ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 140 ความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของสุ่ยมู่

            “ยังไม่ทันสู้ก็ยอมแพ้แล้ว? หลี่ฉางหมิงแกทำบ้าอะไรของแก!”

            “นี่น่ะเหรอนักศึกษาที่สุ่ยมู่พร่ำสอนมา มีศักดิ์ศรีแค่นี้เองเหรอ?”

            “ขี้ขลาดตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มสู้ ด้วยความกล้าแค่นี้แกยังมีหน้ามาเป็นตัวแทนสุ่ยมู่เป็นตัวแทนของอาณาจักรเทียนเฉาทั้งหมดเข้าแข่งขันอีกเหรอ!”

            “ห้ามยอมแพ้ ไสหัวขึ้นไปสู้ต่อเดี๋ยวนี้!”

            เสียงตะโกนด่าทอจากผู้ชมที่เดือดพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกสับสนแต่ก็คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

            ฉากแบบนี้ดูเหมือนเขาจะเคยเห็นมาก่อน

            จากคำด่าทอประโยคแล้วประโยคเล่าเขาพอจะสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นจากการถูก ‘หักหลัง’

            คนนอกดูแค่ความสนุกแต่คนในย่อมมองเห็นถึงแก่นแท้

            “ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ ทำให้ไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ทั้งหมดในทางกลับกัน เพราะลานประลองมีขนาดเล็กเกินไปจึงยิ่งเป็นการขยายจุดแข็งของศัตรูให้เด่นชัดขึ้นไปอีก”

            “นี่เป็นการดวลที่ไม่ยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว”

            “มองออกเลยว่า ผู้ชายชุดดำคนนั้นพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วแต่การโจมตีระดับนี้ไม่สามารถทำลายการป้องกันของอีกฝ่ายได้ความพ่ายแพ้เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น”

            “ส่วนกระบี่สุดท้ายนั่นถ้าเขาไม่ตัดสินใจสลับร่างจำแลงกับร่างจริงในจังหวะวิกฤตกระบี่นั้นคงฟันเข้าที่เอวเขาไปแล้วจริงๆ”

            “ทำได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าเป็นยอดอัจฉริยะเหนือคนทั่วไปแล้ว แต่ทำไม...ผู้คนข้างนอกนั่นถึงดูเหมือนจะไม่พอใจเอาซะเลย?”

            เวินโหรวเอ่ยอธิบายออกมาสองสามประโยคแต่นอกจากไป๋ฉางเซิงกับเจ้าทึ่มจู้แล้ว ก็ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เธอพูด

            ส่วนคำถามสุดท้ายของเธอไป๋ฉางเซิงก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน

            เรื่องที่ดึงดูดความสนใจของคนทั้งประเทศขนาดนี้ย่อมไม่อาจมีรอยด่างพร้อยได้แม้แต่นิดเดียว ในสายตาของทุกคน คงมีแค่คำว่า‘แชมป์’ กับ ‘อันดับอื่นๆ’ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            เมื่อฟังเสียงด่าที่ดังระงมขึ้นเรื่อยๆไป๋ฉางเซิงแทบจะนึกภาพออกเลยว่า หลังจากจบงานนี้หลี่ฉางหมิงจะต้องเจอกับคำด่าทอมากมายขนาดไหน!

            นี่ขนาดแค่คนที่มาดูในสนามจริงนะในโลกออนไลน์ คงจะด่ากันรุนแรงและบ้าคลั่งกว่านี้หลายเท่า

            ขณะเดียวกันไป๋ฉางเซิงก็คาดเดาได้ว่า ถ้าเขาแพ้ในการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงคำด่าทอที่จะถาโถมใส่เขาและเจียงจืออวี๋ คงจะมากกว่าที่หลี่ฉางหมิงเจอซะอีก

            เพราะคนดูไม่สนหรอกว่าเจียงจืออวี๋จะมีเบื้องหลังหรือมีเหตุผลอะไรพวกเขาจะเชื่อแค่สิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น นั่นก็คือเจียงจืออวี๋มีพลังแข็งแกร่งแต่กลับเอาแต่ออมมือไปวันๆ ตลอดการแข่งขันกระทั่งอาวุธก็ยังไม่เคยหยิบออกมาเลยด้วยซ้ำ

            สายตาเหลือบมองไปเล็กน้อยใบหน้าของเจียงจืออวี๋ยังคงเรียบเฉยเหมือนเคยราวกับไม่ได้สนใจพายุคำด่าที่อาจจะซัดกระหน่ำมาในอนาคตเลยแม้แต่น้อย

            ถ้าวัดกันที่สภาพจิตใจเจียงจืออวี๋ถือว่าเหนือกว่าไป๋ฉางเซิงและหลี่ฉางหมิงไปไกลลิบ

            “อาจารย์ครับ ผม...”

