อันที่จริง เพียงแค่จำนวนสมบัติของเสิ่นเชียนเกอก็เพียงพอจะบ่งบอกได้แล้วว่าบุตรสาวผู้นี้มี ‘น้ำหนักในใจ’ บิดามารดาน้อยเพียงใด
นางเติบโตมากับครอบครัวชาวไร่ั้แ่เยาว์วัย ในครอบครัวที่นางอาศัยอยู่ด้วยมีพี่น้องหลายคน การใช้ชีวิตในแต่ละวันจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก กระนั้นเมื่อเข้ามาอยู่ในตระกูลเสิ่นที่มีทั้งเรือนพักและเงินเดือนเป็ของส่วนตัวแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็ยังไม่เคยใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายแม้แต่ครั้งเดียว แต่ถึงจะเป็เช่นนี้เงินที่สะสมไว้ก็มีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น
เสิ่นเชียนเกอยิ้มหยันให้กับโชคชะตาของตน ก่อนที่จะหันไปกำชับเก๋อมามา “ท่านช่วยนำเงินทองแดงนั่นไปแจกจ่ายให้กับบ่าวไพร่ในเรือนทั้งหมดด้วย ั้แ่เดือนนี้เป็ต้นไปส่วนกลางคงจะไม่จ่ายเงินให้พวกเขาแล้ว”
ในเมื่อ้าลงโทษนาง เสิ่นฮูหยินจะต้องสั่งห้ามไม่ให้เรือนหลักแจกจ่ายข้าวของเงินทองใด ๆ มาให้นางเป็แน่ ซึ่งนั่นก็รวมถึงเงินเดือนที่จะต้องจ่ายให้เหล่าคนรับใช้ในแต่ละเดือน แน่นอนว่าเงินเดือนของตัวนางเองก็เช่นกัน
สาวใช้ทั้งหมดที่ย้ายตามนางมานั้นล้วนมีแต่ผู้ที่จงรักภักดีทั้งสิ้น เมื่อได้รับมอบหมายให้ติดตามรับใช้ผู้ใดก็ตั้งใจกระทำอย่างเต็มที่และซื่อสัตย์ พวกเขาเ่าั้ควรที่จะได้รับเงินตามสมควร ไม่อาจขาดตกบกพร่องได้
เก๋อมามาเมื่อได้ยินคำสั่งก็ตกตะลึงไปในทันที ทว่าเมื่อได้ทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ของผู้เป็นายแล้ว นางจึงจะพยักหน้าตอบรับแต่โดยดี
“ส่วนเงินที่เหลือ มามาช่วยตรวจดูสักหน่อยเถิดว่าพวกเรายังขาดของใช้จำเป็ใดอีกหรือไม่ ถ้าขาดก็ให้คนเอาเงินนั่นออกไปซื้อ ไม่ว่าอย่างไรเราทุกคนก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ได้ อ้อ อีกอย่าง ข้ารบกวนท่านช่วยนำเครื่องประดับทั้งหมดนี้ออกไปขายแลกเงินมาด้วย”
เื่อื่น ๆ เก๋อมามาก็ยังพอรับได้ แต่เื่ที่จะให้นำเครื่องประดับของคุณหนูรองไปขายแลกเงินนั้น นางไม่เคยคิดฝันมาก่อน
“คุณหนูรอง เพียงแค่ตั๋วเงินที่มีอยู่ก็เพียงพอสำหรับของกินของใช้ในเรือนเราแล้วเ้าค่ะ ไม่จำเป็จะต้องนำเครื่องประดับออกไปขายแลกเงินหรอกนะเ้าคะ เครื่องประดับมีค่าเ่าั้ ท่านยังจำเป็ที่จะต้องใช้นะเ้าคะ!” ถึงจะอาศัยอยู่แต่ในสวนรองไม่ออกไปไหน แต่ยามที่เข้าวังหลวงก็จำจะต้องมีเครื่องประดับติดตัวบ้าง อีกอย่างคุณหนูรองก็มีเครื่องประดับที่พอเป็หน้าเป็ตาอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
มุมปากเรียวใต้ผ้าคลุมบางยกขึ้นเป็รอยยิ้มเย้ยหยัน ‘เครื่องประดับมีค่างั้นหรือ?’ เดิมทีนางก็มีเครื่องประดับน้อยชิ้นอยู่แล้ว หนำซ้ำเครื่องประดับเ่าั้ยังเป็เครื่องประดับที่สวยงามแต่ภายนอก เมื่อมองดูแล้วแม้ไม่ได้น่าเกลียดจนเกินไป แต่ในความเป็จริงกลับห่างไกลกับคำว่างานฝีมือและความประณีตอยู่มาก ดังนั้นนางจึงไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย
เครื่องประดับที่ตระกูลเสิ่นสั่งทำขึ้นในทุก ๆ ปีนั้นจะถูกแบ่งออกเป็สองชุด ซึ่งก็คือของเสิ่นเจียวเจียวหนึ่งชุดและของนางอีกหนึ่งชุด เมื่อได้รับเครื่องประดับมาแล้ว หากมองผ่าน ๆ เพียงภายนอกก็อาจรู้สึกว่าเครื่องประดับทั้งสองชุดนั้นคล้ายคลึงกันมาก แต่ความเป็จริงแล้วภายในกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งวัสดุที่ใช้ทำ ทั้งความประณีตของช่างฝีมือ เื่เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับของใช้มีค่ามากมาย ั้แ่เสื้อผ้าอาภรณ์ รองเท้า ไปจนถึงเครื่องประดับต่าง ๆ ของที่นางได้รับและของที่เสิ่นเจียวเจียวได้รับ ทุกชิ้นล้วนแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว…
‘สองสามีภรรยาตระกูลเสิ่นมีข้อพิรุธและช่องโหว่มากมายถึงเพียงนี้ เหตุใดเมื่อภพก่อน นางจึงมองไม่ออกเสียได้?’
ในตอนนั้นนางคงคิดเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ที่คิดว่าจะได้รับความรักจากครอบครัวของนางอย่างแท้จริง
‘ไม่มีเครื่องประดับก็ช่างปะไร นางก็จะแต่งกายเช่นนี้ไปศึกษาที่หอศึกษา และผู้ที่จะต้องอับอายขายขี้หน้าก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็ตัวเสิ่นฮูหยินเอง’ …เมื่อคิดได้ดังนั้น เสิ่นเชียนเกอก็แทบจะอดทนรอดูผู้ทวงบุญคุณของนางอับอายขายขี้หน้าไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม ยามนี้เื่ที่นางต้องคิดให้มากคือเื่เงินทองที่จะนำมาใช้จ่าย…
“มามา พวกเราจะเอาแต่อยู่เฉย ๆ รอคอยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ได้เด็ดขาด เครื่องประดับนั่นคือความหวังในการอยู่รอดของเราทุกคน หากสวนหลักไม่ส่งข้าวของมาให้ตลอดไป ทุกคนก็จะต้องอดตายอยู่ที่นี่เป็แน่ ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องหาเงินให้ได้ เมื่อมีเงินแล้ว ข้าจึงจะสามารถจัดการทำสิ่งต่าง ๆ ได้”
‘ในที่สุดเื่ราวก็ดำเนินมาจนถึงจุดที่ยากลำบากที่สุดแล้ว’
เดิมทีเก๋อมามาก็อยากจะทักท้วงว่า ‘คุณหนูยังมีฮูหยินผู้เฒ่าอยู่’ แต่ครั้นหวนนึกถึงไป๋มามาที่ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้นางนำถ่านหยินซือมาให้เมื่อเช้านี้ เสื้อคลุมตัวยาวที่สวมใส่ถูกซักจนซีดขาวไปหมดแล้ว แม้จะดูแลอย่างดีแต่ก็เก่าและเปื่อยจนเห็นได้ชัด ทั้งเนื้อทั้งตัวก็ไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว มามาผู้เฒ่าดูลำบากและย่ำแย่กว่านางมากนัก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าด้านฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ใช้ชีวิตด้วยความอัตคัดขัดสน เก๋อมามาจึงกลืนวาจาลงท้อง ไม่คิดให้คุณหนูรองไปร้องขอความช่วยเหลือจากฮูหยินผู้เฒ่าที่น่าสงสารอีก
แม้จะเป็ผู้าุโในตระกูลเสิ่น แต่ก็เสมือนตัดขาดกับตระกูลโดยสิ้นเชิง การจะกดดันให้ฮูหยินชราต้องมาเลี้ยงดูชดเชยสิ่งต่าง ๆ ให้กับคุณหนูรองก็เกรงว่าจะเป็การทำบาปมหันต์แล้ว
