เซียงสี่ย่อมไม่กล้าขัดคำสั่งของฉู่จิ้งเสียน จึงหมุนตัวกลับไปยังเรือนชูอวิ๋น
หลังจากพูดคุยเรื่องทั่วไปไม่กี่คำ พวกนางล้วนมีความคิดเป็นพิษ ต่างฝ่ายต่างแฝงเล่ห์กล
ซูเยียนหนิงยิ้มที่มุมปาก แต่ในใจกลับภาวนาให้ฉู่จิ้งเสียนถูกฟ้าผ่าตายในคืนนี้
หากมิใช่เพราะฉู่จิ้งเสียนแพร่งพรายว่าฉู่จี้เฟิงโหดเหี้ยมอำมหิต นางก็คงไม่ปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้!
ไม่เช่นนั้น คนที่นั่งอยู่ที่เรือนชูอวิ๋นลิ้มรสอาหารเลิศรสในวันนี้ก็คงเป็นนาง!
ส่วนฉู่จิ้งเสียน เพิ่งถูกตบไปไม่นาน รอยบวมบนใบหน้าเพิ่งจะยุบลง ต้องใช้แป้งทาหนาหลายชั้นเพื่อปกปิดร่องรอย
ซูเยียนหนิงนั่งใกล้ ต่อให้ฟ้ามืดแล้ว นางก็ยังมองเห็นร่องรอยบางจุดได้อยู่
ช่างเถอะ ดูท่าฉู่จิ้งเสียนจะอยู่ในจวนหลิงอ๋องอย่างไม่มีความสุขนัก
นางจึงลองหยั่งเชิงถามว่า “พี่ฉู่ สีหน้าเจ้าดูไม่สู้ดีนัก ถูกกลั่นแกล้งมาหรือ หรือว่าน้องรองของข้ามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง”
พอเอ่ยถึงเรื่องอัปยศเหล่านั้น ฉู่จิ้งเสียนก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ
นางไม่สามารถหาเรื่องฉู่จี้เฟิงได้ ต่อให้หาเจอก็ไม่สามารถแตะต้องเขาได้ แต่ซูอิ่นเย่ว์แตกต่างออกไป ด้วยเหตุนี้ฉู่จิ้งเสียนจึงพยายามตีสนิทกับคนตระกูลซูเพื่อสืบหาข้อมูล
ฉู่จิ้งเสียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “น้องสาวของเจ้าช่างเก่งกาจนัก ไม่เพียงแต่เอาชีวิตรอดจากพี่ชายข้าได้ บัดนี้ยังกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่! นางไปเรียนวิชาแพทย์มาจากที่ใดกัน หมอหลวงยังรักษาไม่ได้ แต่นางกลับทำได้?”
คำพูดนี้ทำให้ซูเยียนหนิงฉุกคิดขึ้นมา นางตอบไปลวกๆ ว่า “คงเป็นเรื่องบังเอิญกระมัง นางคงโชคดี”
ไม่นานพวกนางก็มาถึงหน้าจวนอ๋อง หยางซื่อกับซูเยียนหนิงกล่าวอำลาฉู่จิ้งเสียน พอขึ้นรถม้าไป ทั้งสองก็นึกถึงเรื่องเดียวกันขึ้นมาได้
“ท่านแม่ ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนซูอิ่นเย่ว์ไม่เคยมีความรู้ด้านการแพทย์! นางเป็นคนที่แค่เห็นเลือดก็จะเป็นลม!” ซูเยียนหนิงเอ่ยอย่างร้อนรน
วันนี้ตระกูลซูเกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากมาย พวกนางตกตะลึงจนไม่ได้เอะใจถึงจุดนี้มาก่อน
หยางซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “นางไปอยู่หมู่บ้านเป่ยเหอถึงสามปี บางทีอาจเรียนรู้มาจากที่นั่นก็เป็นได้”
แม้จะผ่านไปสามปี แต่รูปร่างหน้าตาของซูอิ่นเย่ว์ก็แทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม คงไม่มีการสับเปลี่ยนตัวแน่
แต่ก่อนซูอิ่นเย่ว์เคยอ่อนแอและขี้ขลาด เหตุใดบัดนี้ถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้? นางไปพบเจอสิ่งใดในช่วงสามปีที่อยู่ที่หมู่บ้านเป่ยเหอ?
“ข้าไม่เชื่อ!” ซูเยียนหนิงกัดฟันกล่าว “นางอาจจะไม่ใช่ซูอิ่นเย่ว์ตัวจริง! หากนางไม่ใช่น้องสาวข้า เช่นนั้นก็ไม่มีสิทธิ์แต่งกับหลิงอ๋องซื่อจื่อ!”
หยางซื่อได้ฟังก็เข้าใจถึงความคิดของลูกสาวทันที
สีหน้าของนางเปลี่ยนไป พลางตวาดเสียงต่ำ “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดจะทำอะไร! ก่อนหน้านี้เป็นเจ้าที่เป็นตายก็ไม่ยอมแต่งงาน ข้ากับบิดาเจ้าถึงได้ให้ซูอิ่นเย่ว์มาแต่งแทน แล้วตอนนี้เจ้ากลับคิดอยากได้ฉู่จี้เฟิงขึ้นมาแล้ว? เจ้าคิดจะทำให้บิดาเจ้าขุ่นเคืองจนตายหรืออย่างไร!”
ซูเยียนหนิงหดไหล่เล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ “ท่านแม่ ข้าไม่รู้มาก่อนว่าซื่อจื่อเป็นคนดีถึงเพียงนี้…”
“ดี? อะไรดี!” หยางซื่อโกรธจนปวดตับ “หลานชายของพระชายาหลิงอ๋องที่ชื่อสวีชิงหย่วนถูกเขาสังหาร ซ้ำยังเผาศพอีก! ทั้งเมืองหลวงล้วนพูดถึงเรื่องนี้กันให้ทั่ว เจ้าอย่าให้รูปลักษณ์ของเขาหลอกตา ไม่เช่นนั้นวันหนึ่ง เจ้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองตายเช่นไร!”
นับประสาอะไรกับหนังสือที่นางนำออกมาเมื่อครู่ มีเพียงหนึ่งฉบับเท่านั้น!
บัดนี้ต้องจ่ายคืนให้ซูอิ่นเย่ว์มากกว่าหนึ่งแสนตำลึง นางเจ็บใจจนพูดไม่ออก
ซูเยียนหนิงเห็นมารดาโกรธจัด ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่พยักหน้ารับเบาๆ “เจ้าค่ะ ท่านแม่”
แต่ภายในใจของนาง ใบหน้าหล่อเหลาของฉู่จี้เฟิงยังคงติดตรึงไม่เลือน
นางแอบตั้งปณิธาน นางต้องทวงตำแหน่งของตนเองคืนมาให้ได้
ซูอิ่นเย่ว์เป็นเพียงบุตรสาวอนุ ไม่ว่าทั้งรูปร่างหรือชาติตระกูล นางมีคุณสมบัติมากกว่านางหลายเท่า!
เรือนชูอวิ๋น
อาหารจากเชียนเว่ยโหลวถูกจัดวางเต็มโต๊ะใหญ่สองตัว กลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่ว ทำให้ทุกคนอยากอาหารขึ้นมาทันที
เวลานี้ฉู่จี้เฟิงเปลี่ยนเป็นชุดลำลองแล้ว ปล่อยปอยผมหลุดลุ่ยข้างขมับ ยิ่งเพิ่มเสน่ห์เย้ายวน
เขามีกิริยาสง่างามขณะรับประทานอาหาร เคี้ยวช้าๆ อย่างพิถีพิถัน
จี้หมัวมัวคอยตักอาหารให้ทั้งสองคน แม้กระนั้น ซูอิ่นเย่ว์มองดูจานเล็กที่กองสูงราวภูเขาตรงหน้า กลับไม่รู้จะเริ่มตักจากจานไหน
ฉู่จี้เฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคีบกุ้งทอดลูกกลมให้นาง “นี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของเชียนเว่ยโหลว เจ้าลองชิมดู”
ซูอิ่นเย่ว์ก้มลงมองพลางครุ่นคิดมากมายในใจ
เขาช่วยนางทำลายหนังสือมาก่อน ตอนนี้ยังคีบอาหารให้อีก นางเริ่มเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการ
นางลังเลเล็กน้อยก่อนคีบกุ้งออกไป “ข้ามีบาดแผล กินอาหารที่กระตุ้นแผลแบบนี้ไม่ได้”
ฉางอู๋อิ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ มองดูด้วยความไม่พอใจ “เจ้าช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่ได้ความดีความชอบ ซื่อจื่อถึงได้คีบอาหารให้ เจ้าอย่าทำตัวไม่รู้คุณ!”
ฉู่จี้เฟิงปรายตามองฉางอู๋อิ่งแวบหนึ่ง แฝงความหมายเตือน
เขาควรปล่อยให้ฉางอู๋อิ่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นไปตลอดชีวิต จะได้ไม่ต้องมาสร้างปัญหาให้ตน
ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินคำพูดนั้น ก็รู้สึกขัดเคืองใจ สีหน้าไม่สู้ดีนัก
จี้หมัวมัวรีบเข้ามากล่าวแก้สถานการณ์ “เฮ้อ บ่าวนี่ช่างลืมเรื่องสำคัญเสียจริง! เป็นความผิดของบ่าวเอง”
นางรีบนำจานเล็กนั้นออกไป แล้วจัดอาหารใหม่ให้แทน
ซูอิ่นเย่ว์รับประทานอาหารไปเพียงไม่กี่คำ ก่อนกล่าวว่า “ข้าอิ่มแล้ว” จากนั้นหันไปบอกจี้หมัวมัวว่า “หมัวมัว ท่านออกไปก่อนเถิด แล้วช่วยปิดประตูด้วย”
จี้หมัวมัวรู้สึกว่าบรรยากาศแปลกไป นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะออกไป
ภายในห้องโถงเล็กเหลือเพียงพวกเขาสามคน
ฉางอู๋อิ่งไม่รู้ว่านางกำลังเล่นแผนอะไร แต่พอสบตากับนางกลับรู้สึกถอนใจขึ้นมาอย่างประหลาด
“ตอนนี้ซื่อจื่อสมหวังแล้ว ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเช่นนี้อีกใช่หรือไม่” ซูอิ่นเย่ว์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ฉู่จี้เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ตั้งแต่เขารับตำแหน่งบัญชาการหน่วยชื่อหลง แม้แต่ฮ่องเต้ฉี่อู่ยังไม่เคยทรงพูดกับเขาเช่นนี้
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางทำตัวระมัดระวังทุกฝีก้าว พูดจาเบาเสียงอย่างที่สุด ราวกับกลัวจะทำอะไรผิดไปแม้เพียงเล็กน้อย ดูท่าว่าครั้งนี้นางจะโกรธจริงๆ
ซูอิ่นเย่ว์ระงับอารมณ์ก่อนกล่าวต่อ “ข้าเข้าไปในวังเพื่อรักษาองค์ชายใหญ่ นั่นเป็นแผนของซื่อจื่อโดยเฉพาะ ฮ่องเต้เห็นว่าฝีมือแพทย์ของข้าไม่เลว จึงต้องการเรียกตัวข้าไปสอบถาม ซื่อจื่อทำเช่นนี้เพื่อทดสอบข้า และยังใช้ข้าเพื่อลดความระแวงของฮ่องเต้ที่มีต่อท่าน ในเมื่อท่านกล้าทำ ก็ต้องกล้ายอมรับมิใช่หรือ”
นางกล่าวออกมาตรงๆ เช่นนี้ ทำให้ฉู่จี้เฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ข้าไม่ได้มีเจตนานั้นเสียหน่อย” ฉู่จี้เฟิงกดหน้าลงเล็กน้อย “ฉินเย่รักษาองค์ชายใหญ่ไม่ได้ เขาจึงเสนอให้ข้าให้เจ้าเข้าไปในวัง
“ข้าเองก็ไม่อยากให้องค์ชายใหญ่ต้องสิ้นพระชนม์ไปเช่นนี้ จึงทำได้เพียงเอ่ยถึงเจ้าในที่ประทับของฝ่าบาท
“นี่มิใช่การทดสอบเจ้าโดยเจตนา หรือใช้เจ้าเป็นหมากในกระดาน อย่างมากก็เพียงแค่ทำไปตามสถานการณ์เท่านั้น”
ซูอิ่นเย่ว์ยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยัน คำพูดฟังดูดีเสียจริง
ไม่ผิดเลย บุรุษรูปงามล้วนแต่ใจดำทั้งนั้น!
ฉู่จี้เฟิงเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย สีหน้ากลับมาเป็นผ่อนคลายอีกครั้ง ริมฝีปากแต้มด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะถามว่า “แล้วฮ่องเต้ถามเจ้าตรงๆ หรือไม่ว่า ข้าถูกพิษเจิ้นสุ่ยหรือเปล่า”
สตรีตรงหน้าฉลาดนัก จึงไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมกับนาง
คืนวันนั้นนางบอกว่าไม่รู้ว่าพิษที่สามคืออะไร เขาจึงเชื่ออยู่บ้าง
แต่หลังจากนั้น ฉินเย่กลับเตือนเขาว่า ซูอิ่นเย่ว์สามารถบรรเทาฤทธิ์พิษในร่างเขาได้ นางไม่มีทางวินิจฉัยพิษไม่ออก มิฉะนั้นก็คงไม่เลือกใช้สมุนไพรจื่อตงเฉ่าเป็นตัวยาหลัก