บัดนี้เป็นเวลารุ่งสาง มีเวลาอีกหกวันกว่าจะถึงการแข่งขันในมิติห้วงนภา
ระหว่างนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จะคร่ำเคร่งอยู่กับการฝึกฝนในห้องของตนเอง จึงไม่มีใครมารบกวนหลงเฉินด้วยเช่นกัน
‘ถึงจะเป็นผลึกแก้วเพลิงอัสนีชิ้นที่หกแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกเจ็บปวดเท่าไรนัก และใช้เวลาราวสองชั่วยามในการผสานเข้ากับร่างกายของข้า!’
หลงเฉินคิดในใจขณะพยายามทดสอบขีดจำกัดของร่างกายตนเอง พลางสัมผัสความรู้สึกอันโหดร้ายรุนแรงที่ถาโถมอยู่ภายใน
‘หากข้าไม่มีร่างวิญญาณมังกร ข้าคงตายไปนานแล้วเมื่อพยายามจะผสานผลึกแก้วชิ้นที่หก ยิ่งข้าผสานผลึกแก้วเหล่านี้ไปมากเพียงใด ความยากลำบากในการผสานก็เพิ่มมากขึ้น สงสัยจริงว่าขีดจำกัดของร่างมังกรจะอยู่ที่ใดกัน?’
ในช่วยสองสามวันให้หลัง หลงเฉินพยายามรับมือกับผลึกแก้วเหล่านี้มาโดยตลอด
การแข่งขันในมิติห้วงนภานั้นใกล้เข้ามาแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่เขาจะฝึกฝนต่อ จะดียิ่งกว่าหากเขาใช้ผลึกแก้วเพลิงอัสนีพวกนี้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายและปราณแท้จริงของตนเอง
‘ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ ข้าคงพอจะสู้กับคู่ต่อสู้ที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นได้ แต่หากเป็นผู้ที่บรรลุขั้นสมบูรณ์ ข้าคงยังรับมือไม่ไหว และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าจะรับมือเฟิงอู่เทียนที่มีทั้งทักษะยุทธ์อันยอดเยี่ยมและสายเลือดที่ทรงอิทธิพล’
จุดสุดยอดของระดับแก่นมนุษย์ก็คือขั้นสมบูรณ์ ซึ่งห่างชั้นกว่าระดับแก่นปฐพีเพียงเล็กน้อย แต่หากเขามีทรัพยากรจำนวนมากก็คงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาที่จะมีพลังต่อสู้เทียบเท่าได้กับผู้ที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์
“แต่ด้วยพลังของเจ้าในตอนนี้ เจ้าคงถูกฆ่าตายในกระบวนท่าเดียวแน่หากเขาจู่โจมเจ้าจริง ๆ”
หลิงซีขมวดคิ้วและเอ่ยออกมา
เมื่อนึกถึงเฟิงอู่เทียน หลงเฉินก็นิ่วหน้า เขารู้ว่ากุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการแข่งขันของมิติห้วงนภานั้นก็คือผลึกแก้วเพลิงอัสนีที่อยู่ในมือของเขา
“ข้าไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะชื่อแซ่อะไรก็ตามแต่ เมื่อเวลานั้นมาถึงข้าจะซัดเขาให้น่วมในกระบวนท่าเดียวเหมือนกัน!”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินดูกังวลใจ หลิงซีได้แต่ส่ายศีรษะ เพราะไม่ว่าอย่างไร ความแตกต่างระหว่างตัวเขาและเฟิงอู่เทียนก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถชดเชยได้ด้วยการระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม นางก็ทนไม่ได้ที่จะต้องตอกย้ำเขาเรื่องความต่างนั้น การผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีชิ้นที่เจ็ดทำให้หลงเฉินซึ่งอยู่ในร่างวิญญาณมังกรรู้สึกตึงเครียด แม้จะไม่ได้เลวร้ายมากเมื่อเทียบกับตอนที่เขาผสานผลึกแก้วชิ้นที่สี่ ทว่าในแง่ของเวลาที่ใช้ก็นับว่านานกว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น
เมื่อหลงเฉินทำสำเร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงครึ่งวันเมื่อผลึกแก้วชิ้นที่เจ็ดถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างกายของเขาเป็นที่เรียบร้อย
“ต่อไปก็ชิ้นที่แปด!”
การแข่งขันของมิติห้วงนภาใกล้เข้ามาทุกที หลงเฉินจึงไม่กล้าละเลยการฝึกวิชาของตนเอง เมื่อมาถึงการผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีชิ้นที่แปด ความเจ็บปวดทรมานที่เขาได้รับก็เทียบเท่าได้กับตอนที่เขาผสานกับผลึกแก้วชิ้นที่สี่
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีแรงกดดันเรื่องเฟิงอู่เทียนเกาะกินหัวใจเขาอยู่ หลงเฉินก็รู้ดีว่าเขาจะยอมแพ้ไม่ได้ในตอนนี้!
‘มีแต่ผู้ที่ยอมลำบากตรากตรำเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ หากข้าผ่านมันไปไม่ได้ ข้าก็เป็นคนไร้ค่า!’
เขากัดฟันทน หลงเฉินใช้ความพยายามอย่างมากจนน้ำเสียงของหลิงซีเริ่มหวาดวิตก แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
ครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าที่คาดคิดเอาไว้มากนัก หลงเฉินใช้เวลาถึงสองวันเต็มในการผสานผลึกแก้วชิ้นที่แปด!
ในตอนแรกเริ่มเป็นความเจ็บปวดที่เกินจะทานทน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้จะสำเร็จเขาก็รู้สึกชาไปทั้งตัว มีเพียงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของเขาที่ทำให้สามารถอดทนมาได้จนถึงจุดนี้
“หลงเฉิน อย่าเพิ่งผสานผลึกแก้วชิ้นที่เก้าเลยนะ ตกลงไหม?” หลิงซีขอร้องด้วยความกังวล
ความดื้อด้านและความทนทานของเขามาถึงจุดที่นางรู้สึกชื่นชม
“พูดอะไรของเจ้าน่ะ? ความเจ็บปวดแค่นี้ยังไม่ใกล้เคียงกับขีดจำกัดของข้าสักหน่อย”
หลงเฉินหัวเราะพลางหยิบผลึกแก้วเพลิงอัสนีชิ้นที่เก้าออกมาจากถุงมิติ เวลานี้เขาผสานผลึกแก้วไปแปดชิ้นแล้ว และด้วยการบ่มเพาะของผลึกแก้ว ร่างกายของเขาจึงแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ภายในจุดตันเถียนของเขา พลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงเริ่มแทรกซึมเข้าไปในจุดตันเถียน พลังนี้เกี่ยวกระหวัดไปรอบ ๆ พื้นผิวของแก่นมนุษย์ และไม่นานก็เริ่มผสานเข้าด้วยกัน!
“เมื่อใดที่พวกมันผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ข้าก็จะกลายเป็นจอมยุทธ์เพลิงอัสนี!”
หลงเฉินเข้าใจเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อไร้ซึ่งอุปสรรคเขาก็เริ่มผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีชิ้นที่เก้าอย่างรวดเร็ว ในครั้งนี้ความยากลำบากเพิ่มมากขึ้นจากการผสานชิ้นที่แปดหลายเท่า และความเจ็บปวดทรมานก็รุนแรงกว่ามากจนสีหน้าของหลงเฉินเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เวลานี้ร่างกายของหลงเฉินอาบไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าและกระแสไฟฟ้าแลดูน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก
คลื่นพลังรุนแรงค่อย ๆ ปะทุออกมา เปลวเพลิงปกคลุมไปทั่วร่างและภายในเปลวเพลิงนั้นมีสายฟ้าที่โลดแล่นไปมาอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่หลังจากทนทรมานมาหลายวัน หลงเฉินก็สามารถปรับตัวให้รับกับความเจ็บปวดของผลึกแก้วเพลิงอัสนีได้ ในเมื่อมันเป็นความท้าทาย เขาจึงกัดฟันทนไปจนถึงที่สุด
“ข้าใช้เวลาไปเกือบสามวันในการผสานผลึกแก้วชิ้นที่เก้า ดูท่าคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะผสานชิ้นที่สิบในเมื่อการแข่งขันมิติห้วงนภาจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลงเฉินก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาใกล้จะกลายเป็นจอมยุทธ์เพลิงอัสนีได้แล้ว แต่กลับไม่มีเวลาเหลือพอ
“แม้ข้าไม่รู้ว่าจะผสานผลึกชิ้นที่สิบได้หรือไม่ และโอกาสที่ข้าจะรอดชีวิตจากมิติห้วงนภาได้ก็คงเพิ่มขึ้นอีกมากหากข้าทำเช่นนั้นสำเร็จ”
แต่ถึงกระนั้นหลงเฉินก็ไม่รู้สึกท้อ
“ในตอนนี้ข้ามีทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลาง – [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] และเคล็ดวิชาบัญญัติชีวา --- [กายาย้อนกลับ] รวมทั้งทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นต้น – [มังกรสวรรค์ก้าวย่าง] ด้วยผลึกแก้วเพลิงอัสนี ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือพลังปราณของข้าก็ล้วนแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก และด้วยวิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] และ [สกัดโลหิตสลายปราณ] ข้าก็สามารถต่อสู้กับผู้ที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ได้แล้ว”
หลงเฉินรู้สึกมั่นใจหลังจากที่ผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนีมามากมายหลายชิ้น เขาใช้เวลาอีกหนึ่งวันในการทำความคุ้นเคยกับร่างกาย และวันที่สองก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เมื่อรุ่งสาง กานหลินก็พาเขาไปยังหอพักต้นหลิวมรกต
“ผู้คุมกฎรับหลิวหลิงและเฟิงอู่เทียนมาแล้ว ในสำนักสุริยันมรกต พวกเรามียอดฝีมืออย่างท่านหลิวเยวี๋ยนที่บรรลุระดับแก่นสวรรค์ เจ้าจงจำเอาไว้ด้วยว่าต้องให้ความเคารพต่อท่านหลิวเยวี๋ยน ผู้อาวุโสแห่งสำนักสุริยันมรกต”
หลงเฉินจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจ มียอดฝีมือในตระกูลหลิงอู่มากมายนับไม่ถ้วน ในตอนนี้หลงเฉินเป็นเพียงมดตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางคนเหล่านั้นและยังไม่เด่นสะดุดตาใคร ในเมื่อเขายังไม่เคยพบยอดฝีมือคนอื่น ๆ เขาจึงรู้สึกตื่นเต้น เมื่อลองนึกดูดี ๆ ม่อเซียวหลางและหลิวเยวี๋ยนผู้นี้ต่างก็เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดที่หลงเฉินเคยพบ
เวลานี้ เมื่อเห็นว่าหลิวหลานพาเฟิงอู่เทียนและหลิวหลิงมาถึงแล้ว หลงเฉินก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
‘นางกำลังดูถูกข้าอยู่หรือเปล่านะ?’
ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นเพียงคำอธิบายเดียวที่มี ทั้งการแข่งขันในมิติห้วงนภา ความขัดแย้งระหว่างหลงเฉินกับเฟิงอู่เทียนที่ถูกยั่วยุโดยหลิวหลานผู้งดงาม หลงเฉินมิอาจรู้ได้เลยว่านางพยายามจะทำสิ่งใดกันแน่ แต่คงไม่ใช่เพราะนางไม่มีอะไรทำอย่างแน่นอน
ในสำนักสุริยันมรกตมีผู้คุมกฎอยู่ห้าคนซึ่งดูแลหอพักทั้งห้ารวมทั้งหอพักต้นหลิวมรกต ในฐานะหนึ่งในแปดสำนักของเหล่ามรกต สำนักสุริยันมรกตได้รับการพัฒนาจนหรูหรามากเมื่อเทียบกับหอพักต้นหลิวมรกต
หากเอ่ยถึงหอพักต้นหลิวมรกตซึ่งได้รับการดูแลโดยผู้ติดตามรุ่นเยาว์ นับได้ว่าสำนักสุริยันมรกตนั้นเป็นที่พำนักของเหล่ายอดฝีมือ เมื่อตอนที่หลงเฉินเข้ามาที่นี่ เขาก็เห็นคนมีอายุหรืออยู่ในวัยกลางคนเพียงไม่กี่คนที่บรรลุเกินระดับแก่นมนุษย์ไปแล้ว ภายในสำนักสุริยันมรกตนั้นมีแต่ผู้ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ
ในแต่ละสำนักจะมีผู้อาวุโสใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุด รองลงมาคือผู้คุมกฎที่ดูแลเหล่าผู้ติดตามซึ่งบรรลุระดับแก่นมนุษย์ นอกจากผู้คุมกฎแล้ว หากผู้ใดมีอายุพอสมควรและมีศักยภาพ พวกเขาก็จะได้รับการขนานนามให้เป็นผู้อาวุโส นอกจากผู้คุมกฎทั้งห้าแล้ว ภายในสำนักสุริยันมรกตยังมีผู้อาวุโสคนอื่น ๆ อีกสี่คน
เวลานี้ ชายวัยกลางคนที่ดูราวกับปราชญ์ผู้ทรงภูมิปัญญาคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงกลางห้อง ทางด้านซ้ายของเขามีชายชราสี่คน และด้านขวามีชายหญิงอีกห้าคนที่ดูเยาว์วัยกว่า หลิวหลานผู้งดงามทรงเสน่ห์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เบื้องหน้าของพวกเขาคือเหล่าผู้ติดตามที่มีความสามารถโดดเด่นซึ่งบรรลุระดับแก่นมนุษย์และเป็นตัวแทนของสำนักสุริยันมรกตในการแข่งขันของมิติห้วงนภาที่จัดขึ้นโดยเหล่ามรกต
เมื่อพวกเขามาถึงที่สำนัก กานหลินก็ทักทายกับทุกคนที่อยู่ด้านใน จากนั้นก็พาหลงเฉินเข้าไปก่อนจะขอตัวอย่างสุภาพและแยกกลับไปที่หอพักต้นหลิวมรกต
เมื่อหลงเฉินมาช้าไปเล็กน้อย และด้วยข่าวลือเกี่ยวกับเขาและเฟิงอู่เทียน ตอนนี้เขาจึงมีชื่อเสียงไม่สู้ดีนัก ตอนที่เขาเดินเข้าไปทุกคนต่างก็จับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียวกัน
‘พวกเจ้ามองบ้าอะไรกัน? ข้าไม่ใช่สาวงามสักหน่อย จ้องข้าราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปในเสื้อผ้าอย่างนั้นแหละ?’
เขาก่นด่าอยู่ในใจ ทว่าเขาไม่กล้าหยาบคายมากนัก หลงเฉินรีบเงยหน้าและโค้งคำนับผู้ที่นั่งอยู่ด้านหน้า
“ผู้ติดตามหลงเฉินขอคารวะท่านผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสทั้งสี่ และผู้คุมกฎทั้งห้า!”
ผู้อาวุโสทั้งสี่แก่ชราเสียจนไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ พวกเขาจับจ้องมาที่หลงเฉินด้วยสีหน้าราบเรียบ ผู้คุมกฎทั้งสี่ส่งยิ้มให้เขาเช่นเดียวกับหลิวหลาน ราวกับว่านางเพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรก
‘ข้าละสงสัยจริง ๆ ว่ายัยผู้หญิงโง่นั่นคิดอะไรอยู่...’
เมื่อหลงเฉินพุ่งความสนใจไปที่หลิวเยวี๋ยน เขาเองก็พินิจพิจารณาหลงเฉินอยู่ครู่หนึ่งและจำได้ว่าบุตรสาวคนเล็กของเขาเคยเอ่ยถึงหลงเฉินมาก่อน เขามองไปที่ลูกสาวคนโต หลิวหลาน สายตานั้นพูดแทนได้เป็นอย่างดี หลิวหลานเลื่อนระดับให้หลงเฉินเป็นระดับสามดาวด้วยสถานภาพที่ไม่โดดเด่นและไม่เป็นที่ยอมรับนัก
‘เขาเพิ่งเข้าตระกูลหลิงอู่ได้ไม่นาน อีกทั้งยังไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้ใด และไม่ยอมมาปรากฏตัวหลังจากที่ตกปากรับคำในการประลอง เด็กหนุ่มนามว่าหลงเฉินผู้นี้มีเพิ่งจะบรรลุระดับแก่นมนุษย์เท่านั้นเอง เหตุใดเสี่ยวหลานถึงได้เลื่อนระดับให้เขาเป็นระดับสามดาว?’
เมื่อเขารู้สึกไม่พอใจในตัวหลงเฉินเท่าไรนัก รายชื่อนั้นถูกเสนอมาแล้ว และหลิวหลานก็ไม่มีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เขาเอ่ยขึ้น
“เจ้าคือหลงเฉินสินะ? แม้ว่าเจ้าจะเพิ่งเข้าตระกูลหลิงอู่ แต่เจ้าก็ได้รับโอกาสอันดีให้เข้าร่วมการแข่งขันของมิติห้วงนภา ข้าหวังว่าเจ้าจะคว้าโอกาสนี้ไว้และไม่ทำให้สำนักสุริยันมรกตต้องขายหน้า”
“นี่คือการต่อสู้ระหว่างสำนักต่าง ๆ ของเหล่ามรกต มันเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจของทุกคนที่อยู่ที่นี่ ดังนั้นพวกเจ้าทั้งสิบคนจะต้องพยายามให้ดีที่สุด เข้าใจหรือไม่?”
*****************