ตอนที่ 34 โพรงกระต่าย
“เทาเป่ย? เจ้าคือใคร” เสวียนฮวาเอ่ยถาม
“คนที่บัญชาทหารฮั่นจงและทำให้ท่านทั้งสองจนตรอกอยู่ที่นี่ไงเล่า” เขาพูดด้วยประกายตาแรงกล้า ภาคภูมิใจในชัยชนะของตน ผางเยว่ยังยืนกำทวนไว้มั่น กำบังเสวียนฮวาเอาไว้ดั่งทาสผู้ภักดีที่พร้อมพลีชีวิตปกป้องนายหญิงตน
แววตาของผางเยว่ก็ไม่รอดพ้นการสังเกตของเทาเป่ย และตอนนี้เขาก็มั่นใจในสมมติฐานตนเองแล้ว ว่าจอมยุทธผู้นี้มิได้ถูกว่าจ้างให้ปกป้องหญิงสูงศักดิ์ด้วยอามิสใดๆ แต่หัวใจของเขาถูกช่วงชิงไปต่างหาก ชายหญิงต่างศักดิ์สองคนนี้มีพันธะระหว่างกันและกันอย่างลึกซึ้ง
ผิงซีอ๋องภักดีนัก เรื่องบิดาของเสวียนฮวาก่อกบฏนั้นเทาเป่ยไม่เคยเชื่อเลย ดังนั้นสำหรับบัณฑิตที่สนุกสนานกับการเฝ้าสังเกตความเป็นไปของโลกมนุษย์เช่นเทาเป่ย เขาจึงมั่นใจว่ากบฏวังหลวงครานี้ต้นเหตุหาใช่เรื่องซับซ้อนไม่
ก็เพียงแค่บุรุษผู้ยอมพลีกายเพื่อหญิงคนรัก คนรักผู้เป็นฮองเฮาของฮ่องเต้ หญิงผู้มีศักดิ์สูงเกินกว่าเขาจะอาจเอื้อม ก็เพียงแค่นั้นเอง
“น่าขำ” เสวียนฮวาแค่นหัวเราะ “แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม จะเอาข้าใส่ขื่อคาส่งไปให้หวังฮุ่ยงั้นหรือ”
“หามิได้ ข้าจะมาชี้ทางกลับหยวินหนานให้ท่านหญิงต่างหากเล่า”
“หา...” ทั้งเสวียนฮวาทั้งผางเยว่ ต่างก็ประหลาดใจไปตามๆ กัน “เจ้าวิปลาสหรือไร ทุ่มกำลังจับพวกข้าตั้งแต่ไคฟงจนถึงฮั่นจง เสียทหารไปเท่าไหร่ พวกเราอยู่ในเงื้อมมือเจ้าแล้ว จู่ๆ เจ้าบอกว่าจะปล่อยตัวพวกเรางั้นหรือ!”
“ขึ้นกับคำตอบของท่าน....ถ้าข้าไม่พอใจ ต่อให้บ่าวท่านสังหารข้าน้อย ท่านทั้งสองก็ติดอยู่ที่นี่ต่อไป ข้างล่างมีทหารนับหมื่นรอพวกท่านอยู่ เขากำลังจะรอท่านทั้งสองอดตาย หากข้าพอใจ ท่านได้กลับหยวินหนานอย่างแน่นอน” เทาเป่ยมั่นใจ กระดานหมากรุกมนุษย์ครานี้เขาชนะแล้ว ทั้งสองจนมุม ชีวิตของคนทั้งคู่ขึ้นกับเขาแต่เพียงผู้เดียว
เสวียนฮวาจิกเล็บแน่น นางไม่มีตัวเลือกแล้วจริงๆ “เจ้าว่ามา!”
“เหตุไฉนไม่ไปทางฉางอาน?”
“หึ…ฉางอานเป็นเมืองใหญ่ทหารประจำการมากมาย ซ้ำชัยภูมิยังเป็นที่ราบริมแม่น้ำเหลือง หาตัวพวกเรามิได้ยากเลย หากเจ้าล้อมพวกเราแล้วเราจนมุมริมแม่น้ำ ถูกพวกเจ้ารุมยิงเกาทัณฑ์ใส่พวกข้ามิตายสิ้นหรือ”
“ท่านรู้ใช่หรือไม่ ว่าเราล่อให้ท่านขึ้นหัวซาน”
“เจ้าไปหลอกเด็กอมมือเถิด เอาค่ายทหารดักไว้เหมือนห้ามข้าอ้อมเข้าทางใต้หัวซาน ส่วนทางขึ้นหัวซานเปิดโล่งถึงเพียงนั้น ตอนข้าเห็นพลุสัญญาณไฟที่ทหารจุดตอนข้าทะลวงค่ายของเจ้าข้าก็รู้แล้วว่าบนหัวซานมีกับดัก”
“ใช่ และข้าก็นึกไม่ถึงด้วย ว่าท่านหญิงใช้วิธีเร้นกายดุจเด็กน้อยเล่นขายของเยี่ยงนั้น”
“เจ้าไปชมผางเยว่เถิด นั่นคือแผนเขา มิใช่ข้าเป็นต้นคิด”
เทาเป่ยตวัดสายตาไปหาชายหนุ่มที่ยืนถือทวน ตาคมกล้านั้นยังจ้องเขาเขม็ง “เจ้ารู้หรือว่าข้าวางกับดักม้าเจ้าไว้”
“มิใช่ ท่านหญิงเตือนข้า”
“เจ้ารู้จักเส้นทางคดเคี้ยวในป่าทิศใต้หัวซานดีงั้นหรือ?”
