ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 38 แท่งสลักรูนโบราณ


           “เราขอเริ่มต้นราคาประมูลที่ 5 เหรียญทอง มีใครสนใจจะเสี่ยงดวงครั้งนี้มั้ยครับ?” หยาดพิรุณถามอย่างเยือกเย็น


           ภัทรรีบควานหาถุงเงินในเสื้อ คำนวณยอดเงินทั้งหมดที่มี... เขาสูดลมหายใจลึก แล้วชูป้ายขึ้นสุดแขน


           “6 เหรียญทอง... กับอีก 60 เหรียญเงินครับ!”


           สิ้นเสียงตะโกนของภัทร ทั้งฮอลล์เงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะจะระเบิดออกมา


           “ฮ่าๆๆๆ! อะไรวะนั่น! มีเศษเหรียญเงินด้วยว่ะ!”


           “ไอ้หนู! นี่มันงานประมูลนะเว้ย ไม่ใช่ร้านขายของชำ จะมาแคะกระปุกออมสินซื้อของรึไง!”


           “กลับไปขอดูดนมแม่ไป๊!”


           หน้าของภัทรแดงก่ำลามไปถึงหูด้วยความอับอาย มือที่ถือป้ายสั่นระริก แต่แววตายังคงมุ่งมั่น ชีตาห์ที่นั่งข้างๆ ไม่ได้หัวเราะ แต่ถอนหายใจยาวอย่างสงสาร


           “ภัทร... เอ็งนี่มัน...”


           “6 เหรียญทอง 60 เหรียญเงิน...” หยาดพิรุณพยายามกลั้นขำ รักษามารยาท “เป็นราคาที่... ละเอียดลออมากครับ มีใครจะสู้ไหม?”


           “10 เหรียญทอง!”


           ชายร่างท้วมตัวแทนจาก ‘บ้านหลอมสมบัติ’ ยกป้ายขึ้นอย่างรำคาญๆ เหมือนแค่ปัดแมลงวัน “เสียเวลาชะมัด... รีบๆ ขายมาเถอะตาแก่ ข้าจะเอาไปลุ้นเล่นๆ ขำๆ”


           ภัทรลดมือลงทันที ร่างกายชาวาบเหมือนถูกน้ำเย็นสาด เงินเก็บทั้งหมดของเขา... เป็นได้แค่ค่า “เล่นขำๆ” ของคนอื่น ‘ทุนนิยมนี่มันน่ากลัวจริงๆ’


           “12 เหรียญทอง!” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น


           “15!”


           ราคาพุ่งทะยานผ่านหน้าภัทรไปเรื่อยๆ จนไปจบที่ 22 เหรียญทอง ภัทรนั่งคอตก หมดแรงจะสู้


           “ขอโทษทีนะภัทร...” ชีตาห์ตบไหล่เบาๆ “โลกของผู้ใหญ่มันก็แบบนี้แหละ... ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เงินใหญ่กินเงินน้อย”


           “ผมเข้าใจครับ” ภัทรพยักหน้าตอบ


           การประมูลรายการก่อนหน้านี้ดุเดือดไม่แพ้ชิ้นส่วนของ ‘ฉลามคว้านสมุทร’ มันคืออัญมณีเวทมนตร์บุษราคัมดิบ วัตถุดิบสำคัญสำหรับแกนกลางในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ระดับสูงขั้นกลางขึ้นไป ซึ่งการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของ ตระกูลโลหกุญชร ที่ทุ่มเงินไปถึง 150 เหรียญทอง เฉือนเอาชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่างตระกูลธำรงอัคคีไปได้ ทำให้ชีตาห์แอบกำหมัดสะใจเล็กๆ เพราะเขาไม่ชอบขี้หน้าพวกบ้านธาตุไฟนั่นเป็นทุนเดิม


           แสงไฟบนเวทีหรี่ลง เปลี่ยนบรรยากาศให้ดูวังเวงและลึกลับ หยาดพิรุณก้าวออกมาข้างหน้า


           “ลำดับต่อไป... คือของขวัญจากท้องทะเลลึกครับ”


           “หน่วยสำรวจของเราได้เดินทางล่องเรือเข้าสู่ใจกลางทะเลดำ ในช่วงปรากฏการณ์ ‘คืนน้ำตาย’ ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ 20 ปี... ช่วงเวลาที่เรือรบต้องสาปในตำนาน ‘ยู.เอส.แอล. กาบาติกัส (U.S.L. Gabaticus)’ หรือฉายา ‘วาฬหลังค่อม’ จะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ”


           “เรือจักรกลเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่จาก จักรวรรดิวอสต็อก (Vostok) ดินแดนเหนือน้ำแข็งและเจ้าแห่งวิศวกรรมเวทมนตร์ ที่พ่ายแพ้ให้กับเรือผีสิง ‘ฟลายอิ้งดัตช์แมน’ ในสงครามน่านน้ำเมื่อศตวรรษก่อน...”


    หยาดพิรุณดีดนิ้ว แปะ!


           ชายคนหนึ่งเดินถือถาดที่มีขวดไวน์สีดำสนิท รูปทรงเก่าแก่และมีเพรียงทะเลเกาะอยู่ตามขวด ขึ้นมาวางบนแท่นโชว์


           “พวกเราเสี่ยงตายแย่งชิงสมบัติมาได้เพียง 4 ชิ้น... และนี่คือชิ้นแรก”


           “เหล้าหมักทะเลดำ เรากู้มาได้เพียง 3 ขวดเท่านั้น!”


           “ทางผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถเวทมนตร์ของเราได้พิสูจน์แล้วว่า มันมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนมานาอย่างรุนแรง สามารถทำให้ระดับพลังของผู้ดื่มพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวถึง 3 ขั้นย่อย เป็นเวลา 1 ชั่วโมง! และยังช่วยให้ดูดซับละอองธาตุน้ำในอากาศได้ดีขึ้นมหาศาล”


           “แน่นอนว่าหลังจากหมดฤทธิ์ ท่านอาจจะต้องทำการพักฟื้นเพราะผลกระทบตีกลับสักวันสองวัน แต่แลกกับพลังที่เพิ่มขึ้นถึง 3 ขั้นในยามวิกฤต... คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ!”


           “เราจะเริ่มต้นประมูลของหายากชิ้นนี้ที่... 10 เหรียญทอง!”


           “25 เหรียญทอง!”


           “35!”


           “45 เหรียญทอง!”


           ผู้ที่ขานราคาล่าสุดจนฮอลล์เงียบกริบคือ นายน้อยแห่งตระกูลวารีรักษ์คนเดิม เขาจ้องมองขวดเหล้าหมักด้วยแววตาแดงก่ำราวกับคนคลุ้มคลั่งที่ต้องการกวาดสมบัติธาตุน้ำทุกชิ้นในงานนี้เพื่อกอบกู้หน้าตาของตระกูล


           “45 เหรียญทอง... ต่อหนึ่งขวด! ผมขอเหมาทั้งสามขวดที่ราคา 150 เหรียญทอง!”


           หลายคนส่ายหน้าไม่อยากต่อกรกับคนบ้าที่ยอมจ่ายแพงเกินจริงเพื่อยกระดับพลังชั่วคราว หยาดพิรุณเองก็ยังคิ้วกระตุกกับการกระทำของเด็กคนนี้ จึงเคาะค้อนขายให้หมายเลข 6 ไปในที่สุด


           “จบไปแล้วนะครับสำหรับไพ่ตายในการต่อสู้...” หยาดพิรุณผายมือไปยังถาดใบต่อไปที่พนักงานเข็นออกมา


           “รายการที่สองจากเรือ ยู.เอส.แอล. กาบาติกัส คือดวงตาสำหรับนักเดินทางผู้ไม่เกรงกลัวความตาย”


           “เข็มทิศสามทิวา”


           มันเป็นเข็มทิศรูปทรงโบราณ ตัวเรือนทำจากทองแดงรมดำที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี หน้าปัดกระจกมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย ภายในบรรจุเข็มชี้ทิศทางที่แปลกประหลาดถึง 3 เล่ม ซ้อนกันอยู่


