อัญญารินทร์เดินฮัมเพลงเข้ามาในบ้านก็เจอกับพ่อแม่ที่นั่งคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่น เธอจึงรีบเดินเข้าไปหา
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูก” ทานตะวันมองลูกสาวที่เดินยิ้มร่ามาแล้วถามขึ้น
“ค่ะคุณแม่”
“แล้วมีนาล่ะ ไม่ได้ชวนเข้ามาในบ้านก่อนเหรอ” ขจรขมวดคิ้วแล้วมองไปที่ด้านหลังของลูกสาว พร้อมกับถามหาเพื่อนสนิทของอัญญารินทร์
“อัญไม่ได้กลับกับมีนาค่ะ” อัญญารินทร์ส่ายหน้าแล้วนั่งลงที่โซฟาเดี่ยว
“แล้วกลับมาได้ยังไง ทำไมไม่โทรบอกให้พ่อไปรับ” ขจรได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเป็ห่วงจึงเอ่ยถามลูกสาวเสียงเข้ม
“อัญกลับมากับพี่ภามค่ะ” อัญญารินทร์รีบบอกพ่อของเธอไปทันที
“พี่ภามเหรอ” แต่นั่นยิ่งทำให้ผู้เป็พ่อตากระตุกและหรี่ตามองลูกสาวอย่างกดดัน
แม้แต่ทานตะวันเองก็มองอัญญารินทร์อย่างสงสัยเช่นกัน
“ค่ะ ก็พี่ข้างบ้านเรานี่ไงคะ” แต่อัญญารินทร์ก็ไม่ได้รับรู้บรรยากาศมาคุหรือกดดันเลยสักนิด เธอพูดเจื้อยแจ้วตอบไปอย่างอารมณ์ดี
“ไปสนิทกับเขาั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมถึงกล้ากลับมากับเขา” สีหน้าไม่ทุกข์ร้อนของลูกสาวสุดที่รักทำให้ขจรเอ่ยถามและมองอัญญารินทร์อย่างดุดัน
อาการหวงลูกสาวกำเริบขึ้นมาจนได้
“เอ่อ” อัญญารินทร์เริ่มจับน้ำเสียงของผู้เป็พ่อได้และกำลังจะอธิบาย
ติ๊งหน่อง ติ๊งหน่อง
แต่เสียงกริ่งหน้าบ้านกลับดังขึ้นเสียก่อน ทั้งสามคนจึงหันไปมอง
“เดี๋ยวแม่ไปดูเอง” ทานตะวันอาสาก่อนจะลุกขึ้น
เธอเดินออกมาที่หน้าประตู พอเปิดออกก็พบกับชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งยืนอยู่
“มาหาใครคะ” ทานตะวันเอ่ยถามและมองสำรวจเขา จนไปสะดุดที่มือของชายหนุ่มในตอนนี้ที่ถือถ้วยชามลวดลายคล้ายกับของในบ้านเธอ
“สวัสดีครับ ผมชื่อภาม เพิ่งย้ายมาอยู่ข้างบ้านนี่เองครับ” ภามแนะนำตัวเองอย่างนอบน้อม
“อ้าว สวัสดีค่ะคุณภาม” ทานตะวันจึงยิ้มออกมาและทักทายเขาอย่างเป็กันเอง
“ผมเอาชามมาคืนครับ และนี่เป็ของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผม” ภามยื่นชามในมือคืนให้ทานตะวันพร้อมกับของฝากเป็ขนมชื่อดัง
“ขอบคุณมากนะคะ เกรงใจแย่เลย” ทานตะวันรับมาแล้วพูดด้วยความเกรงใจ
“ผมต่างหากครับที่ต้องเกรงใจ ขอบคุณสำหรับอาหารนะครับ” ภามจึงตอบกลับมาด้วยความสุภาพ
“ยินดีค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” จากนั้นเขาก็ขอตัวกลับไปที่บ้านตัวเองทันที มีแวบหนึ่งที่เขามองเข้าไปด้านในบ้านเพื่อหาคนตัวเล็ก รู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้เจออัญญารินทร์ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ทำไมถึงได้อยากเจอเธอนัก ทั้งที่เพิ่งจะห่างกันแท้ ๆ
ทานตะวันมองตามหลังภามไปแล้วก้มมองชามในมือของตนเอง
“ใครมาคุณ” พอเธอเดินเข้ามาในบ้าน ขจรก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“คุณภาม ข้างบ้านน่ะ เอาชามมาคืน และมีของฝากมาให้ด้วย” ทานตะวันบอกกับสามี ก่อนจะวางถุงขนมลงบนโต๊ะ
“อื้ม” ขจรได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าตึงและพยักหน้าเล็กน้อย
“อัญชัน” แต่ทานตะวันไม่สนใจสามีในตอนนี้ เธอนั่งลงที่โซฟาตัวเดิมและเรียกชื่อลูกสาวเสียงนิ่ง
“ขา” อัญญารินทร์ที่กำลังชะโงกหน้ามองเข้าไปในถุงขนมเงยหน้าขึ้นมองแม่ตนเองตาแป๋ว
“แม่จำได้ว่าเมื่อวานให้อัญเอากับข้าวไปให้พี่เขาแค่อย่างเดียว แต่ทำไมถึงมีสองชาม” ทานตะวันถามขึ้นพลางชี้ไปที่ถ้วย ซึ่งมันมีถึงสองใบ ทั้ง ๆ ที่เธอจำได้ว่าให้ลูกสาวเอากับข้าวไปให้ภามแค่ครั้งเดียวแท้ ๆ
“อ๋อ ของเมื่อเช้าด้วยค่ะ” อัญญารินทร์มองไปที่ถ้วยแล้วนึกขึ้นได้
“ว่ายังไงนะ!” ขจรเอ่ยถามเสียงดังลั่น
อัญญารินทร์จึงเล่าเหตุการณ์เมื่อเช้าให้ฟังั้แ่ที่พ่อแม่เธอออกจากบ้านไป จนกระทั่งเธอเดินถือข้าวเช้าไปให้เขา
“เลยไถ่โทษด้วยการตักข้าวต้มไปให้เขานี่เอง” ทานตะวันพยักหน้าเข้าใจหลังจากที่ได้ฟังเื่ราวแล้ว
“ใช่ค่ะ โชคดีที่พี่เขาไม่ได้โกรธอัญนะคะ แถมยังบอกว่าจะรอชิมกับข้าวฝีมืออัญด้วย เดี๋ยววันหลังอัญต้องให้คุณแม่ช่วยสอนทำอาหารแล้วค่ะ” อัญญารินทร์พูดต่ออย่างสดใส
“....” ขจรและทานตะวันหันไปมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย
“คุณพ่อคุณแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อรู้สึกว่าพ่อแม่ของเธอมองหน้ากันแล้วเงียบไป
“เปล่าหรอกลูก” ทานตะวันปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม
“ถ้างั้นอัญขึ้นห้องก่อนนะคะ” อัญญารินทร์จึงเอ่ยขอตัวขึ้นห้องเพื่อไปอาบน้ำ และจะโทรบอกมีนาว่าเธอถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว
“ไปเถอะ” ทานตะวันพยักหน้าให้ลูกสาว
“เป็ยังไงบ้างคุณ” คล้อยหลังของอัญญารินทร์ไปแล้ว ขจรก็หันมาถามภรรยาทันที
“อะไรคะ” แต่ทานตะวันไม่เข้าใจคำถามของสามีเสียอย่างนั้น
“ก็คนที่ย้ายมาใหม่เป็ยังไงบ้าง ดูเป็คนไม่ดีไหม” ขจรจึงขยายความให้ภรรยาฟังว่าหมายถึงภาม
“เขาก็หน้าตาดี แต่งตัวดี ส่วนนิสัยฉันไม่รู้ ว่าแต่คุณถามทำไมคะ” ทานตะวันตอบกลับไปตามที่เธอเห็น เธอเพิ่งเคยเจอเขาจึงไม่สามารถบอกอะไรได้มาก
“เปล่าหรอก” ขจรปฏิเสธแต่ยังคงมีสีหน้าครุ่นคิด
“นี่คุณหวงลูกเหรอ” ทานตะวันเห็นท่าทางของสามีก็พอจะเดาออกว่าตอนนี้สามีของเธอกำลังหวงลูกสาว
“ก็ลูกเราน่ารักใสซื่อขนาดนี้ ถ้าเกิดไอ้หนุ่มนั่นมันเป็คนไม่ดีมาล่อลวงลูกสาวเราจะทำยังไง” ขจรที่ถูกภรรยาจับได้จึงอ้างว่ากลัวลูกสาวจะถูกหลอกโดยคนไม่ดี
“ก่อนจะล่อลวงลูกสาวคุณสำเร็จ คงหมดพาราไปหลายกระปุกเลยค่ะ” ทานตะวันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดตลก
อัญญารินทร์ใสซื่อถึงขนาดที่ไม่รู้เื่ว่ามีคนเข้ามาจีบ กว่าจะล่อลวงลูกสาวเธอสำเร็จ คงต้องวัดกันสักหน่อยว่าจุดหมายคือการได้เป็คนรักหรือได้เลี้ยงเด็กซุ่มซ่ามแทน
“คุณไม่หวงลูกเลยหรือไง” ขจรหรี่ตามองภรรยาแล้วถามขึ้น
นี่ภรรยาของเขาไม่รู้สึกอะไรเลยหรือยังไงกันนะ
“ฉันห่วงค่ะ แต่ลูกโตแล้วนะคะ ลูกไม่ได้อยู่กับเราได้ตลอดหรอก” ทานตะวันพูดให้สามีได้คิดว่าสักวันลูกก็ต้องห่างอกพ่อแม่ไป จะรั้งให้อัญญารินทร์อยู่ด้วยต่อไปไม่ได้หรอก
“คุณ!” ขจรมองภรรยาด้วยสายตาขัดใจ
“อีกอย่างนะคะ คุณภามเขาเพิ่งรู้จักกับลูกสาวเรา คงไม่คิดอะไรหรอก ส่วนยัยอัญก็ไม่เห็นจะคิดเื่แฟนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” เมื่อเห็นท่าทางไม่ยินยอมของสามี เธอจึงค่อย ๆ พูด ไม่ให้เขาคิดมาก
“ผมไม่สบายใจอยู่ดี” แต่ขจรก็ยังคงไม่วางใจ
เขาเองก็เป็ผู้ชาย ย่อมรู้ธาตุแท้ของผู้ชายด้วยกัน
“แล้วแต่คุณก็แล้วกันค่ะ ฉันไปเข้าครัวดีกว่า” ทานตะวันรู้สึกเอือมระอา เธอกลอกตามองบนแล้วพูดขึ้น จากนั้นก็เดินหนีสามีไปห้องครัวทันที
ขจรนั่งครุ่นคิดอย่างหนักสักพักก่อนจะตัดสินใจได้ เขาลุกขึ้นเดินออกจากบ้านไป โดยมีจุดมุ่งหมายคือบ้านหลังข้าง ๆ