ตติรัตน์ต้องออกจากงานตามคำสั่งของภูเวศน์ มาอยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวตนของเธอเลยจริงๆ ที่จะมานั่งๆ นอนๆ อยู่แต่บ้านอย่างนี้ ปกติทุกๆ วัน มีโน่นนี่นั้นให้ทำอยู่โดยตลอด แต่นี่พอตื่นขึ้นมาก็ไม่มีอะไรให้เธอทำเลยจริงๆ งานบ้านงานครัวน่ะเหรอ ก็มีคนทำอยู่แล้ว เธอจะไปช่วยทำนิ่มนวลก็ไม่ยอม
“เบื่อจัง!! พึ่งรู้ว่าการอยู่บ้านเฉยๆ มันน่าเบื่ออย่างนี้นี่เอง เฮื่อออ!!!!......”
ตติรัตน์บ่นพึมพำกับตัวเองออกมาเบาๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี อ่านหนังสือก็แล้ว ดูหนังดูละครก็แล้ว เหมือนชีวิตมันว่างมาก ก็อย่างว่าน่ะนะ คนเคยทำงาน ให้มานั่งกินนอนกินอยู่บ้านเฉยๆ ก็จะเป็แบบนี้แหละ
“เราต้องหาอะไรทำเป็ชิ้นเป็อันซะแล้วล่ะ ขืนอยู่อย่างนี้มีหวังเฉาตายแน่เลยเรา ว่าแต่ว่าเราจะทำอะไรดีล่ะ!!??”
ตติรัตน์บอกกับตัวเอง ทำท่าครุ่นคิด แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก จากที่นั่งคิดจนเมื่อย ก็เอนกายลงไปนอนที่โซฟา โดยทีวีก็เปิดอยู่อย่างนั้นไป ไม่ได้สนใจจะดู
“จะทำอะไรดีน่ะ ขายของในอินเทอร์เน็ตเหรอ หรือว่าจะเขียนบทความเขียนนิยายดี แต่เราจะต้องมีคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็โน๊ตบุ๊คก่อนสิ เราถึงจะทำที่ว่ามาได้น่ะ”
พอนอนคิดไปคิดมาอยู่สักพัก เปลือกตาก็ค่อยปรือลงเรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนในที่สุด ตติรัตน์ก็หลับไป แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ตติรัตน์หลับไปได้สักพัก ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ที่เธอหลับอยู่ ใครคนนั้นคือภูเวศน์นั้นเอง เขามาทำไมตอน่บ่ายๆ อย่างนี้น่ะหรือ ก็นั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศโรงงาน โดยมีใบหน้าสวยหวาน ของใครบางคนลอยก่อกวนจนทนไม่ไหว และไม่มีอันทำงาน เขาจึงตัดสินใคร ตีรถกลับมาบ้านนี่แหละ
ภูเวศน์ก็ไม่เข้าใจตัวเองว่า ทำไมถึงได้คิดถึงและโหยหา คนตัวเล็กอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ มันเป็อาการแปลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครมาก่อน ไม่ใช่ว่าภูเวศน์ไม่เคยผ่านผู้หญิงมาก่อนเสียที่ไหน เขานั้นถือว่าช่ำชองเลยทีเดียวล่ะ แต่ผู้หญิงแต่ละคนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่เคยมีความรู้สึกลึกซึ้ง คิดถึง ผูกพัน โหยหา เป็หน้าเป็หลังอย่างนี้
ภูเวศน์เดินผ่านห้องโถงเข้ามา โดยสายตาคมกริบ ก็สอดส่ายสายตามองหาคนตัวเล็กไปด้วย ดูว่าคนตัวเล็กจะอยู่ที่ตรงไหน และทำอะไรอยู่ พอเดินมาจนถึงห้องนั่งเล่น เขาเห็นทีวีเปิดอยู่ จึงคิดว่าคนตัวเล็กน่าจะอยู่ในห้องนี้แหละ จึงหันเหการก้าวเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น อย่างไม่รั้งรออะไรทั้งนั้น
ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ โซฟา ที่ตติรัตน์นอนหลับไม่รู้เื่รู้ราวอยู่บนนั้น มองนิ่งๆ มองนานๆ มองแบบไม่วางตา จนกระทั่งคนตัวเล็กพลิกร่างบางนอนเอียงข้าง เขาก็เผลอคลี่ยิ้มที่มุมปากนิดๆ แล้วหย่อนกายแกร่งไปนั่งบนโซฟา
ความอ่อนยวบของโซฟา ทำให้ตติรัตน์ที่หลับอยู่ รู้สึกตัว ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมอง และก็ได้เห็นสายตาคมกริบ มองจ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว สายตาสองสายตาสบประสานกัน ราวกับว่าสายตาคมกริบนั้น มีกระแสไฟฟ้าวิ่งมาช๊อตร่างบาง ให้นิ่งจังงัง ทั้งเรี่ยวแรงภายในกาย ก็หดหายไปแบบไม่ทันให้ตั้งตัว
“คะ คุณภู เอ่อ!! คุณมาั้แ่เมื่อไรคะ?? ทำไมฉันไม่ได้ยินเสียงรถเลย”
ตติรัตน์ตั้งสติและหาเสียงตัวเอง ก็เอ่ยถามคนตัวโตออกมาแบบติดๆ ขัดๆ พร้อมทั้งใบหน้าสวยหวานก็แดงระเรื่อซับสีขึ้นมา ด้วยความเขินอาย และทำทีจะพยุงตัวลุกขึ้น แต่แขนแกร่งก็ยื่นมาคร่อมค้ำโซฟา เลยทำให้ตติรัตน์จำต้องนอนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น
“ก็มาตอนที่เห็นนี่แหละ”
เสียงกระเซ้าแหบพร่าของภูเวศน์ตอบกลับ โดยที่เขาใช้สายตามองสำรวจไปทั่วใบหน้าสวยหวาน แล้วมาหยุดอยู่ที่ปากบางอวบอิ่ม นิ่งอย่างมีความหมาย ซึ่งความหวานนั้น ยิ่งทำให้ตติรัตน์หน้าแดงจนลามไปถึงใบหู และพยายามจะลุกขึ้นจากโซฟาอีกครั้ง
ภูเวศน์ไม่ปล่อยให้ตติรัตน์ลุกออกจากโซฟา โดยเขายื่นปากเข้าฉกปากบางอวบอิ่ม เป็ผลให้ศีรษะเล็กที่ชันขึ้นเพื่อจะลุก กลับลงไปนอนที่โซฟาตามเดิม โดยมีภูเวศน์ตามติด และเลื่อยกายแกร่งลงไปนอนกอดร่างบางอยู่บนโซฟา
ชายหนุ่มจูบแล้วจูบอีก สอดลิ้นสากร้อนเข้าไปสำรวจในโพรงปากเล็ก มือใหญ่ก็ลูบไล้ร่างบางไปพร้อมๆ กัน จนร่างบางขนอ่อนลุกซู่ สั่นสะท้าน สยิว วาบหวามขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
อิ่มเอมเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น เพื่อหวังจะมาดูตติรัตน์ เผื่อว่าเธอ้าอะไร แต่ก็มาเห็นภูเวศน์กำลังนัวเนียอยู่กับตติรัตน์บนโซฟา จึงเลี่ยงออกจากห้องอย่างเร็วไว และสั่งห้ามคนอื่นๆ ไม่ให้เข้าไปในห้องนั้น
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