เวลาใกล้เช้าวันที่ สามสิบเอ็ด ตุลา เยี่ยหลงที่ไม่ได้นอนห้องฝัด เพราะกลับมานอนห้องตนเองที่ร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัด เมื่อคนตื่นขึ้นมาคนก็ทำธุระส่วนตัว คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน พอทำเสร็จ คนก็กำลังจะใส่เสื้อผ้า
แต่ก่อนที่จะได้ใส่เสื้อผ้า เสียงเคาะประตูห้องของตนก็ดังขึ้น เยี่ยหลงที่สวมเพียงผ้าขนหนูปิดบังร่างกาย ก็เดินไปเปิดประตูอย่างไม่อายอะไร
เมื่อคนเปิดประตูออก คนก็เจอเข้ากับอัลเบียนที่ถือชุดเสื้อผ้าชุดหนึ่งอยู่ จากนั้นอัลเบียนก็กล่าวถาม " ผมขอเข้าไปข้างในได้มั้ยครับ " อัลเบียนกล่าวถาม
" อ๋อ ได้สิครับ ไม่มีปัญหา " เยี่ยหลงตอบ
ครั้นเมื่อเยี่ยหลงตอบว่าไม่มีปัญหาอะไรที่จะให้คนเข้ามา อัลเบียนก็ถือชุดที่ตนถือมาเดินเข้าไปในห้องนอน
ของเยี่ยหลงและวางชุดที่ตนถือมายังเตียงของเยี่ยหลง อย่างคนที่ได้รับการอนุญาตให้เข้ามาแล้ว จากนั้นจึงกล่าว " วันนี้แล้วใช่ไหมครับ ที่เธอจะต้องไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลอะไรนั่นอะครับ "
" ใช่แล้วครับ " เยี่ยหลงตอบ
" ไหนๆเธอก็จะไปประลองเพื่อเป็หน้าเป็ตาของตระกูลเซี่ยแล้ว เธอก็ช่วยสวมชุดที่ผมพกมา เพื่อเป็หน้าเป็ตาให้กับร้านเราทางอ้อมไปด้วยหน่อยก็แล้วกันนะครับ " อัลเบียนกล่าว
" ก็ได้ครับ " เยี่ยหลงตอบพลางหยิบชุดขึ้น จากนั้นก็กล่าวต่อ " งั้นผมขอตัวไปใส่ชุดก่อนนะครับ " เยี่ยหลงกล่าวจบ คนก็หยิบชุดที่อัลเบียนพกมาให้ตนใส่ไปใส่ในห้องน้ำ
พอใส่เสร็จ คนก็เดินออกมาจากห้องน้ำและหมุนตัวให้อัลเบียนดูว่าตนดูดีมั้ย
" ผมดูเป็ไงบ้างครับ " เยี่ยหลงกล่าวถาม
" ดูดีมากเลยครับ " อัลเบียนกล่าวตอบ
" ถ้าผมดูดีแล้ว งั้นผมขอตัวไปก่อนนะ เดี๋ยวจะเสียเวลา เพราะผมยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไงต่อในการจะไปประลองในงานประลองสี่ตระกูล เพราะผู้าุโเจ็ดและผู้าุโที่เป็ผู้บรรยายการประลองกับพ่อผมไม่ได้บอกเอาไว้ ผมเลยไม่ทราบว่าจะต้องประลองที่สนามประลองที่บ้านตระกูลเซี่ยผม หรือ ว่าจะไปประลองที่สนามประลองที่อื่น ด้วยความไม่ทราบแน่ชัดนี้ ผมเลยต้องตื่นตีห้า เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจและมีเวลาไปไต่ถามพ่อผมว่าจะให้ทำยังไงต่อน่ะครับคุณอัลเบียน" เยี่ยหลงกล่าวเสร็จ คนก็เตรียมจะเดินออกจากห้องนอนตนเพื่อมุ่งไปยังที่บ้านตน
" เดี๋ยวก่อนครับ " อัลเบียนกล่าวรั้งคนเอาไว้ก่อน ก่อนที่คนจะเดินออกจากห้องนอนของคนไป
" มีอะไรหรอครับ " เยี่ยหลงกล่าวถามเหตุที่อัลเบียนกล่าวรั้งตนไว้
" ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ คือผมมีคำพูดที่อยากจะพูดด้วยน่ะครับ "
" อ๋อ หรอครับ แล้วจะพูดอะไรกับผมหรอครับ "
" คือ ฟังนะครับ ผมอยากจะบอกว่า หากในวันนี้ในการประลองเธอเกิดแพ้ขึ้นมา ก็อย่าได้เศร้าใจเจ็บใจไปเลยนะครับ เพราะเธอได้สู้เต็มที่อย่างที่เธอได้คิดเอาไว้แล้ว ถึงแม้เธอจะแพ้ในวันนี้ก็ตาม แต่ในวันข้างหน้าหรือหลายเดือนข้างหน้า หรือ อีกหลายปีข้างหน้า เธอก็อาจจะพร้อมในการที่จะทุ่มเทพลังทั้งหมดในการต่อสู้กับเขาคนนั้นก็เป็ได้ ฉะนั้นอย่างที่บอกอย่าเศร้าใจเจ็บใจไปเลยนะครับ เข้าใจมั้ย " อัลเบียนกล่าวให้กำลังใจอย่างมีเลศนัย
เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้นก็เคลือบแคลงใจ จึงกล่าวถามขึ้น " คุณอัลเบียนพูดเหมือนรู้ว่า ผมจะได้สู้กับใครและจะแพ้คนคนนั้นอย่างไรอย่างนั้นน่ะครับ ? "
" เื่นั้นช่างมันไปก่อนเถอะครับ เอาเป็ว่า จำคำของผมเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เข้าใจมั้ยครับ "
" ถ้าเป็เื่แค่นั้น ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะจำให้ขึ้นใจเลยตามที่คุณอัลเบียนสั่งเลยครับ แล้วคุณอัลเบียนมีอะไรจะสั่งหรือบอกกล่าวกับผมอีกรึเปล่าครับ "
" มีอีกประโยคหนึ่งครับ คือผมอยากจะบอกว่า ผมเป็ห่วงนะครับ " อัลเบียนกล่าวคำว่า"เป็ห่วง"ออกมาอย่างนิ่มนวลและตั้งใจ
เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกแปลกๆอยู่ในใจอยู่บ้างอยู่หลายส่วนในจิตใจ แต่คนก็คิดเดาเอาเองได้ว่าอัลเบียนคงจะกล่าวความเป็ห่วงเป็ใยในฐานะเ้านายกับลูกน้องกับตนเพียงเท่านั้นไม่มีสิ่งอื่นใดแอบแฝง คนจึงกล่าวตอบรับ " อ๋อครับ ขอบคุณนะครับที่เป็ห่วง " หลังจากกล่าวตอบรับคำความเป็ห่วงเป็ใยของอัลเบียนเสร็จ เยี่ยหลงก็กล่าวถามต่อเลย " คุณอัลเบียนมีอะไรจะกล่าวบอกกับผมอีกหรือไม่ครับ นอกจากคำแสดงความเป็ห่วงนี้ "
อัลเบียนตอบกลับ " ไม่มีแล้วครับ "
" งั้นผมขอตัวไปก่อนนะครับ "
" ขอให้โชคดีครับ "
หลังจากอัลเบียนกล่าวอวยพรให้เยี่ยหลงโชคดีเสร็จ เยี่ยหลงก็เดินออกจากห้องนอนของตนไป จากนั้นก็มุ่งหน้าเดินออกจากร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัดไป มุ่งกลับไปยังบ้านตระกูลเซี่ยของตน
ใช้เวลาไม่นานเยี่ยหลงก็มาถึงบ้านของตน เมื่อเยี่ยหลงมาถึง คนก็ไม่รีรอช้าที่จะเคาะประตูและกล่าว " ท่านพ่อ ท่านแม่ ตื่นรึยัง นี่ลูกเองขอรับ เยี่ยหลง "
หลังจากเยี่ยหลงเคาะประตูกับกล่าวเรียกพ่อและแม่ตนได้ไม่นานไม่ถึงถึงหกลมหายใจ ประตูบ้านที่เยี่ยหลงเคาะ ก็เปิดประตูออก ทันทีที่ประตูเปิดออก คนที่เปิดประตูให้กับเยี่ยหลงก็กล่าวบอกขึ้น " ลูกพ่อ เ้ามาก่อนเวลาที่เราจะออกเดินทางไปประลองพอสมควรเสียอีกนะ แต่ก็ไม่ผิดจากที่พ่อคาดเอาไว้ ว่าลูกจะมาหาพ่อในเวลาประมาณนี้ ซึ่งดีแล้วล่ะที่พ่อคาดไม่ผิด เพราะว่าเ้าจะได้มีเวลากินข้าวกินปลาและเตรียมตัวก่อนจะไปต่อสู้ในการประลองที่จะมาถึง "
เมื่อเอี้ยเฉินกล่าวเสร็จ มู่ชางเยว่หรือมารดาของเยี่ยหลง ก็ยกข้าวปลาอาหารสำหรับคนสองคนมาวางยังโต๊ะ ก่อนที่จะเห็นว่าเยี่ยหลงกลับมายังบ้านของตนแล้ว คนจึงกล่าวขึ้น " อ้าว เยี่ยหลงลูกแม่ มาพอดีเลย พ่อของเ้าบอกกับแม่เอาไว้แล้ว ว่าเ้าจะต้องกลับมาหาพ่อเขาที่บ้านอย่างแน่นอน เพราะเนื่องจากพ่อของเ้ารวมถึงผู้าุโทั้งหลาย ยังไม่ได้บอกแก่เ้าว่าจักต้องทำเช่นไรต่อในการจะไปประลองในงานประลองสี่ตระกูล ฉะนั้นพ่อของเ้าก็เลยบอกกับแม่ ให้แม่ทำกับข้าวกับปลามาสองชุด เผื่อเ้าชุดหนึ่ง ในเมื่อเ้ามาถึงแล้ว เ้าก็กินเสียเถอะ เดี๋ยวกับข้าวกับปลามันจะหายร้อนเอาและจะไม่อร่อย "
เยี่ยหลงที่ได้ยินแม่ตนกล่าวบอกเกี่ยวกับอาหารของตนมาดังนั้นว่าต้องกินร้อนๆมันถึงจะอร่อย คนก็กล่าวบอกขึ้น " อาหารฝีมือท่านแม่ ไม่ว่าอาหารนั้นจะมีเกณฑ์ว่าจะต้องกินตอนร้อนๆถึงจะอร่อย แต่หากเป็ฝีมือท่านแม่ทำ อาหารที่ต้องกินตอนร้อนๆถึงจะอร่อยนั้น กลับกลายเป็ว่ากินตอนหายร้อนแล้วก็ยังเลิศรสดุจอาหารของเทพเซียนอยู่ดีไม่ต่างกับตอนที่ยังร้อนๆอยู่เลยก็ว่าได้ขอรับ "
มู่ชางเยว่ที่ได้ฟังคำยกยอของเยี่ยหลงบุตรตนดังนั้น ก็ยิ้มแก้มปริ จากนั้นจึงกล่าวออกมาขึ้น " แหมลูกแม่ ปากหวานจริงเชียว แม่จะไม่แปลกใจเลย หากวันใดวันหนึ่งลูกแม่จะมีผู้หญิงเข้ามาติดพันหลงเสน่ห์เ้า นั่นเป็เพราะปากของเ้านั่นไงลูกแม่ "
" แหม ท่านแม่ ก็ชมลูกเกินไปขอรับ " เยี่ยหลงตอบกลับ
" เกินไปอะไร แม่ก็พูดตามเนื้อผ้า เออจริงสิ แม่ว่าจะถามลูกอยู่พอดีเลยว่าเ้าแต่งชุดอะไรมาช่างแปลกตาเสียจริง "
เยี่ยหลงที่ได้ยินมารดาตน พูดเกี่ยวกับชุดตนที่ใส่มาดังนั้น คนก็หมุนตัวแสดงชุดของตนไปคราหนึ่ง และกล่าว " ดูดีหรือไม่ขอรับ ท่านแม่ พอดีเ้านายที่ร้านที่ลูกทำงาน เขาขอให้ลูกใส่ชุดนี้มาเข้าร่วมประลองน่ะขอรับ "
มู่ชางเยว่ที่ได้เห็นชุดของเยี่ยหลงโดยรอบ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ถึงแม้จะเป็เวลาไม่นานที่จะพอให้เห็นความดูดีของชุดทั้งหมดก็ตาม คนจึงกล่าวขึ้นวิจารณ์ชุดตามที่เห็น " ก็ดูดีอยู่มากอยู่หรอกนะ แต่ก็แปลกมากอยู่เช่นเดียวกัน " หลังจากมู่ชางเยว่กล่าววิจารณ์ชุดของเยี่ยหลงเสร็จ คนก็นึกถึงเื่กับข้าวกับปลาชึ้นมาได้ คนจึงกล่าว " ตอนนี้ช่างเื่เสื้อผ้าอาภรณ์ของเ้าไปก่อนเถอะลูก "
มู่ชางเยว่กล่าวบอกให้เยี่ยหลงช่างเื่เสื้อผ้าของตนไปก่อนเสร็จ คนก็เดินไปจับมือของเยี่ยหลง ดึงมายังโต๊ะกินข้าวพลางกล่าว " ลูกแม่มานั่งยังโต๊ะกินข้าวนี่มา มาดูของโปรดของเ้ากันว่า ว่าแม่ทำมาให้กี่อย่างกัน "
เยี่ยหลงที่โดนดึงตัวไป ก็ไม่พยายามที่จะหยุดรั้งตัวไว้ คือ ปล่อยตัวไปตามแรงดึง
เมื่อมาถึงโต๊ะกินข้าวและนั่งลงยังเก้าอี้แล้ว เยี่ยหลงก็กล่าวบอกขึ้น " ว้าว มีของโปรดของลูกสามสี่อย่างเลย ท่านแม่ "
" ใช่แล้วลูก แม่ตั้งใจทำทั้งสามสี่อย่างนั้นเลยนะ "
" งั้นลูกขอกินเลยนะขอรับ ลูกหิวจนท้องร้องไปหมดแล้ว เมื่อเห็นอาหารเหล่านี้น่ะขอรับ "
" ตามสบายเลยจะลูก " หลังจากมู่ชางเยว่กล่าวบอกแก่เยี่ยหลงเสร็จ คนก็หันมากล่าวกับเอี้ยเฉิน " ท่านพี่ ก็มารีบกินข้าวด้วยกันกับลูกด้วยสิ "
เอี้ยเฉินตอบกลับ " ได้จ้ะแม่ "
เมื่อเอี้ยเฉินตอบรับมู่ชางเยว่เสร็จ ทั้งเอี้ยเฉินและเยี่ยหลงก็มุ่งหน้าตั้งใจรับประทานอาหารกัน ใช้เวลาไม่นานทั้งเอี้ยเฉินและเยี่ยหลงก็กินอาหารจนอิ่มจนแน่นท้อง เมื่อคนกินจนอิ่มจนแน่นท้องแล้ว ทั้งสองคนก็หันมานั่งพักกันสักพักเพื่อให้หายอิ่มแน่นท้อง
ใช้เวลาประมาณเจ็ดนาทีอาการอิ่มจนแน่นท้องของทั้งสอง คือพ่อและลูก ก็ค่อยทุเลาลง
พออาการแน่นท้องทุเลาลง เยี่ยหลงจึงกล่าวถามแก่เอี้ยเฉินว่า " ท่านพ่อ สรุปแล้วลูกจะต้องทำอย่างไรต่อ ในการจะไปประลองในงานประลองสี่ตระกูล "
เอี้ยเฉินตอบ " เราจะออกเดินทางด้วยนาวาิญญาในเวลายามเฉิน เพื่อไปประลองที่สนามประลองของสำนักวังเมฆวายุ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงของราชอาณาจักรเมฆวายุน่ะลูก ซึ่งตอนนี้เรายังเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยามในการให้นั่งพักหรือทำอย่างอื่นอยู่ ฉะนั้นเราก็ใช้เวลาพักที่เหลืออยู่ให้คุ้มเถอะลูกพ่อ "
" เอาตามนั้นก็ได้ขอรับท่านพ่อ แต่ลูกขอให้เราพักกันอีกแค่ประมาณครึ่งของครึ่งชั่วยามพอนะขอรับท่านพ่อ พอดีลูกอยากจะไปรอที่ที่ใช้รวมตัวคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลมากกว่าน่ะขอรับท่านพ่อ "
" ก็ได้เอาตามนั้นลูกพ่อ "
หลังจากเอี้ยเฉินกับเยี่ยหลงคุยจนได้ข้อตกลงกันเสร็จ ทั้งสองก็ใช้เวลาพัก จนถึงเวลาที่กำหนด ก่อนเอี้ยเฉินจะนำทางเยี่ยหลงไปยังที่ที่ใช้รวมตัวคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลกัน
พอมาถึงที่ที่ใช้รวมตัว ในบริเวณนั้นเยี่ยหลงก็เห็นเรือลำขนาดใหญ่ที่จอดประทับอยู่บนพื้นดินอย่างสะดุดตา ต่อมาจากนั้นคนก็มองไปรอบๆแต่ก็ไม่เห็นใครหรืออะไรที่สะดุดตาอีกนอกจากเรือลำนั้น
เยี่ยหลงที่ยืนรอคนอื่นๆอยู่กับบิดาตน ใช้เวลาประมาณครึ่งของครึ่งชั่วยามจึงมีกลุ่มคนปรากฏเดินมาตรงจุดที่ตนกับบิดาตนยืนอยู่ เป็เซี่ยตงหยางกับคนในครอบครัวนั่นเองที่เดินมา
ต่อมาเวลาประมาณอีกหนึ่งจิบช้า เซี่ยหลิงหยุนกับคนในครอบครัวก็มาถึงและปรากฏตัวขึ้นยังจุดที่รวมตัวคน
เวลาผ่านมาอีกประมาณครึ่งของหนึ่งถ้วยชา เซี่ยจื่อหาน กับผู้าุโสี่ เซี่ยหลินหยาง ก็ปรากฏตัวขึ้นยังที่จุดรวมตัวคน
เวลาผ่านมาอีกหนึ่งถ้วยชา เซี่ยเฟิ่งอี้ กับผู้าุโเจ็ดและผู้าุโห้าหรือคือผู้าุโที่เป็ผู้บรรยายการประลองในการประลองคัดตัว ก็เดินมาถึงยังจุดที่รวมตัวคนและมาหยุดยังข้างกายของเยี่ยหลง
โดยสภาพของเฟิ่งอี้ที่เดินมา คือเดินมาอย่างไม่เต็มใจอย่างสุดกำลัง โดยมีสองผู้าุโเดินคุมซ้ายขวาเหมือนกลัวคนหนี
" เฟิ่งอี้ ข้านึกว่าเ้าจะหนีไปแล้วเสียอีก เห็นว่าเ้ากลัวการประลองมากถึงขนาดนั้น " เยี่ยหลงกล่าวถามเฟิ่งอี้ที่มายืนอยู่ด้านข้าง
" ข้าก็กะจะหนีแล้วล่ะ แต่หนีไม่ทัน เลยต้องมาอยู่ตรงนี้ไง " เฟิ่งอี้ตอบกลับ
" เอาน่ะ ทำใจร่มๆอย่าเพิ่งวิตกกังวลอะไรไปก่อนไข้เลย ในการประลองคัดตัว ถึงแม้ข้าจะดูไม่ออกว่าเ้าใช้ทักษะอะไรกับเซี่ยจื่อหยวนที่อยู่ในระดับวิญญาจารย์ขั้นห้า ถึงเอาชนะมันมาได้ แต่ก็น่าจะเป็ทักษะที่สามารถพลิกผลการต่อสู้ได้ในชั่วพริบตานะ ข้าว่าถ้าเ้าใช้ทักษะนี้ในทีเผลอ เ้าก็อาจจะมีโอกาสชนะคู่ต่อสู้ในการต่อสู้ของเรากับอีกสามตระกูลก็เป็ได้นะ ฉะนั้นเ้าอย่าเพิ่งกังวลไปเลย "
" เื่ทักษะที่ข้าใช้นี่แหละที่เป็กังวล เพราะตอนที่ข้าต่อสู้กับจื่อหยวน ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าข้าทำอะไรลงไป "
" นี่เ้าอย่าบอกนะ ว่าเ้าไม่รู้ว่า ตัวเ้ามีทักษะอะไรอะ!! " เยี่ยหลงกล่าวถามด้วยความใ
" ก็ใช่น่ะสิ " เฟิ่งอี้ตอบกลับ
เอี้ยเฉินที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับเยี่ยหลง ก็ได้ยินสิ่งที่
เยี่ยหลงกับเฟิ่งอี้คุยกันและเห็นบุตรตนมีปฏิกิริยาใดังนั้น คนจึงกล่าวขึ้นคลายความใและความสงสัยว่าเพราะเหตุใดถึงเป็เช่นนั้น " คงเป็กรณีที่หาได้ยากน่ะลูกพ่อ "
เอี้ยเฉินอธิบายต่อ " โดยปกติแล้วเมื่อวิญญาจารย์ดูดซับิญญาของสัตว์อสูรหรือสัตว์ิญญาเข้าไปในตัวแล้ว คนๆนั้นก็จะสามารถรับรู้ได้ในทันทีเลยว่าตนได้ทักษะอะไรมา แต่ก็มีกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากกับคนบางกลุ่ม ก็คือ เมื่อดูดซับิญญาของสัตว์อสูรหรือสัตว์ิญญาเข้าไปแล้ว แต่กลับไม่สามารถรับรู้ได้ว่าตนได้ทักษะอะไรมา ก็มีอยู่นะลูกพ่อ "
" ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง " เยี่ยหลงกล่าวเข้าใจ
เอี้ยเฉินกล่าวเสริม " แต่โดยปกติแล้ว ในกรณีนี้ หากสามารถใช้ทักษะที่ตนไม่รู้ว่าคืออะไรได้ครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะใช้ออกด้วยความใหรือสัญชาตญาณของตนก็ตาม เมื่อใช้ออกครั้งหนึ่งแล้วคนๆนั้นก็จะสามารถรับรู้ได้ในทันทีเลยว่า ทักษะที่ตนไม่รู้ว่าคืออะไร คือทักษะอันใดในชั่วพริบตาเลยล่ะลูกพ่อ "
" แต่เฟิ่งอี้ที่ใช้ทักษะอันแปลกประหลาดในการเอาชนะจื่อหยวนได้มาครั้งหนึ่ง กลับบอกกับลูกว่า ตอนนี้เขาก็ยังไม่ทราบอยู่ดีว่าตัวเขามีทักษะอยู่นะท่านพ่อ "
" เื่นั้นพ่อก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเหตุใดถึงเป็เช่นนั้นเหมือนกันลูกพ่อ " เอี้ยเฉินตอบกลับ
หลังเอี้ยเฉินตอบกลับว่าตนก็ไม่ทราบว่าเหตุใดเฟิ่งอี้ถึงยังไม่รู้ว่าตนทำไมถึงยังไม่รู้ว่าตนมีทักษะอันใดอีก
เซี่ยคงซือเ้าตระกูลเซี่ยก็ปรากฏตัวมายังจุดรวมตัวคน
เมื่อเซี่ยคงซือปรากฏตัวมายังจุดรวมตัวคนแล้ว สิ่งแรกที่คนทำ ก็คือการนับจำนวนคนที่ต้องไปยังสนามประลองว่าครบคนมั้ย
