผ่านหัวไหล่ของชายชราสบตากับอีกฝ่าย แล้วเอ่ยอย่างเย็นชาพูดคุยกับอีกฝ่าย



            "หลังจากบอสเก็บตัวเสร็จ หลังจากออกมาเขาเคยพูดเอาไว้ว่า มนุษย์ล้วนเท่าเทียมกัน! หากผู้คนภายใต้การคุ้มครองของเรา ถูกรังแกจากเหล่าแมลง เช่นนั้นก็ให้ทุบตีมันได้เลยอย่าได้สงสาร ทีแรกข้าก็ไม่เข้าใจนัก เนื่องจากสมองค่อนข้างช้า แต่มันหมายความว่าเช่นนี้นี่เอง…"



            ลูดอฟละสายตาจากชายหนุ่ม หันหน้าถามชายชราที่กำลังหวาดกลัว



            "เถ้าแก่… ท่านถูกทำร้ายมาใช่หรือไม่?"



            ลูดอฟมองขายชราด้วยสีหน้าจริงใจอ่อนโยน แต่มันคงไม่เคยคิดว่าใบหน้าจริงใจของมันนั้น ในตอนนี้กำลังทำให้ชายชรารู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้าขัดในคำถามจากลูดอฟ รีบพยักหน้าหงึกๆ อย่างจำใจ ลูดอฟผายมือไปทางด้านหลังเอ่ยเชื้อเชิญอย่างสุภาพ



            "เถ้าแก่… ท่านช่างโชคดี บอสยังบอกอีกด้วยว่าความกล้าคือสมบัติอย่างหนึ่ง และผู้กล้าย่อมสมควรได้รับรางวัลตอบแทน ในปีแรกจะงดเว้นยังไม่เก็บค่าเช่า ทุกเหรียญทองเก็บสิ้นปีหน้า เชิญรอข้าตรงนี้สักครู่เดียว แล้วจะพาไปทำสัญญาเช่า…"



            ชายชราตาโตคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป ราวกับเรื่องในตอนนี้นั้นไม่ใช่เรื่องจริง พยักหน้าหงึกๆ เดินอย่างใจลอยไปอีกทางหนึ่ง ลูดอฟเหยียดตัวตรง เดินไปยังชายที่หาเรื่องผู้ชราคนนั้นแล้วเอ่ยถาม



            "ซัลวาโตเรนั้นมีกฎ และเจ้าได้ละเมิดกฎนั้นแล้ว เลือกเอาเองก็แล้วกัน… จะจ่ายค่าเสียหายหรือโดนทุบตี?"



            "ขะ… ข้าไม่ได้ทำนะทุกคนต่างเป็นพยานได้ สาบานต่อฟ้าเลยว่าข้าไม่กล้าทำเช่นนั้นแน่นอน ข้าแค่เอ่ยด่าตาเฒ่านั่นก็เท่านั้น ทำตัวสกปรกเองข้าไม่เกี่ยวด้วยนะ"



            ชายผู้นี้ละล่ำละลักเอ่ยตอบอย่างเสียขวัญ แต่ก็ยังไม่รู้สึกตัวว่าได้ไปละเมิดกฎข้อไหน นอกจากการด่าชายชราผู้นั้น



            "ยังจะปากแข็งอีก… จุ๊ๆ ๆ เสื้อผ้าร่างกายเขาเสียหายปานนั้น เจ้ายังจะบอกว่าไม่ได้เป็นคนทำ? ดีงั้นก็ถูกกระทืบสักหลายสิบทีก็แล้วกัน เผื่อความจำเจ้าจะได้ดีขึ้นบ้าง…"



            ลูดอฟกวักมือทีหนึ่ง ก็มีหนึ่งในโซลดาโต้พุ่งเข้าไปเตะต่อยชายผู้นั้น มันเสียหลักจนล้มไปนอนบนพื้น หลังโดนสั่งสอนไปอีกหลายแข้งก็ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ ภายในใจก็ร่ำร้องถามหาค่าเสียหายของตนเอง ลูดอฟย่อมมองออกว่าอีกฝ่ายด่าทอมันอยู่ในใจ จึงจ้องมองอย่างเย็นชาเอ่ยปากเสียงเย็น



            "หากเจ้ากล้าก็ลองเรียกร้องค่าเสียหายจากข้าดูสิ! แล้วจะได้รู้ว่าข้าจะจ่ายค่าเสียหายแบบไหนให้เจ้า… ติดใจตรงไหนหรือไม่?"



            "ไม่แล้วขอรับ ไม่มีแล้วข้าจองที่ใกล้ๆ กันก็ได้ขอรับ"



            ชายผู้นี้รีบยอมจำนนอย่างขลาดกลัว ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ ไม่กล้าเรื่องมากอีกจะอย่างไรแถวนี้ก็เป็นทำเลทอง มีผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น



            "ตามที่บอสเคยกล่าวไว้ มีเพียงผู้กล้าเท่านั้นที่ได้รับรางวัล… ค่าเสียหายนี้เป็นของท่าน คิดเสียว่า เป็นทุนเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็แล้วกัน อย่าพึ่งยอมแพ้ให้แก่โชคชะตา กัดฟันสู้เข้าไว้"



            ลูดอฟโยนถุงที่ใส่เหรียญทองจำนวนหลายสิบเหรียญ ส่งไปให้ขอทานชราและเอ่ยขึ้นเสียงดัง ประกาศคำสั่งของมิเนอร์วาออกไป



            "หากผู้ใดอยากจับจอง บอสบอกให้พวกเจ้าประมูลแข่งกันเอง ผู้มีความสามารถย่อมได้ไปร้านค้าบนที่ตรงนั้นไปครอบครอง ราคาเริ่มต้นให้เช่าอยู่ที่ 12 เหรียญทองต่อปี และข้าขอเตือนอย่าได้ประมูลอย่างไร้ความรับผิดชอบจะดีกว่า เพราะข้าคือหอกแห่งการปกป้อง เป็นผู้ปกปักซัลวาโตเรแฟมิลี่ และเหล่าครอบครัวใต้ปกครอง หากพวกเจ้ากล้าสร้างเรื่องในพื้นที่ของพวกข้า มันไม่จบที่การโดนกระทืบไม่กี่ทีเช่นนี้แน่"



            ลูดอฟเดินยืดอกจากไปอย่างภาคภูมิ ตัวมันรู้สึกว่าทำความดีก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แถมยังได้เห็นผู้คนที่ถูกช่วยเหลือ มอบแววตาขอบคุณเทิดทูนเช่นนั้นให้อีก ตัวมันยิ่งรู้สึกหัวใจพองโตยากอธิบาย เริ่มเข้าใจว่าบอสมีความรู้สึกเช่นไร หลังจากได้ช่วยคน จิตใจของลูดอฟ ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติด และผู้คนที่อยู่ตรงนี้อาจจะยังไม่รู้ว่า ในอนาคตชื่อของหอกแห่งการปกป้องนี้ จะถูกผู้คนเทิดทูนบูชายกให้เป็นแบบอย่างมากถึงเพียงใด



            ภายในงานเลี้ยงบริเวณเขตพิเศษที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ เหล่าขุมอำนาจมากมายจากทั่วทั้งสามเขตของกรุงฮัลเฟนด์ ต่างก็ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง จะมีผู้ใดกันไม่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างก็มีการคาดการเป็นของตัวเอง สงสัยว่าบุตรบุญธรรมของประมุขวังมรณะสาบสูญผู้นี้ มีเป้าประสงค์ใดกันแน่ และเพื่อยืนยันสมมุติฐานของแต่ละกลุ่ม จึงจำเป็นต้องส่งตัวแทนมายืนยันความจริงนั้น เพื่อที่จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรจะทำเช่นไรต่อไป มิเนอร์วาในชุดสูทสีดำผูกโบหูกระต่ายเดินคู่มากับเฟรเกียจากที่ไกล พวกเขาถือแก้วเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่พึ่งคิดค้นขึ้นได้ไม่นานชูขึ้นสูง และเอ่ยเสียงดังกังวานไปแปดทิศ



            "ในฐานะผู้นำแห่งซัลวาโตเร ทุกท่านอย่าได้แปลกใจไป นี่เป็นเพียงผลกระทบเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าได้รับจากเรื่องไม่คาดฝัน แต่นั่นก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่ข้าได้เติบใหญ่"



            มิเนอร์วามองไปยังเกรเซียที่มุมหนึ่งของงานเลี้ยง ส่งสายตาหยอกล้อไปให้อีกฝ่ายที่กำลังตกตะลึง เพราะรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มซึ่งโตเป็นหนุ่มแล้ว เป็นดั่งหยกสลัก… ปักจำลองภาพเทพอพอลโล โตมาเป็นมังกรหนุ่มผู้องอาจ สาดเกลียวคลื่นถาโถมใจสตรี สีใดๆ ในโลกนี้ล้วนซีดหมอง



            "มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า… ซัลวาโตเรของข้ากำลังจะก่อสร้างย่านการค้าแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ และจุดประสงค์ของงานเลี้ยงในวันนี้ คือการประมูลขายตั๋วสุดพิเศษที่จะมีจำกัดเพียงแค่หนึ่งหมื่นใบเท่านั้น ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 30,000 เหรียญทอง"



            "แล้วตั๋วนั่นทำอะไรได้บ้าง?"



            เป็นโรบินจากฮู้ดแฟมิลี่ที่เอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ ผู้อื่นอาจจะยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ ถือครองความได้เปรียบอะไรไว้บ้าง แต่ไม่ใช่กับโคซานอสตราที่ทำหน้าที่กระจายสินค้าให้แก่อีกฝ่าย ข้อมูลวงในนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้ ที่ถามก็เพราะอยากจะเป็นหน้าม้าให้แก่อีกฝ่าย



            "ถามได้ดีโรบิน! สหายข้า… ตั๋วใบนี้คือสิทธิ์ หากเจ้าถือครองมันไว้แม้เพียงหนึ่งใบ นั่นแปลว่าเจ้าคือสหายของเราซัลวาโตเร มันจะมอบส่วนลดให้เจ้าเมื่อใช้จ่ายกับกิจการในเครือของซัลวาโตเร สิทธิ์ในการจับจองได้เลือกสินค้าทุกชนิดก่อนผู้อื่น หากมีตั๋วใบนี้ เมื่ออยู่ในพื้นที่ของซัลวาโตเร ย่อมได้รับการปฏิบัติคุ้มครองเยี่ยงแขกคนสำคัญ ตราบใดที่ไม่ละเมิดข้อห้ามขอพวกข้า พวกเจ้าก็จะเป็นราวกับทวยเทพ"



            มิเนอร์วาเว้นจังหวะจ้องมองไปยังผู้คนรอบงาน และยกแก้วเครื่องดื่มในมือซดลงคอรวดเดียวหมด



            "แต่นั่นก็เป็นแค่สิทธิ์พิเศษที่ตั๋วใบนี้มอบให้ ประโยชน์ที่แท้จริงของมันนั้น แท้จริงแล้วคือส่วนแบ่งหมื่นส่วนที่เท่าเทียมกันโดยจะมอบให้ในทุกๆ ปี ข้าเรียกมันว่าวันแห่งการแบ่งปัน เมื่อไหร่ที่ถึงวันแห่งการแบ่งปัน ตราบใดที่ผู้ถือครองสามารถแสดงตั๋วนั้นต่อหน้าข้าได้ ข้าจะมอบส่วนแบ่งที่หามาได้จากทุกกิจการในมือจำนวนหนึ่ง กลับคืนให้แก่พวกท่านผู้ถือครอง ขอย้ำอีกครั้ง! ตั๋วมีจำกัดแค่ 10,000 ใบ หากขายหมดแล้วจะไม่มีมาขายอีก! ขอเชิญทุกท่านสนุกกับงานเลี้ยง หอกแห่งโชคลาภของข้าจะทำหน้าที่ดูแลต้อนรับพวกท่านเอง"



            เสียงกระซิบพูดคุยยังไม่ทันดังขึ้น มือทั้งสามข้างของสมาชิกโคซานอสตราก็ยกขึ้นสูง เอ่ยประมูลขอซื้ออย่างเร่งรีบ



            "อินดิโกวิชแฟมิลี่ 10 สิทธิ์ 500,000 ทอง"



            "ฮู้ดแฟมิลี่ 10 สิทธิ์ 500,000 ทองเช่นกัน"



            "ซิลเวอร์วูล์ฟก็ต้องการ 10 สิทธิ์ 500,000ทองเช่นกัน"



            มิเนอร์วายกยิ้มขำขันให้กับท่าทีของทั้งสามคน 500,000 เหรียญทองนั้น แทบจะเป็นเงินเก็บเกือบทั้งหมดของพวกมันเป็นแน่แท้ ชายหนุ่มย่อมรู้ดีว่าพวกมันยอมทุ่มหมดหน้าตัก เนื่องจากมั่นใจในตัวสินค้าและ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยซัลวาโตเรแฟมิลี่ มิเนอร์วาทำเพียงมองดูขณะพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับเฟรเกีย และเหล่าแขกเหรื่อ ปล่อยให้หอกแห่งโชคลาภได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมั่นใจ ไม่ไปก้าวก่ายการตัดสินใจของลูกน้อง ขอแค่ขายได้ 30,000 เหรียญทองขึ้นไป จะมากจะน้อยล้วนไม่ได้เก็บมาใส่ใจ รับได้ทุกราคา เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ในตอนนี้พึ่งขายออกไปได้เพียงไม่กี่ร้อยสิทธิ์ เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังเงียบงัน ชายหนุ่มมองไปรอบงานคราหนึ่ง แล้วตบมือสองทีเอ่ยออกคำสั่งทำลายความเงียบ



            "เด็กๆ! นำสินค้าตัวทดลองออกมาแจก"



            โซลดาโต้สองคนยกหีบเหล็กใบหนึ่งมาวางไว้ที่พื้นดินแล้วเปิดออก กลิ่นหอมหวนราวกับมะม่วงป่าที่สุกงอมฟุ้งกระจายออกไปทั่วบริเวณ หลายๆ คนต่างพากันลอบกลืนน้ำลาย ยากที่จะหักห้ามใจ มิเนอร์วาเอ่ยแนะนำสินค้าโฆษณาขายไปในตัว



            "ข้านี่แย่จริง ฮะๆ ๆ ไม่คิดว่าแก่ขึ้นเพียงห้าปีแต่กลับเป็นโรคหลงลืมไปซะได้ คืนนี้ทางเรายังมีสินค้าตัวทดลองของทุกกิจการ มามอบให้แก่ทุกท่านได้ลองใช้แจกฟรีกันไปเลย ข้ารับรองเลยว่าต่อให้พลิกมหาทวีปนี้ดู พวกท่านก็จะไม่สามารถเห็นของแบบนี้ที่ไหนได้อีก ในหีบนั่นคือวีดพันธุ์พิเศษที่ข้าพัฒนาขึ้นมาเอง ในอาณาจักรแห่งนี้มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง มาร์ตี้ให้คนนำไปแจกจ่าย"



            มิเนอร์วาพลิกมือหนึ่งที มวนพันลำนับสิบมวนก็ปรากฏภายในฝ่ามือ เด็กหนุ่มแจกจ่ายให้แขกทุกคนรอบตัว เฟรเกียคว้าหมับใส่ปากคาบ มิเนอร์วาเองก็เป็นงาน จุดไฟให้แก่แขกทุกคนอย่างถ่อมตน มวลเมฆาหมอกมายาส่งกลิ่นหอม ดอมดมแล้วดูท่าสมใจอยาก ปากพ่นควันฝันหวานลอยคละคลุ้ง ฟุ้งไปทั่วงาน เพียงไม่นานทั่วทั้งงานก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ต่อให้ผิดกฎหมายแล้วจะอย่างไร สิ่งนี้เกิดมาจากพระเจ้า หากบอกว่าเป็นสิ่งผิด เช่นนั้นพระเจ้าก็ผิดแล้ว ชายหนุ่มไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะมีใครกล้าห้ามเขา เพราะที่นี่ซัลวาโตเรคือกฎ และดันเป็นกฎที่มีบิดาเป็นเจ้าผู้ปกครองเขต



            โซลดาโต้มากมายรีบยกเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังเข้ามาวาง ให้เหล่าแขกได้นั่งลงผ่อนคลาย บรรยากาศชื่นมื่นจนแม้แต่คนชั่วอย่างพลายัต ยังเผลอตัวดื่มด่ำไปกับความสุขที่มวนพันลำนี้มอบให้ มันเอนหลังหัวเราะคิกคักระหว่างพูดคุยกับพยัคฆ์ตนอื่น แม้ภายในใจจะไม่ยินยอม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มิเนอร์วาจัดการได้ดีจริงๆ ใช้วิธีที่ผู้คนมากมายต่างก็หลงคล้อยตามอย่างเลี่ยงไม่ได้



            ต่อให้รู้ว่าเป็นการค้าขาย แต่ทุกคนย่อมมีความลังเลเป็นของตัวเอง ถ้ารู้ว่าสินค้าที่ขายมีคุณภาพดี และมีความหลากหลายนั่นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ย่อมสามารถกำจัดความลังเลภายในจิตใจของผู้คนออกไปได้ และเป็นมิเนอร์วาที่สามารถหาวิธีกำจัดความลังเลนี้ออกไปได้นั่นเอง ส่งผลให้ยอดจำนวนตั๋วที่ประมูลขายออกไปในตอนนี้ ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างยากหลีกเลี่ยง ในเวลานี้จึงขายออกไปได้แล้วเกือบหนึ่งพันสิทธิ์

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน