“พลาด...เสียแล้ว”
หลังจากที่ได้ยินคำนั้นจนถึงตอนนี้ฉันคงดูดชานมไข่มุกไม่ใส่น้ำแข็งหมดไปเป็นสิบแก้วคนที่กลับมาต่างเข้าไปนอนสลบในห้อง เย็นแล้วก็ยังไม่ออกมาฉันได้แต่รอ...แล้วก็รอ...แล้วก็รอ อยู่ไม่สุขเลยจะรู้สึกสบายใจได้ยังไงในเมื่อไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ที่ยังไม่กลับมาเป็นตายร้ายดียังไง
แต่ส่วนหนึ่งฉันเชื่อไปแล้วว่าเจินจูตาย
ฉันไม่อยากเชื่อแต่ส่วนหนึ่งก็เชื่อไปแล้วจริงๆ ว่าเขาจะไม่กลับมาหาฉันอีกและฉันต้องหาทางกลับบ้านด้วยตัวเอง...คนเดียว
“...”
ฉันเดินวนอยู่หน้าห้องในที่สุดคนที่โผล่มาคนแรกคือผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จัก
“คือว่า...!” ฉันรีบเข้าไปหาเธอทันทีหญิงสาวตวัดมองฉันด้วยดวงตาคมสวยล้อมกรอบด้วยขนตางอน
“...เจ้าคือกุยเค่อฟ่าน?”เธอถามเสียงเรียบ ฉันพยักหน้าตอบ “เราแซ่เซียงนามเถียนสือเป็นพี่ของชี่สุ่ยและเจินเอ๋อ”
“ยะยินดีที่ได้รู้จักค่ะ... แล้วตอนนี้เขา...”
หญิงสาวเม้มปากก่อนจะพูดช้าๆ
“พวกเราประมาทเกินไป...พวกผมขาว... มันพาตัวคนที่เหลือไป”
“เอ๋...?”
ฉันรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าพวกผมขาว...?
เถียนสือเปิดประตูห้องและผงกหัวเป็นเชิงให้ฉันตามเข้ามาเราเลยมานั่งคุยกันในห้อง
“เรามาตามคำขอของชี่สุ่ยทั้งหมดเดินทางไปเพื่อพบกับปู้ติงหากแต่ปู้ติงทราบข่าวที่ชี่สุ่ยสังหารศิษย์เอกไหน่ถังจึงเกิดการต่อสู้แลกชีวิตระหว่างชี่สุ่ยและเหล่าศิษย์ที่เหลือพวกเรากำราบมันทั้งหมด ปู้ติงจึงออกมาต่อสู้ด้วยตนเอง...”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“เสวี่ยไช่กับไห่หลัวใช้ค่ายกลน้ำแข็งสังหารมันไห่หลัวปลิดชีพมันและบั่นศีรษะมันเก็บใส่ถุงกล่าวว่าจะนำศีรษะมันไปขอขมาต่อสุสานผู้ที่มันสังหาร”
“...”
“แต่ทั้งสองก็ได้รับบาดเจ็บไห่หลัวสูญเสียดวงตาข้างหนึ่ง อีกทั้งอาการกำเริบมิอาจต่อสู้ต่อไปได้”
“...”
“เสวี่ยไช่ชิงสมบัติประจำตระกูลคืนมาสำเร็จเป็นตำราบัญญัติวิชาสี่สิบแปดฝ่าเท้าเหมันต์ซึ่งสืบทอดกันมาแต่โบราณและต้องเก็บรักษาด้วยความเย็นนางนำมันติดตัวกลับมาที่นี่และคงนำมันกลับบ้านเกิด เจินเอ๋อเองก็ได้รับม้วนภาพตามปรารถนาทั้งหมดควรจบลงเพียงเท่านั้น เพียงแต่... ศิษย์มันไม่ยอมแพ้ในเมื่อเราสังหารซือฟู่มันใช้วิชาโลกาขาวปลอดบดบังทัศนวิสัยหมดสิ้นยังดีที่เราใช้ปราณแม่เหล็กจับตำแหน่งและสังหารมันที่เหลือ”
“สังหาร...?!”
“มันหยามหน้าไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้ยังสมควรมีชีวิตอยู่อีกหรือ?”
ครอบครัวนี้มันอะไรกันวะนี่ฆ่าคนตาไม่กะพริบ ที่เรียกว่าตัวประหลาดคงไม่ได้เรียกเปล่าสินะ...
“ก็...ช่างเถอะๆ แล้วคนอื่นๆ ตอนนั้นยังอยู่ด้วยกันรึเปล่าคะ?”
“ระหว่างศิษย์ที่เหลือรอดหลบหนีเทียนหยาสบโอกาสโจมตี คนของมันเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับมารดาของเจินเอ๋อ...คาดไม่ถึงมันลงมือทำร้ายคนสายเลือดเดียวกันและคร่ากุมไปด้วยพวกเราต่างต่อสู้แต่ก็เหนื่อยล้าไม่อาจแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่สุดท้ายแล้วมันคร่ากุมผู้คนไป เหลือรอดกลับมาเท่าที่เห็น”
“...”ฉันอ้าปากค้าง สรุปคือถึงชนะปู้ติงแต่กลับถูกเทียนหยาโจมตีซ้อนจนเสียท่าทั้งที่ได้ม้วนภาพและกำลังจะกลับมาอย่างปลอดภัยแท้ๆ...
ฉันฟาดกำปั้นลงกับโต๊ะข้างๆ
“เทียนหยามันเป็นใครกันแน่?!”
“เราไม่ทราบชื่อนี้ไม่เป็นที่รู้จักในยุทธจักรจนกระทั่งเหตุอุกอาจที่มันหยิบฉวยม้วนภาพจากวังหลัง”เถียนสือถอนหายใจก่อนจะแกะลูกอมใส่ปากเม็ดหนึ่ง“ท่านคงไม่โทษเรากระมังที่ไม่ได้นำตัวเจินเอ๋อกลับมาแต่เราคาดว่าแม้เทียนหยาคร่ากุมไปคงไม่ลงมือทำร้ายถึงแก่ชีวิตกลับกันชี่สุ่ยบ่มเพาะความแค้นไว้มากมิทราบว่าเทียนหยาเป็นผู้ที่มันเคยพบปะในอดีตหรือไม่ เราไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยมันถูกคร่ากุมอึก...”
“ท่านบาดเจ็บ?”ฉันรีบลุกขึ้นไปดูใกล้ๆ เธอเปิดเสื้อก็เห็นว่ามีเลือดซึมเปื้อนผ้าพันแผลที่ไหล่ “แผลลึกไหม?”
“เป็นเพียงรอยถากมิได้บาดลึกถึงเนื้อ ทำแผลเบื้องต้นเรียบร้อย” พูดจบเถียนสือดึงเสื้อกลับเข้าที่“ท่านไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แต่เราต้องการทราบความประการหนึ่ง...เด็กแฝดทั้งสองถูกพิษ เป็นชนิดปะปนในอาหารเครื่องดื่มท่านทราบหรือไม่ว่าผู้ใดวางยา?”
ฉันได้ฟังก็หน้าชา
“พิษ...?แน่ใจเหรอคะว่าเป็นพิษ?”
“เราท่องเที่ยวเตร็ดเตร่ในยุทธจักรเคยเห็นเพียงครั้งเดียวแต่จำได้มั่นเหมาะพวกนางมีผื่นซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของพิษว่านหยก แสบคันทรมานยิ่งนักหากถูกมัดมือมัดเท้ามิอาจเกาได้ถือว่าเป็นนรกบนดินพวกนางแสดงอาการหลังเสร็จศึกกับปู้ติง จึงมิอาจช่วยในการต่อสู้กับเทียนหยา”
“...”
มันจะประจวบเหมาะไปไหม?ไม่อยากเชื่อ แต่คนเดียวที่มีแรงจูงใจและจังหวะในการลงมือวางยาทั้งสองคนนั้น...คนเดียวที่ดูแลควบคุมอาหารการกินและยาทั้งหมดของสองแฝดแถมยังลงมือต้มยาด้วยตัวเองในบางโอกาส...
“คุณหมอ...คุณหมอเองก็เป็นคนของเทียนหยา...? แสดงว่าที่เขาพูดมา...โกหก...เหรอ?”
“หมอ...?”
“เคอเค่อกับเคอเล่อสงสัยอยู่ก่อนแล้ว...แต่พวกเธอถูกคุณหมอหลอกให้ตายใจ... รู้อย่างนี้น่าจะ...” ฉันกัดปากรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองไม่ลงมือทำอะไรเลยฉันลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่โลกของตัวเองที่แพทย์ต่างมีจรรยาบรรณและมีการตรวจสอบอย่างมากมายจนไม่มีทางเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นแต่ที่นี่คือยุทธจักรที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เชื่อใจง่ายก็เท่ากับเสียรู้
“...แล้วก็แล้วไป”เถียนสือเอนตัวลงนอน “ท่านช่วยบอกแก่คนรับใช้ขอสำรับอาหารชุดใหญ่และสุราให้เราสักไห สำหรับชี่สุ่ยให้มันทานข้าวต้มไปก่อนงดสุราจนกว่าปากมันที่โดนหมัดจะหายดี”
“ค่ะ”ฉันรับคำง่ายดายและเดินออกมา ร่างกายขยับทำตามอัตโนมัติแต่ฉันคิดอยู่อย่างเดียวคือเทียนหยาได้ตัวเจินจูไปและฉันก็ถูกคุณหมอผู้เป็นอาจารย์ชั่วคราวหักหลังอย่างเจ็บแสบถ้าเคอเค่อกับเคอเล่อไม่ได้ถูกพิษ ทุกคนอาจจะไม่สะบักสะบอมกลับมาขนาดนี้คิดแล้วก็เจ็บใจ รู้อย่างนี้...
“เค่อฟ่าน”เข่าเมี่ยนเปาเรียกฉันจากด้านหลังจนฉันสะดุ้งโหยง
“เข่าเจ้...ปลอดภัยดีสินะ”
“...เจ็บใจนัก”เธอกำหมัด “...ปกป้องลู่เซียนเซิงไว้ไม่ได้ พลาดท่าถูกซัดหมดสติจนพวกมันทำตามใจชอบเหตุไฉนข้าพเจ้าต้องรอดกลับมาโดยมีเพียงบาดแผลเล็กน้อย...”
“รอดมาได้ก็ดีแล้วนะ...”ฉันบีบแขนเธอ “เกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
เรื่องที่เข่าเมี่ยนเปาเล่าก็ตรงกับที่เถียนสือเล่าเธอบอกว่าพอไปถึงก็เห็นศิษย์สำนักเต้าหู้นั่งบดถั่วเหลืองกันอยู่พอประกาศธุระเสร็จเรียบร้อยก็สู้กันจนสะบักสะบอมถ้าไม่ได้เถียนสือใช้ปราณแม่เหล็กปกป้องพวกตนจากศิษย์ที่ซุ่มอยู่ในหมอกขาวก็คงสิ้นชีพกันหมดฉันถามเธอว่าแฝดมีผื่นจริงหรือเปล่า เธอก็เล่าว่า
“เป็นผื่นขึ้นบริเวณง่ามนิ้วคอ แผ่นหลัง และโหนกแก้ม เป็นผื่นแดงมีตุ่มหนองขนาดเล็ก ท่าทางทรมานแสนสาหัส”เข่าเมี่ยนเปาเผลอเกาตัวเองเหมือนคันแทน “เซียงเจ้กล่าวว่าทั้งสองถูกพิษร้ายหากไม่หายาขจัดจะต้องทรมานอีกเจ็ดวัน ในสภาพเช่นนั้นไม่อาจงอนิ้วได้ด้วยซ้ำไม่ต้องพูดถึงจับกระบี่”
“...เข่าเจ้คิดว่าเป็นใคร...ที่วางยา?”
“อาจเป็นลูกศิษย์สำนักเต้าหู้”
“ทั้งคู่ได้ทานอะไรไหม?”
“นอกจากเสบียงที่นำมาจากบ้านนี้ล้วนเป็นอาหารที่เราปรุงทั้งสิ้น...เว้นเสียแต่ยาเม็ดสำหรับช่วยบำรุงร่างกายและขจัดอาการบวมที่ตามบาดแผลเป็นยาของท่านหมอซึ่งต้องละลายน้ำ—” เสียงหญิงสาวขาดไปก่อนเธอจะมองฉันตาโต“หรือท่านคิดว่า...ท่านหมอจะ...”
“...”
“มารดามันเถอะ!”
“ท่านอย่าเพิ่ง...”ฉันพยายามห้าม แต่เข่าเมี่ยนเปาเดินกระทืบเท้าไปยังห้องจ้าหมานโถว
“ท่านทราบหรือไม่ว่าหมอผู้นี้เป็นผู้ใดเหตุไฉนจึงปล่อยมันวางยาพิษเคอเค่อและเคอเล่อ?!”
จ้าหมานโถวจับต้นชนปลายไม่ถูก
“หายเจ็บแล้วหรือ?เหตุไฉนมา...?”
“ท่านตอบข้าพเจ้ามาก่อน!”
“เมี่ยนเปา...”ทงฮูหยินเข้ามาปลอบ “เราเห็นเจ้าและสหายกลับมาบาดเจ็บฟกช้ำไม่กล้าถามไถ่เรื่องราวอธิบายมาก่อนว่าเกิดเหตุใดขึ้น ไฉน...”
เข่าเมี่ยนเปาโกรธจนพูดไม่ออกฉันเลยเล่าแทน จะว่าไปฉันจำได้รางๆ ว่าเจ้าบ้านทั้งสองก็อยู่ด้วยตอนที่ทุกคนกลับมาแต่ฉันมัวแต่ตื่นเต้นจนไม่ทันสังเกต
“ข้าพเจ้ารู้จักหมอผู้นี้มาได้สิบปีพบกันตั้งแต่ตอนมันเพิ่งเริ่มรักษา... ไม่คาดว่า...”จ้าหมานโถวทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ “ท่านรู้อะไรเข้าหรือจึงหักหลังข้าพเจ้าเช่นนี้โอ...”
“...อาจจะนึกออกก็ได้ว่าเทียนหยาเป็นใครแต่บ้าเอ๊ย...ไม่มีพิรุธสักนิด หรือเราคิดไปเอง?” ส่วนหนึ่งฉันยังอยากเชื่อใจหมอเพราะดูจากตอนที่เขาสอนและรักษาคนเจ็บทั้งสี่พยายามช่วยไหน่ถังสุดความสามารถแม้จะเปื้อนเลือดทั้งตัว เขาเป็นคนอ่อนโยนตอนสอนแล้วฉันจำไม่ได้เขาก็ไม่เคยดุว่าโง่หรือไม่ตั้งใจฟัง อธิบายซ้ำอย่างใจเย็นเป็นคุณครูแบบที่ฉันอยากได้มาตลอด แล้วทำไมกัน...
เข่าเมี่ยนเปาออกจากห้องฉันหันไปโค้งให้สามีภรรยาเจ้าของบ้านก่อนจะตามเธอออกไปเข้าไปในห้องเธอก็พบเข่าจีกำลังเปลี่ยนผ้าปูและพับผ้าห่มให้
“กลับมาแล้วรึคนใช้เพิ่งยกสำรับของเจ้าเข้ามา”
“แหยแหย!” เข่าเมี่ยนเปาพุ่งเข้ากอดปู่ “แหยแหย ข้าพเจ้าควรทำเช่นไรดีข้าพเจ้า...”
ชายชราปลอบหลานสาวหลายคำเขาลูบศีรษะเธอและพูดเสียงอ่อนโยนเหมือนพูดกับเด็กน้อยฉันเห็นแล้วเจ็บแปลบเพราะจำได้ว่าก่อนเสีย คุณตาก็เคยปลอบฉันแบบนี้
“แหยแหยอยู่กับเจ้าไปไม่ได้ตลอดแหยแหยชรามากแล้ว หากได้ลู่ฝู่คอยเคียงข้างเจ้า ช่วยเหลือกันและกันในยามทุกข์ยากแหยแหยจึงหมดห่วงลาโลกได้อย่างสงบ”
“ข้าพเจ้าจะไปพาตัวเขากลับมา”
“เช่นนั้นจึงเป็นหลานปู่”
“ข้าไปด้วย”ฉันพูด ทั้งสองมองฉันนิ่ง
“แต่ท่านไม่มีวิชาฝีมือ”
“จะพยายามไม่ถ่วงมือถ่วงเท้าขอร้องล่ะ... จะให้ทำอะไรก็ได้ จะไม่บ่นสักคำ ขอแค่...”
แค่ให้ฉันลากตัวเจินจูกลับมาสำเร็จ
ฉันอยากเจอเขาเด็กหนุ่มคนนั้นช่วยฉันมาไม่รู้กี่ครั้ง คราวนี้ฉันจะเป็นฝ่ายช่วยเขาบ้างช่วยคนที่บอกว่าชอบฉันคนนั้น...
“แต่...แต่ข้าพเจ้าไม่มั่นใจว่าปกป้องท่านได้หากข้าพเจ้าพลาดปล่อยให้ท่านบาดเจ็บ ข้าพเจ้าจะบากหน้าไปพบเจินจูได้อย่างไร?”
“ไม่เป็นไรถ้าข้าเจ็บก็เพราะข้าพลาดเอง” ฉันยืนกรานเสียงแข็ง
“หากเจ้าคนเดียวปกป้องนางไม่ได้เราจะทำ” เสวี่ยไช่ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เธอลากขาที่บาดเจ็บออกมาด้วยจนฉันต้องรีบประคองเธอไปนั่ง“เราจะไปนำตัวบุรุษน่าสมเพชผู้นั้นกลับมาพร้อมศีรษะของปู้ติงระหว่างทางอาจแวะช่วยบุรุษของพวกเจ้า”
เข่าจีหัวเราะ
“คราปกติเป็นสตรีถูกคร่ากุมและบุรุษไปช่วยคราวนี้กลับตาลปัตร”
“บุรุษถูกคร่ากุมบ่อยไปเพียงแต่ผู้ที่รุดไปช่วยโดยปกติมิใช่สตรี” เสวี่ยไช่บิดคอกร๊อบแกร๊บ“เราเห็นแก่ที่มันฆ่าคนเพื่อเรา... เราจะตอบแทนมัน อย่างน้อยก็ไม่ติดค้างกัน”
“ท่านเป็นห่วงคุณชายไห่”ฉันอมยิ้ม
“ใช่เราเป็นห่วงตัวโง่งมนั่น ในเมื่อมันเป็นตัวโง่งม ก็สมควรมีเราเป็นผู้ชี้แนะ”
คำพูดอวดเบ่งจิกกัดตามปกติของเสวี่ยไช่ทำให้ฉันหัวเราะได้แม้แต่ในเวลามืดหม่นเช่นนี้อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าเธอหล่อมาก