            หลี่ฉางหมิงอ้าปากตั้งใจจะอธิบายบางอย่างแต่คณบดีหลี่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องพูดอะไรมาก

            “พวกเราทุกคนเห็นแล้วว่านายทำเต็มที่ ไม่ต้องคิดมากและอย่าไปใส่ใจเสียงวิจารณ์พวกนั้นเลย”

            แม้จะพูดแบบนั้นแต่อารมณ์ของคณบดีหลี่ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากความพ่ายแพ้ในศึกนี้อยู่ดี

            สิบสองคนตอนนี้เหลือแค่ไป๋ฉางเซิงที่เป็น ‘ความหวังเดียว’ที่ยังเหลืออยู่ โดยที่ผ่านมาคว้ามาได้แค่อันดับสองหนึ่งรางวัลและอันดับสามอีกหนึ่งรางวัลเท่านั้น

            ดูเหมือนผลงานจะไม่ได้แย่แต่มันมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่ามหาวิทยาลัยสุ่ยมู่พลาดเหรียญทองมาต่อเนื่องถึงห้าสมัยแล้ว

            เสียงสบประมาทสุ่ยมู่ดังขึ้นเรื่อยๆเสียงที่สงสัยในความสามารถของพวกเขาทั้งสามคนไม่เคยจางหายไปและผลการประลองครั้งนี้จะเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีให้แก่คำดูถูกเหล่านั้น

            บนลานประลองยุทธ์อาจารย์ที่เป็นกรรมการรับฟังเสียงด่าที่ดังมาจากรอบทิศทาง จนแทบจะทำตัวไม่ถูก

            ตามกฎแล้วเมื่อหลี่ฉางหมิงลงจากลานประลองและแสดงเจตจำนงยอมแพ้อย่างชัดเจนผลการแข่งขันย่อมถือว่าสิ้นสุดลง

            แต่ภายใต้แรงกดดันจากเสียงด่าของผู้ชมขนาดนี้ใครมันจะกล้าประกาศผลการแข่งขันออกมาตรงๆ

            เขาสอดส่ายสายตาไปทางอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิจนกระทั่งคณบดีจี้พยักหน้าให้ เขาถึงกล้าเปล่งเสียงคำว่า‘จบการแข่งขัน’ ออกมาได้

            “รุ่นน้องเจียง พยายามเข้านะ”

            หลี่ฉางหมิงพูดแค่ประโยคสั้นๆแต่ดูเหมือนความหมายจะลึกซึ้งกว่าคำพูดนั้นมากนัก

            เจียงจืออวี๋ปรายตามองเขานิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินลงไปข้างล่าง

            เสียงด่าทอของผู้ชมกินเวลาไม่นานนักเพราะการแข่งขันรอบที่สามและสี่ห่างกันแค่สิบนาทีเท่านั้น

            หลังจากซ่อมแซมลานประลองยุทธ์ที่ถูกโหวแห่งยุทธ์ทั้งสองคนทำพังเสียหายอย่างลวกๆแล้ว การแข่งขันก็ดำเนินต่อไปตามปกติ

            ไป๋ฉางเซิงออกมาจากถุงกักวิญญาณร่างกายค่อยๆ ขดม้วนปกป้องเจียงจืออวี๋ไว้ด้านหลัง

            สายตาของเขาจับจ้องไปยังโซเฟียที่ยืนอยู่ไกลออกไปเธอสวมชุดเกราะอ่อนบางเบา ที่เอวคาดด้วยแส้ทองคำอ่อน

            ถ้าตัดเรื่องจุดยืนทิ้งไปลำพังแค่รูปร่างหน้าตา โซเฟียนับว่าเป็นลูกรักสวรรค์ที่มีความงามล้ำเลิศโดยเฉพาะกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัวไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ก้าวร้าวจนเกินไป

            “เธอยังไม่คิดจะลงมือเองอีกเหรอ?”

            โซเฟียพูดออกมาเป็นภาษาเทียนเฉาที่คล่องแคล่ว

            เธอมองไปยังเจียงจืออวี๋ที่ยังคงมือเปล่าไร้อาวุธพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาที่เป็นประกายดั่งมณีมรกตฉายแววสงสัยออกมาจางๆ

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามเพียงแต่จ้องหน้าโซเฟีย ราวกับกำลังใช้ความคิดเกี่ยวกับบางอย่างแต่ก็คล้ายกับนึกไม่ออก

            “เพียะ!”

            แส้ทองคำอ่อนที่คาดเอวถูกปลดออกก่อนจะสะบัดฟาดลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น

            “ถึงฉันจะไม่รู้ว่าความมั่นใจของเธอมาจากไหนแต่เธอจะต้องชดใช้ให้กับความอวดดีนี้”

            ไป๋ฉางเซิงมองดูผู้หญิงสองคนคุยกันข้ามหัวเขาด้วยท่าทางที่เมินเขาอย่างสิ้นเชิงก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง

            ‘ถึงค่าพลังเลือดเกือบสองหมื่นของเธอจะน่ากลัวมากก็จริงแต่พลังจิตโหวแห่งยุทธ์ของฉันก็ไม่กระจอกนะ จำเป็นต้องมองข้ามกันไปเลยหรือไง?’

            แต่อย่างไรก็ตามไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้คิดจะเรียกร้องความสนใจจากฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

            ยิ่งศัตรูประมาทก่อนเริ่มศึกเขายิ่งมีโอกาสลงมือได้ง่ายขึ้น

            เมื่อเห็นว่าบรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นดินปืนอาจารย์ที่เป็นกรรมการก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบประกาศเริ่มการแข่งขันทันที

            คนดูรอบข้างยังคงด่าทออยู่การเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาจึงเป็นกุญแจสำคัญไม่อย่างนั้นถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้หลี่ฉางหมิงคงถูกด่าลากยาวไปจนถึงการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกสมัยหน้าแน่ๆ

            สิ้นเสียงของกรรมการทั้งสองฝ่ายที่เคยสงบนิ่งก็ระเบิดพลังออกมาในพริบตา

            รอบกายของไป๋ฉางเซิงปรากฏลูกไฟแปดลูกก่อตัวขึ้นพร้อมกันก่อนจะพุ่งทะยานออกไปอย่างดุดันหมายจะซัดโซเฟียให้กระเด็นตกจากลานประลองตั้งแต่เปิดฉาก

            เมื่อเห็นลูกไฟพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูงดวงตาสีมรกตของโซเฟียกลับไม่มีแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อยมือที่ถือแส้ทองคำอ่อนสะบัดพรึบ ส่วนปลายแส้พุ่งเข้าหาลูกไฟอย่างฉับไว

            เพียงแค่เสียง‘เพียะ’ ดังขึ้น!ลูกไฟที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกฟาดจนแตกกระจาย เปลวไฟสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณในขณะที่แส้วาดเป็นเส้นโค้ง ฟาดเข้าใส่ลูกไฟลูกถัดไปอย่างต่อเนื่อง

            อาวุธที่เหมาะสมถ้าอยู่ในมือของคนที่คู่ควรย่อมแสดงอานุภาพที่ควรจะมีออกมาได้ถึงขีดสุด

            เห็นได้ชัดว่าแส้เส้นนี้เข้ากับโซเฟียได้อย่างไร้ที่ติ

            อีกทั้งค่าพลังเลือดของโซเฟียนั้นสูงเกินไปลูกไฟที่เคยสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับปาฟลอฟตอนนี้กลับถูกโซเฟียรับมือได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นแค่ของเล่น

            เมื่อเห็นแบบนั้นในใจของไป๋ฉางเซิงก็พลันสั่นสะท้าน

            เขารวบรวมสมาธิลูกไฟที่กระจัดกระจายพลันหลอมรวมเข้าหากันขนาดของมันขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเกือบสองเท่า!

            การควบคุมธาตุในปริมาณมหาศาลขนาดนี้แม้แต่ไป๋ฉางเซิงเองก็ยังรู้สึกตึงมืออย่างมากราวกับมันจะหลุดการควบคุมและระเบิดออกได้ทุกเมื่อ

            แต่โซเฟียกลับไม่หลบเลี่ยงเธอสะบัดแส้ทองคำอ่อนในมืออีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าใส่ลูกไฟยักษ์นั่นโดยตรง!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน