พี่ใหญ่ะโถามออกไป แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ เขาจึงตัดสินใจค่อยๆแง้มประตูรั้วหน้าบ้านออก จึงพบเข้ากับร่างหนึ่งที่นอนหายใจรวยริน ถึงจะอยู่ในความมืด แต่เขาก็ไม่มีทางลืมน้องชายที่่เติบโตด้วยกันมาได้ลงแน่นอน
“น้องสาม” พี่ใหญ่พูดเสียงเบา
เขาทิ้งร่มแล้วรีบแบกน้องชายเข้าไปในบ้าน คนที่เหลือคอยดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นว่าพี่ใหญ่แบกอะไรมาด้วยต่างก็รีบออกมามุงดูด้วยความสงสัย
“ถอยออกไป” พี่ใหญ่ะโให้คนในบ้านถอยออกจากประตู เขารีบสับขาแข่งกับสายฝน เห็นอาการไม่สู้ดีของน้องชายก็ยิ่งใจคอไม่ดี
“แม่ปี้เอ๋อร์ รีบไปต้มน้ำเร็วเข้า” พี่ใหญ่ยังคงสั่งไปไม่หยุด เขาวางชายร่างสูงใหญ่ที่ถูกแบกบนหลังลงอย่างเบามือ
ทันทีที่ถูกวาง เ้าของใบหน้ารูปงามก็ปรากฎขึ้นให้ทุกคนได้เห็น หยางจูอยู่ข้างหลังเพื่อน เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าคนที่พี่ใหญ่แบกมานั้นเป็ใคร
“ลูกสาม!” คุณแม่หวงะโเสียงดัง ท่านเป็คนอุ้มท้อง เลี้ยงดูลูกชายมา ทำไมจะจำเขาไม่ได้
แม้ว่าตอนนี้ใบหน้าของหวงจิ่นกวงจะเต็มไปด้วยหนวดเคราขึ้นตามใบหน้า ทว่าท่านกลับจำหน้าตาของลูกชายได้แม่น ต่างจากคุณพ่อหวงที่ยืนมองนิ่งๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ส่วนหวงชิวิ พอรู้ว่าคนที่ลุงใหญ่แบกมาเป็ใครเขาก็รีบวิ่งฝ่าวงล้อมเข้าไปทันที เห็นผู้เป็พ่อฝืนลืมตา แล้วก็ยังส่งยิ้มบางๆมาให้เขาอีกด้วย
“ิเอ๋อร์” คนป่วยเรียกชื่อลูกชายเสียงแหบ
เหตุการณ์หลังจากนั้นทุกคนต่างวิ่งวุ่น ทั้งสับสนและมึนงง ทำอะไรกันไม่ถูก พี่ใหญ่รับหน้าที่เช็ดทำความสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คนป่วย โดยตอนนี้เขาถูกหามเข้ามาอยู่ในห้องส่วนตัว ซึ่งก็คือห้องของหยางจูในปัจจุบันนั่นเอง
ทางด้านหยางจูทำเพียงกอดอก พิงผนังห้องเงียบๆ ไม่ได้พูดหรือส่งเสียงรบกวนใดๆออกมา แต่ก็ไม่คิดเข้าไปช่วย ปล่อยให้พี่น้องจัดการกันเอาเอง โดยมีคุณย่าหวงนั่งเช็ดน้ำตาเงียบๆอยู่ข้างเตียง
เวลานี้หวงจิ่นกวงหมดสติไปแล้ว พี่ใหญ่เลยได้แต่ป้อนยาต้มให้เขาทั้งที่ยังหลับอยู่ คนป่วยกลืนบ้างไหลทิ้งบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไร
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้” คุณย่าหวงถามเสียงสะอื้น
“น้องสามคงมาถึงในเมือง โชคไม่ดีมาใน่ที่เกิดพายุพอดี าแที่ได้รับก็เพิ่งจะสมานกันได้ไม่นาน พอโดนฝนเป็เวลาหลายชั่วโมงก็อาจจะทำให้ไม่สบาย” พี่ใหญ่วิเคราะห์ แต่เื่นี้คนที่รู้ดีที่สุดก็คงจะเป็คนป่วยที่ตอนนี้ยังคงหลับไม่รู้เื่
“เ้าใหญ่ กลับไปพักผ่อนเถอะ ที่เหลือปล่อยให้เป็หน้าที่ย่าเอง”
“คุณย่านั่นแหละที่ต้องไปพัก ผมจะเฝ้าน้องสามเอง” พูดจบก็หันไปมองหน้าน้องสะใภ้ “รบกวนน้องสะใภ้แล้ว”
หยางจูเห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ถ้าเธอไม่พูดอะไรสักหน่อยก็คงจะกลายเป็คนใจดำอำมหิต ถูกแม่สามีสาปส่งไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็แน่
“ฉันจะดูแลเขาเองค่ะ ทุกคนกลับไปพักผ่อนเถอะ”
สองย่าหลานหันไปมองหน้าเ้าของห้อง พ่วงด้วยตำแหน่งภรรยาของคนป่วย ทำไมพวกท่านจะไม่รู้ถึงสถานการณ์ของสองผัวเมียคู่นี้
“ไม่รบกวนน้องสะใภ้หรอก แค่ให้ฉันอยู่ดูแลน้องสามที่นี่ก็ถือว่าขอบคุณมากแล้ว” พี่ใหญ่รีบปฏิเสธ
“บางทีพี่ใหญ่อาจจะลืมเขาเป็สามีของฉัน สามีไม่สบายก็ต้องเป็หน้าที่ของภรรยาสิคะ ฉันจะกล้ารบกวนพี่ใหญ่ได้อย่างไรกัน เมื่อครู่ฉันก็แค่ใมากเท่านั้น ตอนนี้ตั้งสติได้แล้วล่ะค่ะ”
“งะ งั้นเหรอ” พี่ใหญ่ไม่มั่นใจ หันไปขอความช่วยเหลือจากคุณย่าหวง แน่นอนว่าท่านต้องไม่ปล่อยให้ชีวิตของหลานชายสุดที่รักต้องมาเสี่ยงกับผู้หญิงคนนี้แน่
“ดี ในเมื่อเป็แบบนี้ เ้าใหญ่ พวกเราก็กลับห้องกันเถอะ”
“ครับ คุณย่า!” พี่ใหญ่เรียกผู้เป็ย่าเสียงหลง นี่ท่านเสียสติไปแล้วหรืออย่างไรนะ
“ปล่อยให้ผัวเมียจัดการกันเองเถอะ แกยังต้องตื่นเช้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน ถึงอย่างไรก็ห้ามป่วยทับกันเป็อันขาด” คุณย่าหวงสั่งเสียงแข็ง
“ครับ” ก่อนออกจากห้องพี่ใหญ่มองน้องชายที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงอย่างอาวรณ์
“ิเอ๋อร์ อยู่ช่วยแม่ดูแลพ่อก็แล้วกัน ตื่นขึ้นมาได้เห็นหน้าลูกเมียจะได้มีกำลังใจ” คุณย่าหวงสั่งเหลนชายตัวน้อย
พี่ใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย เพราะหากว่าน้องชายของเขาเป็อะไรไป อย่างน้อยเ้าหลานนอกคอกก็น่าจะส่งข่าวได้บ้าง เพราะเขารู้ดีว่าน้องชายรักลูกคนนี้มาก
ส่วนหยางจูนั้นแอบเบ้ปากเบาๆ ถึงจะเนียนแค่ไหนแต่เธอก็ดูออกว่าคุณย่าหวงยังไม่ไว้ใจเธอ เพราะที่ผ่านมาหัวเด็ดตีนขาดยังไงท่านก็ไม่ยอมให้ลูกชายมานอนกับเธอ แต่ครั้งนี้กลับเป็คนออกปากเองด้วยซ้ำ
พอทุกคนออกไปกันหมดแล้ว เธอก็จัดแจงให้ปูที่นอนให้ลูกชาย โดยที่นอนนี้เธอก็แอบหยิบออกมาจากในมิติ จะให้ลูกชายนอนเตียงเดียวกับคนป่วยไม่ได้ ไม่อย่างนั้นได้ติดไข้ไปตามๆกันแน่
“คืนนี้ลูกนอนข้างล่างก็แล้วกัน” หยางจูปูที่นอนเสร็จแล้วก็พูดกับลูกชาย
“ผมยังไม่ง่วงครับ” หวงชิวินั่งจ้องหน้าผู้เป็พ่อตาไม่กะพริบ
“ไม่ง่วงก็ต้องนอน เป็เด็กเป็เล็กจะอดนอนได้ยังไง เดี๋ยวก็ไม่โตกันพอดี” หยางจูดุเสียงเข้ม พร้อมทั้งยื่นแก้วนมอุ่นๆให้กับลูกชาย
เธออยากทำแบบนี้นานแล้ว ก่อนนอนชงนมให้ลูกชายดื่ม ไม่ใช่ให้เขาดื่ม่เย็นแล้วก็รีบไปหาคุณย่าหวง ถ้าสามีนอนหลับไม่ฟื้นไปตลอดก็คงดี เธอจะได้มีลูกชายมานอนเป็เพื่อน
ดูเหมือนว่าคนป่วยจะล่วงรู้ความคิดชั่วร้ายของเธอ เพราะเขาขมวดคิ้วเข้าหากันเบาๆ แล้วก็เพ้อบอกว่าหนาว หยางจูรีบเข้าไปดู พบว่าตัวเขาร้อนมาก ไม่รอช้าเธอก็สวมบทบาทพยาบาลสาวทันที แอบล้วงเข้าไปในมิติหยิบเอายาลดไข้ใส่เข้าไปในปากเขาด้วย
ถึงจะนอนหลับไม่ได้สติ แต่ปฏิกิริยาของเขาไวมาก รู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมกำลังเข้ามาในปากก็ไม่ยอมกลืนลงไปง่ายๆ หยางจูเองก็จนปัญญาเลยเลียนแบบพี่ใหญ่ กระซิบที่ข้างหูของเขาเบาๆแทน
“สามี คุณรีบกลืนยาลงไป ก่อนที่จะตายเสียก่อน”
แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจ แต่พอได้ยินเสียงหวานคุ้นหูเขาก็รีบกลืนยาเม็ดขมลงคอไปโดยง่าย หยางจูถอนหายใจโล่งอก เช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผาก
“แม่ครับ”
“วางใจเถอะ แม่ไม่ทำร้ายพ่อของลูกหรอก"
หยางจูนึกน้อยใจ เธอดูเป็คนใจร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ กระทั่งลูกชายยังไม่ไว้ใจเธอเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับคนอื่น คิดได้แบบนั้นเธอก็แสยะยิ้มเย้ยหยันตัวเอง
หวงชิวิรู้ว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุ เลยอยากจะเอาใจผู้เป็แม่ เขาจึงยอมเดินไปนอนยังที่นอนที่ผู้เป็แม่จัดเตรียมไว้ให้ ั้แ่เกิดมายังไม่เคยนอนที่นอนแสนนุ่มขนาดนี้มาก่อนเลย ไหนจะผ้าห่มผืนนี้อีก มันนุ่มเหมือนปุยนุ่นก็ไม่ปาน
หยางจูนอนไม่หลับ ถึงยังไงก็ต้องอยู่คอยเช็ดตัวคนไข้ เธอเลยจุดเตาแล้วเคี่ยวโจ๊ก เผื่อว่าเขาจะตื่นมากลางดึก จะได้มีอะไรรองท้อง
“อือ”
หยางจูชะงักมือที่กำลังคนหม้อโจ๊ก มันสุกได้ที่พอดีเลยล่ะ
ไม่รู้เป็เพราะค่อยยังชั่ว หรือเป็เพราะกลิ่นหอมของโจ๊ีกที่ปลุกคนป่วยให้ตื่นขึ้น หวงจิ่นกวงลืมตาช้าๆ มองดูเพดานที่คุ้นตา แล้วก็มองไปรอบๆห้อง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ที่แปลกตาไปก็คงจะเป็ความสะอาด และกลิ่นหอมอ่อนๆที่ติดตามผ้าปูที่นอน และผ้าห่ม
“ฟื้นแล้วเหรอคะ?” หยางจูชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ
“อือ” เขาตอบพร้อมทั้งเบือนหน้าหนี ยังไม่ทันได้เตรียมใจถูกด่า
“ลุกขึ้นมากินอะไรรองท้องก่อนสิคะ ฉันทำโจ๊กเสร็จพอดี”
“อือ”
เห็นคนป่วยฝืนตัวเองให้ลุกขึ้น เธอก็ทนดูต่อไปไม่ไหว เข้ามาช่วยประคอง ทำแบบนี้เพราะเห็นแก่แผลตะขาบบนท้องหรอกนะ เห็นสภาพแล้วก็อดขนลุกไม่ได้ ตอนเย็บคงจะเจ็บน่าดู