           “ความพิเศษของมันไม่ได้อยู่ที่การชี้ทิศเหนือหรือใต้ครับ” หยาดพิรุณอธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เข็มทั้งสามเล่มนี้มีเจตจำนงเป็นของตัวเอง”


           “เข็มเล่มที่หนึ่ง (สีแดง): จะชี้ไปยังทิศที่มี ‘อันตรายทางธรรมชาติ’ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพายุ พายุงวงช้าง หรือสัตว์อสูรขนาดยักษ์ เหมาะสำหรับกัปตันที่ต้องการหลีกเลี่ยงหายนะ”


           “เข็มเล่มที่สอง (สีเงิน): จะชี้ไปยัง ‘เส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด’ หรือทางหนีทีไล่... ระบบการทำงานนี้คล้ายคลึงกับ ‘เข็มทิศศรเงิน’ ของหน่วยสอดแนม ‘พิราบขาว’ แห่งสหพันธรัฐยูไนเต็ดฟิร์ส (United Fyrst) ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่แม่นยำกว่าเพราะมันคำนวณจากกระแสมานาในอากาศ!”


           เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที เพราะเข็มทิศศรเงินของสหพันธรัฐนั้นเป็นของควบคุมที่หาซื้อไม่ได้ในตลาดทั่วไป การที่มีของเลียนแบบ (หรือต้นแบบ) หลุดออกมาจึงเป็นเรื่องใหญ่


           “และสุดท้าย... เข็มเล่มที่สาม (สีดำ):” หยาดพิรุณลดเสียงลงจนเกือบกระซิบ


           “มันจะชี้ไปยัง ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ เสมอ... พวกเราเองก็ยังไขปริศนาไม่ได้ว่ามันคืออะไร บางครั้งมันชี้ไปกลางมหาสมุทรที่ว่างเปล่า บางครั้งก็ชี้ลงไปใต้ดิน...”


           “มันอาจจะเป็นสมบัติที่ซ่อนอยู่... หรืออาจจะเป็นกับดักมรณะ... ไม่มีใครรู้ ขึ้นอยู่กับวาสนาของผู้ครอบครองครับ”


           “สำหรับนักผจญภัยที่รักความท้าทาย เราขอเปิดประมูลที่ราคา 30 เหรียญทอง!”


           “40!” หัวหน้ากิลด์นักล่าสมบัติตะโกนขึ้นทันที


           “50 เหรียญทอง!” ตัวแทนจากตระกูลเดินเรือยกป้ายสู้


           ภัทรมองดูเข็มทิศนั้นด้วยความสนใจ โดยเฉพาะระบบกลไกภายในที่สามารถแยกจับสัญญาณอันตรายและความปลอดภัยได้พร้อมกัน


           ‘ถ้าแกะออกมาดูวงจรได้ คงได้ความรู้เรื่องการตรวจจับคลื่นมานาเพียบเลย’ เขาคิดในใจ แต่ราคามันพุ่งไปไกลเกินเอื้อมแล้ว


           สุดท้าย เข็มทิศปริศนาก็ตกเป็นของ กัปตันเรือสินค้าเอกชนรายใหญ่ ที่ต้องการเส้นทางปลอดภัยในการขนส่งสินค้าผ่านน่านน้ำอันตราย โดยจบที่ราคา 120 เหรียญทอง


           “สำหรับชิ้นที่สามจากเรือ ยู.เอส.แอล. กาบาติกัส... ต้องเรียนตามตรงครับว่า แม้แต่ทีมตรวจสอบของภาคีกบสามขาเรา ก็ยังเกาหัวด้วยความมึนงง”


           พนักงานเข็นรถออกมา บนนั้นมีกล่องไม้ผุๆ เปิดอ้าอยู่ ภายในบรรจุวัตถุแท่งยาวประมาณสิบสองนิ้ว สภาพของมันดูย่ำแย่จนแทบดูไม่ออกว่าคืออะไร