พอเ้าตระกูลนับจำนวนคนที่ต้องไปยังสนามประลองว่าครบคนแล้ว คนจึงกล่าว " ในเมื่อมากันครบทุกคนแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางกันเถอะ "
คงซือกล่าวเสร็จ คนก็เดินนำคนอื่นๆขึ้นเรือไปก่อน พอคงซือขึ้นเรือไปแล้ว คนอื่นๆจึงเดินตามขึ้นเรือไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
เมื่อคนขึ้นเรือมากันครบทุกคนแล้ว ผู้าุโทั้งสี่รวมถึงเซี่ยคงซือผู้เป็เ้าตระกูล ก็ไปรวมตัวกันที่ห้องขับเคลื่อนเรือ จากนั้นคนทั้งห้าก็ถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไปยังลูกแก้วที่วางอยู่ตรงกลางห้อง เพื่อให้เรือนั้นขับเคลื่อนและออกเดินทาง
ใช้เวลาประมาณครึ่งของครึ่งชั่วยาม นาวาที่เยี่ยหลงขึ้นเดินทางมา ก็เดินทางมาถึงยังหน้าประตูสำนักวังเมฆวายุ พอมาถึงแล้วในครรลองสายตาของคนที่มองไปทางซ้ายและขวาของเรือ ก็พบว่าพวกตนไม่ได้มาเป็กลุ่มแรก เพราะมีสองตระกูลในสามที่มาถึงก่อนพวกตน
เยี่ยหลงที่หันไปมองยังเรือทั้งสอง คนก็แทบจะรู้ในทันทีเลยว่าเรือทั้งสองลำมาจากตระกูลอะไร
' เรือทางซ้ายธงแดงเพลิง น่าจะเป็เรือิญญาของตระกูลเฟิน ส่วนเรือทางขวาธงรูปกระบี่ น่าจะเป็เรือของตระกูลฉู่ ' เยี่ยหลงคิด
ครั้นเรือิญญาจอดสนิทเสร็จ ผู้าุโทั้งสี่รวมถึงเซี่ยคงซือเ้าตระกูล ก็พากันเดินออกมาจากห้องขับเคลื่อนเรือ และพากันเดินนำทางพวกเด็กๆลงมาจากเรือ เพื่อเดินนำเข้าสู่ด้านในสำนักวังเมฆวายุ
เมื่อผู้าุโเดินนำหน้านำทางมาแล้ว พวกเยี่ยหลงที่เป็คนวัยอ่อนกว่า ก็เดินตามหลังพวกผู้าุโไปเกือบจะติดๆเพื่อกันการกระจายหายกันโดยไม่รู้ตัว ใช้เวลาไม่นานไม่ถึงครึ่งหนึ่งจิบชา คนทั้งคณะก็มาถึงยังสนามประลองที่ใช้ประลองของพวกเยี่ยหลง
พอมาถึง ในครรลองสายตาของเยี่ยหลงก็พบกับคนสองกลุ่มที่ยืนแยกซ้ายขวากันอย่างชัดเจน
เยี่ยหลงเอี้ยวหน้านิดหน่อยมองยังกลุ่มทางซ้ายและคิด ' ทางซ้ายของเราคือกลุ่มของตระกูลฉู่ ยังใส่ชุดสีฟ้าลวดลายขาวเป็เอกลักษณ์เหมือนเคยเลยนะ "
เยี่ยหลงเอี้ยวหน้าหันมองทางขวาและคิด ' ส่วนทางขวาของเรา ใส่ชุดสีแดงเพลิง น่าจะคือกลุ่มของตระกูลเฟิน '
เมื่อกลุ่มของเยี่ยหลงปรากฏยังสนามประลอง ทั้งคนกลุ่มของตระกูลฉู่และกลุ่มคนของตระกูลเฟินก็หันมามองกัน บางก็มองพอเป็พิธี บางก็มองเพื่อประเมินเผื่ออนาคตคนตระกูลเซี่ยที่จะเป็ศัตรู
เฟินเจวี๋ยปี้ที่มองมายังกลุ่มคนของตระกูลเซี่ย คนก็บังเกิดความรู้สึกชิงชังหน้าคนทั้งตระกูลอยู่พอสมควร เหตุเพราะคนรู้สึกว่าการที่คนโดนคนนามแปลกที่ใส่ชุดขาวเข้าโจมตีและชิงตัวอี้ผิงไปจากเขา เป็การว่าจ้างที่มาจากตระกูลเซี่ยให้คนนามแปลกนั้นทำ แต่สิ่งที่ทำให้เขาพาลชิงชังหน้าคนตระกูลเซี่ยทั้งตระกูลนั้น ก็มาจากที่ว่า เขาโดนกระทำขนาดนี้ แต่บิดาของเขากลับสั่งห้ามเขายุ่งกับตระกูลเซี่ยอีกและไม่ตอบโต้ตระกูลเซี่ยกลับเลย เหตุเพราะไปทำข้อตกลงกับพวกคนนามแปลกมา เพื่อแลกกับไข่มุกัเบิกปราณ์ สิบสาม ลูก กระดูกิญญาอสูรกิ้งก่าไฟส่วนแขน หนึ่ง ชิ้น ยารักษา ระดับสาม สอง เม็ด มานั่นเอง
เฟินเจวี๋ยปี้ที่โดนสั่งมาดังนั้น ก็ทำได้แต่เก็บความชิงชังไว้ในใจ จึงเป็เหตุให้ปัจจุบัน เมื่อเฟินเจวี๋ยปี้เจอกลุ่มคนของตระกูลเซี่ย จึงได้มองกลุ่มคนของตระกูลเซี่ยด้วยสายตาชิงชังแบบนั้น
เฟินเจวี๋ยปี้ที่ไล่มองคนของตระกูลเซี่ยด้วยความเกลียดชังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไล่มองมาจนถึงจบที่เยี่ยหลง เมื่อคนพบกับเยี่ยหลงที่ใส่ชุดแปลกตาแต่แสนคุ้นเคยสำหรับตน ก็ทำให้คนรู้สึกเจ็บจี๊ดที่แผลที่คนนามแปลกนั้นทำแก่เขาเอาไว้ขึ้นมาในทันใด
