ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 1 ตอนที่ 20 ความกังวลของปราชญ์วิญญาณ

    ณ อัฒจันทร์ผู้อาวุโส

    "การต่อสู้ระดับนี้...ไม่ใช่ระดับของผู้เยาว์แล้ว"ประมุขตระกูลมู่หรงหนึ่งในสี่มหาตระกูลกล่าว ขนาดลูกหลานหรือศิษย์สายตรงของนางหากให้มาสู้กับกู่ซือเอินหรือเซี่ยชิงเอ๋อร์ ย่อมไม่สามารถเอาชนะใครคนใดคนหนึ่งได้อย่างแน่นอน ความแข็งแกร่งของผู้เยาว์ทั้งสองคนเหนือกว่าระดับลมปราณของตนเองไปไกล

    "สุดยอดร่างกาย ที่มีพลังกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง พละกำลังมหาศาล ความเร็วที่สูงส่ง กับ การฟื้นฟูร่างกายในชั่วพริบตา หรือว่า….กายเทพอสูรอมตะ!!"ประมุขพรรคสิบกระบี่กล่าวออกมาอย่างตื่นตะลึง รีบหันไปมองปราชญ์พิษกู่ชิงหยางที่กำลังดื่มชาอย่างสบายใจ

    เสียงฮือฮา ดังออกมาจากทั่วทั้งอัฒจันทร์ เมื่อร่างกายในตำนานปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้ง

    "ร่างกายเช่นนี้...กลับเกิดในตระกูลกู่ ช่างน่าหวาดหวั่นเสียจริง"ปราชญ์เพลิงเหมันต์ที่นั่งใกล้ปราชญ์พิษกล่าว ปราชญ์เพลิงเหมันต์ ชายวัยกลางคนที่มีผมสองสีจากพลังธาตุภายในตัวเองถึงสองธาตุ และ ยังเป็นธาตุที่มีพลังต่างกันสุดขั้ว คือปราณเพลิงและปราณเหมันต์ เป็นปราชญ์ที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุดในเก้าปราชญ์ แม้ว่าปราชญ์เพลิงเหมันต์จะมองไปยังปราชญ์พิษแต่ปราชญ์พิษกลับนั่งจิบชาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

    "ไม่แน่ว่า....ในอนาคตเทวราชหมื่นพิษคงกำเนิดบนยุทธ์ภพอีกครั้ง"ปราชญ์สำเนียงกล่าว ปราชญ์สำเนียง ปราชญ์เพียงผู้เดียวที่เป็นสตรี วิชาของนางเรียกได้ว่าพิสดารที่สุดในเก้าปราชญ์ แม้แต่ปราชญ์สำเนียงเองก็คิดว่าหากกู่ซือเอินฝึกฝนต่อไปเรื่อยสักวันต้องสามารถไปถึงรับที่แม้แต่ปราชญ์พิษยังไปไม่ถึง

    ปราณเทวราชพิษ เป็นยอดวิชาลมปราณพิษ ฝึกฝนโดยการดูดพิษจากสัตว์อสูรพิษ แต่การกลืนพิษสัตว์อสูรร่างกายของผู้ฝึกจะได้รับความทรมานจากพิษนั้นๆ ในระหว่างที่ดูดกลืนพิษ เป็นวิชาที่ทำร้ายตนเองก่อนทำร้ายผู้อื่น แม้จะเป็นปราชญ์พิษก็ยังฝึกสำเร็จได้เพียงขั้นเทวราชพันพิษเท่านั้น ร่างกายของปราชญ์สามารถรองรับพิษได้เพียงเท่านั้น หากฝืนฝึกอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ แต่ว่าเพียงแค่ขั้นพันพิษ ปราชญ์พิษก็ถือว่าเป็นผู้ใช้พิษอันดับหนึ่งแห่งทวีปปราณฟ้าแล้ว

    ร่างเทพอสูรอมตะ คือ ร่างกายพิเศษที่หายาก ตั้งแต่เริ่มต้นยุคที่มนุษย์ปกครอง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันผู้ที่มีกายนี้กำเนิดมาเพียงเจ็ดคนเท่านั้น ร่างเทพอสูรอมตะคือร่างกายที่มีพร้อมทั้งพลังกล้ามเนื้อที่มหาศาล และ พลังฟื้นฟูที่สุดยอดจนเรียกได้ว่าแทบจะเป็นอมตะ เป็นร่างกายที่สามารถฝึกยอดวิชาทั้งหลายได้โดยไม่ต้องคำนึกถึงผลที่จะตามมา ต่อให้วิชานั้นจะมีผลร้ายหรือทำร้ายร่างกายของผู้ฝึก ผู้ที่ครอบครองร่างกายนี้สามารถมองข้ามผลเลวร้ายต่อร่างกายได้ทั้งหมด

    การที่ร่างเทพอสูรอมตะ มาเกิดในผู้ฝึกปราณเทวราชพิษ หมายความว่ากู่ซือเอินจะสามารถดูดกลืนพิษสัตว์อสูรได้ตามต้องการ ไม่ส่งผลต่อร่างกาย ทำให้ในอนาคตกู่ซือเอินย่อมสามารถฝึกถึงขั้นเทวราชหมื่นพิษ พิษบนโลกนี้ไม่อาจสังหารนางได้อีก กลับกันพิษของนางก็จะแข็งแกร่งที่สุดบนโลกลมปราณแห่งนี้

    "ท่านปิดบังเรื่องนี้ได้ดีเสียจริง"ปราชญ์เพลิงเหมันต์กล่าว

    "ข้าไม่เคยปิดบัง…เพียงแต่ว่าตลอดมาคนรุ่นเดียวกันไม่มีใครแกร่งพอที่จะทำร้ายนางได้มาก่อน เซี่ยชิงเอ๋อร์ช่างสมกับที่ถูกเรียกว่า เทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาที่กลับชาติมาเกิด ถึงกับสามารถกดดันหลานของข้าได้ถึงขนาดนี้"ปราชญ์พิษตอบกลับ ตั้งแต่ที่กู่ซือเอินกำเนิดมา นอกจากผู้อาวุโสในตระกูลกู่แล้วไม่มีใครสามารถทำให้นางบาดเจ็บได้มาก่อน คนในรุ่นเดียวกัน เซี่ยชิงเอ๋อร์ถือว่าเป็นคนแรก

    "ทั้งปราชญ์กระบี่ และ ปราชญ์พิษ ทั้งสองต่างมีศิษย์สืบทอดเช่นนี้ช่างน่าอิจฉานัก….ท่านคิดว่าใช่หรือไม่ ปราชญ์วิญญาณ"ปราชญ์เพลิงเหมันต์กล่าวพร้อมหันไปถามความเห็นจากปราชญ์วิญญาณ ปราชญ์เพียงผู้เดียวที่ไร้ศิษย์ แต่ปราชญ์วิญญาณที่จ้องมองการต่อสู้นั้นกลับขมวดคิ้ว ระหว่างที่ดูการต่อสู้ของกู่ซือเอินและเซี่ยชิงเอ๋อร์ ความกังวลปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนบนหน้าของปราชญ์วิญญาณ

    "มีอะไรหรือปราชญ์วิญญาณ?"ปราชญ์เพลิงเหมันต์ถาม ทันทีที่เห็นสีหน้าของปราชญ์วิญญาณ

    "แก่นแท้แห่งพิษ กู่ซือเอินนางเองก็สามารถเข้าสู่ระดับแก่นแท้ได้แล้ว"ปราชญ์วิญญาณกล่าวขณะจ้องไปยังกู่ซือเอิน

    ทันทีที่สิ้นเสียงของปราชญ์วิญญาณเสียงฮือฮาก็เกิดขึ้นอีกระลอก นอกจากร่างกายในตำนานแล้ว กลับเป็นผู้เยาว์อีกคนที่บรรลุแก่นแท้ได้

    "มีแต่ระดับแก่นแท้เท่านั้นที่จะทำลายแก่นแท้ด้วยกันได้ ปราณของกู่ซือเอินครั้งสุดท้ายสามารถสลายรังสีกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่เคลือบไว้ด้วยแก่นแท้กระบี่ ปราณพิษของนางต้องมีระดับแก่นแท้แห่งพิษแล้ว เพียงแต่ระดับของแก่นแท้แห่งพิษของนางยังไม่เสถียรเหมือนกับแก่นแท้แห่งกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์"ปราชญ์กระบี่เห็นด้วยกับปราชญ์วิญญาณ

    "การปรากฏตัวของอัจฉริยะระดับนี้ย่อมเป็นโชคดีของทวีปปราณฟ้า เหตุใดท่านถึงได้ดูดกังวลหนัก"ปราชญ์ดาบถาม เพราะว่าดูแล้วปราชญ์วิญญาณดูจะกังวลอย่างแปลกประหลาด

    "ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเกิดขึ้นของยอดอัจฉริยะมักเกิดมาพร้อมเรื่องราวของตน มักมีเหตุการณ์ที่สามารถสั่นคลอนทวีปเพื่อรองรับเรื่องราวยอดอัจฉริยะแต่ละคน แต่ยุคนี้ไม่ได้มียอดอัจฉริยะอย่างเซี่ยชิงเอ๋อร์ผู้เดียว ยังมีกู่ซือเอิน รวมถึงเยว่ฟงบุตรของปราชญ์วายุอัสนีด้วย...หากข้าเดาไม่ผิดเยว่ฟงเองก็อาจบรรลุแก่นแท้บางอย่างเช่นกัน"ปราชญ์วิญญาณกล่าว

    "แต่ทุกยุคทุกทวีปเองก็มียอดอัจฉริยะเช่นกัน ร้อยมังกรทะยาน เองก็มียอดอัจฉริยะจากทั้งห้าทวีปเช่นกัน ยอดอัจฉริยะเพียงสามคนคงไม่อาจเกิดเรื่องที่สามารถสั่นคลอนทวีปได้หรอกมั้ง"ประมุขของตระกูลระดับสูงคนหนึ่งที่ได้ยินคำพูดของปราชญ์วิญญาณกล่าว เขาคิดว่าปราชญ์วิญญาณคงวิตกไปเอง

    "ร้อยมังกรทะยาน คือรายชื่อของผู้เยาว์อายุไม่เกินยี่สิบปี อันดับหนึ่งถึงสิบแต่ละคนต่างมีอายุยี่สิบแล้วทั้งนั้น แต่ว่าเยว่ฟง เซี่ยชิงเอ๋อร์ กู่ซือเอินแต่ละคนอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น เหล่าสิบอันดับแรกตอนอายุสิบหกไม่มีใครมีความสามารถเทียบเท่าทั้งสามได้เลย หากพวกเขาอายุยี่สิบปี ทั้งสามคนคงไม่พ้นสามอันดับแรกในร้อยมังกรทะยานแน่"ปราชญ์วิญญาณกล่าว

    "แต่ว่าทวีปอื่นก็อาจมีอัจฉริยะระดับนี้เหมือนกัน"คราวนี้เป็นโอวหยางชิงหลงกล่าว

    "อัจฉริยะระดับนี้อย่างมากก็มีทวีปละหนึ่งถึงสองคนเท่านั้น แต่ว่าเพียงในงานประลองครั้งนี้ ยอดอัจฉริยะระดับนี้อาจมีมากถึงหกคน"ปราชญ์วิญญาณกล่าวขณะที่มองไปยังภาพที่ฉายตรงหน้าทั้งหมด

    "หกคน??" เมื่อได้ยินคำกล่าวของปราชญ์วิญญาณ ทุกคนจึงจ้องมองภาพทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจหาอัจฉริยะคนอื่นได้เลย ต่อให้เป็นศิษย์ของสิบยอดสำนักที่มีระดับลมปราณระดับห้าขั้นสูงก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมีความสามารถมากเท่า เยว่ฟง กู่ซือเอิน หรือ เซี่ยชิงเอ๋อร์ได้เลยแม้แต่คนเดียว