           มันเป็นแท่งโลหะสีดำด้านที่เต็มไปด้วยคราบสนิมเขียวและรอยกัดกร่อนจากน้ำทะเลลึก ปลายข้างหนึ่งแหลมคม อีกข้างหนึ่งหักบิ่น


           “เราเรียกมันว่า ‘แท่งสลักรูนโบราณ’ ครับ” หยาดพิรุณสารภาพตามตรง


           “มันถูกพบเสียบคาอยู่ในห้องกัปตันเรือ... แต่จากการตรวจสอบ วัสดุชิ้นนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีของจักรวรรดิวอสต็อก หรือจักรวรรดิใดๆ ในยุคนั้นเลย”


           “สมมติฐานของเราคือ... มันอาจจะเป็นซากอารยธรรมที่ลอยน้ำมาติด หรืออาจจะจมอยู่ที่ก้นทะเลตรงนั้นมานานแล้ว ก่อนที่เรือจะตกลงไปทับมันพอดี”


           “เราให้ช่างมนตราระดับสองของเราพยายามอัดพลังเวทมนตร์เข้าไปเพื่อตรวจสอบการใช้งาน พบว่ามันสามารถใช้สลักรูนในสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ได้ แต่ไม่เสถียรมากนัก บางทีมันอาจจะมีการใช้งานที่ดีกว่านี้ก็ได้ รอให้ทุกท่านได้ค้นหาคำตอบครับ”


          เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากผู้ชมบางส่วน


           “เอาเศษเหล็กมาขายรึไงตาแก่!”


           “เอาไปค้ำล้อรถม้ายังกลัวหักเลยมั้งนั่น”


           “แท่งสลักรูนดีๆ ราคาแค่ไม่กี่สิบทองเอง ไปซื้อของดีมาใช้ไม่ดีกว่าเหรอ?” เสียงคนจากบ้านหลอมสมบัติเย้ยหยัน


           หยาดพิรุณยิ้มแห้งๆ “ครับ... สภาพมันอาจจะดูไม่ได้ ใช้งานยาก แต่ในแง่ของ ‘ของเก่าสะสม’ มันคือปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบครับ ใครที่ชอบสะสมของแปลก หรืออยากเอาไปวิจัยต่อ เชิญได้เลยครับ”


           “เปิดประมูลแบบขำๆ ที่ราคา 3 เหรียญทอง!”


           ทั้งฮอลล์เงียบกริบ... ไม่มีใครยกป้าย


           สำหรับเศรษฐี 3 เหรียญทองยังสามารถซื้ออาหารดีๆ กินได้หลายมื้อ จะเอามาแลกกับแท่งสนิมทำไม?


           มีเพียงภัทรที่สนใจ เพราะในหนังสือของลุงประดิษฐ์เองก็มีการสอนสร้างอุปกรณ์ที่ต้องสลักรูน แถมราคาเพียงสามเหรียญทอง คงไม่เสียหายเท่าไหร่นัก ที่สำคัญเขารู้สึกถูกชะตากับแท่งสลักนี้อย่างประหลาด


           “ไม่มีใครสนใจเลยเหรอครับ?” หยาดพิรุณทำท่าจะเก็บของ “งั้นผมคงต้อง...”


          “3 เหรียญทองครับ!”


           ภัทรรีบยกป้ายขึ้นสุดแขน กลัวเขาจะเก็บของคืนอย่างกล้าๆ กลัวๆ


           หยาดพิรุณชะงัก หันมามองภัทร แล้วรอยยิ้มการค้าก็กลับมาทันที


           “โอ้! สุภาพบุรุษนักสู้คนเดิม! สนใจรับไปดูแลสินะครับ...”


           “แต่แหม... ของชิ้นนี้เป็นปริศนาแห่งท้องทะเลเชียวนะครับ จะขายแค่ 3 เหรียญทองก็น่าเสียดาย...”


