สำนักจิงหลุนจมเข้าสู่ความเงียบสงัด
ฝูงชนมองกันไปกันมาด้วยสีหน้าประหลาดที่ยากจะอธิบาย
งานร้อยสำนักถูกจัดอยู่ดีๆ แท้ๆเริ่มจากตู้หงฉางเรียกร้องให้เริ่มการพิพากษาร้อยสำนักต่อซูฉางอันจากนั้นซูฉางอันก็เหวี่ยงดาบใส่ใบหน้าของตู้หงฉางและเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเขาต่อหน้าทุกคน และคนของราชสำนักก็เข้ามาจับตู้หงฉางออกไปอีกทั้งหมดที่เกิดขึ้น ราวกับเนื้อเรื่องที่พลิกผันไปมาของหนังสือนิยายไม่มีผิดสนุกกว่าเรื่องที่นักเล่านิทานในโรงเตี๊ยมเล่าเสียอีก
ทว่าหลังจากนั้น พวกเขาก็ต้องพบเจอปัญหาอีกอย่าง... งานรวมสำนักจะดำเนินต่อไปเช่นไร?จะเริ่มต่ออย่างไร?
มหาชนหันไปมองชายชราบนโต๊ะประธานเป็นตาเดียว ในบรรดาคนทั้งหมด เขาเป็นผู้ที่มีอายุและตำแหน่งสูงสุดทั้งยังเป็นผู้จัดงานในครั้งนี้อีก เหตุนี้ หน้าที่ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆจึงตกเป็นของเขาไปโดยปริยาย
แน่นอนว่าอินหลีเซิงก็รับรู้ได้ถึงสายตาของคนทั้งหลายเช่นกัน เขาเพียงเผยประกายรอยยิ้มบางๆขึ้นมา จากนั้นชูแก้ว แล้วประกาศขึ้น “ในเมื่อปัญหาถูกกำจัดลงแล้วอย่าให้เรื่องนี้มาทำลายความสนุกของทุกท่านเลย มา!เรามาเริ่มงานต่อเถิด!”
เมื่อเห็นชายชราอารมณ์ดีเช่นนั้น คนรุ่นหลังทั้งหลายจึงประกายรอยยิ้มขึ้นก่อนเสียงเฮสนั่นจะดังขึ้นในเวลาต่อมา
ทว่าในตอนนั้นเอง ในที่สุดอินซานโจ๋วที่มีสีหน้ากระวนกระวายนับตั้งแต่ซูฉางอันเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของตู้หงฉางก็ก้าวไปข้างหน้าแล้วยกมือคารวะชายชราที่อยู่หน้าโต๊ะประธาน และกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักอึ้ง
“ครั้งนี้เป็นความผิดพลาดของสำนักปาฮวง เพราะไม่สืบให้ดีจึงปล่อยให้คนร้ายแฝงตัวเข้ามาได้ จนเกือบจะ...” เมื่อกล่าวมาจนถึงจุดนี้อินซานโจ๋วก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาปรายตามองซูฉางอันครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวต่อไป“เกือบจะทำให้คุณชายซูเดือดร้อนข้าจะกลับไปรายงานเรื่องนี้ต่อท่านผู้ดูแลสูงสุดแห่งสำนักปาฮวงและสืบความจริงเรื่องนี้เดี๋ยวนี้”
“อืม” อินหลีเซิงพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าเชื่อว่าเรื่องในครั้งนี้เป็นแผนของเจ้าปีศาจตนนั้นเพียงผู้เดียว แต่อย่างไรเสีย สำนักปาฮวงก็ต้องสืบเรื่องนี้ให้ดีอีกครั้งจะได้ไม่พลาดจนสร้างความเดือดร้อนตามมาอีก”
ไม่รู้แน่ชัดว่าตั้งใจหรือไม่ แต่อินหลีเซิงพูดเน้นคำว่าสร้างความเดือดร้อนเป็นพิเศษซึ่งนั่นก็ทำให้คนทั้งหลายรับรู้ได้อย่างชัดเจน ว่านี่เป็นการเตือนจากเขา
แต่เพราะสำนักปาฮวงเป็นฝ่ายผิด อินซานโจ๋วจึงไม่อาจเถียงกลับไปได้ เขายกมือเพื่อทำความเคารพอย่างนอบน้อมอีกครั้งแล้วเตรียมจะลาจากไปทันที ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ชายชราก็กล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน
“เพียงแต่...” อินหลีเซิงพูดด้วยท่าทางราวกำลังนึกลังเล
