ถือเป็นการกลับมามีบทบาทอีกครั้งของท้าวรณชัย
เพื่อแลกกับคำสัญญา คืนนี้เตรียมพร้อมเข้าปล้นคุ้มพราหมณ์
ตามที่พูดไว้กับบักสาก จึงไม่ประมาทสิ่งอันตามองไม่เห็น
โคตรเหง้าเอาดีด้านรับข้าราชการ นับรุ่นสู่รุ่น ศักดินาไม่ธรรมดา
สืบทอดตำแหน่งพระยา อำมาตย์เอกรับใช้เบื้องยุคลบาท
อีกข้างเป็นปุโรหิตฝ่ายวิธีการ รับผิดชอบงานสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน
อันตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ มังคลาพื้นเพสูสีระหว่างสองฝ่าย
เหล่าพรตนักบวช วิสัยไม่ส่อแววใฝ่ต่ำให้หมองมัว
นับจากบรรพบุรุษ ล้วนสนองพระบาทด้วยสุจริตใจ
มีแต่มังคลาที่ปรารถนาความเป็นใหญ่ ในเมื่อบิดาผู้รักในวิชาชีพ วางตัวจงรักภักดีตลอดมา
ได้สิ้นชีวาเหลือให้รำลึกถึงคุณงามความดี ที่สร้างสม
ต่างกับบุตรซึ่งทะเยอทะยาน ไม่อยากดักดานเป็นแค่โหรข้างบัลลังก์
จึงวางแผนทำสิ่งอันขัดต่อจริยธรรม นำอสูรสิงสู่องค์ราชา
แล้วหันมาบริหารบ้านเมือง ด้วยวิสัยทัศน์ตน
ทางด้านท้าวรณชัยก็ไม่น้อยหน้า คราวต้องลงมือจริงจังเสียแล้ว
แรกยังเกรงตรงพระเดชพระคุณ คำสอนซึ่งถ่ายทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่
ให้รักษาศักดิ์ศรีอย่าได้เนรคุณต่อแผ่นดิน คิดคดไม่ซื่อกับกษัตริย์
บุคคลสะสมบุญญาธิการ เหมาะควรค่าแก่การเป็นผู้นำ
พอครั้งยศศักดิ์ตกมายังตน ก็เผยสันดานมุ่งหวังจะเป็นพระราชาเสียเอง
ประเด็นหญิงนางรักผลักดันอีกคน จามรเทวีจึงอยากให้เทียมสถานะ
โดยคิดกำจัดองค์เลอสรวง สวามีผู้ไม่มีใจให้ตั้งแต่แรก
ท้องฟ้าเดือนดับไร้แสงจันทร์ ท้าวรณชัยคลุมหน้าตามิดชิด
ลอบเข้ามาภายในอาณาเขต ท่องอาคมอมหินลูกเกลี้ยง เคล็ดเปิดทางสะดวก
พื้นกระดานเย็นยะเยือก เรือนเหมือนถูกปล่อยให้ร้าง
ขยับก้าวย่องเบา เป่ากลอนประตู ใช้คาถาโจรสะเดาะกุญแจ
ย่างกรายเข้าถึงห้องหิ้งของขลัง มุมทิศตะวันออกของตัวบ้าน
มองผ่านความมืดไม่ถนัด จึงเสกมนต์เบิกเนตร
อัญเชิญบทสวด*ฤาษีตาไฟ สำหรับใช้ไล่มองหาของที่ต้องการ
แรกโดยตั้งใจจะบุกสะดมโรมรันใช้กำลังชิงเอา
หากเพราะคำบอกเล่าจากบักสาก ว่ามังคลาเองก็เลี้ยงภูตผีวิญญาณ
เพื่อใช้งานเฝ้าเคหะสถาน อันพิสดารวิปริตอวิชชาซึ่งเป็นข้อห้ามต่อลัทธิ
ถูกมังคลาทลายกฎเกณฑ์มาตรฐานพราหมณ์ จนสิ้นดีมีราคีขัดหลักผู้ทรงศีล
มวลขับเคลื่อนมาจากปณิธานแรงกล้า ท้าทายเทวาธิราช
อุกอาจได้อสูรช่วยให้หนทางง่ายดาย จึงงมงายเชื่อสิ่งลี้ลับอัปมงคล
และตามจริง บักโผนเด็กผีมาโผล่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้บุกรุก
เมื่อจับสัญญาณได้ ว่ามีคนมาเยือนยามวิกาล ทั้งไม่ได้รับอนุญาต
“ยุด! มึงเป็นไผ คึกล้าแท้”
มันเท้าสะเอวชี้ใส่ ถามกับรัศมีวับแวมสะท้อนแสงแสบตา
พลอยทำให้มองลำบากไม่เห็นถนัด จึงทำได้แค่ข่มขู่
ประเมินไม่คณาเท่าไร ท้าวรณชัยยังเงียบไม่ตอบโต้
ยิ่งทำให้บักโผนโกรธใหญ่ มันพุ่งเข้าหากะจะชนจนกระเด็น
“มึงตาย!”ลั่นคำสถบหวังสยบด้วยฤทธิ์เดชที่มีอยู่
กางฝ่ามือจรดเขียนยันต์เสือเหลียวหลัง สาดยังคลื่นพลังไม่ดี
ขณะแล่นมาตรงจุดที่ยืนอยู่ ท้าวรณชัยไม่ปล่อยให้มันเล่นงานฝ่ายเดียว
“เอ้า อีหยังหล่ะหนิ”
เจอเข้ากับอักษรศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเห็นว่าเป็นวิญญาณเด็ก จึงเหลือความเมตตา
เมื่อถลาเข้ามาบักโผนโดนครอบงำทันที มันรู้สึกอ่อนแรงลง
“ไปสา กูบ่เฮ็ดหยังมึงดอก”
เปล่งวาจาเตือนเหมือนไล่ ไม่ให้ขัดขวางการลักขโมย
กระแสสื่อถึงบักโผนนึกหลงชื่นชม ในความใจดีของผู้ใหญ่ที่ไม่ทำร้ายมัน
พุทธคุณดลให้ยอมรับเอาคำพูด เผลอคล้อยตามง่าย ๆ
“กะได่ ซั่นหน่ะ”
มันพยักหน้าก่อนจะหายวับไปกับตา ยังทันที่จะเรียกไว้
“มึงอย่าบอกไผเด้อ”
ต้องสำทับกับผีเด็ก ท้าวรณชัยสวดสะกดให้มันลืมในสิ่งเกิดขึ้น
ช่องทางสะดวกปลอดอารักขา เลยจะคว้าเล่มคัมภีร์ที่หมายตา
จากข้างในกล่องไม้ที่เก็บไว้ พลันรีบสะบัดออก
“โอ้ย ๆ ๆ”
หลุดอุทานกับด่านความร้อนเมื่อสัมผัสหนังสือ
นี่สินะมังคลาถึงได้วางหีบไว้บนหิ้ง โดยไม่กังวลอะไรเลย
เพราะอานุภาพคาถาที่ใช้ป้องกัน อันไม่ใช่ตนห้ามจับต้อง
อุตส่าห์มาถึงถิ่น ท้าวรณชัยขึ้นเรือนได้ แต่ดันมีอุปสรรค
จำเป็นหาทางแก้มืออีกครั้ง เนื่องลองพยายามก็ยังทำไม่ได้
อาการคล้ายถูกเผาจวนมอดไหม้ ใจจะขาด
อาศัยผีเด็กบักโผน โดนเวทมนต์ล้างสมอง จำอะไรไม่ได้
ฝั่งท้าวรณชัยพอมีหวังย้อนกลับมาใหม่ กับวิธีที่จะนำเอาคัมภีร์ปีศาจมาจากมังคลา
ติดเคล็ดบางอย่างซึ่งต้องถอดอาคม อันแกร่งกล้า
...“ต้องมีม่อง หละแมะ”นำเอาปัญหามาขบคิด
ประโยคของจามรเทวีทักท้วง ในความยากเย็น
สำหรับการจะได้เล่มคัมภีร์ มามอบแก่อสูรอชาตะเก็บเอาไว้เอง
พันธะสัญญาที่ตกลงกัน กติกาอันจะหักหลังผู้ชุบวิญญาณอสูรให้ฟื้นตื่นในโลกา
ด้วยลมปากพระนางก่อนยุยง ชี้ผลภายในภาคหน้า
อชาตะเป็นแค่เครื่องมือ เพื่อบรรลุผลสำเร็จต่อมังคลาเท่านั้น
ตำหนักริมสระ เคหะพักยามฤดูคิมหันต์ยังคงประทับอยู่
แม้จะคลอดลูกแล้วก็ตาม เพราะยังใช้เป็นรังรัก