          หยาดพิรุณเริ่มแผนการขายพ่วงทันที


           “เอาอย่างนี้ไหมครับ... ถ้าคุณสู้ราคาที่ 5 เหรียญทอง ผมจะแถม ‘สมุดบันทึกการค้นพบ ฉบับคัดลอก’ ให้ด้วย เผื่อจะเป็นเบาะแสในการวิจัย”


           “และ... ถ้าเพิ่มเป็น 7 เหรียญทอง ผมจะแถมก้อนแร่เสี่ยงดวงให้ประมาณหนึ่งกิโลกรัมให้อีกหนึ่งก้อน!”


           ภัทรหน้าซีดเผือด รีบนับเงินในใจ ‘เรามี 6.60... นี่มันกะจะเอาให้เกลี้ยงเลยเหรอ!’


           แต่เมื่อมองดูแท่งโลหะนั้นอีกครั้ง... สัญชาตญาณของเขาร้องบอกว่า ‘ต้องเอามันมาให้ได้!’


           ภัทรพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ขอโทษนะครับ... แต่ผมมีเงิน 6 เหรียญทอง กับ 60 เหรียญเงิน เท่านั้นครับ”


           หยาดพิรุณทำหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ สมองคำนวณกำไรขาดทุนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอนหายใจออกมา


           ‘ถือว่าลดให้เด็กมันแล้วกัน ดีกว่าเก็บไว้รกคลัง’


           “ขายครับ!! ให้กับหมายเลข 34!”


           ไม่นานก็มีหญิงสาวที่เคยทำหน้าที่ต้อนรับแขกเข็นรถนำแท่งสลักรูน กระดาษหลายหน้าและก้อนแร่เสี่ยงดวงให้กับภัทร เธอเก็บเหรียญของเขาลงกล่องก่อนจะมองหน้าภัทรที่สวมหน้ากากจิ้งจอกอยู่ ทำเอาเขารู้สึกใจเต้นแปลกๆ ขึ้นมาไม่ได้


           เมื่อภัทรรับของมาแล้วก็ทิ้งตัวลงพิงเก้าอี้ด้วยความคิดฟุ้งซ่าน หมดตัวอย่างสมบูรณ์แบบ ได้มาแค่แท่งเหล็กสนิมเขรอะกับก้อนแร่ที่ไม่รู้จะมีอะไรอยู่ภายในสักกี่กรัม... ท่ามกลางสายตาสมเพชเวทนาของคนทั้งงาน ที่ปล่อยให้เด็กได้ไปเพราะไม่อยากลดตัวไปแข่งด้วย ชีตาห์มองภัทรด้วยสายตาเอือมระอา


           “นายบ้ารึเปล่า... ที่โรงช่างก็มีแท่งสลักรูนให้ยืมใช้ ฉันก็ห้ามไม่ทัน” ชีตาห์ส่ายหัว ก่อนจะตบกระเป๋าตังค์ที่เบาหวิวของตัวเอง


           “สงสัย 20 เหรียญเงินของฉัน คงต้องให้นายยืมไปกินข้าวซะมากกว่ามั้งเดือนนี้”


           ภัทรได้แต่หัวเราะแหะๆ แก้เขิน


           แต่ในมือของเขากำแท่งสลักเอาไว้แน่น... โดยไม่รู้เลยว่า วินาทีต่อจากนี้ เงินทองจะไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว เมื่อความตายกำลังจะมาเยือน


           “เอาล่ะครับ...” หยาดพิรุณสูดหายใจลึก แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจังถึงขีดสุด


           “เราเดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของหมวดเรือต้องสาป... และเป็นช่วงเวลาที่ผมเชื่อว่า ‘ใครบางคน’ ในที่นี้รอคอยอยู่”


           หยาดพิรุณไม่ได้ยิ้มแย้มเหมือนเคย ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อยขณะส่งสัญญาณให้พนักงาน


           “ผมขอเตือนทุกท่าน... ผู้ที่มีจิตใจอ่อนไหว หรือมีอาการบาดเจ็บที่มีเลือดออก กรุณาถอยห่างจากเวทีด้วยครับ”

    คล้ายกับเรื่องช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์ ที่คุณอ่าน