ด้วยความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ผุดขึ้นมา ครั้นเมื่อพบเห็นเยี่ยหลงที่ใส่ชุดเสื้อผ้าลักษณะที่คนจำฝังใจไม่ลืม ก็ทำให้คนพลันรู้สึกชังหน้าเยี่ยหลงมากกว่าคนอื่น ที่อยู่ในตระกูลเซี่ยมากกว่าเท่าหนึ่ง
เฟินเจวี๋ยปี้ที่รู้สึกชิงชังปนหงุดหงิดกับเยี่ยหลง ก็หันมาพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์กับผู้าุโซ้ายขวาที่เป็บุคคลองครักษ์ตนว่า " ไอ้คนชุดแปลกสีขาว คนของตระกูลเซี่ย มันเป็ใคร "
ผู้าุโซ้ายขวาองครักษ์ของเฟินเจวี๋ยปี้เมื่อได้ยินคำถามนั้น คนก็มองไปยังชายชุดแปลกสีขาวที่มากับตระกูลเซี่ย เพื่อหาคำตอบของคำถามให้แก่เฟินเจวี๋ยปี้นายน้อยของตน
พอคนทั้งสองได้เห็นเยี่ยหลงทั้งหน้าตาอย่างชัดเจนแล้ว ผู้าุโทางขวาและทางซ้าย ก็หันมามองหน้ากัน ก่อนผู้าุโทางขวาจะกล่าวตอบคำถามแก่นายน้อยของตนไปว่า " มันผู้นั้น เราไม่คุ้นหน้าเลย ขอรับนายน้อย "
เฟินเจวี๋ยปี้ที่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ จึงกล่าวถามขึ้น " เป็ไปได้ยังไงกัน ที่ว่าไม่คุ้นหน้าเลย ในเมื่อมันคือบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกมาได้ ย่อมต้องแข็งแกร่งและมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อยอยู่สิ "
ผู้าุโทางซ้ายของเฟินเจวี๋ยปี้ที่ได้รับคำถามนั้นก็กล่าวบอกแก่เฟินเจวี๋ยปี้ " ตระกูลเซี่ยมีการคัดเลือกหาคนไปประลอง โดยการคัดจากบุคคลที่ไม่มีงานทำ ไม่ว่าจะอ่อนแอแค่ไหนหากไม่มีงานทำก็ต้องเข้าร่วมประลองคัดตัว เป็ไปได้ว่า เ้าคนชุดแปลกนั้นจะเป็คนอ่อนแอที่ไร้ชื่อเสียง ในการประลองคัดตัวของมัน มันก็อาจจะเจอกับคนที่อ่อนแอกว่า และชนะมาได้ ถ้าเป็อย่างที่ข้าน้อยบอกกล่าวแก่นายน้อย พวกเราจะไม่รู้จักชื่อมันก็คงมิแปลกนะขอรับ "
" เื่ที่มันจะเป็ใครนั้นไม่สำคัญ ไม่ว่ามันจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่งก็ตาม ทำยังไงก็ได้ให้ข้าได้เจอกับมันในสนามประลอง เข้าใจมั้ย "
"" ทราบขอรับ "" ผู้าุโซ้ายขวาของเฟินเจวี๋ยปี้กล่าวตอบรับพร้อมเพรียงกัน
ทางด้านของตระกูลฉู่ ที่มองมายังตระกูลเซี่ยและเห็นเยี่ยหลงอยู่ในกลุ่มด้วย คนก็ต่างพากันซุบซิบตั้งคำถามว่าทำไมคนอย่างเยี่ยหลงถึงมากับกลุ่มด้วย
" นี่หลี่ชุน ดูสิ เ้าพิการเยี่ยหลงมากับกลุ่มของตระกูลเซี่ยด้วยล่ะ " ชายด้านข้างของฉู่หลี่ชุนกล่าวบอกแก่หลี่ชุน
ฉู่หลี่ชุนที่ได้ฟังดังนั้น คนก็ทำเพียงรับรู้ไว้แต่ไม่คิดจะให้ค่าสนใจอะไรคน คนจึงทำท่าทำทางเมินใส่คนอย่างไร้ความไยดี
ไม่ช้านานไม่นานหลังตระกูลเซี่ยมาถึงยังสนามประลองเวลาประมาณหนึ่งถ้วยชาให้หลัง ตระกูลเซียวก็เดินทางมาถึงยังสนามประลองตามหลังมาเช่นกัน
เมื่อตระกูลเซียวมาถึงยังสนามประลองและเห็นกลุ่มคน
ของตระกูลเซี่ยว่ามาถึงแล้วและยืนจับกลุ่มกันอยู่ ในชั่วพริบตานั้นคนทั้งกลุ่มของตระกูลเซียวก็ส่งสายตาหมายเข่นฆ่าใส่คนทั้งตระกูลเซี่ยในฉับพลัน
เมื่อตระกูลทั้งสี่มาครบไม่ขาดใครแล้ว สองผู้าุโของสำนักวังเมฆวายุที่สังเกตการณ์อยู่และเป็กรรมการในการประลองของสี่ตระกูลนี้ ก็ปรากฏตัวลงมายังในสนามประลอง
ผู้าุโของสำนักวังเมฆวายุที่ยืนอยู่เบื้องซ้าย เมื่อลงมายังสนามประลองแล้ว คนก็ประกาศขึ้น " เชิญผู้ที่จำต้องลงประลอง ลงมายังสนามประลอง ทางเราสองผู้าุโจะสุ่มหยิบไม้หมายเลขให้ ใครที่ได้หมายเลขเหมือนกัน คนผู้นั้นคือคู่ประลองของกันและกัน "
พอผู้าุโทางซ้ายของสำนักวังเมฆวายุประกาศเสร็จ ทั้งผู้าุโทางซ้ายและทางขวาของสำนักวังเมฆวายุก็เรียกแท่งไม้หมายเลขออกมาจากแหวนมิติเก็บของ ทั้งสองเรียกแท่งไม้หมายเลขมากำไว้บนมือคนละสิบแท่ง
ในเวลาเดียวกันที่สองผู้าุโของสำนักวังเมฆวายุเรียกแท่งไม้หมายเลขออกมา ผู้คนที่ต้องประลองก็รู้ตัวว่าต้องทำอะไรต่อจากนี้ พวกคนพากันลงมายังสนามประลองและแบ่งเป็สองแถว แถวละสิบคนเพื่อรับแท่งหมายเลขเพื่อจับคู่ประลองของคน
เมื่อทุกคนรับแท่งไม้หมายเลขมาเสร็จ พวกคนก็พากันแกะผ้าที่พันปิดหมายเลขเอาไว้ออก เพื่อดูหมายเลข
ทางด้านของเยี่ยหลงที่รับไม้หมายเลขมา คนไม่เพียงแกะผ้าที่พันไม้หมายเลขออกเพื่อดูหมายเลขเพียงอย่างเดียวเหมือนกับคนอื่นๆทั่วๆไป กลับกันคนกลับใช้สายตาในการสังเกตแท่งไม้หมายเลขอย่างพิจารณา จึงเห็นว่าแท่งไม้หมายเลขของตนที่ได้มา มีรอยร้าวอยู่ตรงบริเวณที่ไม่ได้พันผ้าเอาไว้เป็ตำหนิ ซึ่งคนที่เห็นดังนั้นก็ไม่คิดสงสัยมีคำถามอะไร ทำเพียงเดินออกไปจากสนามประลอง มายืนประทับอยู่ข้างบิดาตนที่ข้างนอกสนามประลอง
" ลูกพ่อ เ้าได้หมายเลขอะไรรึ " เอี้ยเฉินกล่าวถามแก่บุตรตน
" เลขที่หนึ่งน่ะ ขอรับท่านพ่อ " เยี่ยหลงตอบกลับเอี้ยเฉินผู้เป็บิดา
" ถ้าเช่นนั้นก็คู่แรกเลยน่ะสิ "
" คงเป็เช่นนั้นขอรับ "
เมื่อผู้ลงประลองทั้งหมดแกะผ้าพันไม้หมายเลขออกและรู้หมายเลขของตนกันแล้ว ผู้าุโจากตระกูลต่างๆที่ถือรายชื่อผู้เข้าร่วมประลองพร้อมความสามารถก็พากันลงไปหาผู้าุโของสำนักวังเมฆวายุและมอบสมุดจดรายชื่อพร้อมความสามารถให้แก่กรรมการทั้งสองไป
พอกรรมการทั้งสองได้สมุดจดรายชื่อพร้อมความสามารถมาเสร็จ กรรมการทั้งสองก็เปิดสมุดรายชื่อพร้อมความสามารถกันคนละเล่มและขานเรียกชื่อที่ถูกจดในสมุดขึ้น " ใครคือ เซี่ยหลิงหยุน ยกมือขึ้น "
เซี่ยหลิงหยุนที่ได้ยินคำบอก ก็ยกมือขึ้นแสดงตัว " ข้าเอง "
" ใครคือ เซียวซูเหวิน ยกมือแสดงตัว "
เซียวซูเหวินที่ได้ยินก็ยกมือตามคำบอก
" ใครคือ เซี่ยตงหยาง ยกมือขึ้น "
เซี่ยตงหยางยกมือแสดงตัวทันทีที่ได้ยิน
" ใครคือ เซียวเนี่ยนเจิน ยกมือแสดงตัว "
เซียวเนี่ยนเจินยกมือขึ้นตามคำบอก
" ใครคือ เซี่ยจื่อหาน ยกมือขึ้น "
เซี่ยจื่อหานยกมือขึ้นตามคำบอก
" ใครคือ เซียวซินหยาน ยกมือแสดงตัว "
เซียวซินหยานยกมือแสดงตัว
" ใครคือ เซี่ยไป๋เยี่ยหลง ยกมือขึ้น "
เยี่ยหลงยกมือขึ้นตามคำเรียก และกล่าวขานรับ " ข้าเอง "
" ใครคือ เซียวลี่หยาง ยกมือแสดงตัว "
เซียวลี่หยางยกมือแสดงตัว
" ใครคือ เซี่ยเฟิ่งอี้ ยกมือขึ้น "
เซี่ยเฟิ่งอี้ที่ได้ยินการขานเรียกชื่อตน คนก็ฝืนยกมือขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก " ข้าเอง ข้าอยู่ตรงนี้ "
" ใครคือ เซียวหยง ยกมือแสดงตัว "
เซียวหยงที่ได้ยินคำเรียกก็ยกมือแสดงตัว
เมื่อกรรมการทั้งสองขานเรียกชื่อและให้คนยกมือเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็ใครในรายชื่อแล้ว คนก็ปิดสมุดที่อ่านครบแล้วและหยิบสมุดต่อไปที่ยังไม่ได้อ่าน ขึ้นมาอ่าน
" ใครคือ ฉู่หลี่ชุน ยกมือขึ้น "
ฉู่หลี่ชุนที่ได้ยินก็ยกมือขึ้นแสดงตัว
" ใครคือ เฟินเจวี๋ยปี้ ยกมือแสดงตัว "
เฟินเจวี๋ยปี้ยกมือแสดงตัวอย่างไม่รีบไม่ช้า
" ใครคือ ฉู่ซินหยาน ยกมือขึ้น "
ฉู่ซินหยานยกมือขึ้นตอบรับตามคำถาม
" ใครคือ เฟินอี้เซ่อ ยกมือแสดงตัว "
เฟินอี้เซ่อยกมือแสดงตัว
" ใครคือ ฉู่พั่วหยุน ยกมือขึ้น "
ฉู่พั่วหยุนยกมือขึ้นแสดงตัว
" ใครคือ เฟินหลี่จวิน ยกมือแสดงตัว "
เฟินหลี่จวินยกมือขึ้นแสดงตัวตามการเรียก
" ใครคือ ฉู่เฟยเทียน ยกมือขึ้น "
ฉู่เฟยเทียนยกมือขึ้น
" ใครคือ เฟินหลิวหยาง ยกมือแสดงตัว "
เฟินหลิวหยางก็ยกมือแสดงตัวตามคำเรียก
" ใครคือ ฉู่เข่อซิง ยกมือขึ้น "
ฉู่เข่อซิงที่ได้ยินก็ยกมือตามคำเรียก
" ใครคือ เฟินหลิงฮุ่ย ยกมือแสดงตัว "
เฟินหลิงฮุ่ยที่ได้ยินก็ยกมือขึ้นแสดงตัว
เมื่อกรรมการทั้งสองเอ่ยชื่อในสมุดและให้คนยกมือตามชื่อที่ขาน เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็ใครจนครบหมดแล้ว คนก็ปิดสมุดและสุ่มเลือกเรียกคน สี่คนจากสี่ตระกูลให้มารับสมุดจดรายชื่อและความสามารถให้มารับและเอาไปคืนแก่ผู้าุโของตนไป
พอกรรมการทั้งสองทำการตรวจสอบจำนวนคน รายชื่อ และหน้าตา ของคนที่จะมาลงประลองหมดครบทุกคนแล้ว ผู้าุโหนึ่งคนที่เป็กรรมการและยืนอยู่ในสนามประลอง ก็กล่าวบอกขึ้น " ขอเชิญคนทั้งหมดที่ยังอยู่ในสนามประลอง ที่ไม่ใช่กรรมการ ขอเชิญออกจากสนามประลองด้วย เพราะเราจะทำการเริ่มการประลองในระยะเวลาอันใกล้นี้แล้ว "
คนทั้งหลายที่ยังอยู่ในสนามประลอง พอได้ฟังดังนั้น ก็เดินออกไปจากสนามประลองแต่โดยดี
เมื่อคนที่อยู่ในสนามประลองที่ไม่ใช่กรรมการเดินออกจากสนามประลองไปกันหมดแล้ว กรรมการที่ไม่ใช่คนกล่าวบอกให้ทุกคนนอกเหนือจากกรรมการให้ออกไปก็กล่าวบอกรูปแบบการประลองขึ้น " การประลองของทั้งสี่ตระกูลในครั้งนี้ เราจะประลองกันจนกว่าจะเหลือห้าคนสุดท้าย และตระกูลใดที่มีคนชนะมากที่สุด ตระกูลนั้นก็คือผู้ชนะการประลองครั้งนี้ไป ทุกคนเข้าใจกันตามนี้นะ "
ทุกคนที่ได้สดับรับฟังก็พาพยักหน้าเข้าใจไร้ซึ่งคำถามใดๆต่อรูปแบบการประลอง
" ส่วนรางวัล ของผู้ชนะ คือ ไข่มุกัเบิกปราณ์ระดับสูงสุด หนึ่ง ลูก ไข่มุกัเบิกปราณ์ระดับกลาง สี่ ลูก เหรียญทองอีกห้าแสนเหรียญ และสุดท้าย ก็คือ กระบี่ิญญาภายในนอก
นิรันดร์หนึ่งเล่ม " กรรมการกล่าวบอก
เมื่อกรรมการประกาศบอกรายการของรางวัลของผู้ชนะมา คนมากหน้าหลายตาที่ได้ฟังก็บังเกิดตาลุกวาวขึ้น
เ้าตระกูลเฟินที่เห็นทั้งไข่มุกัเบิกปราณ์ระดับสูงสุดกับกระบี่ิญญาภายในนอกนิรันดร์ คนก็ถึงกับเอ่ยกำชับแก่คนลงประลองทุกคนของตนว่า " พวกเ้าทุกคน จงชนะมาให้ได้และนำของรางวัลมาสู่ตระกูลเฟินเรา เข้าใจนะ "
คนลงประลองทุกคนของตระกูลเฟินที่ได้ฟัง ก็เอ่ยปากตอบรับพร้อมๆกัน """"" ทราบ """""
ทางด้านของเซี่ยเอี้ยเฉินที่เห็นไข่มุกัเบิกปราณ์ระดับสูงสุด คนก็เกิดะเืใจขึ้นและกล่าวกับเยี่ยหลง " ครั้งหนึ่งพ่อเคยมั่นใจว่า ต่อให้ฝากของมีค่าที่สุดของพ่อไว้กับลูก ก็คงไม่มีใครหาญกล้ามาชิงมันไป แต่พ่อคิดผิด นอกจากมันจะชิงสร้อยคอของลูกไป มันยังจะชิงไข่มุกัเบิกปราณ์ระดับสูงสุดที่ติดกับสร้อยคอของลูกไปด้วย จากที่พ่อกะจะให้ไข่มุกัเบิกปราณ์แก่ลูกติดตัวเอาไว้ เอาไว้เป็เครื่องรางนำโชค แต่ทว่ามันกลับกลายเป็เครื่องรางนำความอับโชคมาแทน อับโชคถึงขนาดที่ทำให้ลูกของพ่อโดนทำร้ายจนพิการเลยทีเดียว "
เยี่ยหลงที่ได้ยินบิดาตนกล่าวมาแบบนั้น คนจึงกล่าวปลอบใจบิดาตนขึ้น " ท่านพ่ออย่าได้รู้สึกผิดและเสียใจไปเลย เพราะอดีตมันผ่านไปแล้ว ตัวลูกเองก็ไม่คิดทั้งปิติและโศกเศร้าอะไรกับมันแล้ว รวมถึงไม่โทษท่านพ่อด้วยที่นำของมีค่าอย่างไข่มุกัเบิกปราณ์มาไว้กับตัวลูก จนเกิดเหตุที่ทำให้ลูกต้องโดนทำร้ายจนพิการ ลูกก็ไม่โทษ ต่อให้หากปัจจุบันลูกไม่ได้รับการรักษาจนหายจากการพิการก็ตาม ลูกก็ไม่คิดจะโทษท่านพ่ออยู่ดี ฉะนั้นท่านพ่อเลิกคิดมากและเสียใจกับอดีตได้แล้วขอรับ "
เมื่อเยี่ยหลงกล่าวปลอบใจเอี้ยเฉินผู้เป็บิดาเสร็จ ทันทีทันใดนั้น หนึ่งในกรรมการก็เริ่มประกาศขึ้น " คู่ต่อสู้หมายเลขหนึ่ง เซี่ยไป๋เยี่ยหลง กับ เฟินเจวี๋ยปี้ เชิญลงมายังสนามประลอง "
ขอสอบถามจ้า ถ้าผู้เขียนจะติดเหรียญใน
ตอนที่ 25 ทุกคนจะซื้อไหม หรือว่ามันเร็วเกินไปกว่าที่จะติดเหรียญ