“เพียงแต่อะไรหรือ? ผู้อาวุโสอิน โปรดชี้แนะด้วย”อินซานโจ๋วขมวดคิ้วมุ่น เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบลงง่ายๆ แน่ ไม่ว่ากับทางสำนักอื่นๆหรือกับซือหม่าสวี่ก็ตาม เกรงว่าพวกเขาต้องนำเรื่องนี้ไปกอบโกยผลประโยชน์จากสำนักปาฮวงเป็นแน่
แต่เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว ไม่ว่าจะดูยังไง ซือหม่าสวี่ก็ดูจะรับมือลำบากกว่ามากอินซานโจ๋วเริ่มเดาได้แล้วว่าช่วงเวลาต่อจากนี้ สำนักปาฮวงต้องยุ่งเพราะเรื่องของซือหม่าสวี่มากเพียงไหนแทนที่จะสร้างศัตรูไปทั่วจนตัวเองถูกบีบจากทุกทิศทาง สู้เจรจากับอินหลีเซิงให้จบๆไปเสียดีกว่า จะได้นำผลที่ได้กลับไปให้ท่านผู้ดูแลเป็นผู้ตัดสินใจในคราเดียว
“ก็มิได้มีสิ่งใดมากนักหรอก” อินหลีเซิงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโอบอ้อมของเขา หากไม่ใช่เพราะเคยรู้จักกันมานานอินซานโจ๋วคงหลงเชื่อไปแล้ว ว่ามัน ‘มิได้มีสิ่งใดมากนัก’จริงๆ
“เพียงแต่ คุณชายซูช่วยเปิดโปงแผนชั่วของเจ้าปีศาจตนนั้นจนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บหนัก เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าช่ำชองเรื่องทางการแพทย์เมื่อครู่ ข้าลองตรวจอาการของคุณชายซูดูแล้ว เจ้าปีศาจตนนั้นชั่วร้ายอำมหิตยิ่งนัก เขาใช้กระบวนสังหารด้วยหมายเอาชีวิตคุณชายซู ดังนั้นแม้ภายนอกอาจดูเหมือนคุณชายซูไม่เป็นอะไรมากนัก ทว่าแท้จริงแล้วเขาได้รับบาดเจ็บหนักที่ภายใน ต่อให้รักษาจนหายได้ เกรงว่าบาดแผลในครั้งนี้ก็คงสร้างความเสียหายให้ร่างกายไม่น้อยอาจกลายเป็นโรคประจำตัวไปเลยก็ได้ แล้วเจ้าว่า คุณชายซู...”
อินหลีเซิงพูดด้วยท่าทางจริงจัง อย่าว่าแต่อินซานโจ๋วเลยแม้แต่ซูฉางอันก็ยังตะลึงในความสามารถด้านการโกหกของชายชราจนพูดไม่ออกไปหมด
เขารู้ดีว่าอาการของตนเป็นเช่นไร ก่อนจะส่งกระบี่สิบทิศออกไปเขาส่งพลังวิญญาณไปป้องกันส่วนหัวใจเอาไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บกลับมา แต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร พักรักษาตัวแค่ไม่กี่วันก็หายแล้วแต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดชายชราถึงบอกว่าเขาเจ็บสาหัสจนอาจตายได้ทุกเมื่อเยี่ยงนี้เขาถึงกับนึกสงสัยขึ้นมาทันที ว่าตกลงแล้วตนคิดถูกหรือคิดผิดเรื่องอาการบาดเจ็บกันแน่เหตุนี้ ซูฉางอันจึงตรวจร่างกายของตนอย่างละเอียดด้วยพลังวิญญาณอีกทีจนเมื่อมั่นใจว่าไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไร จึงเงยหน้าขึ้นมองชายชราบนโต๊ะประธานที่มีท่าทีจริงจังอีกครั้ง
ทางด้านของกู่เซี่ยนจวินที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินดังนั้น นางก็ปรากฏประกายความตื่นตระหนกขึ้นทางสีหน้าสาวน้อยยื่นมือออกไป ด้วยหวังว่าจะตรวจอาการของซูฉางอันแต่ซูฉางอันก็ส่งสายตาเข้ามาห้ามไว้เสียก่อน ในตอนนั้นเอง ที่นางกระจ่างแจ้งขึ้นในที่สุดสมดั่งคำที่ว่า ความห่วงทำให้จิตใจว้าวุ่น ยิ่งห่วงมากเท่าไร ก็ยิ่งขาดสติมากเท่านั้น...เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ดวงหน้าที่แสนงดงามก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
ในที่สุด อินซานโจ๋วก็เข้าใจเสียทีว่าอินหลีเซิงต้องการสิ่งใด เขามีสีหน้าบึ้งตึงแม้จะรู้สึกไม่พอใจที่อินหลีเซิงพูดเกินความจริงไปมากแต่เพราะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง จึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมไปในที่สุด
เขากดเสียงต่ำ แล้วกล่าวขึ้น “ท่านผู้อาวุโสอิน โปรดวางใจได้ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เป็นความผิดของสำนักปาฮวง เมื่อกลับไปข้าจะสั่งให้คนส่งยาชั้นดีกับเงินชดเชยไปให้คุณชายซูเพื่อให้เขาพักรักษาตัวอย่างไร้ความกังวลแน่นอน”
แม้จะถูกบีบคั้นต่อหน้าคนรุ่นหลังจำนวนมากเช่นนี้ แต่ยังดีที่ยาและเงินเป็นเพียงของนอกกายเท่านั้นสำนักปาฮวงร่ำรวยมหาศาลอยู่แล้ว ลำพังแค่ทรัพย์สินที่เหล่าศิษย์ที่เพิ่งเข้าใหม่นำมามอบให้ผู้อาวุโสในสำนักในแต่ละปีก็เป็นเงินจำนวนมหาศาล เงินเล็กๆ น้อยๆ เท่านี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่อินซานโจ๋วเพิ่งจะรู้สึกวางใจขึ้นมาได้เล็กน้อย ชายชราก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง...
“ศิษย์ของข้าก็เช่นกัน ข้ารู้ดีว่าผู้อาวุโสอินลงไม้ลงมือกับศิษย์ของข้าเพียงเพราะเป็นห่วงศิษย์ของตนอีกทั้งเมื่อครู่ท่านก็ไม่รู้ว่าตู้หงฉางเป็นปีศาจที่แฝงตัวมาจึงนับเป็นเรื่องปกติที่อาจารย์จะปกป้องศิษย์ ข้าเข้าใจดีแต่ผู้อาวุโสอินมีพลังที่แข็งแกร่งและลึกล้ำมีหรือที่ศิษย์ผู้ไร้พรสวรรค์ของข้าจะรับเอาไว้ได้ แม้เมื่อครู่พวกท่านจะปะทะกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่นั่นก็ทำให้ศิษย์ของข้าได้รับบาดเจ็บไปจนถึงอวัยวะภายในเกรงว่าคงต้องนอนติดเตียงไปอีกหลายปี...”
ชายชรากล่าวขึ้นดังนั้น พลันมู่กุยอวิ๋นที่ยืนตระหง่านอยู่อีกข้างก็ราวจะเข้าใจอะไรบางอย่างจึงโค้งตัวลงอย่างกะทันหัน จากนั้นก็ก้มหน้าลง แล้วไอออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นท่าทางเสแสร้งของสองศิษย์อาจารย์ มุมปากของอินซานโจ๋วก็เริ่มกระตุกขึ้นเพราะความโกรธเขารู้ดีว่า อย่างไรเสียคืนนี้ก็ต้องถูกสำนักจิงหลุนรีดไถอยู่แล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ... อย่างไรก็ตาม อินหลีเซิงถือเป็นปรมาจารย์ผู้หนึ่งทั้งยังมีวิชากระบี่ที่ล้ำเลิศเป็นอันดับต้นๆ ของแผ่นดินต้าเว่ยอีกด้วย...
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้ เขาจะโกงและกุเรื่องแบบหน้าด้านๆ ราวกับนักเลงข้างทางเช่นนี้แม้แต่อินซานโจ๋วที่มีต้นกำเนิดมาจากสังคมชั้นต่ำก็ยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ทางด้านของอินซานโจ๋ว เพราะไม่อยากมีเรื่องกับอินหลีเซิงไปมากกว่านี้จึงพยักหน้าขึ้นอีกครั้ง “ข้าน้อยทราบแล้ว ข้าจะสั่งให้คนรับใช้นำยาและเงินสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บมามอบให้คุณชายมู่โดยเร็ว!”
