ยอดยุทธ์ท้าชะตา พิชิตยุทธภพ

    บทที่ 34 การพบกันอีกครั้ง

    บทที่ 34 การพบกันอีกครั้ง


    ภายในจวนขององค์ชายสาม มู่เหยาจ้องมองรายงานบนโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


    หลี่จื่อเย่... ในที่สุดเขาก็มาถึงแล้ว


    เร็วกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก


    “องค์ชาย ท่านเฉินอี้เฟยไปที่จวนหลี่ จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหรือไม่ขอรับ”


    ข้าง ๆ นั้น บ่าวรับใช้ที่ดูคล้ายเด็กฝึกงานเอ่ยปากเตือน


    มู่เหยาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจ รีบลุกขึ้นยืนทันที


    แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ดังเดิม สีหน้าหม่นหมอง


    สายเกินไปแล้ว!

    ตอนนี้ได้แต่หวังว่าญาติน้องผู้โง่เขลาของเขาจะไม่ไปยั่วโทสะทายาทตระกูลหลี่เข้า


    หลี่จื่อเย่คนนั้นเป็นคนบ้าดี ๆ นี่เอง


    แม้แต่เขาที่เป็นถึงองค์ชาย หลี่จื่อเย่ยังกล้าลงมือ แล้วจะไปสนใจอะไรกับเฉินอี้เฟยแค่คนเดียว


    เรื่องนี้อย่างไรญาติผู้น้องของเขาก็เป็นฝ่ายผิดก่อน เขาจะไม่เข้าข้างตระกูลเฉิน จนกว่าความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับตระกูลหลี่จะถึงจุดแตกหัก


    ดังนั้น แม้เฉินอี้เฟยจะถูกทุบตีในจวนตระกูลหลี่ก็ต้องยอมรับชะตากรรม


    ถ้าญาติผู้น้องที่โง่เง่าของเขาอยากจะเอาคืน ก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง



    ณ จวนของราชาเสวียนอู่ เฉินอี้เฟยวิ่งกระเซอะกระเซิงกลับมาด้วยสภาพสะบักสะบอม ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขาตรงดิ่งเข้าไปในห้องหนังสือทันที


    “ท่านพ่อ! ข้าจะฆ่ามัน! ข้าจะฆ่ามันให้ตาย!”


    เฉินอี้เฟยตะโกนใส่ชายวัยกลางคนที่อยู่ในห้องหนังสือด้วยความโกรธแค้น


    ภายในห้องหนังสือ ราชาเสวียนอู่เงยหน้าขึ้นมองบุตรชายที่บุกเข้ามาในโดยพลการ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ออกไปก่อน!”


    “ท่านพ่อ!” เฉินอี้เฟยร้องอย่างโกรธแค้น


    “ออกไป!”


    ราชาเสวียนอู่จ้องมองเฉินอี้เฟยด้วยสายตาเย็นชา

    เฉินอี้เฟยสะดุ้งสุดตัว เพิ่งสังเกตเห็นว่านอกจากท่านพ่อแล้ว ในห้องยังมีหญิงสาวอีกคนหนึ่ง


    หญิงสาวผู้นี้งดงามเป็นอย่างยิ่ง สวมชุดสีชมพู ใบหน้างดงามราวกับนางฟ้า ริมฝีปากแดงดั่งผลอิงเถา เกลียวผมสีดำสนิทยาวสลวยถึงเอว เผยให้เห็นถึงเสน่ห์อันตรึงใจ


    ทว่าเฉินอี้เฟยไม่ได้แสดงท่าทีหลงใหลเมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น กลับรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถอยหลังออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว


    เถ๋าเยาเยา ราชินีปีศาจ!


    หญิงสาววิกลจริตคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?


    เฉินอี้เฟยหวาดกลัวหญิงสาวคนนี้ยิ่งกว่าอะไร 


    เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยพาบ่าวรับใช้ไปลวนลามนาง โดยไม่รู้ว่านางคือใคร ก่อนจะได้เห็นกับตาตัวเองว่าหญิงสาววิกลจริตคนนี้ควักหัวใจของบ่าวรับใช้ของเขาทุกคนออกมาอย่างไร้ความปราณี


    ภาพเหตุการณ์นองเลือดในวันนั้นยังคงติดตาเขาจนถึงทุกวันนี้


    “ดูเหมือนว่าท่านเฉินจะกลัวข้ามากเลยนะ”


    ภายในห้องหนังสือ เถ๋าเยาเยามองเฉินอี้เฟยด้วยหางตา ริมฝีปากของนางยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย


    “ชื่อเสียงของราชินีปีศาจลือลั่นไปทั่วหล้า ใคร ๆ ต่างก็หวาดกลัว นับประสาอะไรกับเด็กคนนั้น” ราชาเสวียนอู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    หญิงสาวคนนี้ก็เป็นหนึ่งในสิบราชันย์นักรบเช่นเดียวกับเขา แม้จะเป็นผู้หญิง แต่ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยว บนใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ใจของนางกลับโหดร้ายยิ่งกว่าอสรพิษ


    “ดูจากสภาพของท่านเฉินแล้ว คงจะถูกสั่งสอนมาอย่างหนัก ดูท่าทายาทของตระกูลหลี่คงไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาเท่าไหร่” เถ๋าเยาเยากล่าว


    “เรื่องของเด็ก ๆ ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองเถิด ราชินีปีศาจ เรามาคุยเรื่องสำคัญกันต่อดีกว่า” ราชาเสวียนอู่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ


    “ไม่คุยแล้ว บุตรชายของท่านมาขัดจังหวะเช่นนี้ ข้าหมดอารมณ์แล้ว ค่อยคุยกันใหม่วันหลังก็แล้วกัน”


    เถ๋าเยาเยาตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้าน แล้วเดินออกไปจากห้องหนังสือ


    ราชาเสวียนอู่มองตามหลังเถ๋าเยาเยาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม


    หญิงสาวคนนี้ช่างไม่เคยมองเขาอยู่ในสายตาเลย!


    “ท่านพ่อ”


    เฉินอี้เฟยเห็นเถ๋าเยาเยาออกไปแล้วจึงเดินกลับเข้ามาในห้องหนังสืออีกครั้ง “ท่านต้องให้ความยุติธรรมกับข้าด้วย!”


    “เจ้ามันไร้ประโยชน์!”


    ราชาเสวียนอู่แค่นเสียงเย็นชา “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าไปหาเรื่องคนจากตระกูลหลี่ แต่เจ้าก็ไม่เคยฟัง ตอนนี้โดนเขาสั่งสอนมาแล้วถึงจะมาขอความเป็นธรรมจากข้า… หรือเจ้าจะให้ข้าผู้เป็นราชาเสวียนอู่แห่งแคว้นต้าซางออกหน้าไปจัดการพวกเด็ก ๆ จากตระกูลหลี่ด้วยตนเองงั้นหรือ?”


    “ท่านพ่อ หรือท่านจะปล่อยให้ข้าต้องเสียหน้าเปล่า ๆ อย่างนั้นหรือ?” เฉินอี้เฟยพูดอย่างร้อนรน


    “เช่นนั้น เจ้าก็ไปแก้แค้นพวกเขาเองแล้วกัน”


    ราชาเสวียนอู่กล่าวเรียบ ๆ “ปกติเจ้าไม่มีเพื่อนพ้องมากมายหรอกหรือ ตอนนี้ก็ถึงเวลาใช้พวกเขาแล้ว”

    เฉินอี้เฟยได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นยินดี แล้วรีบกล่าวว่า “ขอบพระคุณท่านพ่อที่เตือนสติ”


    พูดจบ เฉินอี้เฟยก็หมุนตัวรีบออกจากห้องหนังสือไป


    ราชาเสวียนอู่มองบุตรชายของตนที่ไร้ความสามารถด้วยความผิดหวัง หากบุตรชายของเขามีเล่ห์เหลี่ยมแม้เพียงครึ่งหนึ่งของญาติผู้พี่ เรื่องนี้ก็คงไม่ยุ่งยากขนาดนี้หรอก


    ในขณะที่เฉินอี้เฟยกําลังรวบรวมสมัครพรรคพวกเตรียมตัวแก้แค้น หลี่จื่อเย่เพิ่งมาถึงจวนหลี่ได้ไม่นาน ก็มีแขกคนสําคัญมาเยือน


    องค์ชายสาม… มู่เหยา


    แน่นอนว่าสำหรับหลี่จื่อเย่แล้ว องค์ชายสามไม่ใช่คนแปลกหน้าแต่อย่างใด


    เป็นสหายเก่าแล้ว

    “เหตุใดองค์ชายสามจึงเดินทางมาด้วยตัวเองเช่นนี้เล่า เดิมทีข้าก็กะว่าจะเข้าไปคารวะองค์ชายที่จวนหลังจากที่จัดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”


    ภายในห้องโถง หลี่จื่อเย่และมู่เหยานั่งเผชิญหน้ากัน บนโต๊ะมีน้ำชาร้อนกรุ่นส่งกลิ่นหอม


    “ข้าได้ยินว่าคุณชายหลี่มาถึงเมืองหลวงแล้ว จึงแวะมาเยี่ยม”


    มู่เหยาแสร้งทําเป็นโกรธ “อย่างไรกัน ไม่ยินดีต้อนรับข้าหรือ?”


    “ข้าไม่กล้าหรอกขอรับ” หลี่จื่อรีบกล่าวต่อไปอีกว่า “การที่องค์ชายสามมาที่นี่ นับเป็นเกียรติกับจวนหลี่ของข้ายิ่งนัก”


    หงจู่ยกน้ำชาที่ต้มเสร็จแล้วขึ้นมา รินชาร้อนให้ทั้งสองคน นางสวมชุดสีแดงที่สะท้อนใบหน้างดงาม ช่างงามสะพรั่งเหลือเกิน


    มู่เหยาชำเลืองมองสตรีตรงหน้า ดวงตาวาบขึ้นด้วยความตะลึง แต่ก็รีบเบือนสายตาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เสียมารยาทอยู่นาน

    สตรีผู้นี้ มีบุคลิกไม่ธรรมดา ไม่เหมือนสาวใช้ทั่วไป


    “หงจู่เจ้าลงไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องจะคุยกับองค์ชายสามเป็นการส่วนตัว” หลี่จื่อเย่เอ่ยปากสั่ง


    “เจ้าค่ะ!” หงจู่รับคำอย่างนอบน้อม แล้วลุกขึ้นจากไป


    หลังจากหงจู่จากไป ในห้องโถงเหลือเพียงสองคน มู่เหยามองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า แล้วกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “เรื่องของเฉินอี้เฟย ข้าต้องขอโทษคุณชายหลี่ด้วย ญาติผู้น้องของข้าผู้นี้เป็นคนหุนหันพลันแล่น จึงได้ล่วงเกินคุณหนูหลี่ไป หวังว่าคุณชายหลี่จะมีน้ำใจกว้างขวาง อย่าได้ถือสาเขาเลย”


    “เรื่องนี้มิใช่ความผิดขององค์ชาย ดังนั้น องค์ชายไม่จำเป็นต้องขอโทษ”


    หลี่จื่อเย่พูดอย่างใจเย็น “ส่วนเรื่องของเฉินอี้เฟย คงไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัยแล้วล่ะ”


    เรื่องนี้เฉินอี้เฟยไม่มีทางยอมจบง่าย ๆ แน่นอน ซึ่งเขาก็ไม่ได้หวังว่า        เฉินอี้เฟยจะยอมจบง่าย ๆ เช่นกัน  เพราะเขากำลังหาเหตุผลที่จะสั่งสอนชายผู้นั้นอยู่พอดี


    มู่เหยาได้ฟังแล้วถอนหายใจเบา ๆ กล่าวว่า “ข้าเข้าใจความหมายของคุณชายหลี่แล้ว เมื่อกลับไป ข้าจะตักเตือนอี้เฟยให้มากขึ้น ไม่ให้เขาก่อเรื่องอีก”


    “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดีขอรับ”


    หลี่จื่อเย่ยิ้ม ก่อนจะกล่าวว่า “เอาล่ะ ในเมื่อองค์ชายอุตส่าห์มาหา เราก็อย่ามาพูดเรื่องที่ทำให้เสียอารมณ์กันเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามาที่เมืองหลวง ไม่ทราบว่าองค์ชายพอจะมีเวลาว่างพาข้าเที่ยวชมเมืองหลวงบ้างหรือไม่?”


    มู่เหยาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มออกมา “ถ้าอย่างนั้นก็อย่ารอช้าเลย ไปกันวันนี้เลยเป็นอย่างไร?”


    “วันนี้เลยหรือขอรับ?”


    หลี่จื่อเย่มองออกไปข้างนอก “ย่อมได้ขอรับ ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนองค์ชายแล้ว”


    “เชิญ”


    ทั้งสองลุกขึ้น แล้วผงกศีรษะให้กันและกัน ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงตามลำดับ


    “คุณชาย!”


    นอกห้องโถง หงจู่คำนับและถามว่า “ท่านต้องการให้หงจู่ติดตามไปด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”


    “ไม่ต้อง” หลี่จื่อเย่ส่ายหน้าและกล่าวว่า “เจ้าอยู่ที่นี่เถิด คอยดูแลจวนหลี่ให้ดี ถ้ามีผู้ใดมาหาเรื่องอีก ก็จัดการได้เลย”


    “เจ้าค่ะ” หงจู่ตอบรับอย่างนอบน้อม


    มู่เหยาได้ยินบทสนทนาของทั้งสองก็รู้สึกประหลาดใจ ดูท่าหญิงสาวชุดแดงคนนี้คงไม่ใช่คนธรรมดา


    น้ำในตระกูลหลี่คงจะลึกกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก


    …


    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธ์ท้าชะตา พิชิตยุทธภพ ที่คุณอ่าน