คิดได้ดังนั้น เก๋อมามาก็รู้สึกละอายใจไม่น้อย นางที่เป็สตรีวัยกลางคนแล้วแท้ ๆ แต่กลับมีความคิดตื้นเขิน สู้คุณหนูอายุน้อยที่มีความคิดลึกล้ำและมองการณ์ไกลกว่านางไม่ได้เลยสักนิด
เก๋อมามาขบเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนที่จะรีบรับปากอย่างรวดเร็ว “เ้าค่ะ พรุ่งนี้บ่าวจะไปจัดการให้เรียบร้อย”
เมื่อพบว่าผู้เป็แม่นมเข้าใจในสิ่งที่นาง้าแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็รู้สึกวางใจลงได้มาก
คุณหนูผู้มุ่งมั่นผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้กุหลาบตัวงามแล้วชี้ชวน “มามา เราไปกันเถอะ ไปดูกันว่าในครัวมีวัตถุดิบอะไรบ้าง วันนี้ข้าจะลงมือปรุงอาหารให้เยอะสักหน่อย เมื่อปรุงเสร็จแล้วก็ค่อยยกไปกินพร้อม ๆ กันกับท่านย่าและท่านอา”
เช้าวันนี้ เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าได้ให้บ่าวจากเรือนของตนนำอาหารสดมาส่งให้เรือนรองเป็จำนวนมาก ทำให้ตะกร้าใบใหญ่ในห้องครัวถูกเติมจนเต็มแน่น ยามนี้ครัวเล็กของเรือนรองจึงเต็มไปด้วยวัตถุดิบมากมายหลากหลายชนิด
บนเขียงมีไหใบเล็กใบหนึ่ง ภายในไหมีปลาช่อนสองตัวกำลังดิ้นพล่าน บ่งบอกถึงความสดใหม่ของวัตถุดิบได้ชัดเจน ถัดจากไหเป็ตะกร้าไม้ไผ่ที่มีเนื้อหมูสามชั้นขนาดกลางวางอยู่ เนื้อหมูชิ้นนั้นมีสีชมพูเข้มสดใส
ทันทีที่ได้เห็นวัตถุดิบแสนละลานตาเหล่านี้แล้ว รายการอาหารแสนอร่อยก็ผุดขึ้นในใจเสิ่นเชียนเกออย่างรวดเร็ว
เนื้อของปลาช่อนนั้นมีความอ่อนนุ่มแต่ก็ยังมีเนื้อััที่เป็ชิ้น อีกทั้งยังไม่มีก้างที่เล็กละเอียดจนเกินไปจึงเหมาะแก่การนำมาปรุงเป็โจ๊กปลา ส่วนกระดูกก็สามารถนำมาเคี่ยวน้ำแกงได้
ส่วนเนื้อหมูชิ้นหนานั้นเป็เนื้อหมูสามชั้นที่มีมันแทรกในปริมาณพอเหมาะ หากเติมน้ำตาลกรวดลงไปก็เหมาะที่จะนำมาปรุงเป็หมูตุ๋นน้ำแดงอย่างยิ่ง หมูตุ๋นน้ำแดงต้องตุ๋นให้เนื้อนุ่มจนสามารถละลายในปากได้ ความชุ่มฉ่ำของมันหมูที่แทรกซึมอยู่ในโพรงปากจะช่วยชูรสอาหารแต่ไม่ทำให้เลี่ยน ถึงจะเป็ผู้ชราที่ฟันไม่ค่อยแข็งแรงนักอย่างเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าก็สามารถอิ่มอร่อยกับอาหารชนิดนี้ได้โดยไร้กังวล
รายการอาหารถัดมาที่เลือกทำคือเกี๊ยวสามเซียนนึ่ง และยังมีผัดปลาใส่ผักกาดกวางตุ้งอีกหนึ่งอย่าง เสิ่นเชียนเกอตั้งใจว่ามื้อค่ำวันนี้จะเป็มื้อที่มีอาหารหลากหลาย และเป็อาหารที่ย่อยได้ง่ายเหมาะกับคนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ
วันนี้เก๋อมามาได้ให้สาวใช้ออกไปหาซื้อเครื่องปรุงและเครื่องเทศบางส่วนที่ยังขาดเหลือจากมื้อค่ำเมื่อวานมาเรียบร้อยแล้ว แต่เครื่องปรุงที่มีขายในตลาดนั้นไม่หลากหลาย ส่วนเหล่าเครื่องเทศอาทิ อบเชย เฉินผี และโป๊ยกั๊กก็จำเป็ต้องซื้อหาจากร้านยาเท่านั้น แต่หากเป็เครื่องปรุงประเภทซีอิ๊วหรือจิ๊กโฉ่วนั้น อย่าได้นึกถึงเลย อีกประเดี๋ยวค่อยลงมือหมักใช้เองคงจะดีกว่า!
ปัจจุบันนี้วิธีปรุงอาหารที่คนต้าฉีนิยมใช้กันก็มีเพียงการนึ่งและต้มเป็ส่วนใหญ่ การทำให้สุกด้วยการผัดอาหารนั้นยังพบได้น้อย ไม่ต้องเอ่ยถึงการทอดหรือการนำไปจี่ในกระทะเพราะแทบจะหาพ่อครัวที่รู้จักวิธีการแบบนั้นไม่ได้
แม้กระทั่งร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงก็ยังมีรายการอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการผัดน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย วิธีปรุงด้วยการผัดนี้จึงอาจเรียกว่าเป็สูตรลับของพ่อครัวผู้ยิ่งใหญ่ก็ว่าได้
เมื่อเสิ่นเชียนเกอเอ่ยปากว่าจะลงมือปรุงอาหาร เก๋อมามาก็ไม่คิดห้ามปรามเหมือนเมื่อคืนวานอีกแล้ว ทันทีที่นึกถึงรสชาติอาหารที่คุณหนูรองปรุงขึ้นเมื่อวาน น้ำลายเ้ากรรมก็สออยู่ริมฝีปากอย่างอดไม่ได้ แม่นมผู้ใจดีจึงตัดสินใจว่าจะให้เหลียงเฉินได้ศึกษาเรียนรู้การปรุงอาหารของคุณหนูก่อน เมื่อเหลียงเฉินสามารถปรุงอาหารได้ใกล้เคียงฝีมือคุณหนูสักหนึ่งถึงสองส่วนแล้ว นางก็จะมอบหมายหน้าที่ทำอาหารให้เป็ของสาวใช้ผู้นี้ในทันที
ยามที่เสิ่นเชียนเกอสั่งให้เหลียงเฉินช่วยจัดการวัตถุดิบต่าง ๆ เก๋อมามาก็รีบไล่ให้สาวใช้คนอื่นที่ยืนรายล้อมอยู่หน้าประตูห้องครัวออกไปทั้งหมด
เมื่อคืนวานยังไม่ทราบก็ไม่เป็ไร แต่ในเมื่อตอนนี้ทราบแล้ว มีหรือที่เก๋อมามาผู้ภักดีจะยอมให้บรรดาสาวใช้เหล่านี้ขโมยสูตรลับของคุณหนูรองไปได้!
แม้จะเป็สิ่งที่ไม่น่าฟังและไม่สมควรคิด แต่หากในภายภาคหน้านายท่านและฮูหยินไม่เมตตาคุณหนูรองแล้ว เก๋อมามาคิดว่าคุณหนูของนางก็ยังสามารถอาศัยสูตรลับเหล่านี้ใช้หาเลี้ยงชีพต่อไปได้
ท่าทางของเสิ่นเชียนเกอคล่องแคล่วว่องไวเป็อย่างยิ่ง หลังจากซาวข้าวจนสะอาด นางก็ค่อย ๆ บรรจงนำลงหม้อก่อนจะเติมน้ำสะอาดลงไป จากนั้นก็เคี่ยวด้วยไฟอ่อนไปเรื่อย ๆ จนข้าวกลายเป็โจ๊ก ขั้นตอนถัดมาก็นำเนื้อปลาช่อนที่เหลียงเฉินจัดการแล่และหั่นจนบางพอดีคำลวกน้ำร้อนชั่วครู่แล้วใส่ลงไป ตั้งไฟแรงจนโจ๊กเดือดอีกครั้งจึงเติมเครื่องปรุงแล้วตุ๋นต่ออีกเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็เป็อันเสร็จสมบูรณ์ ส่วนหัวปลาและกระดูกที่เหลือก็จะนำไปเคี่ยวน้ำแกงต่อ
โจ๊กปลานี้สามารถเคี่ยวไฟอ่อนทิ้งไว้บนเตาเพื่อไม่ให้เย็นชืดได้ ส่วนปลาผัดผักกาดกวางตุ้งก็ใช้เวลาปรุงเพียงน้อยนิดก็เสร็จเรียบร้อย ที่เหลือตอนนี้ก็มีเพียงเกี๊ยวสามเซียนและหมุตุ๋นน้ำแดงเท่านั้น
เสิ่นเชียนเกอให้เหลียงเฉินและเก๋อมามารับหน้าที่ในการนึ่งเกี๊ยวโดยนางคอยกำกับดูแลและบอกวิธีทำอยู่ห่าง ๆ ส่วนตัวนางเองในระหว่างนี้ก็ลงมือจัดการปรุงหมูตุ๋นน้ำแดง
ภายในเวลาไม่ถึงสองเค่อ ทั่วทั้งห้องครัวเล็กของเรือนรองในสวนรองหอหนิงโช่วก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่สุดแสนจะเย้ายวนใจ
ราวกับกลิ่นหอมอันโอชะของหมูตุ๋นน้ำแดงนี้มีแขนขาก็มิปาน เพราะพวกมันพากันเต้นระบำไปตามสายลมในยามแรกของวสันตฤดูอย่างเพลิดเพลินใจ
เถ้าแก่ร้านสุราร้อยปีต้องออกมายืนสูดดมกลิ่นหอมหน้าร้านอีกครา บุรุษผู้เคยแต่ได้กลิ่นแต่ไม่เคยได้กินยังคงทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมรัญจวนใจเหมือนอย่างเคย ต่อมรับรสในโพรงปากทำงานประสานกับกลิ่นหอมเหล่านี้ด้วยการขับน้ำลายออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดเขาก็ส่ายหน้าไปมาด้วยอารมณ์ที่ทั้งขุ่นมัวและเหนื่อยใจ “จวนใดทำอาหารอีกล่ะนี่ กลิ่นหอมเช่นนี้อีกแล้ว ช่างทรมานใจคนยิ่งนัก! แย่แน่ ๆ แย่แน่ ๆ หอมเสียขนาดนี้ เย็นนี้ข้าคงกินอะไรไม่ลงอีกแน่นอน”
****************************
ด้านเสิ่นจิ่งเยี่ยนที่กำลังควบม้าคุ้มกันอยู่ข้าง ๆ รถม้าของเสิ่นเจียวเจียว ยามนี้ได้เดินทางมาถึงตรอกข้างจวนเสิ่นเป็ที่เรียบร้อย
คุณชายใหญ่เสิ่นกระตุกเชือกบังเหียนขึ้นเพื่อให้ม้าชะลอความเร็ว ทันใดนั้นสุ้มเสียงสนทนาไม่ดังไม่เบาก็ลอยมาเข้าหู
“เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าที่ตั้งอยู่ในส่วนหลังของจวนเสิ่นนั่นแหละที่เป็ผู้ทำอาหารกลิ่นหอมฉุยนี่ อืมมม….กลิ่นมันช่างเย้ายวนหอมหวนเกินไปแล้ว! หากข้าได้ลิ้มลองสักครั้งจะไม่ลืมพระคุณเลย!”
“ฮึ่ย! เหลวไหล ฮูหยินผู้เฒ่าใช้ชีวิตอัตคัดขัดสน แล้วจะสามารถทำอาหารเลิศรสประหนึ่งฝีมือพ่อครัวในภัตตาคารใหญ่ได้อย่างไรกัน เ้าอย่ามาคุยโวเลยน่า”
“จริง ๆ นะ! หากข้าพูดปดขอให้์ลงโทษให้ชาตินี้ข้าไม่มีวันอิ่มท้องชั่วชีวิตเลยก็ได้!”
แน่นอนว่า เสิ่นเจียวเจียวที่นั่งอยู่ในรถม้าก็ได้ยินบทสนทนาอย่างชัดเจนเช่นกัน
และทันทีที่ได้ยินดังนั้น คิ้วเรียวบางของสาวงามก็ขมวดเป็ปมแน่น ปากเล็กสีเรื่อเอ่ยออกไปเสียงดังไม่รอช้า “ท่านพี่ ข้าอยากทานหูปิ่งร้านเก่าแก่ที่อยู่ตรงตรอกด้านหลังจวน ท่านช่วยไปซื้อเป็เพื่อนข้าหน่อยนะเ้าคะ”
เพราะเนื้อความในบทสนทนาของบ่าวรับใช้ที่ได้ยินทำให้เสิ่นจิ่งเยี่ยนตกปากรับคำอย่างรวดเร็ว
ร้านหูปิ่งเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ตรงตรอกด้านหลังจวนอยู่ถัดจากร้านสุราร้อยปีไปไม่ไกลนัก อีกทั้งยังตั้งอยู่ติดกับกำแพงรั้วของสวนรองหอหนิงโช่วพอดิบพอดี
ทันทีที่สองพี่น้องตระกูลเสิ่นเข้าใกล้บริเวณกำแพงรั้วส่วนหลังของจวน กลิ่นอาหารหอมรัญจวนชวนน้ำลายสอก็ลอยเข้าปะทะโพรงจมูก กลิ่นเ่าั้จู่โจมประสาทการรับกลิ่นของพวกเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
.
.
.