เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 ระดับที่สามของขั้นเกลาวิญญาณ

              เขานึกไม่ถึงเลยว่าการเปลี่ยนแปลงของพลังจิตจะนำมาซึ่งการบรรลุได้เช่นกันเลือดลมภายในร่างกายของเมิ่งฝานเดือดพล่าน นัยน์ตามีความดีใจอย่างยิ่งปรากฏให้เห็น

              เขาไม่ได้ขยับไปที่ใด ส่วนพลังปราณภายในร่างกายก็เริ่มเดือดพล่านแล้วผสานกันอยู่ที่สมุทรปราณ

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์แล้วชั่วพริบตาต่อมาผนึกโบราณในร่างกายของเขาก็สั่นไหวก่อนจะมีพลังแปลกประหลาดแล่นไปทั่วร่างรูขุมขนบนร่างกายพลันขยายกว้าง พลังแห่งฟ้าดินโดยรอบสั่นไหวแล้วลอยเคลื่อนเข้ามาหาเมิ่งฝานอย่างบ้าคลั่ง

              เขาเป็นดั่งหลุมดำที่คอยดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาพลังแห่งฟ้าดินที่แม้จะอยู่ในอาณาบริเวณนับร้อยเมตรรอบกายพลันถูกเมิ่งฝานกลืนกินเข้าไปจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้เพียงเล็กน้อย!

              ความรู้สึกของการดูดกลืนเช่นนี้เกรงว่าต่อให้เป็นจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงก็ยังต้องตกตะลึง

              เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม กล้ามเนื้อบนกายพองตัวเส้นแขนงปราณขยายใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว ซึ่งแม้จะได้รับการช่วยเหลือจากผนึกโบราณแต่การดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินเช่นนี้ก็ยังอาจนำมาซึ่งการระเบิดได้เช่นกันพลังร้อนแรงที่อยู่ภายในร่างกายแผดเผาเส้นแขนงปราณของเขาจนรู้สึกเจ็บปวด

              “เบิก!”

              เมิ่งฝานเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่คล้ายดั่งมังกรคำรามเพียงหนึ่งคำที่ดังออกไปนั้นเป็นดั่งเสียงระฆังก้องกังวาน พุ่งทะยานขึ้นในอากาศแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ สร้างแรงสั่นสะเทือนจนพื้นเบื้องล่างแตกร้าว ขณะเดียวกันก็เป็นการรวบรวมพลังภายในร่างกายมาไว้ในจุดเดียวแล้วทะลวงอุปสรรคกายาซึ่งมันก็พังทลายลงตั้งแต่การทะลวงในครั้งแรก

              ตู้ม!

              เกลาวิญญาณ...ระดับที่สาม!

              เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมาแล้วปรับเลือดลมในร่างกายให้มั่นคงหนักแน่นแต่กลับมีความกลัวปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า เขานึกไม่ถึงเลยว่าผนึกแห่งคัมภีร์ทวนเทพจะทรงพลังถึงขั้นที่ดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินจำนวนมากมายซึ่งเป็นสิ่งที่เดิมทีตัวเขาไม่อาจรองรับได้จากนั้นก็ทะลวงอุปสรรคกายาได้โดยตรงในครั้งเดียว

              หากเขาไม่ระวัง สิ่งที่พังทลายเป็นอย่างแรกก็อาจจะเป็นตัวเขาเอง

              แต่ถึงกระนั้นมันก็ช่วยให้เขาพัฒนาขึ้นมาอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับสามพลังปราณในร่างกายเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกันเส้นแขนงปราณก็ขยายตัว และไม่ว่าจะเป็นพละกำลังหรือร่างกายของเขาก็พัฒนาขึ้นมาด้วยไม่น้อย

              เมิ่งฝานรู้ดีว่าเมื่ออยู่ภายในกลยุทธ์การต่อสู้ที่มากมายของตนเองนั้นหากเป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณผู้แข็งแกร่งที่ต่ำกว่าระดับห้าคงไม่อาจต่อกรกับตนได้เป็นแน่

              ใช้เวลาสองปีพัฒนามาถึงขั้นนี้ นับว่าน่าสะพรึงอย่างยิ่งเทียบกับจอมยุทธ์ในอาณาจักรต้าก้านแล้วก็ถือว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งดั่งปีศาจเลยก็ว่าได้แต่ที่น่าเสียดายคือเขารู้ดีว่าหากจะอาศัยศักยภาพของตนในยามนี้ไปท้าประลองกับจอมยุทธ์รุ่นหลังของพรรคเหมันต์สวรรค์ก็ยังนับว่าห่างชั้นอีกไกล

              อีกฝ่ายมีทรัพยากรในการบำเพ็ญตนของทั้งพรมแดนจตุทิศคอยสนับสนุนและเวลานี้เมิ่งฝานไม่รู้เลยว่าในเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมามู่อวี่อินได้พัฒนาไปถึงขั้นใดแล้วความแตกต่างในยามนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทัดเทียมได้ โอกาสเดียวของเขาก็คือเวลาที่เหลืออีกเพียงสองปี!

              เด็กหนุ่มยิ้มเจื่อน หลังจากนั้นจึงทำให้พลังปราณในร่างกายของตนเองสงบลงการบรรลุระดับพลังในครั้งนี้นำมาซึ่งความเสียหายที่รอบตัวไม่น้อย แต่ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมของลานประมูลดังนั้นเพียงชดใช้ตามราคาที่เสียหายก็สิ้นเรื่อง

              เมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อย เขามองออกไปด้านนอกด้วยนัยน์ตาที่วาบไหว

              ศักยภาพของตนเองเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งแล้วซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้ดีว่า...ถึงเวลาลงมือแล้ว!

              เวลาในอาณาจักรหัวอวิ๋นของเขามีเพียงไม่มากแม้ว่าเมิ่งฝานจะไม่กลัวอิทธิพลของจูเทียน แต่หากถูกอีกฝ่ายไล่ล่าก็จะเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวไม่น้อย

              จะต้องจัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานจึงจัดแจงเสื้อผ้าตนเอง จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังยาตราเซียนเหินออกมาแล้วหายเข้าไปในความมืด

              ภายในความมืดของยามราตรีนั้นเงาร่างของเมิ่งฝานเคลื่อนไหวไปอย่างใจเย็น ดวงตาทั้งสองจ้องมองเบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้นเขาได้แผนที่ของพระราชวังแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นมาพักหนึ่งแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือเสียที

              เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นอย่างไม่อาจอดกลั้นได้แม้จะมีรั่วสุ่ยอีคอยช่วยเหลือแต่เมื่อเข้าไปข้างในนั้นก็มีความเป็นไปได้มากมายนับไม่ถ้วนเพราะเขาจะต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งของทั้งอาณาจักรซึ่งเกรงว่าผู้ที่อยู่ในขั้นปราณทะลวงคงจะไม่ใช่ขั้นพลังสูงสุดของผู้คนเหล่านั้น

              “เป็นอันใดไป กลัวหรือ?”

              ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีได้เอ่ยถามแล้วหัวเราะเสียงเบา

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องยั่วข้าหรอกนะขอรับในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้เป็นบึงมังกรหรือถ้ำเสือข้าเมิ่งฝานก็จะบุกเข้าไป!”

              เขาทะยานไปในอากาศด้วยความเร็วสูงเพียงไม่นานสิ่งปลูกสร้างใหญ่ยักษ์ก็ประจักษ์แก่สายตามันทั้งยิ่งใหญ่โอฬารและทรงพลังจนน่าสะพรึง

              ซึ่งมันก็คือพระราชวังของอาณาจักรหัวอวิ๋นนั่นเองในฐานะที่เป็นใจกลางของเมืองเฉินตูสถานที่แห่งนี้จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยรอบมีกำแพงสูงตั้งตระหง่าน มีการป้องกันที่แน่นหนาบ่งบอกว่ามันเป็นดั่งเมืองที่อยู่ในเมือง

              เมิ่งฝานมองไปยังสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์แล้วยกยิ้มขึ้นที่มุมปากจักรพรรดินีผู้นี้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเสียจริงเพียงแค่สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ก็เกรงว่าคงจะมีพื้นที่นับหมื่นเมตรที่ล้วนแต่เป็นของนางทั้งสิ้นบนกำแพงคือทหารองครักษ์ที่ยืนเรียงราย พลังแห่งลมปราณแผ่ซ่านและยืนระวังภัยอย่างเข้มงวด

              สถานที่แห่งนี้ต่างไปจากเมืองเฉินตูเพราะเป็นสถานที่ของจักรพรรดินีจึงมีการคุ้มกันอย่างเข้มงวดทหารองครักษ์ยืนเรียงรายกันหลายชั้น เพียงการคุ้มกันที่กำแพงก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมีผู้ใดข้ามผ่านไปได้แล้วต่อให้ผู้ที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณคิดจะลักลอบเข้าไปก็คงจะต้องพบเจอกับสิ่งเดียวนั่นคือความตาย!

              เมิ่งฝานมองไปยังภาพเบื้องหน้า ก่อนจะผายมือพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านพี่ ตอนนี้คงต้องพึ่งท่านแล้วล่ะขอรับ!”

              สถานการณ์เช่นนี้หากอาศัยพลังการบำเพ็ญของเมิ่งฝานก็คงไม่ต้องเอ่ยถึงการเข้าไปยังใจกลางของพระราชวังเพียงการคุ้มกันที่กำแพงเขาก็ยังไม่อาจฝ่าเข้าไปได้

              รั่วสุ่ยอีกระตุกยิ้มแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาให้มากความจากนั้นพลังแปลกประหลาดพลันถาโถมเข้ามาในร่างกายของเมิ่งฝาน และเขาก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป

              “พลังของข้ามีไม่มากฉะนั้นจึงไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้ในระยะยาวข้าจะช่วยให้เจ้าเข้าไปภายในส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับชะตาของเจ้าแล้วล่ะ!”รั่วสุ่ยอีเอ่ยขึ้นเสียงเบาซึ่งเมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานก็แสดงถึงความขมขื่นเล็กน้อย

              การช่วงชิงสิ่งของภายใต้การดูแลของจักรพรรดินีนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งกว่าการช่วงชิงสิ่งของในถ้ำสัตว์อสูรนับหมื่นเท่า

              ร่างกายของเมิ่งฝานขยับตามการควบคุมของรั่วสุ่ยอีและในเวลาต่อมาภาพเบื้องหน้าของเขาพลันบิดเบี้ยวราวกับว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับอากาศที่เบื้องหน้าก่อนจะก้าวเข้าไปหามัน

              พลังแห่งมิติทมิฬ!

              เมิ่งฝานสั่นสะท้านไปทั้งร่างพลังอันลึกล้ำเช่นว่านั้นคือการทะลวงมิติเป็นสิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งกำลังโบยบินอยู่บนฟากฟ้าไปยังจุดที่ห่างไกลนับพันลี้

              แม้ว่าทหารองครักษ์รอบกำแพงของอาณาจักรหัวอวิ๋นจะมีอยู่มากมายนับหมื่นแต่เวลานี้กลับไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของเมิ่งฝานได้แม้แต่ผู้เดียวเพียงไม่กี่อึดใจเมิ่งฝานก็เข้ามาในพระราชวังของอาณาจักรหัวอวิ๋นอย่างราบรื่น

              น่าเสียดายที่พลังเมื่อครู่เป็นของจอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นปราณทะลวงขึ้นไปคือพลังของปัญจปราณระดับสูง

              เมิ่งฝานรู้สึกอิจฉาขึ้นในหัวใจแต่ถึงกระนั้นตนเองก็ได้สัมผัสถึงพลังของจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งและรู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่ง!

              รอบกายเขานั้นหลังจากที่ผ่านการคุ้มกันอย่างแน่นหนาเข้ามาโดยรอบก็กลายเป็นภาพทิวทัศน์ที่เลิศล้ำไม่เลวเป็นการจัดอุทยานเลียนแบบธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่หากคนธรรมดาได้มาเห็นก็คงจะตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง การที่ใช้พื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้เป็นอุทยานนับว่าฟุ่มเฟือยอย่างยิ่งจริงๆ

              เมื่อฝ่ามือของเมิ่งฝานขยับก็มีแผนที่ปรากฏโดยมันได้วาดรายละเอียดของตำแหน่งต่างๆ ในพระราชวังเอาไว้อย่างชัดเจน และจุดสีแดงสะดุดตาภายในก็คือตำแหน่งที่ตั้งของขุมพลังโลกันตร์

              ขุมพลังโลกันตร์นี้ในตอนที่หัวขโมยเข้าไปช่วงชิงคราก่อนไม่มีโอกาสที่จะนำมันออกมาเลยด้วยซ้ำถึงขั้นที่ยังต้องเอาชีวิตทิ้งเอาไว้ด้วยอีกต่างหาก เมิ่งฝานเองก็ไม่รู้ว่าตนเองจะเป็นเช่นไรเขายิ้มเจื่อนออกมาเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปยังจุดสีแดงที่ปรากฏอยู่บนแผนที่

              ตำหนักอวิ๋นเทียน!

              นัยน์ตาของเขาเปล่งประกาย สถานที่แห่งนั้นน่าจะเป็นที่ตั้งของขุมพลังโลกันตร์อิงตามที่สัญลักษณ์ที่ทำเอาไว้ก็พบว่าคนรุ่นก่อนที่เขาไปช่วงชิงขุมพลังโลกันตร์ได้นำมันฝังเอาไว้ใต้ก้อนอิฐแถวที่สองก้อนที่สามของตำหนัก

              เมิ่งฝานยกยิ้มอย่างจนปัญญาก่อนที่ร่างของเขาจะหายเข้าไปในความมืดซ่อนตัวจากกลุ่มคนที่เดินสัญจรไปมาและก้าวเดินตรงไปยังจุดหมาย ดูท่าขุมพลังโลกันตร์คงจะอยู่ที่ตำหนักอวิ๋นเทียนจริงแต่ตำหนักนั้นกว้างขวางเป็นอย่างยิ่งจึงไม่ง่ายที่จะค้นหา

              เด็กหนุ่มลูบหัวตนเองอย่างจนปัญญาขณะเดียวกันเขาก็มุ่งตรงไปอย่างไม่หยุดยั้ง เวลาที่ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามนั้นเขาใช้มันไปกับการตามหาเส้นทาง

              หลังจากที่เดินผ่านอุทยานของพระราชวังอันกว้างใหญ่เมิ่งฝานก็มองเห็นตำหนักอันสวยงามโอ่อ่า โดยรอบมีการคุ้มกันแน่นหนา ดูท่ามันคงจะเป็นใจกลางของพระราชวังแห่งนี้

              หากข้ามผ่านตำหนักนี้ไปก็คงจะใกล้กับเป้าหมายของตนเองแล้ว

              หลังจากที่คาดคะเนอย่างละเอียดเมิ่งฝานก็คลายคิ้วที่ขมวดเป็นปมนัยน์ตาคู่นั้นแฝงไปด้วยความดีใจ แต่แล้วในวินาทีต่อมารั่วสุ่ยอีพลันควบคุมร่างกายของเมิ่งฝานให้หยุดชะงักแล้วหลบเข้าไปในภูเขาปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมา

              “มีอันใดหรือขอรับ?”

              เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัย

              “ไม่ต้องพูด!”

              รั่วสุ่ยอีกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นน้ำเสียงของนางนั้นแฝงไปด้วยความเคร่งขรึม

              แล้วในวินาทีต่อมาอากาศพลันสั่นสะท้านอย่างฉับพลันพลังอันแข็งแกร่งจู่โจมลงมาจากฟากฟ้า เสียงทะลวงอากาศดังขึ้นไม่ขาดสายแล้วเงาร่างของคนมากมายก็เดินออกมาจากด้านหลังของตำหนักที่โอ่อ่า

              คนเหล่านั้นล้วนแต่สวมชุดเกราะสีดำเอาไว้บนร่างโดยมันเป็นเกราะที่สร้างมาจากเหล็กสีนิลที่หลอมผสานอย่างตั้งใจและจริงจังจนมันมีความทนทานที่เหนือกว่าเหล็กธรรมดาทั่วไปหลายเท่าตัวพวกเขาเหล่านั้นมีจำนวนหลายพันคน พลังลมปราณอันแข็งแกร่งราวกับสามารถสยบอากาศโดยรอบและมีจิตสังหารแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

              แล้วในวินาทีต่อมานั้น เงาร่างของคนผู้หนึ่งพลันทะลวงอากาศออกมาเขาเป็นดั่งคนยักษ์แห่งสรวงสวรรค์ ถือค้อนขนาดใหญ่คล้ายดั่งขุนเขาขนาดย่อมเอาไว้ในมือกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมามากมายทำให้เขาดูราวกับเป็นเทพแห่งความตายจากยุคโบราณจากนั้นมีเสียงตะโกนเสียงดัง “หัวหน้าองครักษ์แห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นจูเทียนยินดีต้อนรับท่านผู้ยิ่งใหญ่!”

              ข้างกายเขานั้น เงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาดั่งเปลวเพลิงประกายจากนั้นร่างอรชรก็ปรากฏขึ้นตาม นางสวมชุดสีม่วง เส้นผมสวยยาวสะบัดไปตามแรงลมใบหน้างามไร้ที่ติ นัยน์ตาเปล่งประกายดุจดวงดาว นางเอ่ยขึ้นเบาๆ “องครักษ์ประจำกายท่านจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นชิงหลันยินดีต้อนรับท่านผู้ยิ่งใหญ่!”

              ขณะเดียวกันก็มีเงาร่างของมนุษย์อีกสามคนปรากฏขึ้นมาเป็นบุรุษทั้งสามคนซ้ำยังแบกดาบเล่มใหญ่เอาไว้ด้านหลังทั้งหมด พวกเขาทั้งสามต่างตะโกนออกมาเสียงดังอย่างพร้อมเพียง“สามแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นยินดีต้อนรับท่านผู้ยิ่งใหญ่!”

              “ยินดีต้อนรับท่านผู้ยิ่งใหญ่!”

              บรรดาทหารองครักษ์ทั้งหลายที่อยู่ด้านหลังก็พากันตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพรียงพวกเขามีจำนวนหลายพันคนจึงทำให้เสียงตะโกนนั้นคล้ายดั่งสามารถฉีกฟากฟ้าได้ก็ไม่ปานคนทั้งห้าที่อยู่แนวหน้านั้นล้วนแต่ลอยตัวอยู่ในอากาศ และการที่พวกเขาทั้งหลายมีพลังในการควบคุมพลังแห่งมิติทมิฬเช่นนี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าเป็นจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวง

              เป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงถึงห้าคนค่ายกลอันแข็งแกร่งเช่นนี้นับว่าเป็นดั่งเหล็กกล้าที่คุ้มกันตำหนักใหญ่เอาไว้อย่างแน่นหนา

              คลื่นเสียงของพวกเขาก้องกังวานไปทั่วบริเวณและไม่เงียบลงโดยง่ายพวกเขาทุกคนต่างมองไปยังจุดเดียวกัน....นั่นคือจุดที่เมิ่งฝานอยู่

              เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าผู้ที่อยู่หลังภูเขาปลอมอย่างเมิ่งฝานก็หน้าถอดสีไปในทันใดเขาเบิกตาโตมองก่อนจะพึมพำออกมาเสียงเบา “บัดซบ...คงไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดใช่หรือไม่!”

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน