ตอนที่ 81
พิชิตชัยจี้หมิง
ทันทีที่ภาพใบหน้าของหานเฟิงปรากฏ ก็เรียกเป็นเสียงฮือฮาขึ้นในฝูงชน เพราะเพียงถ้อยความอักษรบนประกาศ ก็ทราบชัดว่ากระดาษแผ่นนั้นคือสิ่งใด
“ ที่ทุกท่านได้เห็นอยู่ในมือของข้านี้ คือประกาศจับ…”
“ เป็นหานเฟิงผู้นี้มีคดีติดตัวอยู่ในอาณาจักรณภาทมิฬ…”
“ เป็นผู้ร้ายหลบหนี ที่ทางอาณาจักรณภาทมิฬข้าต้องการตัว…”
“ เพื่อความเป็นธรรมต่ออาณาจักรนภาทมิฬข้า ขอทุกท่านโปรดให้ความร่วมมือ จับกุมคนผู้นี้ส่งมอบให้กับทางเรา…”
คำกล่าวของจี้หมิง บอกชัด ถึงความต้องการที่มันได้นำประกาศจับแผ่นนี้ออกมาแสดง ทุกผู้คนอึงงัน ต่างก็เต็มไปด้วยคำถาม ยิ่งโดยเฉพาะทางกลุ่มของหานเฟิงเอง ที่บัดนี้ทั้งบิดามารดาต่างก็จับจ้องเรื่องราวอย่างตื่นตะลึง
“ น นี่มันเรื่องอันใดกัน ไม่จริงใช่ไหม?...” สุ่ยอิงกล่าวอย่างไม่เชื่อ ถึงกระนั้น ใบหน้าของท่านยังคงซีดเผือด การถูกประกาศจับโดยอาณาจักรหนึ่ง มิใช่เรื่องล้อเล่น เพราะหากเป็นเช่นนี้จริง บุตรชายตนก็ไร้ซึ่งอนาคตจริงๆแล้ว
“ ซวงเอ๋อร์ นี่เป็นเรื่องจริง?” หานซานกล่าวพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น ท่านที่มีสติย่อมสอบถามเรื่องราวกับซวงเอ๋อร์ ที่คาดว่าน่าจะทราบเรื่องเป็นที่สุด
“ ร เรื่องนี้…” ซวงเอ๋อร์กลายเป็นอ้ำอึ้ง
“ เป็นเรื่องจริง”
หากที่กล่าวคำกลับเป็นจิ่วโม่ มันที่กล่าวออกมาอย่างสงบ คล้ายไม่นำพา สีหน้าก็หาได้เป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด สายตามันจับจ้องเพียงเงาหลังของหานเฟิงที่สงบนิ่ง มันจึงเชื่อว่า ชายหนุ่มที่บนเวทีย่อมมีหนทางแก้ไขของตนเอง
ทว่า คำกล่าวนี้ของจิ่วโม่กลับยิ่งพาให้ทุกคนต้องตระหนก ต่างก็ยิ่งทวีความตรึงเครียด ไม่แพ้กับอีกคนที่ทราบเรื่องอยู่ก่อนทางฝั่งที่พักของอาณาจักรเมฆคราม
คนผู้นี้ย่อมเป็นหยุนซินถง นางที่บัดนี้สองคิ้วขมวดมุ่น เป็นนางไม่คาดคิด ว่าเยี่ยหยุนเฟยจะนำเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาป่าวประการในการประลอง
“ เยี่ยหยุนเฟย”
หยุนซินถงกล่าวคำอย่างเคียดแค้น จับจ้องมองชายหนุ่มรูปงามที่บัดนี้นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทางที่นั่งฝั่งอาณาจักรนภาทมิฬ
เยี่ยหยุนเฟยที่บัดนี้หยักมุมปากเป็นรอยยิ้ม สายตาจับจ้องมองหานเฟิงที่บนเวที
“ ก็มิรู้ว่าคืนก่อนเป็นใครช่วยเหลือเจ้า หากวันนี้ ข้าจักคอยดู ว่ายังจะมีผู้ใดกล้ายื่นมือช่วยเหลือเจ้าอีก”
ด้านบนหอสูง ที่พักรับชมของราชวงศ์มังกร ชายกลางคนในฉลององค์สีทอง ที่บัดนี้สองคิ้วขมวดมุ่ง จับจ้องเรื่องราวเบื้องล่างอย่างขุ่นเคือง
“ นี่มันเรื่องราวใด?”
“ ขออภัยเสด็จพ่อ ที่ลูกมิได้กล่าวบอก” เป็นเสียงกล่าวที่ดังมาจากเบื้องหลังม่านมุก
“ เป็นลูกเองก็ทราบข่าวหลังจากที่ส่งคนไปแจ้งเรื่องการจัดการแข่งขันในครั้งนี้”
“ เรื่องราวเป็นมาเช่นไร เจ้าทราบรู้หรือไม่?”
“ ทราบเพียงว่า หานเฟิงได้สังหารคนของเยี่ยหยุนเฟยไปไม่น้อย ส่วนสาเหตุของการสังหารลูกเองก็ไม่ทราบ”
“ เยี่ยหยุนเฟย?” ราชันต์มังกรหลงอวี้เซินกล่าวคำ พร้อมกับจับจ้องไปยังชายผู้นั้นที่เบื้องล่าง “ มันถึงกลับกล้านำเรื่องราวเหล่านี้มาสร้างเป็นความวุ่นวายในวังมังกรข้า ดูท่าคนผู้นี้จะขวัญกล้าบังอาจไม่เบาแล้ว”
“ เป็นมันไม่รู้ว่าพวกเราถือข้างหานเฟิง มิเช่นนั้น คนอย่างมัน มีหรือจะกล้ากระทำเรื่องราวเช่นนี้” ธิดามังกรกล่าวต่อ
“ เฮอะ เช่นนั้นก็ถือว่ามันไม่รู้ ข้าจะปล่อยผ่านเรื่องในครานี้ไป”
“ หากยังคงให้คนคอยจับตาดูการกระทำของมันไว้ คนผู้นี้ ลูกดูแล้ว คาดว่ามีสติปัญญาความคิดที่ไม่ธรรมดา ไม่แน่ว่าก่อนนี้อาจดำเนินแผนการบางอย่างมาบ้างแล้ว แต่อาจไม่สำเร็จ วันนี้จึงเกิดเรื่องราวที่พวกเราเห็นขึ้นมา”
“ เช่นนั้นก็ตามที่เจ้าว่า ส่วนเรื่องราวในตอนนี้ เราจะออกหน้าให้เอง…”
สิ้นคำ ทุกผู้คนก็พลันได้ยินเสียงกล่าวดังกังวานที่เต็มไปด้วยอำนาจที่ผู้คนมิอาจปฏิเสธ
“ โปรดอยู่ในความสงบ…”
“ เรื่องราวที่เกิดขึ้น จริงเท็จเป็นเช่นไรไว้ว่ากล่าวกันภายหลัง…”
“ หากยามนี้ทุกท่านล้วนอยู่ในวังมังกรของเรา อยู่ภายใต้ดินแดนอาณาจักรของเรา จึงขอให้ทุกท่านปล่อยวางเรื่องราว หนี้แค้นความผิดอันใดไว้ว่ากล่าวกันในภายหลัง…”
“ ข้าย่อมรู้ ว่าพวกท่านทั้งเจ็ดอาณาจักรต่างมีกฏ หากกฏที่ว่า ยังสมควรใช้ออกเมื่ออยู่บนแผ่นดินของพวกท่านเอง…”
“ ดังนั้น… การประลองจะยังคงดำเนินต่อไป จะไม่มีผู้ใดถูกตัดสิทธิ์ ตราบที่ยังคงยืนอยู่บนแผ่นดินอาณาจักรมังกรของเรา”
สิ้นคำ ก็ไม่มีเสียงใดดังขึ้นมาอีก หากความเงียบบังเกิดขึ้นอยู่เพียงครู่ พิธีกรที่รู้งานก็กล่าวคำต่อขึ้นมาทันที
“ เอาละ เรื่องราวก็เป็นอันได้ข้อยุติ สำหรับยามนี้เป็นช่วงของการประลอง ขอให้คู่ประลองทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อม…”
กล่าวคำพลางเหลือบมองคู่ประลองทั้งสอง มองจี้หมิงที่สีหน้าแข็งค้าง มองหานเฟิงที่ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ ราวกับเรื่องราวเมื่อครู่หาได้ข้องเกี่ยวกับตน
กระทั่งเห็นจี้หมิงเรียกเอาแผ่นยันต์สีเหลือขึ้นมา คำ “ เริ่มได้!!!... ” จึงกังวานขึ้น
“ ตูมมม!!!...”
เสียงระเบิดดังขึ้นทันทีที่เสียงกล่าวคำสิ้นสุด ผู้คนที่คล้ายยังคล้ายจะไม่ทันได้สติจากเรื่องราวเมื่อครู่ ก็มองเห็นเปลวอัคคีลุกท่วม หากเพราะมีม่านปราการที่กางกั้น ผู้คนจึงไม่อาจทราบได้ถึงอานุภาพแผดเผาอันร้อนแรง
หากมิใช่กับจี้หมิง เป็นเมื่อครู่ที่มันเห็นว่าชายหนุ่มตรงข้ามแวบหายไป คลื่นความร้อนรุนแรงก็ระเบิดเข้าใส่แผ่นหลัง จนร่างของมันลอยละลิ่ว จึงตระหนกยิ่ง ที่นอกจากท่าเท้าประหลาดที่ตนได้ฟังมา ยังสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของเปลวเพลิง
“ อ่าาา!!!...”
หลายคนต้องพากันโพลงคำอย่างตระหนก เมื่อเห็นว่าที่ละลิ่วออกมาจากเปลวอัคคีจะเป็นจี้หมิง แต่พริบตาก็พลันตระหนักได้ ว่าชายหนุ่มระดับปราณปฐพีผู้นั้นมีท่าเท้าอันมิธรรมดา จึงไม่แปลก ที่การลอบจู่โจมเมื่อครู่จะสำเร็จ หากต่างก็คิดไปว่า ครั้งต่อไป คงไม่เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นอีก
จี้หมิงเองก็คิดเช่นนั้น เป็นเมื่อครู่ที่ฝ่ายตรงข้ามรุกเข้าจู่โจมรวดเร็วเกินไป มันมิทันตั้งตัว หากครานี้ต้องไม่พลาดอีก มันที่หยัดกายยืนมั่น ก็สะบัดข้อมือปล่อยแผ่นยันพุ่งไปเบื้องหน้า แผ่นยันเผาไหม้ บังเกิดเป็นเงาดำพุ่งฝ่าออกไปเป็นร่างของอสรพิษตัวเขื่อง อสรพิษเงาพุ่งฉกเข้าใส่กลุ่มเพลิง ความรวดเร็วและรุนแรงของมันฉีกกระชากมวลอากาศ จนกลุ่มเพลิงกระจัดกระจาย แต่ไม่มีเงาร่างของเป้าหมายในกองเพลิง
เป็นด้านหลัง…
หานเฟิงใช้ดาราวาบวับลอบจู่โจมจากด้านหลังอีกครั้ง ทว่า เพียงแค่ปรากฏกายกลับมีอสรพิษเงาโผล่ออกมา แลไปคล้ายว่าจะเป็นการเตรียมตัวรออยู่ก่อน
หานเฟิงมิชักช้า ร่ายดาราวาบวับเลี่ยงหลบจากอสรพิษเงา หากตำแหน่งที่ปรากฏขึ้นมากลับเป็นเบื้องหน้าของจี้หมิงเอง
จี้หมิงผงะ เมื่อครู่ที่ตนจับทางของฝ่ายตรงข้ามได้ก็ลำพองใจ คิดกล่าวคำเย้ยหยัน หากกลับไม่คิดว่าเป้าหมายที่หลบรอดจากกับดักที่ตนวางล่อ จะเลือกปรากฏออกมาซึ่งๆหน้าเช่นนี้ ทั้งแน่นอนว่ามิได้มาเปล่า คมทวนสีเงินชักนำเปลวอัคคีหวดวาดมาด้วยสภาวะอันดุดัน
“ ตูมมม!!!...”
เปลวอัคคีพวยพุ่งขึ้นมาอีกครา หากจี้หมิงที่ครานี้ก็มิถึงกับต้องเสียท่า แผ่นยันต์ในมือแปรเปลี่ยนเป็นปราการเงาได้อย่างทันท่วงที
ปราการเงาสั่นสะเทือน หากยังมิถึงกับปริแตกจากหนึ่งการโจมตีของชายหนุ่ม ทว่า การต่อสู้จะมีหรือที่โจมตีแค่หนึ่งครั้งก็หยุดลง ย่อมไม่มี ทั้งไม่ใช่กับหานเฟิง มันที่พอถูกกันไว้ได้หนึ่งกระบวน ระลอกการโจมตีต่อมาก็ประเคนใส่ปราการเงาอย่างดุดัน
“ ตูมมม!!!...”
“ ตูมมม!!!...”
“ ตูมมม!!!...”
เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เปลวอัคคีพวยพุ่ง หานเฟิงจู่โจมใส่ปราการเงาของจี้หมิงอย่างแข็งกร้าว แม้มีวิธีที่ดีกว่าอย่างเช่นการอ้อมจู่โจมทางด้านหลัง หากมันไม่กระทำ มันมิต้องการถูกมองเป็นคนโง่ ย่างเท้าไปติดกับเป็นคำรบสอง ดังนั้น ทวนเงินในมือของมันจึงหวดฟาดสร้างเป็นคลื่นเปลวไฟระเบิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พาให้ผู้ชมชมดูรู้สึกตื่นตะลึง ล้างหมดซึ่งความคิดที่ก่อนหน้า ว่าชายหนุ่มผู้นี้ไร้หนทางที่จะได้ชัย กลับกัน ภาพที่เห็นรังแต่จะพาให้ผู้คนเชื่อว่า ผู้ที่หาญกล้าจู่โจมเช่นนี้ จึงเป็นฝ่ายมีชัย
ส่วนที่ว่า จี้หมิง ทำได้เพียงแค่ต้านทานนั้นจริงหรือ คงมีแต่ตัวมันผู้เดียวเท่านั้นที่ทราบ ว่ายามนี้ ที่แม้ทางหนึ่งจะใช้ออกด้วยปราการเงาต้านทาน หากอีกทางก็กำลังปลดปล่อยไพ่ลับสำหรับตน
แทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น จี้หมิงอัดกระแสพลังเข้าไปในแผ่นยันต์ที่คีบไว้ระหว่างนิ้ว เป็นแผ่นยันต์สีดำ ที่มันกำลังทำคือการปลดคลายผนึก ยันต์สีดำแผ่นนี้ เป็นที่มันเตรียมการไว้สำหรับคู่ต่อสู้ผู้นี้โดยเฉพาะ คู่ต่อสู้ ที่มิเพียงแค่ต้องชนะ หากยังมีสิ่งอื่นที่จำต้องกระทำให้สำเร็จตามมา แต่สำหรับสิ่งอื่นที่ว่า ก็มีเพียงแค่ตัวมัน และองค์รัชทายาทเยี่ยหยุนเฟยเท่านั้นที่ทราบ ว่าคือสิ่งใด
‘ ใกล้แล้ว…’
จี้หมิงลอบบอกตัวเองในใจ เบื้องหน้าคือปราการเงา ที่ขวางกั้นกระบวนจู่โจมจากชายหนุ่ม ชายหนุ่มที่จี้หมิงเห็นว่าออกกระบวนอย่างไม่ทุกไม่ร้อน หากสภาวะพลังกลับทำให้มันต้องตกตะลึง
‘ มันใช่เพียงชนชั้นปราณปฐพีแน่หรือ?’
จี้หมิงรู้สึกไม่มั่นใจยิ่ง แม้มันจะสัมผัสได้เช่นนั้น หากทุกกระบวนจู่โจมกลับรุนแรง แม้แต่ตนที่มีความสำเร็จในขอบเขตปราณนภายังรู้สึกกดดัน
แคร็กกก!!…
เสียงแตกร้าวดังขึ้น เป็นปราการเงาที่ต้านทานมาได้หลายกระบวนเริ่มบังเกิดเส้นสายดุจใยแมงมุม
“ บ บ้านะ!!!...”
จี้หมิงสีหน้าเคร่งเครียด โพลงคำอย่างไม่เชื่อ ปราการเงาที่ใช้ออกนี้ จัดเป็นยันต์ชุดพิเศษ ที่มันใช้เวลาจัดเตรียมมาเนิ่นนาน คิดว่าใช้ออกสมควรถ่วงเวลาจนสามารถร่ายใช้ไพ่ลับได้สำเร็จ หากความจริงกลับต้านทานไว้ได้เพียงไม่กี่สิบกระบวน ก็คล้ายว่าจะถึงขีดจำกัดของมันแล้ว
ค แคร็กกก!!…
เสียงแตกร้าวดังขึ้นต่อเนื่อง พาให้จี้หมิงต้องสบถคำขึ้นมาในใจ ‘ บัดซบ!!...’ มันต้องแข่งกับเวลา จึงรีบอัดกระแสปราณเข้าไปในแผ่นยันต์อย่างร้อนรน
เพล้งงง!!....
กระทั่งที่เสียงของปราการเงาแตกกระจายราวกับแผ่นกระจก คลื่นความร้อนจากเปลวอัคคีก็เล็ดลอดผ่านเข้ามา
‘ สำเร็จ!!...’ หากเป็นเวลาเดียวกับที่ผนึกบนแผ่นยันต์คลายออก จี้หมิงจึงมิรอช้า ปลดปล่อยพลังของแผ่นยันต์ออกมาอย่างสุดกำลัง
คลื่นพลังสีดำทะลักทะลายจากแผ่นยันต์ แลไปคล้ายม่านหมึก หากมิใช่ เพราะมันเป็นคลื่นเงา คลื่นเงาถาโถมเข้าใส่เปลวอัคคี แลมองราวกับมวลน้ำสีดำทมึน ที่ฉีกกระชากเปลวอัคคีจนมอดดับ ก่อนจะโถมทับเข้าใส่หานเฟิง กลืนกินมันจมหายลับไป
ทั้งเวทีประลองตกอยู่ภายใต้คลื่นเงาดำทมิฬ กระทั่งตัวของจี้หมิงก็จมหายไป
“ อ่า!!!...”
ผู้คนพากันอุทานอย่างแตกตื่นต่อภาพที่เห็น ต้องกล่าวว่า นับจากที่กรรมการให้สัญญาณของการต่อสู้ เวลาก็พึ่งจะผ่านไปได้เพียงไม่กี่อึดใจ ซึ่งตอนต้น ทุกคนต่างก็เห็นว่า เป็นชายหนุ่มจากอาณาจักรร่มพฤกษา ที่เป็นฝ่ายออกกระบวนจู่โจม ชักนำกระแสของการต่อสู้มาสู่ฝั่งของตน จนดูคล้ายว่าจะเป็นฝ่ายมีชัย หากเพียงครู่ต่อมา ทุกคนก็เห็นภาพของคลื่นเงาสีดำที่ปลดปล่อยออกมาจากแผ่นยันต์ เป็นการสวนกลับของชายหนุ่มจากอาณาจักรนภาทมิฬผู้นั้น ที่คล้ายจะเป็นการปิดฉากการประลองครั้งนี้ไป
“ จ จบแล้ว?...”
ผู้คนต่างพากันคิดว่าการแข่งขันในรอบนี้จบลงแล้ว แม้มิรู้ว่าคลื่นเงาที่ฝังกลบทั้งเวทีนั้นสามารถกระทำสิ่งใดได้ แต่การที่มันยังคงอยู่โดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นั่นจึงไม่ต่างจากการใช้งานทักษะวิชานี้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี
“ หานเฟิง…”
ถ้อยคำน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยดังขึ้น ที่กล่าวเป็นสุ่ยอิง ท่านที่สองมือกำแน่น ห่วงใยในความความปลอดภัยของบุตรชายตน สำหรับท่าน ชัยชนะอันใดล้วนมิสำคัญ ที่สำคัญมีเพียงบุตรชายไม่บาดเจ็บจากการประลองก็พอ
เป็นเช่นกันกับคนอีกผู้ ซึ่งก็คือหยุนซินถง นางที่บัดนี้มีสีหน้าท่าทางมิได้ต่างจากสุ่ยอิงเท่าใด นางก็หวังเพียงว่าหานเฟิงจะปลอดภัยเช่นกัน
หากที่ไม่แสดงอารมณ์เป็นห่วงออกมาแม้แต่น้อย กลับเป็นจิ่วโม่ เพราะมันที่เคยร่วมเรียงเคียงบ่ามากับหานเฟิง จึงทราบดีถึงความสามารถของชายหนุ่ม ทั้งทราบว่า เพียงเท่านี้ ยังมิอาจหยุดยั้งชัยชนะของชายหนุ่มลง ดังนั้น สายตาที่ทอดมองไปยังเวทีจึงมีเพียงแค่การรอคอย รอคอยว่าชายหนุ่มจะสำแดงอภินิหารอันใดออกมาให้ชมดู
เพียงครู่ต่อมา อภินิหารที่จิ่วโม่รอคอยก็บังเกิด คลื่นเงาดำทมิฬที่ฝังกลบเวทีประลองบังเกิดการกระเพื่อมไหว ก่อนที่ทุกคนจะมองเห็นเป็นเปลวอัคคีพวยพุ่ง เปลวอัคคีหมุนวนเป็นเกลียว พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะค่อยๆขยายออก กวาดกลืนคลื่นเงาดำทมึฬจนลับไป
ผู้ชมชมมอง ราวกับดูการต่อสู้ของกลางวันและกลางคืน ที่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามกลืนกินซึ่งกันและกัน หากสุดท้ายกลับเป็นกลางวัน ที่มีดวงตะวันสาดแสงแรงกล้า ฉีกกระชากความมืดมิดของรัตติกาลจนลับไป
เกลียวอัคคีหมุนวน คลื่นเงาดำที่บัดนี้ถูกปัดเป่า ทั่วทั้งเวทีประลองจึงมีเพียงคลื่นอัคคีโหมกระหน่ำ ที่พาให้ผู้คนชมดูยังตระหนกตกใจ หากโชคดีที่มีม่านปราการกางกั้น มิเช่นนั้นคงสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนอันรุนแรง
เกลียวอัคคีหมุนวนอยู่ชั่วครู่ก็มอดดับ ก่อนจะเห็นเป็นชายหนุ่มในชุดดำยืนเด่น เป็นหานเฟิง เสื้อผ้าหน้าผมของมันยังเป็นปกติ หากที่ขาดไปก็เห็นจะเป็นคู่ต่อสู้ของมัน
จี้หมิง ที่บัดนี้ผู้คนสอดส่ายสายตามอง หากลับไม่พบ กระทั่งที่เงาร่างหนึ่งร่วงตุ๊บลงมาจากฟากฟ้า ผู้คนจึงเห็นชัดถนัดตา เป็นชายในชุดดำที่เสื้อผ้ามอดไหม้กระเซอะกระเซิง
เป็นจี้หมิง หากมันยังไม่ตาย มองเห็นหน้าอกของมันหอบสะท้อน แต่สองตาเหลือกขาว กลับกลายเป็นสิ้นสติสมประดีไป