หลังพูดจบ เขาก็ประสานมือเข้าด้วยกันเพื่อทำความเคารพและกล่าวอำลาอีกครั้ง
แต่เห็นได้ชัดว่าชายชราไม่ยอมให้เขาได้สมดั่งใจหวัง อินหลีเซิงโบกมือไปมาแล้วกล่าวด้วยท่าทางไม่สู้พอใจนัก “ท่านผู้อาวุโสอิน จะรีบกลับไปทำไมเล่า งานรวมสำนักเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้นอย่างไรเสียก็รอให้การจัดอันดับจบสิ้นลงก่อนเถิด”
อินซานโจ๋วขมวดคิ้วมุ่น พลางนึกในใจว่าเจ้าจิ้งจอกเฒ่านี่สลัดยากเสียจริงแต่แม้จะคิดเช่นนั้น ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองชายแก่อีกครั้งเขาก็ยังฝืนประกายรอยยิ้มออกมาเช่นเดิม
“ผู้อาวุโสอิน อย่าล้อข้าเล่นอีกเลย สำนักปาฮวงทำเรื่องน่าอายเช่นนี้ลงไปแล้วข้าจะยังสู้หน้าทุกท่านได้อย่างไร ตอนนี้ ข้าหวังเพียงรีบกลับไปที่สำนักปาฮวงเพื่อหารือกับท่านผู้ดูแลสูงสุดให้เร็วที่สุดเท่านั้นจะได้ไม่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก”
“เป็นเช่นนั้นหรือ?” อินหลีเซิงพยักหน้าอย่างเข้าใจทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับถูกหุบลงอย่างกะทันหันแม้แต่เสียงกล่าวก็ยังเปลี่ยนไปเป็นเย็นยะเยือกในเสี้ยววินาที“เช่นนั้นก็ฝากกลับไปบอกผู้ดูแลสูงสุดของเจ้าด้วย”
“หืม?” แน่นอน อินซานโจ๋ดูออกว่าอินหลีเซิงมีประสงค์อื่นแฝงอยู่เขาหัวใจกระตุกวูบ ทว่าที่ปากกลับยังตอบออกไปอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโสอิน เชิญว่ามาได้เลย”
“เมื่อแปดปีก่อน สำนักปาฮวงยืมกระบี่เชียนซางไปจากสำนักจิงหลุนตอนนี้ก็น่าจะครบกำหนดที่ต้องคืนแล้วไม่ใช่หรือ?” อินหลีเซิงกล่าวขึ้นเช่นนั้นแล้วหรี่ตาเล็กจนกลายเป็นเส้นตรง ทันใดนั้น ลำแสงคมกริบชัดเจนราวเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ก็ประกายออกมาจากดวงตาคู่นั้นปานเป็นคมกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงคอของอินซานโจ๋วเช่นนั้น นั่นทำให้ผู้อาวุโสแห่งสำนักปาฮวงที่หยิ่งผยองมานานทรมานราวมีหนามทิ่มแทงอยู่นับล้านเล่ม
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่กล้ารับคำของอินหลีเซิงอยู่ดี...
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีนามว่าเชียนซาง เป็นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำนักปาฮวง‘ยืม’ มาจากสำนักจิงหลุนอย่างยากลำบากภายใต้การวางแผนอย่างแยบยลของกลุ่มผู้อาวุโสแห่งสำนักปาฮวงโดยสำนักปาฮวงก็ต้องจ่ายกับการกระทำนั้นด้วยราคาที่มหาศาล
แม้กระบี่เชียนซางจะไม่ได้ล้ำค่าเท่าอาวุธวิเศษอย่างกระบี่ไน่เหอกระบี่สิบทิศ และดาบเก้าผจญก็ตาม แต่อาวุธวิเศษที่มีระดับสูงเทียบเท่ากระบี่ไน่เหอและอื่นๆล้วนเป็นของที่หายากเหลือเกิน เช่นนั้น แม้จะด้อยลงมาเล็กน้อย แต่กระบี่เชียนซางก็ยังเป็นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่นักกระบี่ทุกคนในโลกใฝ่ฝันอยู่ดีเหตุนี้ เขาจึงไม่กล้าตอบตกลงเรื่องการคืนกระบี่เองโดยพลการ
“นี่เป็นเรื่องใหญ่ ข้าน้อยไม่กล้าตัดสินใจเองโปรดอนุญาตให้ข้ากลับไปรายงานต่อท่านผู้ดูแลสูงสุดก่อน แล้วให้ท่านผู้ดูแลเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองเถิด”อินซานโจ๋วก้มหน้าลงต่ำ แล้วพูดขึ้นดังนั้น บัดนี้ เขาไม่มีความลำพองตนเหลืออยู่อีกต่อไปเขาเพียงต้องการจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่านั้น เขาเทียบความเจ้าเล่ห์กับจิ้งจอกเฒ่าอย่างอินหลีเซิงไม่ติดสักนิดยิ่งเป็นระดับพลังก็ยิ่งห่างชั้นเข้าไปใหญ่ หากยังอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่แน่เขาอาจจะถูกจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ขูดเลือดขูดเนื้อจนไม่เหลือกระดูกเลยก็ได้
“ก็ดีเหมือนกัน” อินหลีเซิงไม่ได้รั้งอินซานโจ๋วต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เหนือคาดเหลือเกินทว่าประกายในตาคู่นั้นกลับทวีความเย็นยะเยือกและน่าสยดสยองกว่าเดิมหลายเท่า“เช่นนั้นก็รีบกลับไปบอกผู้ดูแลสูงสุดของเจ้าเถอะรีบจัดการเรื่องของตู้หงฉางให้เสร็จก่อน ส่วนเรื่องของกระบี่เชียนซาง! ยังไม่ต้องรีบก็ได้!”
“ทราบแล้วขอรับ” อินซานโจ๋วรับรู้ถึงรังสีแห่งการข่มขู่ในคำพูดของอินหลีเซิงได้อย่างชัดเจนจึงรีบพยักหน้าแล้วตอบกลับไป “เช่นนั้น ข้าน้อยต้องขอตัวก่อน ผู้อาวุโสอินโปรดวางใจ ข้าน้อยจะนำข้อความจากท่านไปถึงท่านผู้ดูแลสูงสุดอย่างแน่นอน”
เมื่อพูดจบ เขาก็รีบเดินนำเหล่าศิษย์จากสำนักปาฮวงออกไปจากห้องโถงโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองคนทั้งหลายอีกเลยมีเพียงสตรีที่เคยยืนคู่กับตู้หงฉาง ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่งในสำนักปาฮวงเท่านั้นที่ทำท่าทีราวอาลัยอาวรณ์ก่อนจะจากไป เอาแต่มองไปที่ศิษย์ของสำนักจิงหลุนที่ยืนอยู่กลางโถงอย่างไม่วางตา
เมื่อร่างของเหล่าศิษย์จากสำนักปาฮวงหายเข้าไปในหิมะโดยสิ้นเชิง หลังความเงียบสงัดเข้าปกคลุมได้เพียงชั่วครู่บรรยากาศภายในโถงของสำนักจิงหลุนจึงกลับมาครึกครื้นอีกครั้งภายใต้การชักนำจากคนบางกลุ่ม
และแล้ว การประลองเพื่อจัดอันดับปฐพีที่เหล่าศิษย์ทั้งหลายรอคอยก็เริ่มขึ้นเสียที
พิธีกรภายในงานเริ่มประกาศถามว่าใครต้องการจะท้าประลองกับยอดฝีมือในอันดับใดบ้างจากนั้นก็จัดเรียงการประลองขึ้นตามจำนวนคน และลำดับที่ต้องการท้าประลองจนเมื่อทำทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว จึงประกาศให้คนทั้งหลายเริ่มการประลองขึ้นในที่สุด
สำหรับหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกับซูฉางอัน การประลองเช่นนี้ถือเป็นอะไรที่น่าสนุกเหลือเกิน
คนส่วนมากในที่แห่งนี้ ล้วนเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งฝึกพลังได้เพียงไม่ถึงหนึ่งปีเท่านั้นแม้ในยามปกติ แต่ละสำนักจะมีการประลองวิชากันเป็นประจำ แต่เป็นเพียงการประลองเพื่อแลกเปลี่ยนวิชาภายในสำนักเท่านั้นน้อยคนนักที่จะต่อสู้อย่างสุดความสามารถจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นเพราะคำนึงถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ การประลองภายในสำนักต่างๆ จึงเป็นการประลองที่ระมัดระวังไม่มีการต่อสู้อย่างแท้จริง
แต่การประลองเพื่อจัดอันดับในครั้งนี้ต่างออกไปเพราะเป็นการประลองที่มีผลต่ออนาคตข้างหน้า ดังนั้น ทุกคนที่มีความทะเยอทะยานหรือมองการณ์ไกลอยู่บ้างต่างก็ให้ความสนใจกับมันเป็นอย่างมากพวกเขาเตรียมตัวกันมาอย่างดี และต่อสู้อย่างสุดความสามารถ
เหตุนี้ บัดนี้ เหล่าลูกศิษย์จึงล้อมพื้นที่ประลองซึ่งเป็นพื้นที่ว่างกลางโถงเอาไว้ และร้องตะโกนขึ้นเป็นระยะ ตามการประลองที่ดำเนินอยู่
แต่ซูฉางอันกลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้สักเท่าไรนัก อันดับปฐพีที่ว่าก็เป็นเพียงอันดับที่ไร้ประโยชน์ในสายตาเขาเท่านั้น
อาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกหรืออาจเป็นเพราะประสบการณ์ไม่ดีที่ได้รับจากงานหลอมดาวที่ผ่านมาเขาจึงรู้สึกต่อต้านการประลองเพื่อชิงตำแหน่งที่เลื่อนลอยเช่นนี้
เหตุนี้ เขาจึงเพียงนั่งนิ่งอยู่ในที่ของตัวเองพลางพูดคุยในเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรกับกู่เซี่ยนจวินไปพลางๆ รอให้งานร้อยสำนักในครั้งนี้จบสิ้นลงด้วยความสงบ
เพราะตู้หงฉางถูกจับกุมตัวออกไปแล้ว เรื่องที่ว่าจะท้าประลองกับมู่กุยอวิ๋นจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเป็นไปได้อีกต่อไปทางด้านซูฉางอัน แม้จะสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของตู้หงฉาง แต่อย่างไรเสียจุดประสงค์ที่เขามางานในวันนี้ก็ลุล่วงแล้ว หัวใจที่เป็นกังวลมาตลอดหลายวันก็เริ่มผ่อนคลายลงเช่นกัน
“ฉางอัน!” มู่กุยอวิ๋นมายืนอยู่ข้างกายตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบเขาส่งยิ้มมาให้ แล้วเอ่ยขึ้น “ผู้ดูแลสูงสุดของสำนักข้าเชิญเจ้าไปคุยด้วยน่ะ”
ซูฉางอันมองไปยังมู่กุยอวิ๋นเพียงครู่หนึ่ง จากนั้นเหลือบมองชายชราบนโต๊ะประธานอีกครั้ง
ศิษย์ของสำนักจิงหลุนที่เคยยืนอยู่ด้านหลังชายชราเดินเข้าไปรวมกลุ่มอยู่กับศิษย์ภายในห้องโถงกันหมดแล้วบัดนี้ พวกเขากำลังชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์การประลองอย่างสนุกสนานมีเพียงชายที่คล้ายจะเมาสุราผู้นั้นเท่านั้น ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับซูฉางอันหรือก็คือที่นั่งของสำนักปาฮวงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ แม้ว่าคนของสำนักปาฮวงจะกลับไปแล้วก็ตามแต่อย่างไรเสีย นี่ก็ยังถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมากอยู่ดีทว่าเขากลับทำราวกับไม่รู้ตัว ยังยกไหสุราขึ้นมารินเข้าปากอย่างไม่เห็นคนรอบด้านอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ที่โต๊ะประธานในตอนนี้ เหลือเพียงชายชราที่ชื่ออินหลีเซิงเพียงผู้เดียวเท่านั้นดูเหมือนเขาจะรับรู้ได้ถึงสายตาของซูฉางอัน จึงหันหน้ากลับมามองแล้วชูแก้วขึ้นสูงราวเป็นการเชื้อเชิญ
ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย
ในวันนี้ ผู้ดูแลสูงสุดผู้นี้เรียกร้องความดีความชอบต่อหน้าเสนาบดีตุลาการแทนเขาแถมยังเรียกค่าเสียหายจากอินซานโจ๋วแทนเขาอีก
หากจะว่ากันจริงๆ อย่างไรเสียเขากับชายผู้นี้ก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนต่อให้นับรวมเรื่องขององค์ชายห้ากับมู่กุยอวิ๋นเข้าไป ชายชราก็ไม่ควรจะออกตัวช่วยเขามากถึงเพียงนี้อยู่ดี
เหตุนี้ ซูฉางอันจึงอดสงสัยไม่ได้
เอาละ เช่นนั้นก็ไปถามให้รู้เรื่องเสียเลยก็แล้วกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ตัดสินใจก้าวเข้าไปหาชายชราอย่างไร้ซึ่งความลังเลอีกต่อไป
เขาเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของชายชรา แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวขอบคุณเสียงของชายชราก็ดังขึ้นที่ข้างหูเสียก่อน
“จะว่าไปแล้ว ข้าก็ถือเป็นศิษย์ครึ่งหนึ่งของสำนักเทียนหลานเหมือนกัน”