หนึ่งสตรีนั่งคูเข่าตั้งมั่น มือสองข้างก็เกาะกุมซึ่งหนึ่งหยกแดงอบอุ่นที่ได้จากหนึ่งบุรุษเมื่อนานมาแล้ว
ไอหนาวแห่งผาสำนึกนับว่าแก่กล้า ยิ่งสำหรับผู้บำเพ็ญระดับต่ำอย่างหลงหลินด้วยแล้ว เพียงการนั่งอยู่ภายในก็นับว่าเป็นการทรมานที่หนักหนา หากแต่ด้วยหยกแดงก้อนหนึ่งที่อยู่ในมือ หลงหลินก็คล้ายไม่มีความหนาวเหน็บแม้แต่น้อย เพราะในใจอบอุ่นเหลือเกิน
และยิ่งเมื่อนางได้รับรู้ข่าวของจางหมิงจากศิษย์พี่ใหญ่จู นางก็คล้ายกับยิ่งสบายใจ เรื่องที่นางกังวลใจตอนนี้หมดสิ้นแล้ว
นอกจากนั้นศิษย์พี่ใหญ่จูยังช่างแสนดี แอบมอบหยกอบอุ่นให้นางอีกหลายก้อน นอกจากนั้นยังมีอาหารที่แอบซ่อนเอาไว้ในกำไลวิเศษที่แอบนำเข้ามาอย่างลับๆ ดังนั้นความเป็นอยู่ของหลงหลินตอนนี้จึงนับว่าไม่แย่เลย
หากแต่ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปหรือ
.
.
.
หน้าผาสำนึกตน มีบุรุษผู้หนึ่งได้รับข้อความจากสารวิญญาณส่งมา เมื่อได้รับสิ่งนี้มาหลังอ่านจบมันก็รีบทำลายทันที
หากแต่นี่มันคือเรื่องอะไรกันนะ?
.
.
.
จางหมิงตอนนี้นั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่งขบคิด มีหลายอย่างปรากฏในใจ มันขบคิดถึงคำพูดของผู้ชรา
ไม่น่าเชื่อนัก ยิ่งมันขบคิด มันก็ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดของชายชราคือปรัชญาธรรมประการหนึ่งที่เหนือล้ำ
ความแค้นคืออะไร...
หรือเหตุใดปราชญ์เมธีต้องอยู่เหนือมัน นั่นก็เพราะมีแต่ผู้รู้แจ้งจึงจะอยู่เหนือซึ่งโทสะอันต่ำทรามได้ ยิ่งมรรคาสูงส่ง คุณธรรมก็ยิ่งต้องเหนือล้ำ ชายชราตรงหน้ากำลังต้องการบอกสิ่งนี้ต่อมัน เพราะแบบนั้นท่านถึง...
ชี้นำเรื่องความแค้น สั่งสอนด้วยเมตตา
จางหมิงจดจ้องชายชราราวกับกำลังพบเทพยดาเดินดิน ตอนนี้มันตีปัญหาธรรมแห่งผู้ชราออกแล้ว
'การฝึกตนเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับสูงส่ง มิอาจจะปล่อยให้ความแค้นและไฟแห่งโทสะเข้าครอบงำ หากอยากจะดับความแค้นและไฟโทสะในใจลง เพื่อก้าวสู่เส้นทางบำเพ็ญที่สูงขึ้น ก็มีแต่ความชุ่มเย็นของน้ำทิพ... ความเมตตาคือน้ำทิพนั้น ไม่น่าเชื่อสิ่งข้าติดขัดมานานปีตอนนี้กระจ่างแล้ว คำพูดของท่านผู้อาวุโสช่าง'
ไม่ช้าจางหมิงที่กำมือหมัดแน่น สองมือก็คลายออก ไฟร้อนในในก็คล้ายดับสลาย ปล่อยความโกรธแค้นและโทสะทั้งหลายราวกับเป็นสายลมพัดผ่าน หลากเคล็ดวิชาที่มิเคยเข้าใจ หากแต่ตอนนี้กับกระจ่างชัดราวตะวันฉาย
ใบหน้าที่เคยกลัดกลุ้มกลายเป็นเบาสบาย ไม่ช้านัยน์ตาสองข้างก็มีหยดน้ำตาซึมไหล
ความปีติในธรรมเกิดขึ้นในใจ
ไม่ช้าตัวมันก็พูดกล่าว
.
.
.
"ท่านอาวุโส... ข้า. ข้าจางหมิงเข้าใจแล้วขอรับ ขอบคุณท่านอาวุโสที่ชี้แนะ จางหมิงปล่อยวางความแค้นได้แล้ว พร้อมเข้าสู่วิถีแห่งปราชญ์เมธี ขอท่านผู้อาวุโสส่งเสริม" กล่าวจบจางหมิงก็ก้มหัวคุกเข่า น้ำตาไหลอาบหน้า
ร่างของฉินเทียนแข็งค้าง หน้าจอของระบบศาลเทพสวรรค์มันยังเปิดค้างอยู่ในหมวดเคล็ดวิชาบำเพ็ญสายนักรบวิปลาส ตัวมันฉินเทียนกะให้ไอ้เจ้าจางหมิงกลายเป็นปีศาจร้ายสังหารโหดแก้แค้น มันเป็นธรรมดามิใช่รึ... ที่คนเราจะคั่งแค้น ในผู้หมายจะสังหารเรา ข่มเหงสตรีของเรา
ฉินเทียนกลืนน้ำลายหนึ่งอึกก่อนจะพูดกล่าวในใจ 'แล้วนี่ข้าจะพูดกล่าวต่อไปอย่างไรดี ตอนแรกคิดหมายว่ามันต้องปฏิเสธแน่นอน เพราะตัวมันมิอาจจะปล่อยวางความแค้น จากนั้นตัวข้าก็จะเล่นบทผู้สูงส่งพูดกล่าวหักดริฟตบมุกกลับว่า ดีมากจางหมิงเมื่อหัวใจเจ้าคั่งแค้นก็มีแต่ต้องใช้โลหิตเข้าชำระ ปราชญ์เมธีคืออะไร คุณธรรมคือสิ่งใด ทุกสิ่งล้วนจอมปลอม หากเจ้าพูดกล่าวกับเราว่าเจ้าปล่อยวางความแค้น วาสนาของสองเราคงจบสิ้นมิอาจจะมีบุญวาสนาซึ่งเป็นศิษย์อาจารย์ เพราะตัวเจ้ามันก็เป็นแค่ผู้จอมปลอม หากแต่ตอนนี้เจ้าได้พิสูจแล้วว่า เจ้าคือคนจริงบุรุษกล้าที่กล้าพูดสิ่งที่ตรงกับใจ ดีมากจางหมิงเจ้าเหมาะเป็นศิษย์กล้าของเราย่ำฟ้า ฮะฮาฮา'
แม้ฉินเทียนจะคิดกล่าวแบบนี้ หากแต่บทพูดเช่นนี้กลับมิได้ใช้งานเสียแล้ว
ฉินเทียนนิ่งอึ้ง ก่อนจะไอแคร่ะ แคร่ะ สองสามที พร้อมสูดหายใจเข้าปอด ดึงเวลาคิดบทพูดใหม่ ไม่ช้ามันก็พูดกล่าว พร้อมขับดันวิชาหัตถ์นางสวรรค์ เกิดเป็นแสงวิงวับรอบกายมัน ราวกับว่าตอนนี้มันคือเทพยดาจริงๆ
"เดิมที่หัวใจของทุกสรรพชีวิตล้วนบริสุทธิ์ ความโกรธเกลียด โทสะร้อน ก็เปรียบดังหมอกควันที่ปิดทึบซึ่งหัวใจของเหล่าสรรพชีวิต จางหมิงเมื่อเจ้าตระหนักรู้แล้ว ตอนนี้เจ้าก็คู่ควรแล้วซึ่งเป็นศิษย์ของเราผู้นี้ ดังนั้นในตอนนี้เราย่ำฟ้าจะกล่าวถาม"
"!!!จางหมิง เจ้าต้องการเป็นศิษย์ของเราย่ำฟ้าผู้นี้หรือไม่"
"แม้โลกหล้าจะแหลกสลาย แม้มหาจักรวาลจะวุ่นวาย หากแต่จางหมิง หัวใจของเจ้าจะประดุจประธีปแสงที่ส่องสว่างเพื่อมหาสรรพชีวิต ด้วยคุณธรรมค่ำฟ้า มิใช่เพราะมหาฤทธา"
"หากแต่เพราะมีคุณธรรมค่ำฟ้า ไม่ช้ามหาฤทธาก็กำเนิด"
"จางหมิงข้าจะพูดกล่าวอีกครั้ง เจ้าต้องการเป็นศิษย์ของเราย่ำฟ้าผู้นี้หรือไม่!!!"
สิ้นเสียงผู้ชราจางหมิงก็ก้มกราบ พร้อมกู่ร้องเสียงดัง
.
.
.
"ท่านอาจารย์ข้าจางหมิงตลอดชีวิตนี้จะเดินตามเส้นทางและคำสั่งสอนของอาจารย์ตลอดชีวิต พร้อมจะนำคุณธรรมค่ำฟ้าสถิตในใจมิลืมเลือน"
ไม่ช้าโลกหล้าก็ราวกับแต่ร้าว กลางมหานภากว้างที่มืดมิด มีดวงจันทราให้แสง หากแต่ตอนนี้อยู่ดีๆ ก็ราวกับปรากฏสุริยันฉายในยามราตรี ค่ำคืนเดือนมืด คล้ายกับเป็นเวลาเที่ยงวัน
จางหมิงตกตะลึง
.
.
.
ฉินเทียนก็อื้ออึง
'มารดาเอ็งเถอะ เหตุใดจึงเปิดตัวเวอร์วังอลังการแบบนี้ เอ็งอยากให้ผู้คนทั่วแดนดินรู้รึ ว่าข้าเป็นเจ้าของเอ็ง ไอ้เวรเอ๊ยรีบมาอยู่ในมือบิดาได้แล้ว'
ฉินเทียนยกมือขึ้นสูง ส่งจิตเจตนาเรียกเทวรูปรอบรู้ ที่บัดนี้ลอยเด่นอยู่กลางนภาสูง ขนาดของมันกว้างใหญ่นับ 1000 จั้ง ก่อนในไม่ช้าขนาดของมันจะค่อยๆ หดเล็กลงจากบัญชาของฉินเทียน
และเมื่อระบบศาลเทพสวรรค์ทำเช่นนี้ ตัวมันฉินเทียนก็มีแต่ต้องคล้อยตาม
มันผลักดันอานุภาพแห่งหัตถ์นางฟ้า พร้อมกดใช้แต้มบุญยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกมากโข
หัตถ์แห่งมันตอนนี้กลายเป็นมือยักษ์ส่องสว่าง คล้ายกับกำลังลองรับเทวรูปที่ถูกอัญเชิญนี้ลงมา
ผู้คนและชาวบำเพ็ญที่ยังมิได้รับนอน ต่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นภาพเช่นนี้แต่ไกล!!!นี่มันเรื่องราวบ้าบออะไรกัน
.
.
.
ณ มหาราชวังแห่งเมืองฟ้าอนันตร์
ติงฉีเล่อมหาราชันย์แห่งทวีปเล็ก บินลอยกายออกมาด้านนอก พร้อมจดจ้องมองไปยังทิศทางประหลาด ที่บังเกิดแสงสว่างสกาวราวสุริยันฉายยามราตรี มันเหม่อมองด้วยความอื้ออึง
ณ ตระกูลจู ซุน เกา ก็มิต่างกัน เหล่าผู้บำเพ็ญทั้งหลายลอยกายออกมาด้านนอกก่อนจะจดจ้องมองดูเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้น
พร้อมสับสนว่าสิ่งนี้คืออะไร
.
.
.
ฉินเทียนยื่นยิ้มลอยตัวอยู่หน้าจางหมิง
มือข้างหนึ่งถือเทวรูปรอบรู้ราวกับว่าตัวมันเป็นพระโพธิสัตว์
ไม่ช้ามันก็พูดกล่าว
"ศิษย์ข้าเราไปจากที่นี่กันเถอะ"
ไม่ช้ามันก็ตั้งจิตเจตนา เดินสิบก้าวในใจ ไม่ช้าตัวมันกับจางหมิง ก็หายลับไป พร้อมยืนอยู่ในศาลเทพสวรรค์
ราว 500 อึดใจ หลังจากปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เหล่าผู้บำเพ็ญจากทั่วมหานครฟ้าอนันตร์ ต่างก็รีบโบยบินมา ณ จุดที่คิดว่า เป็นจุดตกของแสงสุริยัน
และแต่ละคนที่มาถึง ต่างมิใช่ตัวตนธรรมดาสามัญ
หากแต่ล้วน...เป็นตำนานแห่งแดนดิน เหนือตำนานก็ยังมี
ไม่ช้าก็มีหนึ่งอาวุโสก็พูดกล่าว
"ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้พบอาวุโสแซ่จู กี่ร้อยปีแล้วนะที่พวกเรามิได้พบกันสังสรรค์ดังวันวาน ทั้งๆ ที่อยู่ในบ้านเมืองเดียวกันแท้ๆ"
"หุหุ สหายซุน พวกเราต่างก็รู้ดี วันเวลายิ่งล่วงผ่านเส้นทางบำเพ็ญของพวกเราก็ตีบตัน เราผู้ชราปล่อยวางแล้วเรื่องโลกหล้า อยากใช้เวลาเล่นกับลูกหลานที่บ้านก็เท่านั้น"
"เราผู้แซ่เกาก็หวังว่าผู้แซ่จูจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ มิใช่ว่าหลายปีนี้ทำงานหนักหลอกรึ เห็นคนแซ่จูช่างขยันเข้าวังบ่อยครั้งเหลือเกิน"
"ฮะฮาฮา ก็แค่การพบปะพูดคุยกับสหายเก่าแก่ก็เท่านั้น อย่างไรเสียเราก็เคยเป็นมหาราชองครักษ์วังหน้า ก็ย่อมมีมิตรสหายมากหน้าในนั้นบ้าง มิแปลกมิแปลก"
.
.
.
คำพูดก็อย่างหนึ่ง การกระทำก็อย่างหนึ่ง
แม้จะพูดกล่าวปราศรัยประดุจผู้มากน้ำใจต่อกัน หากแต่ตอนนี้แต่ละผู้คน ต่างเร่งรีบค้นหาที่มาของปรากฏการณ์ประหลาด
นอกจากนั้นในไม่ช้า
ไม่รู้ทำไม สีหน้าของคนแซ่ซุนและแซ่เกาถึงมีทีท่าประหลาดนัก ราวกับว่าพวกมันแต่ละคนพึ่งเสียทรัพย์นับหมื่นแสนที่ลงทุนไปอย่างยากลำบาก
.
.
.
ไม่ช้าบรรพชนแซ่เกาก็พูดกล่าวโดยส่งเสียงจิตไปหาบรรพชนแซ่ซุน
"ไอ้แก่ ไอหยินมารของพวกเราหมดสิ้นแล้ว ใครมันเป็นคนทำ หากเป็นเช่นนี้ มิใช่ว่าหากเรื่องนี้รู้ถึงนายท่าน พวกเราจะรักษาศีรษะไว้บนบ่าได้รึ"
"ไอ้ผู้แซ่เกา เหตุการณ์ประหลาดนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ประหลาด หากเรื่องนี้เบื้องบนเล่นงาน พวกเราก็จำต้องคิดหาทางออกร่วมกัน งานยอดยุทธ์รุ่นเยาว์จากหมื่นแดนใกล้มาถึง พวกเราอาจจะใช้สิ่งนั้นแลกเปลี่ยนก็ได้ แม้จะยุ่งยากเสียหน่อย หากแต่ความลับนี้ก็น่าจะพอให้พวกเรารักษาศีรษะ และความมั่งคั่งเอาไว้ได้"
ไม่ช้าบรรพชนผู้แซ่เกาก็ขบคิด ไม่ช้าก็ราวกับคิดอะไรออก
"ใช่จริงๆ พวกเรายังมีสิ่งนั้น ฮะฮาฮา นับว่ามีทางรอดจริงๆ หากแต่พวกเราต้องให้เหล่ารุ่นเยาว์เหนื่อยกันเสียหน่อยแล้ว ฮะฮาฮา"
"หากแต่เรื่องไอหยินมารที่หายไปพวกเราจะแจ้งเบื้องบนว่าอย่างไรดี"
"หึ ก็แค่รายงานไปตามความเป็นจริง ให้พวกเบื้องบนจัดการเองเถอะ สิ่งนี้ดูท่าจะเกินปัญญาพวกเรา คนที่ทำลายหยินมารได้ก็มีแต่ผู้ชำนาญมหาศาสตร์วิถีภูตผีและคำสาปเท่านั้น ในโลกใบนี้เกรงว่าผู้ชำนาญศาสตร์สายนี้อย่างท่องแท้ก็คงมีเพียง..."
"!!!ปราชญ์ภูตผี"
"ไม่ต้องพูดกล่าวแล้ว เจ้ารีบกลับไปแจ้งเบื้องบนเถอะ"
"ไอ้ผู้แซ่ซุน เอ็งคิดว่าข้าโง่รึ ถ้าจะแข่งกันหาสมบัติก็จำต้องหาด้วยกัน หึหึ จะมาเล่นลูกไม้กับข้ายากนัก เหมือนเดิมก็แล้วกันใครพบเจอก็เป็นเจ้าของไปเสีย หยุดเล่นลิ้นมากอุบายได้แล้ว"
หึ บรรพชนแซ่ซุนหัวเราะในลำคอม
โดยที่ทั้งสองแทบไม่รู้ตัว ในที่ไกลออกไป บรรพชนแซ่จูคล้ายหน้าขมวดคิ้วสีหน้าปั่นยาก มันดักจับข้อความและบทสนทนาทางจิตได้หลายส่วน พร้อมพึมพำในใจ 'หลายพันปีมานี้ ผู้บำเพ็ญมากมายในอาณาจักรของเราหายไป ที่แท้ก็เพราะพวกเดรัจฉานพวกนี้จริงๆ หึ ไอ้พวกแซ่เกา แซ่ซุน โลหิตของของคนแซ่จู มิใช่ว่าจะล้างกันได้ง่ายๆ 108 ชีวิตของคนแซ่จูที่หายไป ข้าพบเจอผู้ติดค้างแล้ว หึหึ เดรัจฉานเอ๊ย'
.
.
.
ณ เรือท่องนภาของปราชญ์บัวมณี ที่สูงเหนือเมฆาขึ้นไปมากนัก จนเกือบจะท่องไปในห้วงอวกาศ
ลี่อิ่งนางสตรีผู้งดงาม นางก็เห็นปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์นั้นเช่นเดียวกัน
นางกล่าวถามปราชญ์บัวมณีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คงมีแต่ผู้รอบรู้เรื่องมหาจักรวาลเท่านั้นที่จะสามารถตอบปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ "พี่หญิงเมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นรึเจ้าค่ะ ทำไมมันจึงช่างแลดูอัศจรรย์นัก"
ปราชญ์บัวมณีหน้านิ่วอยู่ครู่ พร้อมนิ่งเงียบขบคิด พร้อมราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น ที่พึงเกิดขึ้นไม่นาน
ลี่อิ่งเดินมาข้างตัวนางพร้อมกล่าวถามคำเดิมอีกครั้ง หากแต่ปราชญ์บัวมณีก็ยังนิ่งเงียบจนกระทั่ง ลี่อิ่งเอามือเขย่ากายนาง
"พี่หญิงท่านเป็นอะไรเจ้าค่ะ ท่านได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่"
ปราชญ์บัวมณีสะดุ้ง ไม่ช้าจึงรู้สึกตัวก่อนจะถามลี่อิ่งนางสตรีอีกครั้งว่าเจ้าพูดถามอะไร ไม่ช้านางก็พยักหน้ารับก่อนพูดกล่าว "ไม่มีอะไร เพียงแต่ข้ากำลังคิดไปว่ามันเป็นไปได้หรือที่สมบัติฟ้าดินจะปรากฏยังดาราที่แสนธรรมดาแห่งนี้ มันไม่สมควรที่จะมีผู้ใดครอบครองได้ เพราะมีแต่มหาเทวะปรมัตถ์และราชันย์สวรรค์เท่านั้นที่พอจะสร้าง หรือครอบครองสิ่งนี้ หากแต่ก็ช่างยากยิ่ง มิใช่ผู้ใดก็จะมีสิ่งเหล่านี้ได้"
"พี่หญิงมิใช่ว่าเมื่อปีก่อนพวกเราพึงพบราชันย์สวรรค์ด้วยกันรึ"
ปราชญ์บัวมณีตกใจอีกครั้ง หากแต่นางก็รีบพูดกล่าว
"เป็นไปไม่ได้ ราชันย์สวรรค์ผู้นั้นไม่น่าจะอยู่ในดาราแห่งนี้ได้ เพราะกฎเกณฑ์อันเหนือล้ำได้บีบบังคับไว้อยู่ หากแม้จะฝืนอยู่ก็เกรงว่าตอนนี้จะมีสภาพย่ำแย่แล้ว ลี่อิ่งเจ้าจำไม่ได้รึที่ข้าบอกกล่าว ดาราแห่งนี้อยู่บนจักรวาลอัศจรรย์ที่แสนแปลกประหลาดแห่งหนึ่ง ผู้ที่จะเข้ามาภายในมิอาจจะสำแดงเดชแห่งฤทธาได้เกินระดับแสวงมรรค หากผู้ใดใช้ฤทธาเกินขอบเขตนี้ ยิ่งใช้มากเท่าไร กินเวลานานเท่าไร นอกจากอายุขัยจะทดถอยอย่างรวดเร็ว หากแต่พลังวิญญาณในกายก็จะค่อยๆ ปนเปื้อนและถูกทำลาย แม้แต่ข้าผู้เป็นราชันย์สวรรค์ห้าชั้นฟ้ายังมิกล้าอยู่ที่นี่นาน จำต้องส่งร่างแบ่งภาคมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเช่นนี้ และแม้แต่ท่านปู่ของเจ้ามหาเทวะปรมัตถ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็เช่นกัน และเมื่อเป็นเช่นนี้ราชันย์สวรรค์มันผู้นั้นจะอยู่ได้อย่างไร อย่างมากเมื่อใช้ฤทธาเสร็จก็จำต้องออกจากที่นี่โดยไว"
"ถ้าหากเป็นเช่นนั้น แล้วแสงสว่างนั้นจะว่าอย่างไร"
ปราชญ์บัวมณีนิ่งขบคิดอีกครั้ง เรื่องนี้เหนือการคาดเดาของนางไปมากนัก
นางก็มิรู้จะพูดกล่าวสิ่งใด รู้เพียงแต่ว่าของสิ่งนั้นต้องเป็นสมบัติสวรรค์ในตำนานแน่นอน