หลังจากทานมื้อเย็นที่โรงอาหาร เซียวเจิ้งก็เดินมาทำงานโดยลำพัง กะกลางคืนกินเวลายาวนานถึงแปดชั่วโมง แตกต่างจากกะกลางวัน ช่วงเวลาของกะกลางคืนคือตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน ตามเวลาเข้างานเลิกงานเหมือนปกติ พนักงานโดยส่วนใหญ่ออกจากบริษัทแล้ว มีเพียงพนักงานที่ทำงานล่วงเวลาไม่กี่คนที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานหามรุ่งหามค่ำ ดังนั้นรูปแบบการตรวจตราจากทีมละสองคนในกะกลางวันจะเปลี่ยนเป็นคนเดียวเพื่อให้สะดวกต่อการจัดตารางเข้าเวร และเพื่อเพิ่มเวลาพักผ่อนให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากขึ้น กฎระเบียบนับว่ายังมีมนุษยธรรมอยู่
พื้นที่ที่เซียวเจิ้งเข้าเวรในคืนนี้คือสามชั้นบนสุดของบริษัทซินอ้าว ได้รับการตั้งชื่อจากแผนกรักษาความปลอดภัยว่าเป็นศูนย์กลางของทีมผู้บริหาร ห้องทำงานของประธานบริษัทตั้งอยู่ที่ชั้น 88 ส่วนห้องทำงานของ CFO ตั้งอยู่ที่ชั้น 87 และชั้น 86 แบ่งเป็นห้องทำงานผู้อำนวยการของแผนกที่ทำรายได้ส่วนใหญ่ให้บริษัท โดยแต่ละวันจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาตรวจตราบริเวณนี้ด้วยความรอบคอบเป็นพิเศษ เพราะกลัวว่าหากเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน อาจถูกบรรดาเจ้านายที่มีตำแหน่งใหญ่โตตำหนิเอาได้
อย่างที่รู้กันว่าถึงไป๋อวี้เจียวจะเป็นหัวหน้าของแผนกรักษาความปลอดภัย แต่เมื่อเทียบกับเหล่าบอสใหญ่อย่างผู้อำนวยการของแผนกที่มีความสำคัญเหล่านี้ สิทธิ์เสียงและน้ำหนักของคำพูดไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันโดยสิ้นเชิง ต่อให้ไป๋อวี้เจียวมีใจออกโรงปกป้องลูกน้องในแผนก ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ ดังนั้นการทำงานในพื้นที่ของผู้บริหาร ความเฉลียวฉลาดและไหวพริบจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ค่ำคืนมืดมิดขึ้นเรื่อย ๆ เซียวเจิ้งซึ่งออกตรวจตราในพื้นที่ปฏิบัติงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหนื่อยล้าจนปวดเอวปวดหลัง ยังไม่ถึงห้าทุ่ม ท้องก็ส่งเสียงร้องโครกครากเสียแล้ว แขนขาหมดแรงเพราะความหิวโหย สายตาก็เลือนรางพร่ามัว
“เข้ากะทั้งคืนแบบนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว หนีออกไปกินมื้อดึกก็ไม่ได้ แถมยังไม่ให้ใช้ลิฟต์อีก หลินฮั่วอินต้องขาดความรักตั้งแต่เด็กแหง ๆ โตมาถึงได้ขาดแคลเซียม ไม่งั้นจะออกกฎบ้าบอพวกนี้ไปทำไมกัน? ตั้งใจจะทรมานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ออกตรวจตรางั้นเหรอ?”
เซียวเจิ้งเอ่ยพึมพำไปพลาง เดินขึ้นบันไดชั้น 88 ไปพลาง ขณะที่กำลังจะจุดบุหรี่เพื่อพักหายใจสักหน่อย เขากลับพบว่าห้องทำงานของประธานบริษัทเปิดไฟสว่างจ้า ทั้งยังมีเสียงแป้นพิมพ์แว่วออกมา
“จะห้าทุ่มแล้วยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ? โชคดีที่เป็นแค่การแต่งงานตามสัญญา ถ้าต้องแต่งงานกับเมียแบบนี้จริง ๆ ผู้ชายคนไหนจะทนเฝ้าห้องหอที่ว่างเปล่าได้ ไม่หนีไปหาเศษหาเลยข้างนอกก็คงเป็นเรื่องแปลกแล้วล่ะ!”
เซียวเจิ้งสาวเท้าตรงไปยังห้องทำงานพลางบ่นงึมงำ เขาตัดสินใจจะชักชวนหลินฮั่วอินกลับบ้านพักผ่อนด้วยเสน่ห์ของตน จะได้ไม่ต้องนอนดึกนาน ๆ กลายเป็นยายแก่ที่ไม่มีใครเอา เสียดายหน้าสวย ๆ ของเธอซะเปล่า
เนื่องจากเขาและหลินฮั่วอินมีความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนพอสมควร เซียวเจิ้งจึงไม่ได้เคาะประตูแล้วค่อยเอ่ยถามอย่างพนักงานทั่วไป เขาเดินไปเปิดประตู จากนั้นก็บุกเข้าไปข้างในด้วยความเซ่อซ่า
“ประธานหลิน ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วทำไมยังไม่กลับบ้านอีก?”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องแล้วเอ่ยปาก เซียวเจิ้งก็ต้องตกตะลึงจนหัวใจแทบวายเพราะภาพตรงหน้า
และผู้หญิงสองคนที่เดิมทีขะมักเขม้นกับการประชุมรายละเอียดของแผนการตีตลาด ก็ต้องตกใจเพราะการปรากฏตัวกะทันหันของเซียวเจิ้ง ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนระคนหวาดกลัว งุนงงสุดขีด
ที่เซียวเจิ้งตกใจเป็นเพราะในห้องทำงานของหลินฮั่วอิน นอกจากตัวเธอเองแล้ว ยังมีหลานซิน ผู้อำนวยการแผนกการเงินของบริษัทซินอ้าว ทั้งสองคนกำลังถือโน้ตบุ๊กพร้อมกับพิจารณารายละเอียดการตีตลาด บนใบหน้าสวยหวานเกลี้ยงเกลาของคนทั้งสองสวมแว่นกรองแสงขนาดใหญ่ ภายใต้แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ใบหน้าดูเย้ายวนและเนียนกริบอย่างเห็นได้ชัด…
แต่ตอนนี้เซียวเจิ้งดันไม่มีอารมณ์มาชื่นชมความงาม เพราะเดิมทีเซียวเจิ้งไม่มีสิทธิ์บุกรุกเข้ามาในห้องทำงานของประธานโดยไม่ได้รับอนุญาต และหลานซินเองก็คิดไม่ถึงว่าเซียวเจิ้งและหลินฮั่วอินจะมีความสัมพันธ์อันอื้อฉาวแบบนี้
ถ้าคนที่อยู่กับหลานซินไม่ใช่หลินฮั่วอิน แต่เป็นพนักงานหญิงคนอื่น ๆ ของซินอ้าว เซียวเจิ้งคงไม่ได้สนใจอะไรหรืออาจไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขาและหลานซิน แต่คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลานซินกลับไม่ใช่ใครที่ไหน ดันเป็นภรรยาในนามของเขาเอง! คือหลินฮั่วอินที่อยู่ในห้องเดียวกัน!
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเซียวเจิ้งไม่เพียงแค่ไม่กล้าให้หลานซินรู้ แต่เขาก็ไม่กล้าให้หลินฮั่วอินรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและหลานซินด้วย!
เพิ่งเซ็นสัญญาการสมรสได้ไม่กี่วัน ตนก็เล่นชู้นอกบ้านเสียแล้ว ถ้าหลินฮั่วอินที่เคร่งความไร้มลทินรู้เข้า จะไม่หยิบมีดอีโต้มาขว้างใส่เขาเรอะ?
เซียวเจิ้งรู้สึกเพียงว่าลิ้นของเขาแข็งทื่อจนพูดอะไรไม่ออก เม็ดเหงื่อซึมออกมาจากแผ่นหลังในทันที แม้แต่หัวใจก็คล้ายกับหยุดเต้น แข็งค้างไปทั้งร่าง
ผิดกันกับผู้หญิงสองคน
วินาทีที่เซียวเจิ้งปรากฏตัวต่อหน้าหลินฮั่วอิน โดยเฉพาะความเลินเล่อและท่าทางที่เป็นกันเองถึงที่สุดของเซียวเจิ้ง มันทำให้หลินฮั่วอินตกใจมาก
นอกจากนี้ยังมี CFO ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบงานด้านการตลาดทั้งหมดนั่งอยู่หนึ่งคน! ถ้าปล่อยให้หลานซินรู้ว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะไม่ควรกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หลินฮั่วอินผู้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงอันขาวสะอาดของเธอ ทั้งยังเผด็จการมาโดยตลอด ห้ามไม่ให้ทุกคนมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในบริษัท ไหนเลยจะยังมีบารมีไปควบคุมพนักงานนับพันของบริษัทซินอ้าว?
ถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่ชื่อเสียงเกียรติภูมิที่สั่งสมมาทั้งหมด ซ้ำร้ายจะก่อให้เกิดอันตรายต่อความสามัคคีและความมั่นคงของบริษัทชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้!
หลินฮั่วอินคิดหนักเกี่ยวกับแผนรับมือ สายตาของเธอสั่นไหว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับหลานซินแม้แต่น้อย เธอจึงไม่มีทางเห็นใบหน้าหวาดกลัวและวิตกกังวลของหลานซิน
ใคร ๆ ก็รู้ว่าที่บริษัทซินอ้าวห้ามไม่ให้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเกิดขึ้นในที่ทำงาน เป็นกฎที่หลินฮั่วอินเขียนเองกับมือ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรบอสใหญ่คนนี้ถึงได้เกลียดผู้ชายเข้าไส้ ทั้งนี้ในฐานะของบุคคลหมายเลขสองแห่งซินอ้าวและเป็นผู้ช่วยของหลินฮั่วอิน หากเกิดเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวบางอย่างกับพนักงานของบริษัทซินอ้าวที่ไม่สามารถให้คนอื่นรู้ได้ ต่อให้หลินฮั่วอินจะรู้ก็เชื่อว่ามันไม่ยากเกินไปสำหรับเธอ แค่ทำเป็นหลับหูหลับตาไปซะก็จบเรื่อง แต่ถ้าแกล้งทำต่อหน้าอีกอย่าง ลับหลังอีกอย่าง ไม่มีความจริงใจ ซ้ำยังกล้ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างประเจิดประเจ้อต่อหน้าหลินฮั่วอิน หรือหนักถึงขั้นส่งผลกระทบต่องาน
หลานซินนึกไม่ออกเลยว่าหลินฮั่วอินจะโมโหจนมีสภาพแบบไหน!
“อาเจิ้ง มีสเต๊กของร้านอาหารตะวันตกร้านหนึ่งรสชาติอร่อยมาก เย็นนี้พวกเราไปลองกันเถอะ”
“อาเจิ้ง เย็นนี้ฉันกับประธานหลินมีนัดประชุม สเต๊กคงต้องเลื่อนไปทานวันอื่นแล้วล่ะ”
ข้อความสองข้อความนี้คือสิ่งที่หลานซินส่งให้เซียวเจิ้งในตอนสี่โมงและหกโมงเย็น ถึงแม้ว่าเซียวเจิ้งไม่ได้อ่านข้อความนี้เพราะโทรศัพท์แบตหมด แต่จู่ ๆ เขากลับปรากฏตัวในห้องทำงานของหลินฮั่วอิน จะไม่ให้หลานซินตกใจได้ยังไง?
แม้แต่ประโยคที่รบเร้าหลินฮั่วอินให้กลับบ้านหลังเลิกงานด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย พอหลานซินได้ฟังยังรู้สึกไม่ชอบใจหลินฮั่วอิน ทั้งยังไม่พอใจที่ตนไม่สามารถรักษานัดไว้ได้ ทำให้หลานซินหนังศีรษะชาวาบ ใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก
บรรยากาศของห้องทำงานน่าอึดอัดถึงขีดสุด การเต้นของหัวใจของแต่ละคนต่างสับสนรวนเรปนสลับซับซ้อน ราวกับกำลังเหยียบอยู่บนน้ำแข็งแผ่นบาง ๆ
แต่ในฐานะเจ้าของห้องทำงาน เมื่อถูกอีกฝ่ายถาม หลินฮั่วอินจึงต้องตอบกลับให้เร็วที่สุด หลังจากเถียงกับตัวเองในใจด้วยความกลัวและแทบสติแตก หลินฮั่วอินก็เก็บสีหน้า ก่อนจะจ้องมองไปที่เซียวเจิ้งด้วยสายตาประหม่าแต่พยายามฝืนสะกดอารมณ์ไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“นายเข้ามาทำอะไร?”
การแสดงออกอันเฉยชาราวกับไม่รู้จักเซียวเจิ้งแม้แต่นิดเดียวและพร้อมจะแตกหักกันไปข้างเผยบนใบหน้าของหลินฮั่วอิน ทว่ามันกลับทำให้เรื่องราวมาถึงจุดจบ เซียวเจิ้งที่ไม่สามารถกู้สถานการณ์ได้รู้สึกเบาใจทันที ขณะเขาที่กำลังจะกล่าวขอโทษสักสองสามคำแล้วค่อยหนีเตลิดไป เขากลับทำได้เพียงฟังหลานซินเอ่ยพลางแสร้งทำท่าจริงจังว่า
“ประธานหลิน ฉันเป็นคนให้เซียวเจิ้งเข้ามาเองค่ะ”
“หือ?”
ใบหน้าเปี่ยมเสน่ห์ของหลินฮั่วอินตึงเล็กน้อย พยายามปิดบังสภาวะจิตใจที่เกือบพังทลายอย่างสุดความสามารถ
ทว่าเซียวเจิ้งกลับแอบคร่ำครวญในใจว่า : จะหนีไปจากตรงนี้ได้แล้วแท้ ๆ ทำไมเธอต้องยุ่งไม่เข้าเรื่องด้วย? หลานซินเอ๊ยหลานซิน นี่เธอไม่ได้กำลังทำเรื่องไม่ดีด้วยเจตนาดี ตีหน้าซื่อตาใสหลอกคนอื่นอยู่ใช่ไหม?
“ท่านประธานหลินแจ้งให้เข้าประชุมกะทันหัน ฉันยังไม่ได้ทานข้าวเย็น ก็เลยฝากเซียวเจิ้งช่วยซื้อมื้อดึกมาให้ฉันน่ะค่ะ”
หลานซินฝืนสงบสติอารมณ์เพื่ออธิบาย สายตาทอดลงบนร่างของเซียวเจิ้งอย่างสั่นไหว
“เซียวเจิ้ง มื้อดึกล่ะ?”