แหล่งสถาน ที่ท้าวรณชัยลอบเข้านอกออกใน ได้ตลอดเวลา
“เฮ็ดจังได๋ สิได่มาน้อ”
เสียงพูดบ่นเปรย เสียดายที่ไม่สามารถหยิบฉวยนำมาด้วยได้
ขนาดต้องรวมหัวปรึกษากัน กับความผิดพลาดหนแรก
ในบริเวณนั้นมีอีปุนนั่งอุ้มเด็กอยู่ด้วย มันทำหน้าที่ประคบประหงม
ส่วนจามรเทวี ลักษณะไม่ค่อยสนพระทัยลูกคนนี้นัก
อคติตรงความเป็นสายเลือดอสูร จึงกลัวว่าวันข้างหน้าอาจเกิดอาเพศ
ส่วนธิดาสองคนของพระนาง โตเป็นสาวเต็มวัย
จารนีและจารเกศ ต่างมีตำหนักพักแต่ละแห่ง แถบกำแพงวังชั้นใน
เงี่ยหูฟังคำสอนทนาของนาย อีปุนอยากช่วยอีกแรง
“สิยากหยังเจ่าข้า ตีนซิ่นถ่อนั่นแหล่วคายของ”
พื้นเพอีปุน พ่อมันเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ จึงได้ส่งลูกสาวเข้าวังรับใช้องค์หญิงจามร
ปกติชินตาเวลาเดินเหิน ผู้บิดามักหลบให้ไกลถ้ามีผืนผ้าถุงตากอยู่
ราวผ้าหรือบันไดไม่ให้ลอด ข้อระวังสำหรับพวกมีของ
“บ่ะ! เข้าท่าเด้หละ”
อย่าว่าแต่ใครเลย ท้าวรณชัยเองยังนึกไม่ออกในสิ่งขัดกับความขลัง
“เป็นกูกะบ่ถืกเด้อ แนวคะลำจังซี่”
เอ่ยชมในปัญญาข้ารับใช้ ที่คิดได้ใช้แก้เคล็ด
ตัวช่วยหนนี้ไม่พ้นบักสาก ลำบากให้มันนำผ้าถุงของอีปุนไปครอบหนังสือ
ก่อนถือโอกาสขโมยมาด้วยซะเลย โดยท้าวรณชัยใช้อุบายรมควันทั้งคุ้มให้หลับไหล
ภาคส่วนวิญญาณก็จัดการสะกด เพื่อไม่ให้รู้ว่าฝีมือใคร
บทจะง่ายได้มาด้วยความบังเอิญ จากการแนะของบ่าว
...เมื่อคัมภีร์มาอยู่ในกรรมสิทธิ์ อชาตะลังเลจะเก็บไว้ที่ไหนดี
ทำทีมาเยือนบุตร ช่วงระยะ*โกนผมไฟเรียกขวัญ
องค์ประกอบทุกอย่างจามรเทวีจัดสรร กีดกันไม่ให้มังคลาฝ่ายพิธีกรรมมายุ่งเกี่ยว
ในห้องหับจึงมีไม่กี่คน ต่างล้วนพัวพันกรณีซับซ้อน
“เผาถิ่มสา พ่อหลวงคึดจังได๋เพคะ”
ใจจามรพระนางบอกให้ทิ้งลงกองไฟ หากเก็บไว้สักวันมังคลาต้องรู้เรื่อง
“ฝังดินไว้ก่อน มื้อหน้าฮาได่ไซ่“
เชิงยังเห็นค่าความสำคัญ ท้าวรณชัยจึงไม่ให้ทำลายหนังสือ
ทะแม่งแปลกพิลึก ทั้งชู้รักและสวามีใยปรองดองกันดีเหลือเกิน
เป็นเพราะว่าจามรเทวีแบ่งหน้าที่ สถานะมเหสีใช้หลอกตาปวงราชสำนัก
แท้แล้วชีวิตจริง อยู่กับท้าวรณชัยในฐานะเมียเสวยสุขกันซะที
รู้เช่นเห็นชาติหมดทุกขดไส้ อสูรอชาตะยอมให้แม่ของลูก
เลือกรักษาหน่อเนื้อเชื้อไข แม้ขั้นแลกทุกอย่างที่มี
“จังซั่นติหล่ะ คั่นบ่มีไผฮู้”
เห็นด้วยในคำพูดของท้าวรณชัย อชาตะจะฝังไว้ก่อน
หมดเรื่องให้หนักใจ อสูรขออุ้มลูกต่อช่วงอีปุน
ห้าเดือนตัวโตขึ้น กายนุ่มนิ่มเด็กหัวเหม่งเพ่งมองใบหน้าองค์เลอสรวง
อันภาพเป็นอสูรน่ากลัว จนร้องไห้ผลักไสออก
แววตายังไม่รู้ประสา แต่อัศจรรย์เห็นความจริง ก่อให้ผวาดิ้นรนจากอ้อมกอด
“เเง๊ ๆ ๆ”
ท่าทางขลุกขลักนึกว่ามดกัด อีปุนจึงไม่อยู่เฉย
“คึสิคันคาย พ่อหลวงเอามาสา เพคะ”
มันอาสาพาไปอาบน้ำ ปะแป้งหลังจากเสร็จพิธี
หวั่นการเสด็จมาเยือน ไม่ทรงทำให้พอพระทัย
ไหวพริบจามรเทวี จัดเตรียมของเซ่นแก่อชาตะ
เลือดแพะอุ่น ๆ ชำแหละบวงสรวงบูชายัญต่อทวยเทพ ขั้นตอนทางลัทธิ
*เครื่องบัตรพลีในถ้วยโถเต็มปรี่ พรั่งพร้อมถวาย
สุดท้ายเล่มคัมภีร์ถูกห่อด้วยผ้าถุง มอบให้อาชตะเอาไปฝังตามแต่ประสงค์
*ฤาษีตาไฟคือ บรมครูโบราณที่มีฤทธิ์แก่กล้า
มีดวงตาที่สามบนหน้าผาก สามารถเพ่งไฟเผาผลาญสิ่งชั่วร้ายได้
เชื่อว่ามีตบะบารมีสูงส่ง เป็นที่เคารพนับถือในหมู่ผู้เล่นศาสตร์ลี้ลับ
โหราศาสตร์และศิลปินการแสดง มักเกี่ยวข้องกับพระศิวะหรือพระอิศวร
ที่มีตาที่สามเช่นกัน มีอิทธิคุณช่วยเสริมดวงชะตา ป้องกันภัย
และนำมาซึ่งโชคลาภและความเจริญรุ่งเรือง
*วิชาการเขียนยันต์ใส่ฝ่ามือ เป็นการปฏิบัติที่ผสมผสานความเชื่อทางไสยศาสตร์
และการเสริมดวง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกทรัพย์ เสริมเสน่ห์
หรือเสริมบารมี ซึ่งจะทำโดยเกจิอาจารย์ผู้มีวิชา
พุทธคุณใช้เป็นสิ่งปกป้อง มีผลต่อความเมตตา
รายนามยันต์มงคล เช่น ยันต์พระลักษณ์หน้าทอง
ยันต์เสือเหลียวหลัง เขียนลงบนฝ่ามือด้วยสีผึ้งหรือน้ำมันมงคล
แล้วเป่าคาถาเพื่อเพิ่มพลังให้ยันต์คงความขลัง ด้านดลจิตดลใจ
*โกนผมไฟ นิยมทำเมื่อทารกอายุครบ 1 เดือน
หรืออาจจะขยับเป็น 2-3 เดือน ระยะไม่เกิน 6 เดือน
เพื่อความสะดวกและให้ทารกแข็งแรงขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะทำตอนครบ 1 เดือน
สำหรับตอบรับความเป็นสิริมงคล การโกนผมที่ติดมาตั้งแต่ในครรภ์
อันตามความเชื่อ ว่ามีคราบไขมันไม่สะอาดนั้น
จะทำให้ผมใหม่ขึ้นดกดำแข็งแรง และทำพิธีรับขวัญเด็ก
*เครื่องบัตรพลี หมายถึง ภาชนะที่ทำจากใบตอง
พับเป็นรูปทรงลักษณะสี่เหลี่ยมหรือ สามเหลี่ยม
สำหรับใส่เครื่องเซ่นไหว้บูชาเทพเจ้า ภูตผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ตามความเชื่อพื้นถิ่น เพื่อความเป็นสิริมงคล ขอขมา หรือปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
โดยคำว่า “บัตร” คือใบตอง และ “พลี” คือ การเซ่นไหว้ ถวาย หรือเสียสละ
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)