    "ท่านกล่าวว่ามีถึงหกคนเชียวหรือ....ผู้ใดกัน"ประมุขตระกูลเซวียนเยวี๋ยนถาม เขาเองก็เป็นประมุขหนึ่งในสี่มหาตระกูลถาม แม้เขาจะเชื่อถือในตัวของปราชญ์วิญญาณก็ตาม แต่ว่าเรื่องที่กล่าวมาเหลือเชื่อเกินไป ยอดอัจฉริยะแบบนี้กำเนิดมาสามคนก็เกินไปแล้วนี่กลับบอกว่าในการประลองนี้อาจมีมากถึงหกคนเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะที่สุด

    "อีกไม่นานพวกท่านก็จะเห็นเอง" จากนั้นปราชญ์วิญญาณก็จ้องมองไปยังการประลองโดยไม่พูดอะไรต่อ สายตาของเขาไม่ได้อยู่เพียงการประลองของกู่ซือเอินและเซี่ยชิงเอ๋อร์ แต่กลับมองไปยังจออื่นๆ

    .........

    เทือกเขาหมื่นอสูรเขตสอง

    ตั้งแต่ที่เซี่ยชิงเอ๋อร์ชักกระบี่หยกขาวออกมา คนทั้งหมดก็หยุดต่อสู้เพื่อดูการต่อสู้ของทั้งคู่ การต่อสู้ในระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะหาดูได้ง่ายๆ ต่อให้หานักสู้ระดับห้าขั้นสูงคนอื่นมาสู้กันก็ไม่อาจสำแดงพลังออกมาได้ขนาดนี้ การต่อสู้ระดับนี้เทียบได้กับการต่อสู้ของนักสู้ระดับหก หรือ เหนือกว่าด้วยซ้ำ

    “สุดยอดเลย” อูหมินจิงที่มองรังสีกระบี่ของเซี่ยชิงเอ๋อร์ กล่าวอย่างตกตะลึงต่อให้เป็นรังสีกระบี่ของผู้อาวุโสในตระกูลยังไม่เฉียบคมถึงขั้นนี้

    "ไม่อยากเชื่อเลยว่าทั้งสองคนจะอายุเท่ากับข้า"ถงต้าเหวยที่มองอยู่ก็ตะลึงเช่นกัน

    "พละกำลังแบบนั้นน่าอิจฉายิ่งนัก"ลี่เจียงที่มองการเคลื่อนไหวของกู่ซือเอินกล่าวอย่างอิจฉาเนื่องจากที่เขาเป็นผู้ฝึกตนสายพละกำลัง

    ฝ่ายของคุณชายจ้งเองก็มองไปยังกู่ซือเอินเช่นกัน

    'นี่ข้ามาหาเรื่องกลุ่มของสัตว์ประหลาดแบบนี้งั้นหรือ หนี!! ต้องรีบหนี!!' คิดได้ดังนั้นคุณชายจ้งกำลังจะพยายามส่งสัญญาณในคนอื่นในกลุ่มรู้ว่าควรรีบหนีแต่ว่า

    "กำลังคิดจะหนีงั้นหรือ"อยู่ๆ อูหลินเฟิงก็ปรากฏตัวอยู่ข้างๆ คุณชายจ้งและคุณหนูกัน

    'อะไรกันเจ้านี่!…มาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?' คุณชายจ้งถึงกับตกใจจนกระโดดถอยหลังตั้งท่าเตรียมต่อสู้ เขาไม่อาจสัมผัสการมาถึงของชายตรงหน้าได้แม้แต่น้อย

    "คิดจะขวางเราอีกงั้นหรือ"คุณหนูกันกล่าว

    "ใจเย็นๆ ข้าแค่ต้องการยื่นข้อเสนอให้พวกเจ้าเท่านั้น"อูหลินเฟิงยกมือขึ้นราวกับต้องการยอมแพ้

    "ข้อเสนออะไร"คุณชายจ้งถาม

    "ออกจากการแข่งขันนี้ซะ แล้วพวกเจ้าจะสามารถออกไปได้อย่างปลอดภัย"อูหลินเฟิงกล่าวทั้งๆ ที่สายตาไม่ได้มองคุณชายจ้งกับคุณหนูกันแต่ว่ามองไปยังการต่อสู้ของเซี่ยชิงเอ๋อร์และกู่ซือเอิน

    "คิดว่าตนเองเป็นใคร…เพียงแค่มีกู่ซือเอินในกลุ่มคิดว่าข้าต้องฟังเจ้างั้นหรือ"คุณหนูกันกล่าวในระหว่างที่พูดกัน คุณชายจ้งได้ส่งสัญญาณหาคนในกลุ่ม ทำให้ตอนนี้อีกสี่คนที่เหลือในกลุ่มกลับมารวมตัวกันได้แล้ว

    “กับพวกเจ้าไม่ทำเป็นต้องพึ่งพากู่ซือเอิน ข้าคนเดียวก็ล้มพวกเจ้าได้ทุกคน…แต่ว่าหากได้เริ่มสู้แล้ว พวกเจ้าอาจบาดเจ็บสาหัสทุกคน” ครั้งนี้หลังจากพูดจบอูหลินเฟิงได้หันมามองกลุ่มของคุณชายจ้ง เป็นแววตาเย้ยหยันที่มองแล้วชวนโมโห ยิ่งคนที่พูดเป็นเพียงนักสู้ระดับสามขั้นสูง ยิ่งทำให้กลุ่มตรงหน้าโมโหยิ่งขึ้นไปอีก

    “ถุย!! อาศัยคนเดียว? ..คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน…ได้!! ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สูงต่ำ” คุณชายชิงที่ทนฟังมานานเป็นคนแรกที่โจมตี คุณชายชิงโคจรปราณวายุประสานเพลงหอกอาศัยความเร็วของตัวเองที่มากที่สุดในกลุ่ม หวังปิดฉากภายในครั้งเดียว

    หอกวายุแทงทะลุร่างของอูหลินเฟิง แต่ว่าความรู้สึกที่สัมผัสผ่านหอกเหมือนแทงโดนอากาศไม่เหมือนแทงโดนคน อูหลินเฟิงยกยิ้มยียวน ร่างของเขาค่อยๆ สลายหายไปเหลือเพียงยันต์ที่ลอยอยู่หน้าของคุณชายชิงเท่านั้น

    “อะไรกัน!!”

    ตู้ม!! ยันต์อาคมที่ประสานวิชามายาและยันต์ระเบิด ระเบิดออกมาทันที คุณชายชิงถึงกลับกระเด็นออกไปไกล

    “อ๊อค!!!” อีกทั้งยังกระอักเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก การโดนยันต์ระเบิดของอูหลินเฟิงระยะใกล้ ถึงกับทำให้คุณชายชิงบาดเจ็บสาหัสทันที

    ยันต์ระเบิดของอูหลินเฟิงแต่เดิมไม่สมควรรุนแรงทางกายภาพเช่นนี้ เพราะยันต์อาคมของเขาจะถูกสร้างโดยอาศัยลมปราณระดับสามขั้นสูงและพลังจิตกับพลังวิญญาณระดับห้าขั้นต้น สมควรที่จะมีความเสียหายทางจิตและวิญญาณมากกว่าทางกายภาพ แต่ยันต์ระเบิดครั้งนี้กลับไม่มีผลจากจิตและวิญญาณมากนักแต่ว่าทางกายภาพกลับมีความรุนแรง

    นั่นเพราะว่าแต่ตั้งแต่เดือนก่อน หลังจากที่ได้กังปี้วานรแขนยักษ์มา อูหลินเฟิงใช้เวลาทุกวันเพื่อสร้างยันต์โดยอาศัยลมปราณระดับห้าขั้นต้นของกังปี้ แล้วลดพลังวิญญาณในยันต์ลง สร้างเป็นยันต์ระเบิดที่ส่งผลต่อกายภาพมากกว่าจิตวิญญาณ แต่ว่ายันต์อาคมที่ประสานทั้งปราณ จิต และ วิญญาณ อูหลินเฟิงเองก็เตรียมไว้เช่นกัน อีกทั้งยันต์ทั้งสองแบบนี้อูหลินเฟิงยังเตรียมไว้เป็นจำนวนมากตั้งแต่ก่อนที่จะเดินทางมาเมืองจรัสแสง

    คุณชายชิงที่กระเด็นไปไกลพยายามที่จะลุกขึ้นแต่ว่า งับ!!

    “อ๊ากกกกกก!!!” จู่ๆ หั่วอี หั่วเอ้อ หมาป่าขนเพลิงทั้งสองอยู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากอากาศกัดเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของคุณชายชิง จนเขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาน

    “ปล่อย! ปล่อยข้า! ไอ้พวกหมาบ้า!! อ๊่ากกก ปล่อยข้า ช่วยข้า ช่วยข้าด้วย” คุณชายชิงร้องขอความช่วยเหลือ ดิ้นไปมาอย่างทรมาน

    “ปล่อยเขาซะ!! / เจ้ากล้า!!” คุณชายจ้งและคุณหนูกันกล่าว พร้อมกับที่คุณชายหม่าโคจรปราณเพลิงประสานเพลงทวน คุณชายชุนโคจรปราณวารีประสานดาบ คุณชายอี๋ผนึกลมปราณลงที่กระบี่ ทั้งห้าคนโคจรลมปราณพุ่งเข้าหาอูหลินเฟิงเพื่อช่วยเหลือคุณชายชิงให้ได้

    อูหลินเฟิงที่เห็นคนทั้งห้ากระโจนเข้าหา เขานำคุไนห้าเล่มออกมาจากแหวนมิติของตน แล้วปาคุไนทั้งห้าเล่มไปยังทั้งห้าคน

    “กระจอก!” คุณชายจ้งกล่าว ฟันไปคุไนปัดป้องการโจมตีอย่างง่ายดาย คุไนของอูหลินเฟิงนั้นแต่ละคนสามารถปัดออกได้อย่างง่ายดายแต่ว่าเมื่อพวกเขาสังเกตที่คุไนกลับพบว่าที่ด้ามจับของคุไนมียันต์สีฟ้าแปะอยู่ เป็นยันต์ระเบิดแบบเดียวกับที่ทำร้ายคุณชายชิง

    “คุณคนระวัง!!!” คุณชายจ้งร้องเตือน แต่ว่าก็สายเกินไป

    ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!

    เสียงระเบิดห้าครั้งดังออกมาอย่างต่อเนื่อง มีเพียงคุณชายจ้ง คุณหนูกัน และ คุณชายอี๋ สามคนที่สามารถป้องกันตัวได้อย่างทันท่วงที แต่ว่าคุณชายหม่าและคุณชายชุนไม่อาจป้องกันได้ทัน คุณชายชุนที่มีอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กับลี่เจียงตั้งแต่แรก ถึงกับหมดสติในการโจมตีครั้งเดียว

    “กังปี้ ถึงตาเจ้าแล้ว” อูหลินเฟิงบอกกับกังปี้

    "เจี๊ยก!!" กังปี้ที่ตั้งแต่เข้ามาในเทือกเขาหมื่นอสูรยังไม่ได้รับอนุญาตให้สู้ เมื่อได้รับคำสั่งก็พุ่งออกจากไหล่ของอูหลินเฟิง ขยายตัวกลับไปขนาดเดิมตรงเข้าหาทั้งสามที่ยังสามารถยืนอยู่ได้

    “อะไรกัน!! เจ้านี่มัน...วานรแขนยักษ์!!!” คุณชายจ้งกล่าวอย่างตกใจ เขาไม่นึกว่าก่อนเลยว่าลิงสีขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ของอูหลินเฟิงมาตั้งแต่ต้นจะเป็นวานรแขนยักษ์สัตว์ อสูรสายเลือดวิวัฒน์ที่แข็งแกร่ง แถมลมปราณที่ออกมาเป็นระดับห้าเช่นเดียวกับเขา

    กังปี้ต่อยหมัดตรงเข้าหาคุณชายจ้ง คุณชายจ้งยกดาบเพลิงของตัวเองป้องกันหมัดยักษ์ของกังปี้แม้จะป้องกันได้ แต่ว่าคุณชายจ้งก็กระเด็นออกไปไกล จากนั้นกังปี้ก็หันไปยังคุณหนูกันและคุณชายอี๋ที่ยังยืนมองไม่ยอมขยับ ตอนนี้ที่กังปี้เห็นคือแววตาหวาดกลัวของคุณหนูกัน วานรแขนยักษ์ โดดเด่นเรื่องหมัดที่หนักหน่วงทั้งยังมีความแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรในระดับเดียวกัน คุณหนูกันย่อมไม่อาจเอาชนะกังปี้ได้แน่

    ในครั้งนั้นที่ป่าเมฆฝนหากในกลุ่มไม่มีจงหมิ่นที่มีเส้นลมปราณเหนือสวรรค์ และ มีลมปราณหนาแน่นมากกว่าคนทั่วไป รวมถึงปราณจตุรธาตุที่สามารถสำแดงพลังประสานธาตุได้ มีการประสานของปราณอัสนีของอูหมินจิง และยันต์ระเบิดของอูหลินเฟิง จึงสามารถชนะกังปี้ได้ แต่ว่าหากเป็นผู้เยาว์ทั่วไปอย่างคุณชายจ้งและคุณหนูกันย่อมไม่อาจเอาชนะกังปี้ได้แน่นอน

    “อ๊ากกก ปล่อยข้า!!!” คุณชายชิงที่โดนหมาป่าขนเพลิงกัดอยู่ ยังคงร้องอย่างทรมานต่อไป ยิ่งพยายามดิ้นเท่าไหร่ความเจ็บปวดก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

    “ตอนนี้..ไม่มีใครช่วยเจ้าได้แล้ว นอกจากเจ้าจะออกจากการแข่งขันนี้” อูหลินเฟิงมองไปที่คุณชายชิงอย่างเย็นชา เขาไม่ได้เห็นใจมันเลยแม้แต่น้อย จริงๆ แล้วเขาไม่เพียงไม่เห็นใจ แต่กำลังสะใจอย่างมากอีกด้วย

    “ยะ ยอม ยอมแล้ว ข้ายอมแพ้ ขอออกจากการแข่งขัน” คุณชายชิงรีบตะโกนออกมา ร่างของเขาจึงกลายเป็นแสงพุ่งออกไปจากเทือกเขาหมื่นอสูรทันที

    “ออกไปสอง เหลืออีกสอง"อูหลินเฟิงจ้องไปยังคุณชายชุนที่สลบอยู่กับคุณชายหม่าที่บาดเจ็บจากยันต์ระเบิดคุไน เมื่อคุณชายหม่าเห็นการจ้องมาจากอูหลินเฟิง ก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาภายในจิตใจ หลังจากที่โดนระเบิดจากคุไน คุณชายหม่าก็แทบจะไม่สามารถลุกขึ้นมาได้แล้ว

    “กรรร!!” หั่วอีและหั่วเอ้อ ส่งเสียงข่มขู่คุณชายหม่า จากนั้นก็วิ่งเข้าหาคุณชายหม่าอย่างรวดเร็ว

    “ข้ายอมแพ้!! ขอออกจากการแข่งกัน” คุณชายหม่าที่หวาดกลัวว่าตนเองจะโดนทรมานแบบเดียวกับคุณชายชิง ยอมแพ้ตัดหน้าก่อนที่หั่วอีและหั่วเอ้อจะวิ่งเข้าไปถึงตัว กลายเป็นแสงที่ออกไปจากเทือกเขาหมื่นอสูรอีกคน

    “ออกไปสาม เหลืออีกหนึ่ง” อูหลินเฟิงจ้องมองไปยังคุณชายชุนที่นอนสลบอยู่ จากนั้นก็มองไปยังกังปี้ที่กำลังเล่นสนุกกับคุณชายอี๋และคุณหนูกัน

    "> 

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน