“ยังไม่ทันสู้ก็ยอมแพ้แล้ว? หลี่ฉางหมิงแกทำบ้าอะไรของแก!”
“นี่น่ะเหรอนักศึกษาที่สุ่ยมู่พร่ำสอนมา มีศักดิ์ศรีแค่นี้เองเหรอ?”
“ขี้ขลาดตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มสู้ ด้วยความกล้าแค่นี้แกยังมีหน้ามาเป็นตัวแทนสุ่ยมู่เป็นตัวแทนของอาณาจักรเทียนเฉาทั้งหมดเข้าแข่งขันอีกเหรอ!”
“ห้ามยอมแพ้ ไสหัวขึ้นไปสู้ต่อเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนด่าทอจากผู้ชมที่เดือดพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกสับสนแต่ก็คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
ฉากแบบนี้ดูเหมือนเขาจะเคยเห็นมาก่อน
จากคำด่าทอประโยคแล้วประโยคเล่าเขาพอจะสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นจากการถูก ‘หักหลัง’
คนนอกดูแค่ความสนุกแต่คนในย่อมมองเห็นถึงแก่นแท้
“ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ ทำให้ไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ทั้งหมดในทางกลับกัน เพราะลานประลองมีขนาดเล็กเกินไปจึงยิ่งเป็นการขยายจุดแข็งของศัตรูให้เด่นชัดขึ้นไปอีก”
“นี่เป็นการดวลที่ไม่ยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว”
“มองออกเลยว่า ผู้ชายชุดดำคนนั้นพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วแต่การโจมตีระดับนี้ไม่สามารถทำลายการป้องกันของอีกฝ่ายได้ความพ่ายแพ้เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น”
“ส่วนกระบี่สุดท้ายนั่นถ้าเขาไม่ตัดสินใจสลับร่างจำแลงกับร่างจริงในจังหวะวิกฤตกระบี่นั้นคงฟันเข้าที่เอวเขาไปแล้วจริงๆ”
“ทำได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าเป็นยอดอัจฉริยะเหนือคนทั่วไปแล้ว แต่ทำไม...ผู้คนข้างนอกนั่นถึงดูเหมือนจะไม่พอใจเอาซะเลย?”
เวินโหรวเอ่ยอธิบายออกมาสองสามประโยคแต่นอกจากไป๋ฉางเซิงกับเจ้าทึ่มจู้แล้ว ก็ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เธอพูด
ส่วนคำถามสุดท้ายของเธอไป๋ฉางเซิงก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน
เรื่องที่ดึงดูดความสนใจของคนทั้งประเทศขนาดนี้ย่อมไม่อาจมีรอยด่างพร้อยได้แม้แต่นิดเดียว ในสายตาของทุกคน คงมีแค่คำว่า‘แชมป์’ กับ ‘อันดับอื่นๆ’ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อฟังเสียงด่าที่ดังระงมขึ้นเรื่อยๆไป๋ฉางเซิงแทบจะนึกภาพออกเลยว่า หลังจากจบงานนี้หลี่ฉางหมิงจะต้องเจอกับคำด่าทอมากมายขนาดไหน!
นี่ขนาดแค่คนที่มาดูในสนามจริงนะในโลกออนไลน์ คงจะด่ากันรุนแรงและบ้าคลั่งกว่านี้หลายเท่า
ขณะเดียวกันไป๋ฉางเซิงก็คาดเดาได้ว่า ถ้าเขาแพ้ในการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงคำด่าทอที่จะถาโถมใส่เขาและเจียงจืออวี๋ คงจะมากกว่าที่หลี่ฉางหมิงเจอซะอีก
เพราะคนดูไม่สนหรอกว่าเจียงจืออวี๋จะมีเบื้องหลังหรือมีเหตุผลอะไรพวกเขาจะเชื่อแค่สิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น นั่นก็คือเจียงจืออวี๋มีพลังแข็งแกร่งแต่กลับเอาแต่ออมมือไปวันๆ ตลอดการแข่งขันกระทั่งอาวุธก็ยังไม่เคยหยิบออกมาเลยด้วยซ้ำ
สายตาเหลือบมองไปเล็กน้อยใบหน้าของเจียงจืออวี๋ยังคงเรียบเฉยเหมือนเคยราวกับไม่ได้สนใจพายุคำด่าที่อาจจะซัดกระหน่ำมาในอนาคตเลยแม้แต่น้อย
ถ้าวัดกันที่สภาพจิตใจเจียงจืออวี๋ถือว่าเหนือกว่าไป๋ฉางเซิงและหลี่ฉางหมิงไปไกลลิบ
“อาจารย์ครับ ผม...”
หลี่ฉางหมิงอ้าปากตั้งใจจะอธิบายบางอย่างแต่คณบดีหลี่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องพูดอะไรมาก
“พวกเราทุกคนเห็นแล้วว่านายทำเต็มที่ ไม่ต้องคิดมากและอย่าไปใส่ใจเสียงวิจารณ์พวกนั้นเลย”
แม้จะพูดแบบนั้นแต่อารมณ์ของคณบดีหลี่ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากความพ่ายแพ้ในศึกนี้อยู่ดี
สิบสองคนตอนนี้เหลือแค่ไป๋ฉางเซิงที่เป็น ‘ความหวังเดียว’ที่ยังเหลืออยู่ โดยที่ผ่านมาคว้ามาได้แค่อันดับสองหนึ่งรางวัลและอันดับสามอีกหนึ่งรางวัลเท่านั้น
ดูเหมือนผลงานจะไม่ได้แย่แต่มันมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่ามหาวิทยาลัยสุ่ยมู่พลาดเหรียญทองมาต่อเนื่องถึงห้าสมัยแล้ว
เสียงสบประมาทสุ่ยมู่ดังขึ้นเรื่อยๆเสียงที่สงสัยในความสามารถของพวกเขาทั้งสามคนไม่เคยจางหายไปและผลการประลองครั้งนี้จะเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีให้แก่คำดูถูกเหล่านั้น
บนลานประลองยุทธ์อาจารย์ที่เป็นกรรมการรับฟังเสียงด่าที่ดังมาจากรอบทิศทาง จนแทบจะทำตัวไม่ถูก
ตามกฎแล้วเมื่อหลี่ฉางหมิงลงจากลานประลองและแสดงเจตจำนงยอมแพ้อย่างชัดเจนผลการแข่งขันย่อมถือว่าสิ้นสุดลง
แต่ภายใต้แรงกดดันจากเสียงด่าของผู้ชมขนาดนี้ใครมันจะกล้าประกาศผลการแข่งขันออกมาตรงๆ
เขาสอดส่ายสายตาไปทางอัฒจันทร์ที่นั่งของผู้ทรงคุณวุฒิจนกระทั่งคณบดีจี้พยักหน้าให้ เขาถึงกล้าเปล่งเสียงคำว่า‘จบการแข่งขัน’ ออกมาได้
“รุ่นน้องเจียง พยายามเข้านะ”
หลี่ฉางหมิงพูดแค่ประโยคสั้นๆแต่ดูเหมือนความหมายจะลึกซึ้งกว่าคำพูดนั้นมากนัก
เจียงจืออวี๋ปรายตามองเขานิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินลงไปข้างล่าง
เสียงด่าทอของผู้ชมกินเวลาไม่นานนักเพราะการแข่งขันรอบที่สามและสี่ห่างกันแค่สิบนาทีเท่านั้น
หลังจากซ่อมแซมลานประลองยุทธ์ที่ถูกโหวแห่งยุทธ์ทั้งสองคนทำพังเสียหายอย่างลวกๆแล้ว การแข่งขันก็ดำเนินต่อไปตามปกติ
ไป๋ฉางเซิงออกมาจากถุงกักวิญญาณร่างกายค่อยๆ ขดม้วนปกป้องเจียงจืออวี๋ไว้ด้านหลัง
สายตาของเขาจับจ้องไปยังโซเฟียที่ยืนอยู่ไกลออกไปเธอสวมชุดเกราะอ่อนบางเบา ที่เอวคาดด้วยแส้ทองคำอ่อน
ถ้าตัดเรื่องจุดยืนทิ้งไปลำพังแค่รูปร่างหน้าตา โซเฟียนับว่าเป็นลูกรักสวรรค์ที่มีความงามล้ำเลิศโดยเฉพาะกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัวไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ก้าวร้าวจนเกินไป
“เธอยังไม่คิดจะลงมือเองอีกเหรอ?”
โซเฟียพูดออกมาเป็นภาษาเทียนเฉาที่คล่องแคล่ว
เธอมองไปยังเจียงจืออวี๋ที่ยังคงมือเปล่าไร้อาวุธพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาที่เป็นประกายดั่งมณีมรกตฉายแววสงสัยออกมาจางๆ
เจียงจืออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามเพียงแต่จ้องหน้าโซเฟีย ราวกับกำลังใช้ความคิดเกี่ยวกับบางอย่างแต่ก็คล้ายกับนึกไม่ออก
“เพียะ!”
แส้ทองคำอ่อนที่คาดเอวถูกปลดออกก่อนจะสะบัดฟาดลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
“ถึงฉันจะไม่รู้ว่าความมั่นใจของเธอมาจากไหนแต่เธอจะต้องชดใช้ให้กับความอวดดีนี้”
ไป๋ฉางเซิงมองดูผู้หญิงสองคนคุยกันข้ามหัวเขาด้วยท่าทางที่เมินเขาอย่างสิ้นเชิงก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
‘ถึงค่าพลังเลือดเกือบสองหมื่นของเธอจะน่ากลัวมากก็จริงแต่พลังจิตโหวแห่งยุทธ์ของฉันก็ไม่กระจอกนะ จำเป็นต้องมองข้ามกันไปเลยหรือไง?’
แต่อย่างไรก็ตามไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้คิดจะเรียกร้องความสนใจจากฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา
ยิ่งศัตรูประมาทก่อนเริ่มศึกเขายิ่งมีโอกาสลงมือได้ง่ายขึ้น
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นดินปืนอาจารย์ที่เป็นกรรมการก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบประกาศเริ่มการแข่งขันทันที
คนดูรอบข้างยังคงด่าทออยู่การเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาจึงเป็นกุญแจสำคัญไม่อย่างนั้นถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้หลี่ฉางหมิงคงถูกด่าลากยาวไปจนถึงการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกสมัยหน้าแน่ๆ
สิ้นเสียงของกรรมการทั้งสองฝ่ายที่เคยสงบนิ่งก็ระเบิดพลังออกมาในพริบตา
รอบกายของไป๋ฉางเซิงปรากฏลูกไฟแปดลูกก่อตัวขึ้นพร้อมกันก่อนจะพุ่งทะยานออกไปอย่างดุดันหมายจะซัดโซเฟียให้กระเด็นตกจากลานประลองตั้งแต่เปิดฉาก
เมื่อเห็นลูกไฟพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูงดวงตาสีมรกตของโซเฟียกลับไม่มีแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อยมือที่ถือแส้ทองคำอ่อนสะบัดพรึบ ส่วนปลายแส้พุ่งเข้าหาลูกไฟอย่างฉับไว
เพียงแค่เสียง‘เพียะ’ ดังขึ้น!ลูกไฟที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกฟาดจนแตกกระจาย เปลวไฟสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณในขณะที่แส้วาดเป็นเส้นโค้ง ฟาดเข้าใส่ลูกไฟลูกถัดไปอย่างต่อเนื่อง
อาวุธที่เหมาะสมถ้าอยู่ในมือของคนที่คู่ควรย่อมแสดงอานุภาพที่ควรจะมีออกมาได้ถึงขีดสุด
เห็นได้ชัดว่าแส้เส้นนี้เข้ากับโซเฟียได้อย่างไร้ที่ติ
อีกทั้งค่าพลังเลือดของโซเฟียนั้นสูงเกินไปลูกไฟที่เคยสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับปาฟลอฟตอนนี้กลับถูกโซเฟียรับมือได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นแค่ของเล่น
เมื่อเห็นแบบนั้นในใจของไป๋ฉางเซิงก็พลันสั่นสะท้าน
เขารวบรวมสมาธิลูกไฟที่กระจัดกระจายพลันหลอมรวมเข้าหากันขนาดของมันขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเกือบสองเท่า!
การควบคุมธาตุในปริมาณมหาศาลขนาดนี้แม้แต่ไป๋ฉางเซิงเองก็ยังรู้สึกตึงมืออย่างมากราวกับมันจะหลุดการควบคุมและระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
แต่โซเฟียกลับไม่หลบเลี่ยงเธอสะบัดแส้ทองคำอ่อนในมืออีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าใส่ลูกไฟยักษ์นั่นโดยตรง!