“มิใช่...ท่านหญิงบอกข้า”
“เส้นทางหนีคนที่เลือกคือท่านหญิงงั้นหรือ”
“ถูกต้อง”
เทาเป่ยกัดฟันกรอด แหฟ้าตาข่ายดินที่เขาดักจับสองคนนี้ กว่าเขาจะวางได้ก็ต้องวางแผนบนม้วนแผนที่ไม่รู้กี่ม้วนต่อกี่ม้วน แต่สตรีที่อยู่ข้างหน้าเขากลับมองทะลุปรุโปร่งออกทั้งหมด ทั้งๆ ที่อยู่บนหลังม้ากับนอนกลางดินกินกลางทรายมาหลายวัน
ใช่...ผลลัพธ์คือเขาชนะ....แต่ความจริงเทาเป่ยต่างหากเล่าที่แพ้ เขาวางแผนโดยพึ่งเอกสารแผนที่มากมาย เขามีทหารในมือที่บัญชานับหมื่น มีอำนาจของเจ้านายเก่าของเขาแม่ทัพจงอี้ที่จะได้ช่วงใช้
จงอี้...นึกถึงชื่อนี้ขึ้นมาเทาเป่ยก็อดสลดมิได้
มันเป็นชัยชนะที่เขามิอาจภาคภูมิใจได้เลย เขามีแต้มต่อหลายขุม แต่การที่เหตุการณ์ทั้งหมดมาลงเอยจนถึงจุดนี้ได้ แท้จริงแล้วคนที่แพ้อย่างย่อยยับนั้นคือเขาเองต่างหาก
หากฮ่องเต้มิอยู่ในธรรม อาณัติสวรรค์ก็จักผันแปร เหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเขาก็กำลังจะเป็นประจักษ์พยานที่จะได้เห็นแผ่นดินแปรผันอีกครั้งหนึ่ง
“ข้าเป็นคนสั่งทหารให้เป็นคนเรียงก้อนศิลาเหล่านี้เอง และน่าขันยิ่งนัก ทหารพวกนั้นที่เรียงก้อนศิลาตามข้าบัญชานั้นตายสิ้นด้วยฝีมือของท่าน”
เสวียนฮวากับผางเยว่ขมวดคิ้ว
“ตอนนี้จึงมีข้าเพียงผู้เดียวที่รู้ว่ามีทางน้อยตรงนี้ ไม่มีทหารต้าเฉิงรู้จักเส้นทางลับนี้อีก นอกจากข้าและท่านสองคน”
“เหตุไฉน...” เสวียนฮวาถามขึ้น มีหลากหลายข้อสงสัยอยู่ในใจนาง
“กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีสามโพรงมิใช่หรือ” เขาพูดแทรกขึ้นทันใด “ข้าบอกท่านหญิงแต่เพียงเท่านี้ ขอข้าเดินเข้าไปใกล้กองศิลานั้นหน่อยเถิด”
“เข้ามา” เสวียนฮวาเอ่ย แต่นางก็ไม่ลืมที่จะเดินเข้าไปคว้าเหมยเหมยที่นอนขดบนร่างไป๋อี้มาไว้แนบอกตน แล้วก็ขยับกายไปอยู่ด้านหลังของผางเยว่
เทาเป่ยเดินไปที่กองศิลาเอามือจับหาก้อนศิลาก้อนน้อยออกมาก้อนหนึ่ง และเมื่อเขาถอยออกมากองศิลาที่กองรวมกันหนาแน่นดุจก้อนเดียวก็แตกครืนลงในทันใด ผางเยว่ขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ กองศิลากองนี้พยายามทลายก็แล้ว พยายามยกมันออกมาทีละก้อนก็แล้ว แต่ทุกก้อนมันกลับไม่ไหวติงเลย ราวกับมันแต่ละก้อนยึดติดกันเอาไว้ด้วยพันธะอันลึกลับ แต่ชายร่างผอมบางที่เรี่ยวแรงเทียบเขาไม่ติดกลับพังทลายมันทั้งกองได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
“เหมือนเช่นปมเชือก ของบางอย่างใช้แรงอย่างเดียวมิได้ ถึงมีปัญญาแต่หากไม่รู้ความลับก็คลายปมมิออก” เทาเป่ยกล่าวขึ้น “พวกท่านอยากไปไหนก็ไปเสีย”
“บุญคุณท่านช่วยชีวิตครานี้ข้าจะไม่ลืมเลย” เสวียนฮวากล่าว
“บุญคุณหรือ!” เทาเป่ยหัวร่อ “ความจริงท่านปีนข้ามก้อนศิลานี้ไปก็ย่อมได้มิใช่หรือ ไยท่านมิทำเล่า?”
“แล้วข้าก็ถูกทหารต้าเฉิงเข้าทางด่านและอ้อมไปดักสังหารข้าที่ไม่มีม้า ณ ปลายเส้นทางมิใช่หรือ”
“ท่านอยากไปไหนก็ไป ข้าขี้คร้านฟัง” เทาเป่ยส่ายหน้าแล้วรีบเดินลงเขาจากไป และในยามนั้นเองหางตาเขาก็มองเห็นผางเยว่ยกมือขึ้นคารวะตน
บัณฑิตหนุ่มแสร้งทำไม่เห็น เขาเร่งเดินลงเขาตามทางน้อย บัดนี้ม่านแห่งรัตติกาลกำลังจะครอบคลุมผืนปฐพี สายตายังพอมองเห็นหนทางอยู่ เมื่อออกจากช่องทางลับหลังศาลเจ้าแล้วก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี เมื่อหันมองไปทางทิศตะวันตก เห็นแสงไฟวิบวับมาจากทางค่ายทหารที่ตั้งค่ายอยู่ตรงปากทางเข้าด่าน ที่ตอนนี้เขาไม่มีอำนาจบังคับบัญชาใครผู้ใดได้อีก
เมื่อนึกก็ขำตัวเอง เรื่องทางน้อยนี้เขาเอะใจมาตั้งแต่แรก หากเขามิสังเกตเห็นยามตรวจตราทางด่าน แล้วลงแรงเสียเวลาสั่งทหารขนศิลาอุดทางไว้ทั้งๆ ที่ระยะเวลากระชั้นนัก
บังเอิญเหลือเกินที่ผู้ล่วงรู้ตายสิ้นยกเว้นเขา บังเอิญเหลือเกินที่เขามิได้บอกใคร เสมือนสวรรค์เป็นใจให้เขาทรยศอ้ายฮ่องเต้ชั่วผู้นั้น เรื่องอันใดเขาจะยอมให้กลุ่มอำนาจของเสนาบดีกลาโหมจางเซ่อชิงพุงปลาที่จงอี้ควรจะได้ไปเล่า?
ไอ้หวังฮุ่ย! ไอ้ฮ่องเต้โฉด ไอ้คนโง่ ขุนนางดีๆ อย่างจงอี้มันยังฆ่าคนในตระกูลเขาอย่างโหดร้าย ขุนนางที่ตั้งใจทำการให้กับมันทุ่มเทจนหมดชีวิตมันยังส่งคนมาประหารเขา
เพียงเพราะมีกังฉินเป่าหูว่าจงอี้ก็เป็นไส้ศึกเข้าด้วยผิงซีอ๋อง แสร้งปล่อยเสวียนฮวากับผางเยว่ทะลุมาถึงฮั่นจง การใหญ่กำลังจะได้ทีอยู่รอมร่อ มันกลับส่งคนมาสังหารจงอี้ดุจหมูหมา มิพักต้องถามถึงคนในจวนสกุลจงทั้งหมด คงตายอย่างทุกข์ทรมาณกันหมดแล้วกระมัง
เหลือบตาดูค่ายทหารที่ขุนพลผู้เป็นคนของเสนาบดีจางส่งมา ก็ปล่อยให้มันนั่งโง่กันอยู่ที่หน้าด่านกันนั่นแหละ! ตอนนี้คงกำลังคิดเรื่องปิดล้อมให้ทั้งสองอดน้ำอดข้าวตายกันอยู่ พวกมันคงไม่รู้ว่าทั้งสองหนีไปแล้ว เรื่องอันใดข้าจะบอกว่าจะจับมันสองคนได้ที่ใด
เขารู้สึกถึงความเย็นฉับพลันที่กลางกระหม่อม แหงนหน้ามองขึ้นฟ้าก็เห็นละอองสีขาวกำลังโปรยปรายตกลงมา
“หิมะแรกงั้นหรือ?” เขารำพันขึ้นเบาๆ
เรื่องถัดไปที่เขาต้องทำนั่นก็คือ เขาต้องไปหากระดาษเงินกระดาษทองแล้วเผาเพื่ออุทิศให้กับขุนพลจงอี้พร้อมครอบครัว
ให้กับเหล่าทหารกล้าที่ตายไปอย่างเปล่าดายเพราะฝีมือทวนของจอมยุทธชื่อผางเยว่และสติปัญญาของเสนาธิการหญิงชื่อเสวียนฮวาผู้นั้น
ไม่สิ...ต้นเหตุที่แท้จริงเพราะอ้ายฮ่องเต้ที่ทั้งโง่ทั้งชั่วนั่นต่างหากเล่า