หลังจากได้รับรู้ว่าตนเองมีน้องถึง 3 คน เย่หยุนซีก็รู้สึกมีความสุขอย่างมากล้น จนลืมเลือนสิ่งที่ต้องทำไปหมดสิ้นในเสี้ยวพริบตานั้น
“ท่านแม่ น้องของลูกชื่ออะไรบ้างงั้นหรือขอรับ” บุรุษหนุ่มเอ่ยถามเสียงสั่น
“น้องรองกับน้องสามของลูกเป็นสตรีนามว่า เย่ชิงเหมยและเย่ฉาน ส่วนน้องเล็กของลูกเป็นบุรุษ นาม เย่ชิงหมิง” สวีหนิงกล่าวแนะนำอย่างอารมณ์ดียิ่ง แต่นางกลับมิได้บอกว่าใครเป็นลูกของใคร เนื่องจากทั้งสามอยากให้ลูกๆทุกคนมองพวกนางเป็นแม่แท้ๆเหมือนๆกัน
เย่หยุนซีเมื่อได้สดับฟัง ดวงเนตรสีอัมพันก็ทอประกายแสงวาบไหว เขาสะบัดมือหนึ่งครั้งโอสถระดับเซียน 3 เม็ดปรากฏขึ้นในทันใด
“ท่านแม่ นี่คือโอสถบำรุงชีพจรศักดิ์สิทธิ์ที่ลูกได้มาจากสุสานเซียนเพลิงสวรรค์ สรรพคุณของมันคือการบำรุงร่างกายและเส้นลมปราณให้เด็กน้อยวัยทารก ทำให้ผู้กินแข็งแกร่งกว่าเด็กปกติ 10 เท่า”
“พวกท่านเอาไปให้น้องๆกินคนละเม็ด ลูกรับรองเลยว่าในอนาคตพวกเขาจะต้องเก่งกาจและมากด้วยพรสวรรค์”
สวีหนิง ลู่หลิน และรั่วปิงอี้ร่างกายสั่นสะท้าน พวกนางเอ่ยปากขอบคุณลูกชายคนโตด้วยความตื้นตัน ก่อนจะเอื้อมมือหยิบโอสถสีทองที่ขนาดไม่ใหญ่มากป้อนให้กับทารกน้อยทั้ง 3 คน ส่งผลให้ร่างกายของพวกเขาเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าอยู่ครู่ใหญ่
“โอ้ ช่างเป็นโอสถที่น่าสนใจ.........ว่าแต่ตาเฒ่านั่นตายแล้วอย่างนั้นหรือ น่าเสียดายจริงๆ” เซียนกระบี่เมามายบ่นพึมพำ
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ “อ่ะ! จริงสิ! ข้าลืมไปได้อย่างไร ท่านอาจารย์ เซียนเพลิงสวรรค์ได้ฝากข้อความมาถึงท่านว่า ‘สหายเพลิงสวรรค์ขอล่วงหน้าไปก่อน หากไม่จำเป็นไม่ต้องตามมา’”
“ฮ่าๆงั้นหรือๆ ข้าไม่คิดจะตามตาแก่ขี้บ่นคนนั้นไปอยู่แล้วล่ะ เกิดใหม่ชาติหน้าก็ขอให้เขามีชีวิตที่ดี” กล่าวจบ ผู้เป็นเซียนกระบี่ก็หมุนกายเดินเข้าไปภายในเรือที่มีลักษณะคล้ายกับคฤหาสน์ก็ไม่ปาน
เย่หยุนซีและคนอื่นๆเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบเดินตามไปในทันที ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามห้องพักที่มีให้เลือกสรรมากมายหลายร้อยห้อง
ซึ่งแน่นอนว่าทางเย่หยุนซีย่อมต้องได้ห้องที่ใหญ่และเป็นส่วนตัวที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แถมภายในห้องใหญ่ยังมีห้องนอนถึง 5 ห้องอีกต่างหาก
“คิกคิก นี่สามีที่รัก ดูเหมือนเรือเหาะกำลังออกเดินทางแล้วนะ เจ้าไม่คิดจะดูวิวทิวทัศน์ที่คุ้นตานี้เป็นครั้งสุดท้ายหน่อยหรือ” หยุนฉางเยว่ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างกล่าวอย่างขบขัน
“ฮ่าๆพูดอะไรเช่นนั้น ใช่ว่าพวกเราจะกลับมาที่นี่ไม่ได้เสียหน่อย” เย่หยุนซีกล่าวพลางกระดกสุรา ก่อนจะหันหน้าไปมองมู่หลิงเฟยและเหยียนลี่ที่บัดนี้นั่งเกร็งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“พวกท่านทำตัวตามสบายเถอะ” เขากล่าวพลางรินสุราให้ทั้งสองสาว
“ขะ ขอบใจ” พวกนางกล่าว ก่อนจะยกสุราขึ้นดื่มพร้อมกัน
ต่อมาหลังจากนั้น เย่หยุนซีก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนามาเป็นเรื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดินแดนระดับต่ำในช่วงระยะเวลา 3 ปีนี้
ซึ่งคนที่ตอบเขาก็คือ มู่หลิงเฟย ผู้ที่มีอายุมากที่สุดในหมู่ภรรยา โดยนางเล่าว่า หลังจากที่ดินแดนรวมกันเป็นปึกแผ่น เซียนกระบี่เมามายก็ได้แต่งตั้งผู้ฝึกตนระดับเบิกภนาที่มีความสามารถในการปกครองคนผู้หนึ่งให้เป็นองค์จักรพรรดิ
ส่วนคนที่เหลือจากราชวงศ์เก่าทั้ง 5 เองก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือกว่านั้น โดยให้พวกเขาสาบานต่อสวรรค์ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองแผ่นดินอันขาด เนื่องจากมันอาจนำมาสู่ความโกลาหลวุ่นวายในภายหลัง
“โอ่ว เลือกจักรพรรดิองค์ใหม่จากผู้ฝึกตนธรรมดาเลยงั้นหรือ ความคิดของท่านอาจารย์นี่ก็ไม่เลวเหมือนกัน” เมื่อได้รับฟังทุกอย่าง เย่หยุนซีก็พลันพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถ้าหากมอบสิทธิ์ในการปกครองดินแดนให้กับราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่ง อีก 4 ราชวงศ์ย่อมต้องไม่ยินยอมเป็นแน่ และต่อไปในอนาคตก็ต้องจบด้วยการทำสงครามแบ่งแยกดินแดนกันเหมือนเก่า
“เอ่อ......ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกเราขอตัวก่อนนะ” มู่หลิงเฟยกับเหยียนลี่กล่าว ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนสองห้องเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ
“เอ๊ะ! พวกท่านไม่นอนด้วยกันกับข้าหรือ?” เย่หยุนซีที่นึกขึ้นได้เอ่ยถามแกมหยอกเย้า
“ไม่!”
พวกนางหันมากล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนที่จะปิดประตูดัง ‘ปั้ง’ อย่างไร้เยื้อใย
“คิกคิก สามี เอาไว้ค่อยย่องเข้าห้องพวกนางตอนดึกๆก็ได้ ถึงอย่างไรพวกนางก็หนีเจ้าไม่รอดอยู่ดี” หลิงจียกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางกระซิบกล่าวราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน
“โอ่ว ไม่เจอกันนาน ท่านถึงกับติดนิสัยของฉางเยว่เข้าให้แล้ว” บุรุษหนุ่มยิ้มกริ่ม จากนั้นโอบเอวอันนุ่มนิ่มโฉมสะคราญเข้ามาชิดใกล้
“นี่ พูดให้มันดีๆนะ ติดนิสัยข้าแล้วอย่างไร!” หยุนฉางเยว่เดินเข้ามาด้วยท่าทางไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันที่จะทำอะไรมากกว่านั้น นางก็ถูกเย่หยุนซีดึงเข้ามาแนบกายอีกคน
“ที่รักนิสัยซุกซนของท่าน ข้าชอบมาก” เขากระซิบข้างหูโฉมสะคราญอย่างแผ่วเบา หยุนฉางเยว่และหลิงจีใบหน้าแดงระเรื้อราวกับเด็กสาวที่ไร้เดียงสา
“สามี เจ้าควรทำตามสัญญาได้แล้ว” พวกนางก้มหน้าพลางกล่าวอย่างอายๆ
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบพาภรรยาสาวทั้งสองเข้าห้องนอนไปในทันที แน่นอน! เขาไม่ลืมที่จะกางม่านพลังปิดกั้นเสียงเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่นที่กำลังพักผ่อน แม้แต่มู่หลิงเฟยและเหยียนลี่ที่นอนอยู่ห้องข้างๆก็ยังไม่ได้ยินเสียงการทำกิจกรรมของพวกเขา
ภายในห้องนอน ร่างสามร่างเปลือยเปล่ากอดก่ายกันไปมาไร้ซึ่งอาภรณ์ขว้างกั้น หนึ่งบุรุษสองสตรีสานสัมพันธ์กันอย่างเร้าร้อนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจกาลเวลา
กระบวนท่ารักหลากหลายกระบวนท่าถูกงัดออกมาใช้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน เสียงร้องครวญครางของสตรีทั้งสองดังลั่นห้องไม่ขาดสาย จนกระทั่ง 3 วันผันผ่านไป ในที่สุดหยุนฉางเยว่และหลิงจีก็สลบไหลเพราะความเหนื่อยล้า
แต่ทว่าทางฝั่งของเย่หยุนซีก็มิได้หยุดลงแต่เพียงเท่านั้น เขาลุกขึ้นจากเตียงสวมเสื้อคลุมหลวมๆก่อนจะย่องเข้าห้องของเหยียนลี่และสวมกอดนาง
“จะ เจ้า! นี่มันห้องข้านะ ใครอนุญาตให้เข้ามากัน!” โฉมสะคราญในชุดนอนตะโกนถามอย่างตื่นตระหนก ขณะที่กำลังถูกเขากอดอยู่บนเตียงใหญ่
“คิกคิก ที่รัก ยอมสยบให้ข้าเถอะ เจ้าคือรายต่อไป” เย่หยุนซีลูบไล้ไปตามส่วนโค้งส่วนเว้าของคู่หมั้นสาวอย่างชำนาญ
“อ๊า~~ ไม่ๆ ข้าไม่ยอมสยบให้เจ้า........เจ้าต่างหากที่ต้องสยบให้ข้า” นางตะโกนกล่าวออกมาเช่นนั้น พร้อมทั้งพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของผู้ชายร้ายกาจคนนี้
“โอ่ว นี่ท่านคิดจะสยบข้าเรื่องบนเตียงงั้นหรือ” เย่หยุนซีกระซิบข้างหูหยอกเย้า
ร่างกายของเหยียนลี่สั่นสะท้านเบาๆ “ไม่! ไม่ใช่! ฟงเอ่อร์บอกว่าเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว ข้าก็จะสามารถสยบเจ้าเอาไว้ในกำมือได้”
“............”
“ฮ่าๆ แนวคิดนี้ช่างน่าสนใจ ถึงว่าล่ะ ทำไมจู่ๆท่านถึงยอมรับการหมั้นหมายง่ายนัก แต่เสียใจด้วยนะ คนอย่างข้าไม่ใช่อยากจะสยบก็สยบได้ง่ายๆ”
พูดจบ! เย่หยุนซีก็พุ่งเข้าประกบริมฝีปากอย่างดูดดื่มกับยอดสตรีผู้ซึ่งเป็นคู่หมายอย่างเร้าร้อนในทันใด ถึงแม้เหยียนลี่จะแสดงท่าทีขัดขื่นอยู่บ้าง เขาก็มิได้ใส่ใจและยังคงบดจูบต่อไปเช่นนั้น
หลังจากเวลาผันผ่านไปครึ่งก้านธูป การขัดขืนของนางก็เบาลงและค่อยๆแปรเปลี่ยนกลายเป็นการคล้อยตาม ยอดสตรีแห่งสงครามใบหน้างามหยาดเยิ้มแดงฉานราวกับถูกจุดไฟแห่งราคะขึ้นมา
ทางฝั่งของเย่หยุนซีเมื่อเห็นเช่นนั้นก็มิได้รอช้า เริ่มบรรเลงบทเพลงแห่งความเสน่หาในทันที ส่งผลให้สตรีผู้ซึ่งเป็นคู่หมายกรีดร้องคราญครางไม่ได้ศัพท์
ซึ่งด้วยความที่นางยังมือใหม่และไร้เดียงสามาก นางจึงทนรับความหื่นกระหายของว่าที่สามีได้เพียงแค่ 2 ชั่วยามเท่านั้น
“คิกคิก นี่น่ะหรือสตรีที่คิดจะสยบข้า” เย่หยุนซีก้มลงจูบหน้าผากของโฉมสะคราญ ก่อนจะลุกขึ้นแอบเข้าไปยังห้องของมู่หลิงเฟยและสวมกอดนางในทันที
“จะ เจ้า! เจ้าเด็กบ้า! ปล่อยข้าเดียวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย” มู่หลิงเฟยมีอาการไม่ต่างอะไรจากเหยียนลี่ในตอนแรกเลยสักนิด
“องค์จักรพรรดินีที่รัก ท่านจะตีสามีของท่านได้ลงคอจริงหรือ?”
“หึ! อย่ามาทำหน้าใสซื่อ ข้าไม่หลงกลเจ้าเหมือนครั้งที่แล้วแน่”นางเบือนหน้าหนีพลางกล่าว
เย่หยุนซีหัวเราะเบาๆ “แย่จัง ดูเหมือนแผนเก่าๆจะใช้กับท่านไม่ได้ ถ้างั้นข้าขอใช้กำลังตรงๆเลยก็แล้วกัน”
“หือ!........อุ๊บ!!”
มู่หลิงเฟยกำลังจะอุทาน แต่ทันใดนั้น บุรุษหนุ่มก็พลันจับกดบดจูบนางในทันที และด้วยพละกำลังของเขาในตอนนี้ต่อให้เป็นระดับมหาจักรพรรดิอย่างมู่หลิงเฟยก็ยากที่จะดิ้นหลุดจากพันธนาการ
ต่อมาหลังจากนั้น! เสียงครวญครางของอดีตจักรพรรดินีสาวก็ดังขึ้นเหมือนๆกับสองห้องที่ผ่านมา หรือดีไม่ดีอาจจะเร้าร้อนกว่าด้วยซ้ำ
เย่หยุนซีใช้เวลาร่วมกับนางสองต่อสองถึง 7 วัน ก่อนที่โฉมสะคราญอีก 3 นางจะมาเข้าร่วมด้วยในเวลาต่อมา