War of the gods destroy Multiverse

    ตอนที่ 37

    ช่วงเที่ยงวัน ของวันที่ หนึ่ง พฤษภา ทางด้านร้านนั่งเล่น ฟีนิกซ์กับฝัดที่กำลังนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันและกำลังฟังเพลงแนวอกหักที่โอมเปิดให้ฟังอยู่


    คนก็เหม่อลอย คิดถึงเรื่องความรักที่ผิดหวังของตนกันตามดนตรีเพลง


    ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังนั่งเหม่อลอยคิดกันอยู่ แคนก็เข้ามายังร้านนั่งเล่น จากทางหน้าร้านพร้อมกล่าวและรำ " เฮฮัดช่า ลิเก มาแล้วจ้า "


    พอคนรำเสร็จ แลสังเกตเห็นอาการของฟีนิกซ์แลฝัดพลางได้ฟังเพลงที่โอมเปิดประกอบ คนก็กล่าวเบาๆ 

    " เงียบกริ๊บ ไม่มีใครสนใจกูเลย "


    เมื่อพูดกับตนเองเสร็จ แคนก็เดินเข้าหาฟีนิกซ์กับฝัดพลางกล่าวบอกโอม " ไอ้โอม มึงปิดเพลงเดี๋ยวนี้เลย ไอ้ชิบหาย เปิดเพลงอะไรไม่ดูหน้าเจ้านายกับพี่มึงเลย "


    ครั้นกล่าวบอกเสร็จ และโอมปิดเพลงแล้ว คนก็เดินเข้ามาถึงตรงที่ฟีนิกซ์กับฝัดนั่งกันอยู่พอดี และคนก็กล่าวกับพวกคนว่า " เป็นไงล่ะ พวกมึงสองคน แต่ละคนพระเอกเหลือเกิน คนหนึ่งก็ย้ายออกจากแฟลต เพราะอยากให้เขาสองคนไม่ทะเลาะกันเพราะตน ส่วนอีกคนก็รับบทเป็นอัศวิน บอกให้เขากลับไปคบกับเจ้าชาย แล้วเป็นไงเจ็บมั้ยล่ะพวกมึง "


    ฟีนิกซ์กับฝัดที่ได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ตอบสนองอะไรเลยสักนิด ทำเพียงนั่งนิ่งเหม่อมองเบื้องหน้าตน


    แคนที่เห็นหันดังนั้น ก็เบือนหน้าไปทางซ้ายและกล่าวเบาๆ " เงียบกริ๊บ ไม่ตอบสนองใดๆทั้งสิ้น ด่ากูซะยังดีกว่าอีก "


    พอแคนกล่าวเบาๆกับตนเองเสร็จ คนก็หันมามองตรงดั่งเดิม และกล่าวขึ้น " เอาล่ะ เอาล่ะ เลิกเศร้า "


    " เพราะกูมีเรื่องให้พวกมึงช่วยกูหน่อย " แคนบอก


    ฟีนิกซ์ไม่มองแคน คนกล่าวบอกแคนทั้งที่มองจุดอื่น ณ บัดนั้นเลย " เรื่องอะไรกูก็ไม่มีอารมณ์ช่วยทั้งนั้นแหละ "


    " แต่เรื่องที่กูอยากให้มึงช่วย มันอาจจะช่วยให้มึงสองคนหยุดคิดเรื่องเศร้าๆได้เลยนะเว้ย " แคนบอก


    " เรื่องอะไรหรอครับ ที่คุณแคนอยากให้พี่ฝัดกับคุณฟีนิกซ์ช่วย " โอมถาม


    " เรื่องมันมียู่ว่า นักแสดงลิเกคณะกู มันลาป่วยกระทันหัน ดูทรงแล้วคงจะหายไม่ทัน แล้วไม่มีคนสำรองแสดงแทน กูก็เลยอยากให้ไอ้ฟีนิกซ์ ไอ้ฝัด และมึงด้วยไอ้โอม มาช่วยแสดงหน่อย เรื่องที่อยากให้ช่วยก็มีแค่นี้แหละ " แคนกล่าว


    " แล้วมึงลองติดต่อ จ้างนักแสดงลิเกจากคณะอื่นรึยัง " ฟีนิกซ์ถาม


    แคนบอก " ถามทั้งที่รู้จัก และไม่รู้จักหมดแล้ว ไม่มีใครว่างเลย ไม่รู้ไปพร้อมใจกันไม่ว่างกันตั้งแต่วันไหน "


    " แต่ผมเล่นละครไม่เป็นน่ะสิครับ แล้วยังงี้ผมจะเล่นได้ยังไง " โอมถาม


    แคนตอบ " ลิเกน่ะ จะว่าเล่นยากก็ยาก จะว่าเล่นง่ายก็เล่นง่าย แต่บทที่กูจะให้มึงเล่น มีร้องลิเกนิดเดียว กูเชื่อว่ามึงเล่นได้ไอ้โอม "


    " แล้วถ้ากูไปเล่นลิเกกับมึง พวกกูจะหายเศร้ายังไงวะ " ฟีนิกซ์ถาม


    " อ้าว ยอมรับแล้วใช่มั้ย ว่าเศร้าอยู่อะ " แคนกล่าวแซว


    ฟีนิกซ์ที่ได้ฟังดังนั้น ก็กล่าว " ปากหมาแบบนี้ กูไม่ช่วยแม่งล่ะ "


    แคนที่ได้ยินคำบอกแบบนั้น ก็กล่าว " โธ่ พ่อคนใจบาง กูขอโทษก็ได้ แต่มาช่วยเล่นลิเกกับกูหน่อยนะ กูจำเป็นต้องให้พวกมึงช่วยจริงๆ "


    " แล้วถ้าพวกกูช่วยมึง พวกกูจะได้อะไรวะ " ฟีนิกซ์ถาม


    แคนบอก " ถามแปลกๆ ก็ได้เงินสิวะ คนละห้าพัน นี่ยังไม่รวมเงินที่แม่ๆ จะให้มึงอีกนะเว้ย หากมึงแสดงโดนใจเขาอะ "


    " คืนเดียวห้าพัน คุ้มนะครับเนี่ย " โอมกล่าว


    " มึงพูดมาแบบนี้ อย่าบอกนะว่ามึงจะเอาอะ " ฟีนิกซ์ถาม


    " ถ้าผมเอา คุณฟีนิกซ์ พี่ฝัด จะเอาด้วยมั้ยครับ " โอมถามกลับ


    ฟีนิกซ์คิดอยู่สักพัก ก่อนจะบอก " กูเอาด้วยก็แล้วกัน "


    " แล้วมึงล่ะไอ้ฝัด จะเอาด้วยมั้ย " ฟีนิกซ์ถาม


    " ถ้าพี่เอา ผมก็ตามพี่แล้วกัน " ฝัดกล่าว


    " พวกมึงพูดมาแบบนี้ แสดงว่าเอานะ " แคนถาม


    ฟีนิกซ์ตอบรับด้วยเสียงในลำคอ " อือ "


    " งั้นวันที่ ห้า พฤษภา มึงทำตัวให้พร้อมแสดงลิเกนะ ส่วนเรื่องบทลิเกเดี๋ยวพรุ่งนี้กูส่งให้พวกมึงอ่าน เอาตามนี้นะ " 


    พอแคนกล่าวบอกข้อตกลงเสร็จ คนก็กล่าวต่อ " งั้นขอตัวเราก่อนนะ สหายจ๋า " 


    เมื่อกล่าวเสร็จ คนก็เดินรำลิเกออกจากทางด้านหน้าร้านนั่งเล่นไป


    และแล้ว เวลาสามทุ่ม วันที่ ห้า พฤษภาคม ก็มาถึง 


    ณ วัดแห่งหนึ่ง ที่ห่างจากหมู่บ้านร้านนั่งเล่นประมาณยี่สิบนาที คือ คณะลิเกเสียงแคน ลูกอิศวร เปิดการแสดงอยู่


    และ ณ เวลาสามทุ่มนี้ พวกฟีนิกซ์ก็แต่งตัวแต่งหน้ากันเสร็จพอดี และในเวลาเดียวกันนี้ ก็เริ่มมีการออกแขก


    พอออกแขกจบ ผู้บรรยายก็ประกาศชื่อเรื่องที่จะแสดง" ในวันนี้เราขอแสดงในท้องเรื่อง สงครามแย่งนางพรรษสร " 


    พอประกาศชื่อเรื่องเสร็จ คนก็เริ่มบรรยายฉากแรกเปิดเรื่อง


    " ณ กรุงพาราณสี เมืองแห่งนี้ มีเจ้าชายอยู่สองคน ซึ่งรูปงามทั้งคู่ คนพี่ชื่อ อนันตชัย คนน้องชื่อ อเนกชาติ และ ณ ปัจจุบัน ช่วงอายุนี้ของทั้งสอง พระบิดาของทั้งสอง หรือ กษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี เห็นควรว่า ควรส่งทั้งสองไปศึกษาวิชากับพระฤาษีกัสสปะ พระฤาษีคู่เมืองพาราณสี เพื่อกับมาปกครองเมืองอย่างเข้มแข็งสืบต่อไป "


    หลังจากผู้บรรยายกล่าวจบ คนแสดงเป็นกษัตริย์แห่งเมืองพาราณสีก็ออกมายังหน้าฉากและตรงไปนั่งยังที่นั่ง และกล่าว " เรากษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี ตอนนี้มีอายุมากแล้ว แต่ยังดีที่มีบุตรชายถึงสองคน แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นเรื่องน่ากลุ้มใจสำหรับเรา เพราะเราไม่รู้จะเลือกใครเป็นรัชทายาทสืบต่อราชบัลลังก์ต่อจากเรา เพราะคนพี่ที่แม้จะดูจากสถานะน่าจะเหมาะสมที่สุด แต่โหรหลวงกับทำนายทายทักว่า หากอนันตชัยได้สืบต่อราชบัลลังก์ มันอาจจะนำมาซึ่งสงครามกับบ้านเมืองอื่น ทว่าหากให้อเนกชาติคนน้องสืบต่อราชบัลลังก์ บ้านเมืองอาจจะร่มเย็นนับหนึ่งชั่วอายุคน เมื่อใครได้ฟังดังนี้ ใครๆก็เห็นควรว่าควรให้อเนกชาติสืบต่อราชบัลลังก์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับเราที่เป็นกษัตริย์ เรามีแนวคิดว่าควรเลือกคนที่มีฝีมือทั้งบุ๋นบู๊ในคนคนเดียวมากกว่าถึงจะปกครองบ้านเมืองได้อย่างเข้มแข็ง มากกว่าเรื่องเลือนลอยอย่างการทำนายทายทัก ฉะนั้นเราจึงตัดสินใจ จะส่งบุตรเราทั้งสองไปฝึกวิชาการปกครอง วิชาอาวุธ วิชาเวท กับพระอาจารย์ของเรา พระฤาษีกัสสปะ "


    เมื่อกษัตริย์กล่าวจบ แคนกับโอมในชุดเจ้าชายลิเก ก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก และมานั่งซ้ายขวาเบื้องล่างที่นั่งของกษัตริย์


    " เสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ ตอนที่ลูกเดินเข้ามายังที่ว่าราชการแห่งนี้ที่เสด็จพ่อประทับอยู่ ลูกได้ยินแว่วๆว่า จะส่งพวกลูกไปฝึกวิชากับพระเจ้าตาฤาพระเจ้าค่ะ " แคนกล่าวถาม


    " ใช่แล้ว อนันตชัย ลูกพ่อ พ่อจะส่งเจ้ากับอเนกชาติ ไปเรียนรู้วิชาการปกครอง วิชาอาวุธ วิชาเวท กับพระเจ้าตาของเจ้า " กษัตริย์กล่าว


    " แล้วจะให้พวกลูกไปกันตอนไหนฤา พระเจ้าค่ะ " โอมกล่าวถาม


    " เจ้ากับพี่ชายของเจ้า อเนกชาติ พรุ่งนี้ออกเดินทางได้เลย อ้อแล้วอีกอย่าง นำสาส์นของพ่อไปให้พระเจ้าตาของเจ้าด้วย และพ่อขอออกคำสั่งแก่พวกเจ้าสองคนเลยนะว่า ห้ามเปิดสาส์นดูเด็ดขาด เข้าใจนะ " กษัตริย์กล่าวจบ คนก็หยิบสาส์นที่วางด้านข้างตนให้กับ

    อนันตชัย จากนั้นก็เดินเข้าหลังฉากไป


    อนันตชัยหรือแคน เมื่อรับสาส์นจากคนแสดงเป็นกษัตริย์มาแล้ว และคนแสดงเป็นกษัตริย์เดินเข้าหลังฉากไปแล้ว คนก็กล่าวกับตนเองขึ้นตามบท " สาส์นอะไรถึงพระเจ้าตา เหตุใดถึงต้องห้ามเปิดดูด้วย หรือมันเกี่ยวกับเรากับอเนกชาติ ถึงเปิดดูมิได้กันนะ "


    " ถ้าเราเปิดอ่านดูตอนนี้ คนไม่มีใครรู้หรอกมั้ง นอกจากเราสองพี่น้อง งั้นเราลองเปิดอ่านดูดีกว่า " อนันตชัยกล่าวจบ ก็กำลังจะเปิดอ่านดู


    อเนกชาติหรือโอม ครั้นเห็นอนันตชัยกล่าวจบและกำลังจะเปิดสาส์นดู คนก็กล่าวห้ามขึ้นตามบท " เสด็จพี่ ท่านจะทำอะไรน่ะ เสด็จพ่อสั่งห้ามอย่างเด็ดแล้วนะว่าห้ามเปิดดูน่ะ "


    " พี่แค่จะเปิดอ่านดูนิดเดียวว่ามันเกี่ยวอะไรกับพวกเราก็เท่านั้น " อนันตชัยกล่าวบอก


    " หรือว่าเจ้าไม่อยากรู้ไอ้น้องชาย " อนันตชัยกล่าวถาม


    " อยากรู้น่ะ ก็อยากรู้ แต่เสด็จพ่อสั่งห้ามไว้น่ะสิ ฉะนั้นพวกเราก็ควรทำตามพระกระแสรับสั่งของเสด็จพ่ออย่างเคร่งครัด ที่เสด็จพี่คิดจะเปิดอ่านดู เพราะคิดว่าคงไม่มีใครรู้ใช่รึเปล่า แต่น้องขอบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่มีใครรู้ เนื่องจากเมื่อเสด็จพี่เปิดอ่าน ก็จะเกิดรอยเปิดขึ้นในทันที เมื่อท่านส่งสาส์นถึงมือพระเจ้าตา ในทันควันนั้นพระเจ้าตาก็จะรู้ว่ามีคนใดคนหนึ่งในพวกเราแอบเปิดอ่าน และจากนั้นก็จะทรงกราบทูลแก่เสด็จพ่อ ถึงตอนนั้น พวกเราอาจโดนทำโทษได้นะ เสด็จพี่ " อเนกชาติกล่าวบอก


    " ก็จริงของเจ้า น้องพี่ งั้นพี่ไม่เปิดดูแล้วดีกว่า " 

    อนันตชัยกล่าวบอก


    " งั้นในตอนนี้พวกเราแยกย้ายกันไปเตรียมตัว ออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ดีกว่ามั้ย พระเจ้าค่ะเสด็จพี่ " อเนกชาติกล่าว


    " เป็นความคิดที่ดี ถ้างั้นเราก็ไปเตรียมตัวกันเถอะ " อนันตชัยกล่าว


    เมื่ออนันตชัยกล่าวจบ ทั้งอนันตชัยและอเนกชาติ กับพระพี่เลี้ยงทั้งสอง หรือคือฝัดกับนักแสดงของคณะแคนอีกคน ก็พากันเดินไปยังหลังฉาก เพื่อเปลี่ยนฉาก


    ครั้นอนันตชัยและอเนกชาติ เข้าหลังฉากไปแล้ว ผู้บรรยายฉากก็กล่าวเปิดฉากใหม่ขึ้น " และแล้ววันที่พระโอรสอนันตชัยและพระโอรสอเนกชาติ จะต้องออกเดินทางก็มาถึง "


    เมื่อผู้บรรยายกล่าวมาถึงจุดนี้ ผู้ที่แสดงเป็นพระฤาษีกัสสปะหรือฟีนิกซ์ ก็เดินเข้ามายังหน้าฉากและไปนั่งยังที่นั่ง


    พอฟีนิกซ์นั่งลงยังที่นั่งแล้ว ก็เป็นเวลาเดียวกันกับผู้บรรยาย บรรยายต่อ " พระโอรสทั้งสองออกเดินทางอยู่นาน ในที่สุดก็มาถึงยังอาศรมพระฤาษีกัสสปะและเข้ากราบพระฤาษี "


    " หลานอนันตชัยกราบพระเจ้าตา พระเจ้าค่ะ " แคนกล่าวพร้อมกราบลง


    " หลานอเนกชาติกราบพระเจ้าตา พระเจ้าค่ะ " โอมกล่าวพร้อมกราบลงเช่นกัน


    หลังโอมกล่าวกราบกรานเสร็จ แคนก็กล่าวต่อ " พระเจ้าตา นี่คือสาส์นจากเสด็จพ่อของหลานถึง

    พระเจ้าตา พระเจ้าค่ะ " แคนกล่าวเสร็จ คนก็ยื่นสาส์นที่ถือไว้ให้พระเจ้าตาหรือฟีนิกซ์


    พระฤาษีกัสสปะก็รับเอามา จากนั้นก็เปิดดูและอ่านในใจ พออ่านเสร็จ คนก็กล่าวขึ้น " เป็นเช่นนี้นี่เอง ในเมื่อเป็นแบบนั้น ตาก็ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดแก่พวกเจ้าสอง ตามคำขอในสาส์นนี้ ส่วนพวกเจ้าจะเรียนรู้ได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเจ้าแล้วล่ะ "


    "" พระเจ้าค่ะ "" อนันตชัยกับอเนกชาติกล่าวพร้อมกัน หลังจากนั้นก็พากันเดินไปยังหลังฉาก


    " หลังจากที่อนันตชัย กับ อเนกชาติ มาถึงยังอาศรมพระฤาษีกัสสปะ พวกคนก็ได้เริ่มฝึกตามคำชี้แนะของพระฤาษีกัสสปะในทันที พวกคนเรียนรู้ทั้งวิชาการปกครอง วิชาอาวุธ และวิชาเวท พวกคนเรียนไปเรื่อยๆแบบนี้ จนสองปีผ่านไป " ผู้บรรยายพูดขึ้น เพื่อที่เริ่มเปิดฉากต่อไป


    " นี่ก็สองปีแล้ว ที่หลานอนันตชัย กับ หลานอเนกชาติ มาอยู่ฝึกกับเรา และตอนนี้เราก็เห็นควรแล้วว่า ทั้งสองควรที่จะกลับไปยังบ้านเมือง เพื่อดูแลบ้านเมืองได้แล้ว " ฟีนิกซ์พูดบทที่เป็นความคิดบอกแก่ให้คนดูได้ฟังว่าคิดอะไร


    " อนันตชัย อเนกชาติ อยู่แถวนี้มั้ย มาหาตาหน่อย ตามีเรื่องจะบอก " ฟีนิกซ์พูดถามหาตามบท


    พอฟีนิกซ์พูดเสร็จ ทั้งแคนกับโอมก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก จากนั้นก็มานั่งด้านล่างด้านซ้ายขวาของพระฤาษีกัสสปะ


    แคนหรืออนันตชัยกล่าวถาม " พระเจ้าตาเรียกหลานมา มีอะไรจะบอกฤาพระเจ้าค่ะ "


    " ใช่ๆ มีอะไรฤาพระเจ้าค่ะ " อเนกชาติหรือคือโอมกล่าวถาม


    ฟีนิกซ์หรือพระฤาษีกัสสปะ กล่าวบอก " ตาเห็นสมควรแล้วว่า พวกเจ้าทั้งสองคน ควรจะกลับไปดูแลบ้านเมืองกันได้แล้ว เพราะพวกเจ้าอยู่เรียนรู้วิชากับตา จนสำเร็จกันมากพอแล้ว "


    " แล้วจะให้พวกหลานเริ่มออกเดินทาง กลับสู่บ้านเมืองกันตอนไหนฤา พระเจ้าค่ะ " อนันตชัยถาม


    " พรุ่งนี้เช้าเริ่มออกเดินทางได้เลย " พระฤาษีกัสสปะกล่าวบอก


    " พรุ่งนี้เช้าเลยหรอ พระเจ้าค่ะ " อเนกชาติกล่าว


    " ใช่แล้ว " ฟีนิกซ์บอก


    " อ้อ แล้วอีกอย่างตาเกือบลืม มีของที่บางสิ่งที่อยากจะมอบให้เจ้าสองคน " ฟีนิกซ์กล่าวเสร็จ คนก็หยิบผอบทองที่วางข้างๆตนกับสาส์นให้กับอนันตชัย


    " ผอบทองนี่เป็นของเจ้าอนันตชัย ส่วนสาส์นของตาที่จะส่งให้เสด็จพ่อของพวกเจ้า ตาขอมอบให้เป็นหน้าที่เจ้าอนันตชัย ในการส่งมอบถึงมือเสด็จพ่อของเจ้า โดยห้ามเปิดเด็ดขาด " ฟีนิกซ์กล่าวบอก


    " ส่วนแหวนทองนำทางสู่ความปรารถนา คือของเจ้าอเนกชาติ " พระฤาษีกัสสปะหรือฟีนิกซ์กล่าวบอก จากนั้นค่อยยื่นแหวนใส่ในมือของอเนกชาติ


    " อนันตชัย ตาขอบอกกับเจ้านะตอนนี้เลยนะ จงเปิดผอบก็ต่อเมื่ออยู่ในห้องเพียงคนเดียวเท่านั้น หากไม่อยู่ในห้องคนเดียวห้ามเปิดเด็ดขาดแม้แต่แง้มก็ห้าม ส่วนสาส์นนี้ ก็ห้ามเปิดเด็ดขาดเช่นกัน ให้เสด็จพ่อของพวกเจ้าเปิดดูได้ผู้เดียว เข้าใจตามนี้นะ " พระฤาษีกัสสปะกล่าว


    "" ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ "" อนันตชัยกับอเนกชาติกล่าวพร้อมกัน


    หลังอนันตชัยกับอเนกชาติกล่าวรับทราบแล้ว ฉากก็เปลี่ยน 


    " และแล้ววันรุ่งขึ้น วันที่อนันตชัยกับอเนกชาติต้องออกเดินทางกลับบ้านเมืองก็มาถึง พวกคนไม่รีรอช้าเริ่มเดินทางในทันทีในเวลารุ่งเช้า พวกคนเดินทางไปจนฟ้ามืดก็ยังไม่ถึงเมือง พวกคนจึงเลือกหยุดนอนพักใต้ต้นไม้ในป่าก่อน แต่ก่อนที่จะได้นอนพัก ทางด้านอนันตชัยที่เกิดความสงสัยว่าในผอบมีอะไร คนจึงตัดสินใจจะเปิดผอบดู อันเป็นการฝืนคำบอกของพระเจ้าตาตน " ผู้บรรยายกล่าวบรรยายฉาก


    " ในผอบนี่ช่างน่าสงสัยเหลือเกิน ว่าเข้าในมีอะไร ฉะนั้นเราว่าจะเปิดดูสักหน่อย " อนันตชัยหรือแคนกล่าว


    " ในขณะที่ อนันตชัย ตัดสินใจว่าจะเปิดผอบดู 

    อเนกชาติที่เห็นท่าทีของพี่ชายตนว่าจะเปิดผอบดู ก่อนถึงห้องตนเอง คนก็จึงเข้าห้ามขึ้น " ผู้บรรยายกล่าวบรรยาย


    " เสด็จพี่หยุดนะพระเจ้าค่ะ พระองค์จะทำอะไร พระเจ้าตาก็บอกไว้แล้วหนิ ว่าให้เปิดผอบตอนอยู่ในห้องคนเดียวเท่านั้น เสด็จพี่จะฝ่าฝืนคำบอกของพระเจ้าตาหรอพระเจ้าค่ะ " อเนกชาติกล่าว


    " พี่กะจะแค่แง้มๆดูว่าข้างในคือของประเภทใดก็เท่านั้น พี่ไม่กะจะเห็นเต็มตาจนรู้แน่นอนว่ามันคืออะไรหรอก อเนกชาติ "


    " แต่ว่าพระเจ้าตาบอกไว้แล้วหนิพระเจ้าค่ะ ว่าห้ามเปิดเด็ดขาดแม้แต่แง้มก็ห้ามนะพระเจ้าค่ะ " อเนกชาติกล่าว


    " เอาหน่า เปิดดูนิดเดียวเองน้องพี่ พี่กับเจ้าก็พี่น้องกัน พี่ยอมให้เจ้าเห็นได้ เพราะพี่รู้ว่าต่อให้สิ่งที่อยู่ในผอบมีค่ามาก เจ้าก็คงไม่แย่งพี่แน่นอนใช่มั้ยน้องพี่ " 

    อนันตชัยกล่าว


    " แต่ว่า "


    " เอาหน่า พี่เปิดดูนิดเดียวเอง " อนันตชัยกล่าวเร่งเร้า


    " ถ้าเสด็จพี่ตัดสินใจแล้ว งั้นก็ตามแต่เสด็จพี่เถอะพระเจ้าค่ะ "


    " หลังจากอเนกชาติกล่าวจบ อนันตชัยก็เปิดผอบในทันที ทันทีที่ผอบถูกเปิด แสงสว่างที่เกิดจากการเปิดผอบก็สว่างวาบขึ้น เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ทั้งอนันตชัยและอเนกชาติก็ยกแขนขึ้นบังตา พอแสงสว่างจบลงและคนทั้งสองปลดแขนจากการบังตาแล้ว คนทั้งสองก็พบกับหญิงสาวรูปงามคนหนึ่งมาปรากฎตัวอยู่ตรงหน้า " ผู้บรรยายกล่าวบรรยายฉาก


    ผู้บรรยายฉากกล่าวบรรยายต่อ " ทันทีที่อนันตชัยและอเนกชาติเห็นรูปร่างหน้าตาของหญิงสาว คนก็เกิดความหลงในใจขึ้น จนนิ่งอึ้งตะลึงกันทั้งคู่ "


    ไม่นานแคนก็ดำเนินบทต่อจากบทนิ่งอึ้ง คือหลุดจากอาการนั้น และร้องลิเกถามหญิงสาว " แม่นางเทพธิดา เจ้านามว่าอันใด โปรดบอกตัวพี่หน่อยได้ไหม ให้พี่ชื่นใจสักหน่อย "


    " บอกได้มั้ยว่าชื่ออะไร " อนันตชัยกล่าวถาม


    " น้องชื่อพรรษสร " หญิงสาวกล่าว


    " รูปก็งาม นามก็เพราะ เจ้าออกมาจากผอบใช่หรือไม่ " อนันตชัยกล่าวชมและกล่าวถาม


    " ใช่แล้ว น้องออกมาจากผอบทอง " พรรษสรกล่าว


    " เช่นนั้น เจ้าก็เป็นของพี่ อนันตชัยคนนี้น่ะสิ " 

    อนันตชัยกล่าวถาม


    " น้องก็ไม่รู้เหมือนว่าน้องเป็นของพี่หรือของใคร ตอนนี้น้องรู้แต่ว่า น้องชอบพี่ " พรรษสรกล่าว


    " เมื่อพรรษสรกล่าวมาแบบนั้น อนันตชัยก็เขินจนเบือนหน้าหนี แต่หารู้ไม่ว่าพรรษสรไม่ได้มองคนเลย 

    พรรษสรนั้นมองแต่อเนกชาติที่เป็นพระอนุชาตน " ผู้บรรยายกล่าวบอก


    หลังจากผู้บรรยายกล่าวบรรยายเสร็จ โอมที่ต้องพูดบทความคิดของตัวละคร ก็พูดขึ้นให้ผู้ชมได้รู้ว่าตัวละครอเนกชาติคิดอะไร " นางส่งสายตาให้เราแบบนี้ อย่าบอกนะว่านางชอบเรา ไม่ใช่เสด็จพี่อนันตชัย ถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดี แต่จะว่าไปแล้วนางก็สวยมากนะ สวยจนเราตะลึงเลย ถ้าหากนางชอบเราจริง เราจะขอนางกับพระเชษฐาเรา แล้วเราก็คิดว่าพระเชษฐาเรา คงจะยกนางให้กับเราเป็นแน่ "


    พอโอมกล่าวบทของตนเสร็จ บทก็โยนมาทาง

    พรรษสรพูดต่อบอกกับอนันตชัย " นี่ก็มืดแล้ว น้องขอนอนพักได้หรือไม่ เจ้าพี่อนันตชัย "


    " ได้สิ เดี๋ยวพี่จะเตรียมที่นอนให้ ให้น้องนอนข้างๆพี่เลย " อนันตชัยกล่าว


    " หลังจากอนันตชัยเตรียมที่นอนให้พรรษสรเสร็จ พวกคนทั้งสามก็พากันเข้านอน ในระหว่างที่อเนกชาตินอนหลับสนิทแล้วนั้น พรรษสรที่ยังไม่หลับ ก็ลุกขึ้นจากที่นอนของตน และเดินเข้าหาอเนกชาติมาสะกิดให้คนตื่น " ผู้บรรยายกล่าวบอก


    " เจ้าพี่ เจ้าพี่ " พรรษสรกล่าวพลางสะกิดอเนกชาติ


    อเนกชาติตื่นและกล่าวถาม " น้องพรรษสร มีอะไรฤา "


    " พี่ชื่ออะไรฤา น้องยังไม่รู้เลย " พรรษสรถาม


    " พี่ชื่ออเนกชาติ " โอมหรือคนแสดงเป็นอเนกชาติกล่าว


    พรรษสรกล่าว " น้องชอบพี่ พี่รู้หรือไม่ "


    " อะไรนะ นางชอบเรางั้นฤา เป็นจริงอย่างที่เราคิดจริงๆด้วย และเราจะทำยังไงดี " โอมกล่าวบอกความคิดตัวละครให้คนดูได้รับรู้


    " น้องชอบพี่อเนกชาติ พี่อเนกชาติได้ยินหรือไม่ " พรรษสรกล่าวบอก


    " เออคือ พี่ได้ยินแล้ว แต่พี่ว่า น้องเลิกชอบพี่เถอะนะ เพราะน้องเป็นของเสด็จพี่ของพี่ พี่ไม่อยากมีปัญหา " อเนกชาติกล่าว


    " แต่น้องไม่ได้รักพี่อนันตชัย น้องรักพี่อเนกชาติ " พรรษสรกล่าว


    " แต่ว่า " 


    " ไม่มีแต่แล้ว วันนี้ ตอนนี้ พี่ต้องเป็นของน้อง " 


    " พรรษสรกล่าวเสร็จ คนก็รุกปลุกปล้ำอเนกชาติในทันที " ผู้บรรยายกล่าวบอกการกระทำของตัวละคร


     " อย่านะน้องพรรษสร ไม่นะ " อเนกชาติกล่าว


    " ไม่นาน พรรษสร ก็ปลุกปล้ำอเนกชาติจนสำเร็จความใคร่ แล้วก็นอนหลับไปข้างอเนกชาติ " ผู้บรรยายกล่าวบอก


    " แล้วเราจะเอายังไงดี นางเป็นเมียเราแล้ว จะยกนางให้เสด็จพี่เห็นทีคงจะไม่ได้ งั้นเราลองขอนางมาเป็นของเราจากเสด็จพี่ดูดีกว่า เผื่อเสด็จพี่จะใจกว้างและเห็นแก่ที่เราเป็นน้อง และยกนางให้เรา เอาตามนี้ก็แล้วกัน แต่ขอรอเวลาที่เหมาะสมสักหน่อย แล้วค่อยบอก ตอนนี้ยกนางกลับไปนอนข้างๆเสด็จพี่ก่อนดีกว่า " โอมกล่าวบอกบทความคิดตัวละครให้ผู้ชมได้ฟังได้รู้


    หลังจากกล่าวบอกเสร็จ คนก็ยกร่างพรรษสรกลับไปนอนข้างๆอนันตชัยพี่ตนดังเดิม


    " หลังจากการแอบร่วมรักของอเนกชาติกับพรรษสรครั้งแรกเกิด ครั้งต่อไปทุกๆคำคืนก็เกิดขึ้นตามมา และในคืนวันที่สาม หลังจากครั้งแรกที่แอบร่วมรัก พวกคนที่ร่วมรักกันจนเหนื่อยก็กกกัน จนลืมไปว่าต้องแยกย้าย เมื่อรุ่งเช้ามาถึง อนันตชัย ก็ตื่นมาพบหญิงสาวของตนนอนกกเปลือยผ้า กกอยู่กับน้องพระอนุชาตน เต็มสองตา " ผู้บรรยายกล่าวบรรยายฉาก


    " อเนกชาติ พรรษสร นี่พวกเจ้า " อนันตชัยกล่าวเรียก


    เมื่ออนันตชัยกล่าวเรียกจบ อเนกชาติกับพรรษสรก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน และยกผ้ามาปิดบังกาย


    " พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ ทำไมถึงนอนเปลือยผ้ากกกันเช่นนี้ " อนันตชัยกล่าวถาม


    " เขาคงหนาว อยากได้ไออุ่นจากเนื้อแนบเนื้อมั้งพระเจ้าค่ะ ก็เห็นอยู่ว่าเขาร่วมรักกันอะ " คนรับใช้อนันตชัยกล่าวบอก


    อนันตชัยกล่าวกลับทันควัน " กูรู้แล้ว แต่เพียงกูไม่คิด ว่าน้องชายของกูแท้ๆกับผู้หญิงที่กูรัก จะทำการแทงข้างหลังกูแบบนี้ โดยการไปสมสู่กันอะ "


    เมื่ออนันตชัยกล่าวจบ อนันตชัยก็ร้องลิเกขึ้น " ไอ้น้องชั่วใจทราม มึงคิดอาจหาญทำจัญไรกับพี่สะใภ้ ถ้าวันนี้กูไม่กุดหัวมึงคงจะทำไม่ได้ งั้นมึงก็ตายเสียเถอะไอ้สันดาน "


    " มึงตาย " อนันตชัยกล่าวขึ้นเสียงพลางหยิบดาบและง้างดาบขึ้นจะฟันอเนกชาติ


    ทางด้านอเนกชาติหรือโอมที่เห็นดังนั้น ก็รู้ว่าเข้าบทที่ตนต้องร้องลิเกแล้ว คนจึงร้อง " โปรดฟังสัก พระเชษฐา แม่นางรูปสง่า เขาชอบข้า หาได้ชอบพี่ไม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็ควรทำใจ แลเสียสละในฐานะพี่ชาย ส่งมอบนางให้แก่น้องพี่ "


    " เสด็จพี่ พรรษสรกับน้องรักกัน โปรดเสด็จเห็นแก่ความรักของน้อง ยกนางให้แก่น้องด้วยเถิด พระเจ้าค่ะ " อเนกชาติกล่าว


    อนันตชัยลดดาบลงและกล่าว " มึงช่างกล้าพูดนะ ไอ้น้องชั่ว มึงมาขอกู ตอนที่มึงแทงข้างหลังกูไปแล้ว ถ้ามึงทำอย่างงี้ มึงอย่ามาขอกูเลยดีกว่า มึงตายเสียเถอะ "


    " อนันตชัยพูดจบก็ไม่รีรอช้า ง้างดาบขึ้นอีกครั้งและฟันไปที่อเนกชาติ อเนกชาติที่ไหวตัวทันก็หลบดาบของอนันตชัยล่ะครับ และชักดาบของตนออกมาเข้าปะทะกับอนันตชัย ส่วนทางด้านคนรับใช้ของทั้งสองก็เข้าปะทะกันเช่นกัน ทั้งสองฝั่งแลกเพลงดาบกันอยู่นาน จนสุดท้ายก็รู้ผล " ผู้บรรยายฉากกล่าวบรรยายฉากการกระทำของตัวละคร


    " ไอ้แจ้ พวกเราหนีก่อน " อเนกชาติกล่าวกับคนรับใช้ตนหรือคือฝัด


    ฝัดหรือแจ้ก็ตอบรับ " ทราบแล้ว พระเจ้าค่ะ "


    พอแจ้กล่าวตอบรับจบ พวกคนทั้งสองก็แสดงการหนีของตนโดยการวิ่งเข้าไปยังหลังฉาก


    จากนั้นบทก็โยนมาทางพรรษสร โดยพรรษสรที่เห็นผู้ชายที่ตนรักวิ่งหนีไปและลืมตน คนก็กล่าวขึ้น " รอน้องด้วยเพคะเสด็จพี่ " 


    พอกล่าวจบคนก็จะวิ่งตามไป แต่อนันตชัยก็จับข้อมือคนเอาไว้เสียก่อน และกล่าว " น้องพรรษสร น้องจะไปไหน น้องต้องอยู่กับพี่ เพราะน้องเป็นของพี่ "


    พรรษสรตอบกลับ " แต่น้องไม่ได้รักเสด็จพี่อนันตชัย น้องรักเสด็จพี่อเนกชาติ ปล่อยน้องนะ น้องจะไปหาพี่อเนกชาติ "


    " พรรษสรพยายามแก้การจับข้อมือของอนันตชัย 

    อนันตชัยที่เห็นพรรษสรพยศไม่ยอมอยู่กับตน คนจึงร่ายมนต์สะกดใส่พรรษสรให้พรรษสรเชื่อฟัง

    พอพรรษสรถูกสะกดแล้ว อนันตชัยจึงจับมือพรรษสรและพาพรรษสรเดินกลับเมืองพาราณสี แต่ก่อนที่จะได้เริ่มก้าว คนที่สงสัยว่าในสาส์นที่พระเจ้าตาตนส่งมอบให้ตน ให้นำไปส่งแก่เสด็จพ่อของตน มีเนื้อความคืออะไร คนจึงลองเปิดอ่านดู " ผู้บรรยายกล่าวบรรยายฉากการกระทำของตัวละคร


    " ทำไมกัน ทำไมเป็นแบบนี้ พระเจ้าตา ทำไมถึงเลือกอเนกชาติ ไอ้น้องชาติชั่วของเรา ให้เป็นกษัตริย์ของเมืองพาราณสี แทนที่จะเป็นเราคนเป็นพี่ ทำไม โธ่เว้ย " อนันตชัยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์


    " ในสาส์นนั้นคืออะไรฤา พระดจ้าค่ะ " คนรับใช้ของอนันตชัยกล่าวถาม


    อนันตชัยกล่าวตอบ " ก็ไอ้สาส์นนี้นะสิ มันคือสาส์นตอบสาส์นของเสด็จพ่อของกู ว่าใครเหมาะสมเป็นกษัตริย์มากที่สุด "


    " แล้วสาส์นระบุว่าใครเหมาะสมพระเจ้าค่ะ " คนรับใช้ถาม


    " ก็ไอ้อเนกชาติน่ะสิวะ " อนันชาติกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์


    " แล้วพระองค์จะเอายังไงต่อพระเจ้าค่ะ ในเมื่อในสาส์นบอกว่าให้พระอนุชาอเนกชาติขึ้นเป็นกษัตริย์คนต่อไป แทนพระเจ้าอคิน เสด็จพ่อของพระองค์ "


    อนันตชัยตอบ " จะให้แก้สาส์น กูคงทำไม่ได้ งั้นกูจะทูลกับเสด็จพ่อกูไปว่า ไอ้น้องชั่วอเนกชาติ มันตายไปแล้วก็แล้วกัน ไปพวกเราออกเดินทาง "


    หลังจากแคนกล่าวจบ คนกับคนแสดงเป็นคนรับใช้ก็เดินเข้าไปยังหลังฉาก เพื่อที่จะเปลี่ยนฉากเป็นฉากต่อไป


    เมื่อแคนกับคนรับใช้ เดินเข้าไปยังหลังฉากแล้ว ผู้บรรยายก็กล่าวบรรยายบอกฉากใหม่ขึ้น 

    " ตัดมาทางด้าน กษัตริย์และพระมเหสี แห่งเมือง

    พาราณสี "


    พอผู้บรรยายกล่าวเสร็จ คนแสดงเป็นกษัตริย์แห่งเมืองพาราณสีก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก พร้อมกับคนแสดงเป็นพระมเหสีตน และไปนั่งยังที่นั่ง


    " เฮ้อ นี่ก็สองปีมาแล้ว ที่ลูกของเราทั้งสองไปเรียนรู้วิชาจากพระอาจารย์ของเรา และไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ " กษัตริย์กล่าวบทความคิดตัวละครให้ผู้ชมได้ยิน


    " น้องแสงเกสร น้องคิดถึงลูกเหมือนพี่บ้างรึเปล่า " กษัตริย์กล่าวถามภรรยาตน


    แสงเกสรตอบ " น้องก็คิดถึงเหมือนเสด็จพี่เลยเพคะ ไม่รู้ลูกทั้งสองจะกลับมาเมื่อไหร่ "


    หลังแสงเกสรกล่าวเสร็จ คนแสดงเป็นทหารก็เดินเข้ามายังฉากและนั่งลงเบื้องหน้าทั้งสอง จากนั้นก็กล่าว " เกล้ากระหม่อมมาขอกราบทูลพระเจ้าค่ะ ว่าพระโอรสอนันตชัยกลับมาถึงเมืองพาราณสีแล้วพระเจ้าค่ะ "


    " จริงฤา " กษัตริย์กล่าวถามด้วยน้ำเสียงดีใจ


    ทหารตอบกลับ " จริงพระเจ้าค่ะ พระโอรสอนันตชัยรออยู่ข้างนอกตำหนักแล้วพระเจ้าค่ะ "


    " งั้นหรอ เช่นนั้นก็บอกให้ลูกเรา เข้ามาหาเราได้เลย " กษัตริย์กล่าว


    ทหารตอบรับ " พระเจ้าค่ะ "


    " เชิญพระโอรสอนันตชัย เข้ามาได้พระเจ้าค่ะ " ทหารกล่าวเรียก


    เมื่อทหารกล่าวเรียกเสร็จ แคนหรืออนันตชัยกับคนรับใช้ก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก แล้วเข้ามานั่งยังด้านล่างเบื้องหน้ากษัตริย์


    " ถวายบังคม พระเจ้าค่ะเสด็จพ่อ " อนันตชัยกล่าว


    " ในเมื่อลูกกลับมาแล้ว งั้นก็แสดงว่าพวกลูกฝึกวิชาในการปกครองบ้านเมืองกันสำเร็จแล้ว " กษัตริย์กล่าว


    " แล้วพระเจ้าตาของพวกเจ้า ได้มอบสาส์นอะไรมาให้พ่อรึเปล่า " กษัตริย์ถาม


    อนันตชัยตอบพลางยื่นสาส์นที่ถือให้ " นี่คือสาส์นที่พระเจ้าตา ส่งมอบให้เสด็จพ่อ พระเจ้าค่ะ "


    กษัตริย์อคินรับมาและเปิดอ่าน พออ่านเสร็จ คนก็กล่าวบทความคิดให้ผู้ชมได้รู้ความคิดตัวละคร " พระอาจารย์เลือกอเนกชาติให้เป็นคนปกครองเมือง

    พาราณสีงั้นฤานี่ ไม่ผิดจากที่เราคาดไว้เท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านั้นโหรหลวงก็ทำนายไว้ว่า หากอนันตชัยขึ้นครองราชย์ มันก็จะนำมาซึ่งสงคราม สงสัยพระอาจารย์ของเราคงจะเห็นด้วยญาณหยั่งรู้ของท่าน ว่า หากอนันตชัยขึ้นครองราชย์ มันจะเป็นแบบเดียวกันกับที่โหรหลวงทำนาย แต่ก็ช่างเถอะ สำหรับเราใครจะขึ้นครองบังลังก์ต่อจากเรา ก็เหมือนกัน ขอให้ปกครองบ้านเมืองอย่างเข้มแข็งและร่มรื่นต่อสืบไปก็เพียงพอ "


    " เออว่าแต่ แม่ไม่เห็นน้องเจ้าเลย ไม่ได้กลับมาพร้อมกันหรอ " พระมเหสีแสงเกสรกล่าวถาม


    อนันตชัยกล่าวบอก " กลับมาพร้อมกันพระเจ้าค่ะ แต่ว่า "


    " แต่ว่าอะไรฤาลูกพ่อ " กษัตริย์กล่าวถาม


    " แต่ว่าระหว่างทางพวกเราเจอโจรป่ากลุ่มใหญ่ เข้าโจมตีหมายจะแย่งชิงทรัพย์สิน พวกเราสองพี่น้องกับไอ้ไก่ไอ้แจ้ สู้พลางถอยพลาง จนสุดท้ายอเนกชาติพลาดท่าโดนโจรป่าใช้ดาบฟันเข้าที่คอ เสียชีวิต ณ บัดนั้น พระเจ้าค่ะ " อนันตชัยกล่าวบอก


    " อะไรนะ " พระมเหสีแสงเกสรกล่าวเสร็จ คนก็เป็นลมหมดสติไป


    " น้องแสงเกสร น้องแสงเกสร " กษัตริย์อคินพยายามกล่าวเรียกพระมเหสีแสงเกสรให้ตื่นจากอาการสลบ


    เมื่อพระมเหสีแสงเกสรไม่ตื่น คนก็อุ้มร่างพระมเหสี

    แสงเกสรขึ้น จากนั้นก็กล่าวกับอนันตชัย " ลูกพ่อ เจ้ารอพ่ออยู่ตรงนี้ก่อน พ่อมีเรื่องจะถามเจ้าอีก เข้าใจนะ พ่อขอพาเสด็จแม่เจ้าไปหาหมอก่อน " เมื่อกล่าวบอกเสร็จ คนก็อุ้มร่างแสงเกสรวิ่งเข้าหลังฉากไป


    พอเข้าไปหลังฉาก ก็ถือว่าเป็นการส่งแสงเกสรสู่มือหมอแล้ว คนแสดงเป็นกษัตริย์ก็กลับมายังหน้าฉากอีกครั้งและนั่งที่เดิม จากนั้นก็กล่าวถามอนันตชัย เพื่อดำเนินเรื่องต่อ " อนันตชัยลูกพ่อ เจ้าบอกว่าอเนกชาติโดนโจรป่าฟันคอตาย เป็นเรื่องจริงงั้นรึ แล้วก่อนที่น้องจะโดนฟัน เจ้าทำอะไรอยู่ "


    อนันตชัยตอบ " เป็นเรื่องจริงพระเจ้าค่ะ ที่อเนกชาติโดนโจรป่าฟันคอตาย หากไม่เชื่อ ก็ถามไอ้ไก่ได้พระเจ้าค่ะ ส่วนตอนนั้นลูกทำอะไรอยู่ คือตอนนั้นลูกกำลังพาผู้หญิงของลูกหนีอยู่พระเจ้าค่ะ "


    " อะไรนะ พาผู้หญิงของลูกหนีอยู่ฤา เจ้ามีเมียแล้วรึ " กษัตริย์กล่าวถาม


    " ใช่พระเจ้าค่ะ เป็นเมียที่พระเจ้าตาประทานให้ พระเจ้าค่ะ " อนันตชัยบอก


    " แล้วนางตอนนี้อยู่ที่ไหน " กษัตริย์ถาม


    " นางอยู่นอกตำหนักพระเจ้าค่ะ " อนันตชัยบอก


    " เช่นนั้นก็พานางมาพบพ่อ " กษัตริย์กล่าว


    " ได้พระเจ้าค่ะ " อนันตชัยตอบรับ


    " ไอ้ไก่ ไปพาพรรษสรเข้ามา " อนันตชัยสั่ง


    " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ " คนแสดงเป็นไก่ตอบรับ จากนั้นก็เดินเข้าไปยังหลังฉาก เมื่อเข้าสู่หลังฉากแล้ว คนก็จับข้อมือคนแสดงเป็นพรรษสร และพาเดินเข้ามายังหน้าฉาก เพื่อมาหากษัตริย์


    เมื่อพรรษสรมาอยู่ตรงหน้ากษัตริย์แล้ว กษัตริย์อคินก็ถามขึ้น " แม่หนูน้อย เจ้าชื่อพรรษสรใช่รึเปล่า "


    พรรษสรตอบ " ใช่เพคะ "


    " งั้นพรรษสร เรากษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี มีเรื่องที่อยากจะถามเจ้า เจ้าช่วยบอกตามความจริงได้หรือไม่ " กษัตริย์อคินกล่าวถาม


    พรรษสรตอบ " ได้เพคะ "


    " งั้นข้าถามล่ะนะ ตอนที่อนันตชัยพาเจ้าหนี เจ้าเห็นตอนที่อเนกชาติพระอนุชาของอนันตชัยตายหรือไม่ "

    กษัตริย์ถาม


    " เห็นเพคะ "


    " แล้วเขาตายได้อย่างไร " กษัตริย์ถาม


    " พรรษสรที่ถูกสะกดอยู่ก็ตอบตามสิ่งที่อนันตชัยอยากให้เป็นล่ะครับ " ผู้บรรยายกล่าวบอก


    " เขาตายด้วยการโดนฟันคอ เพคะ " พรรษสรตอบ


    " งั้นหรอเป็นงั้นเองหรอ โธ่ อเนกชาติลูกพ่อ เจ้าช่างอายุสั้นเหลือเกิน " กษัตริย์กล่าวรำพัน


    " ในเมื่ออเนกชาติสิ้นชีพแล้ว งั้นกษัตริย์เมืองพาราณสีคนต่อไป คงต้องพึ่งพาเจ้าแล้วล่ะ อนันตชัย " กษัตริย์อคินกล่าวกับอนันตชัย


    " ขอบพระทัยมากพระเจ้าค่ะเสด็จพ่อ ลูกจะปกครองบ้านเมืองให้ดีที่สุดพระเจ้าค่ะ " อนันตชัยกล่าวตอบรับ


    " ในเมื่อเจ้ามีความพร้อมแล้ว เช่นนั้นอีกเจ็ดวันพ่อจะจัดพิธีราชาภิเษกของเจ้า ให้เริ่มขึ้น ตกลงตามนี้ " กษัตริย์อคินกล่าว


    " ลูกเข้าใจแล้วพระเจ้าค่ะ " อนันตชัยกล่าว


    หลังจากอนันตชัยตอบรับคำคน คนแสดงเป็นกษัตริย์ก็เดินเข้าหลังฉากไป


    เมื่อกษัตริย์จากไปแล้ว อนันตชัยก็กล่าวกับไก่ขึ้น " ในที่สุด ทั้งผู้หญิงและบ้านเมืองก็เป็นของกู มึงดีใจกับกูมั้ยวะไอ้ไก่ "


    ไก่ตอบกลับ " ดีใจมากพระเจ้าค่ะ "


    อนันตชัยหัวเราะออกมา " ฮ่า ฮ่า ฮ่า "


    จากนั้นก็กล่าว " เช่นนั้นก็ดี งั้นกูขอตัวก่อน กูจะพาพรรษสรไปขึ้นสวรรค์ ส่วนมึงจะไปไหนก็ไป "


    เมื่ออนันตชัยกล่าวบอกกับไก่เสร็จ คนก็จับมือ

    พรรษสรและเข้าหลังฉากไป พร้อมกับไก่เดินตามหลังเข้าหลังฉากไปเช่นกัน


    " ตัดมาทางด้านของ อเนกชาติครับ คนที่กลับบ้านเมืองตัวเองไม่ได้ เพราะรู้ว่าถ้าตนกลับไปจะต้องโดนฆ่าตายแน่ๆ คนก็เลือกจะพักแรมในป่าไปก่อน รอคิดหาวิธีเอาคืนพระเชษฐาของตน " ผู้บรรยายกล่าวบรรยายเริ่มฉากใหม่


    หลังจากผู้บรรยายกล่าวจบ อเนกชาติกับแจ้ก็เดินออกมายังหน้าฉาก


    เมื่อคนทั้งสองออกมายังหน้าฉากแล้ว แจ้หรือฝัดก็เริ่มกล่าวกับอเนกชาติหรือโอมก่อน " เอาอย่างไรดีพระเจ้าค่ะ กลับบ้านเมืองเห็นทีตอนนี้คงจะทำไม่ได้แล้ว เพราะถ้าหากกลับไป ต้องโดนฆ่าแน่ๆพระเจ้าค่ะ หรือพระองค์จะยอมสละทุกอย่าง แล้วอยู่ป่าดีพระเจ้าค่ะ "


    อเนกชาติตอบ " ไม่ กูจะเอาผู้หญิงของกูคืนมาให้ได้ "


    " แล้วจะใช้วิธีไหนเอาคืนมาพระเจ้าค่ะ " แจ้ถาม


    " กูจะใช้กำลังทหารบุกไปหาไอ้พี่ชั่ว แล้วนำพรรษสร

    กลับมาหากู " 


    " แล้วจะหาทหารจากไหนพระเจ้าค่ะ " แจ้ถาม


    " ตอนนี้กูยังคิดไม่ออก ขอเวลากูคิดแป๊บหนึ่ง " 

    อเนกชาติบอก


    " ในระหว่างที่อเนกชาติคิดอยู่ จู่ๆเสียงคนประกาศหาหมอมีฝีมือก็ดังขึ้น ใกล้เข้ามาทางอเนกชาติและแจ้ " ผู้บรรยายกล่าว


    พอผู้บรรยายกล่าวบอกเสร็จ ทหารชายสองคนก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก พร้อมกับกล่าว " หาหมอฝีมือดีรักษาโรคประหลาดจ้า ใครที่คิดว่าตนเองมีฝีมือ เชิญไปยังเมืองยุบลจ้า หากรักษาได้ กษัตริย์ยศวิมลแห่งเมืองยุบล จะตอบแทนท่านทุกอย่าง ขอแค่ท่านรักษาได้ " ทหารทั้งสองคนประกาศซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ


    อเนกชาติที่ได้ยิน ก็เดินเข้าหาทหารชายสองคน และกล่าวถาม " พี่ชาย พวกท่านทั้งสอง กำลังหาหมออยู่ใช่รึเปล่า แล้วใครเป็นอะไร "


    หนึ่งในทหารตอบ " ใช่ พวกเรากำลังหาหมออยู่ หาหมอเพื่อไปรักษาองค์หญิงยี่สุนแห่งเมืองยุบล "


    " เจ้ามาถามข้าแบบนี้ เจ้าเป็นหมอ หรือแค่อยากรู้ " ทหารถาม


    อเนกชาติบอก " ข้าพอมีความรู้ทางแพทย์อยู่บ้าง เลยอยากจะลองรักษาดู "


    " พี่ชายพอจะนำทางข้าไปเมืองยุบลได้หรือไม่ " 

    อเนกชาติถาม


    " ได้สิ ไม่มีปัญหา " ทหารกล่าวกับอเนกชาติ


    " เฮ้ย มึงอะ นำทางไอ้สองคนนี้ไปเมืองยุบล ส่วนกูจะเดินประกาศต่อ เอาตามนี้นะ " ทหารกล่าวกับทหารอีกคนที่มาด้วยกัน จากนั้นก็เดินเข้าหลังฉากไป


    ทหารที่ถูกบอกให้นำทาง ก็เดินนำหน้านำทางพวกอเนกชาติไปยังเมืองยุบล โดยการเดินเข้าหลังฉาก เพื่อเปลี่ยนฉากเป็นฉากเมืองยุบล


    แต่ก่อนที่อเนกชาติจะได้ตามทหารแห่งเมืองยุบลไป คนก็กล่าวกับแจ้ " ไอ้แจ้ กูคิดหาวิธีที่จะได้ทหารมาแล้วเว้ย "


    " อย่าบอกกระหม่อมนะพระเจ้าค่ะ ว่าพระองค์จะรักษาองค์หญิงแห่งเมืองยุบล เพื่อแลกกับทหารน่ะพระเจ้าค่ะ แล้วพระองค์จะทำได้ฤา " แจ้ถาม


    " กูก็ยังไม่รู้ว่าจะรักษาได้มั้ย กูขอลองดูก่อนก็แล้วกัน ปะไปกันเถอะ " อเนกชาติตอบกลับและกล่าวชวน


    หลังจากอเนกชาติกล่าวจบ แจ้กับอเนกชาติก็เดินเข้าหลังฉากไป


    ฉากเมืองยุบลเริ่มขึ้น คนแสดงเป็นกษัตริย์ยศวิมลกับคนแสดงเป็นองค์หญิงยี่สุน ก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก เมื่อคนเข้ามายังหน้าฉาก กษัตริย์ยศวิมลก็เดินไปนั่งยังที่นั่ง ส่วนองค์หญิงยี่สุนก็ไปอยู่ที่เดียวกันแต่คนนอนลง


    " เมื่ออเนกชาติและแจ้ เดินทางมาถึงเมืองยุบลแล้ว พวกคนก็เจอเข้ากับแถวยาวแถวหนึ่ง ทหารที่นำทางพวกอเนกชาติมา ก็บอกให้อเนกชาติไปต่อแถว รอจนกว่าจะถึงคิวตน ใช้เวลาอยู่นานก็มาถึงคิว " ผู้บรรยายกล่าวบอก


    " ไอ้แจ้ มึงรอกูข้างนอกนี่ เดี๋ยวกูจะเข้าไปรักษาองค์หญิงยี่สุน หากกูทำสำเร็จ เราจะนำทหารของเมืองยุบลไปบุกเมืองพาราณสีกัน " อเนกชาติบอกแจ้


    พอบอกแจ้เสร็จ คนก็เข้าไปหากษัตริย์ยศวิมลและถาม " เกล้ากระหม่อมขอทูลถามกษัตริย์ยศวิมลแห่งเมืองยุบล ว่าองค์หญิงยี่สุนแห่งเมืองยุบล มีอาการอันใดบ้างพระเจ้าค่ะ "


    กษัตริย์ยศวิมลบอก " ลูกเราหลับไม่ตื่นมาได้ เจ็ดวันจะย่างแปดวันแล้ว "


    " เป็นเช่นนี้นี่เอง งั้นเกล้ากระหม่อมขอเข้าไปสัมผัส

    พระวรกายขององค์หญิงเพี่อตรวจโรคได้หรือไม่ "


    กษัตริย์ยศวิมลบอก " เชิญเถอะ "


    เมื่อกษัตริย์ยศวิมลอนุญาตแล้ว อเนกชาติก็ลงมือตรวจโรคขององค์หญิงยี่สุนในทันที


    " โรคที่องค์หญิงเป็นนี่มัน โรคหลับลืมตนนี่นา ดีล่ะ เรารู้จักโรคนี้และรู้วิธีรักษา โชคชะตาเข้าข้างเราแล้ว " โอมหรืออเนกชาติพูดบทความคิดตัวละครให้ผู้ชมได้รู้


    เมื่ออเนกชาติคิดเสร็จ คนก็หันมากล่าวกับกษัตริย์

    ยศวิมล " พระองค์ เกล้ากระหม่อมรู้จักโรคนี้และรู้วิธีรักษาพระเจ้าค่ะ "


    " ดี ดี เช่นนั้น ท่านก็ลงมือรักษาเถอะ " กษัตริย์ยศวิมลกล่าว


    " แต่ข้าต้องการกับครกกับสาก น้ำดื่ม และสมุนไพรดังนี้พระเจ้าค่ะ " 


    " อเนกชาติบอกเสร็จ คนก็กล่าวบอกสมุนไพรที่ตนต้องการแก่กษัตริย์ยศวิมล " ผู้บรรยายฉากกล่าวบอกการกระทำที่ไม่มีบทพูดของอเนกชาติ


    " เมื่อกษัตริย์ยศวิมลได้รู้แล้ว ว่าสมุนไพรมีอะไรบ้าง คนก็เรียกหมอหลวงให้มาเข้าพบ " ผู้บรรยายกล่าวบอกสิ่งที่กษัตริย์ยศวิมลจะทำ


    " หมอหลวง หมอหลวง อยู่ข้างนอกหรือไม่ เข้ามาพบเราด่วน " กษัตริย์ยศวิมลกล่าวเรียก


    เมื่อกษัตริย์ยศวิมลกล่าวเรียกหมอหลวงแล้ว คนที่แสดงเป็นหมอหลวง และเตรียมตัวออกแสดงอยู่แล้ว ก็เข้ามายังฉาก และแสดงตามบทตน


    " เรียกเกล้ากระหม่อมเข้ามา มีอะไรฤา พระเจ้าค่ะ " หมอหลวงกล่าวถาม


    " เจ้าจงไปเอากับครกกับสาก น้ำดื่ม และสมุนไพรดังนี้ มาให้ท่านหมอเขา " กษัตริย์ยศวิมลกล่าวบอก


    พอกล่าวบอกว่าใช้ให้ไปทำอะไรเสร็จ กษัตริย์ยศวิมลก็กระซิบบอกสมุนไพรที่ใช้ให้ไปเอา


    " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ " หมอหลวงตอบรับ


    หลังจากตอบรับ หมอหลวงก็เดินเข้าหลังฉากไป ไม่นานก็ออกมายังหน้าฉากพร้อมกับพานโตกสีทองที่ใส่ห่อผ้าเอาไว้กับครกและสาก และขันสีทอง


    " ในห่อนี้ คือสมุนไพรที่ท่านหมอต้องการพระเจ้าค่ะ " หมอหลวงกล่าวกับกษัตริย์ยศวิมลพลางยื่นพานโตกที่ถือให้กษัตริย์ยศวิมล


    " และนี่ก็ครกกับสากพระเจ้าค่ะ " หมอหลวงกล่าวพลางยื่นครกกับสากให้กษัตริย์ยศวิมล


    " และนี่น้ำดิ่มพระเจ้าค่ะ" หมอหลวงกล่าวพลางยื่นขันสีทองให้กษัตริย์ยศวิมล


    กษัตริย์ยศวิมลก็รับมาทั้งหมด และส่งต่อให้กับ

    อเนกชาติ


    " เมื่ออเนกชาติได้ของที่ต้องการมาครบเสร็จ คนก็เริ่มทำยารักษาในทันทีล่ะครับ ไม่นานยาก็เสร็จ พอยาเสร็จ คนก็รีบนำยาน้ำที่ทำเสร็จ กรอกปากองค์หญิง

    ยี่สุนในทันควัน เมื่อองค์หญิงดื่มยาจนหมด ไม่กี่ลมหายใจ องค์หญิงก็ฟื้นตื่นขึ้นมา " ผู้บรรยายกล่าวบรรยายการกระทำของตัวละครอเนกชาติและสิ่งที่เกิดขึ้น


    " เจ้าเป็นใคร " องค์หญิงยี่สุนที่เพิ่งตื่นขึ้นมาและมาเจอคนไม่คุ้นหน้า ก็เกิดสงสัยตามบท จึงถามขึ้น


    อเนกชาติยังไม่ทันตอบ กษัตริย์ยศวิมลก็เข้ามาแทรกระหว่างกลางขององค์หญิงยี่สุนกับอเนกชาติ และกล่าวบอก " ท่านนี้คือท่านหมอมา ที่มารักษาลูกจากโรคประหลาดที่ลูกเป็นน่ะลูก "


    " โรคประหลาดฤา เสด็จพ่อ ลูกเป็นโรคอะไรกัน " องค์หญืงยี่สุนถาม


    " พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าลูกเป็นโรคอะไร แต่ลูกหลับไปเจ็ดวันติดต่อกันแล้ว " กษัตริย์ยศวิมลบอก


    " งั้นหรอเพคะ " องค์หญิงยี่สุนกล่าวรับทราบเข้าใจ


    " แต่ถ้าลูกอยากรู้ล่ะก็ เดี๋ยวพ่อจะถามให้เอามั้ย " กษัตริย์ยศวิมลถาม


    องค์หญิงยี่นสุนพยักหน้าตอบ


    เมื่อองค์หญิงยี่สุนบอกมาแบบนั้น กษัตริย์ยศวิมลก็หันมาถามอเนกชาติ " ท่านหมอโรคที่บุตรสาวเราเป็น คือโรคอะไรงั้นฤา "


    อเนกชาติตอบ " โรคที่องค์หญิงเป็น คือโรคหลับลืมตนพระเจ้าค่ะ "


    " โรคหลับลืมตนงั้นรึ ข้าไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย วันนี้ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตาแล้ว ข้าขอแสดงความคาราวะแก่ท่านหมอ" หมอหลวงกล่าว


    อเนกชาติบอก " ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก เพราะหากข้าไม่รู้จักโรคนี้ ก็คงไม่รู้จะรักษาได้ยังไงเหมือน นับเป็นโชคดีขององค์หญิงแล้ว ที่ข้ารู้จักโรคนี้ "


    " แล้วท่านหมอต้องการอะไรตอบแทนล่ะ บอกเรามาได้เลยนะ เราจะให้ทุกอย่างที่เราให้ได้ " กษัตริย์ยศวิมลบอก


    อเนกชาติที่ได้ฟังดัง ก็กล่าวบอก " ข้าพเจ้าต้องการทหารสองแสนนาย ไปบุกตียึดเมืองพาราณสี

    พระเจ้าค่ะ "


    " อะไรนะ ขอทหารสองแสนนาย ไปตีเมืองพาราณสี " กษัตริย์ยศวิมลกล่าวด้วยความตระหนก


    ก่อนจะกล่าวถาม " เจ้าขอทหารเราสองแสนนาย ไปตีเมืองพาราณสี เจ้ามีความแค้นอันใดต่อเมืองพาราณสีงั้นรึ "


    อเนกชาติบอก " ความแค้นของเกล้ากระหม่อม ขอไม่เปิดเผยพระเจ้าค่ะ พระองค์เพียงส่งมอบทหารสองแสนนายมาให้เกล้ากระหม่อม แค่นั้นก็เพียงพอแก่การตอบแทนเกล้ากระหม่อมแล้วพระเจ้าค่ะ "


    " เรื่องเจ้ามีบุญคุณต่อเรา เราจำขึ้นใจ แต่เราคงไม่สามารถส่งทหารให้เจ้าไปได้หรอก เพราะหากเราให้ทหารเจ้าไป มันจะเป็นการดึงเมืองยุบลสู่สงคราม ฉะนั้นเรื่องนี้เราทำไม่ได้ เจ้าขออย่างอื่นเถอะ " กษัตริย์ยศวิมลบอก


    อเนกชาติบอกกลับ " เกล้ากระหม่อมไม่อยากได้สิ่งอื่นนอกเหนือจากทหารสองแสนนายพระเจ้าค่ะ โปรดพระองค์พิจารณาอีกทีพระเจ้าค่ะ "


    " ไม่ว่าเจ้าจะให้เราคิดไตร่ตรองกี่ครั้ง เราก็บอกได้แบบเดิมว่า " กษัตริย์ยศวิมลกล่าวยังไม่ทันจบ


    องค์หญิงยี่สุนก็กล่าวขึ้น " ทหารสองแสนงั้นรึ ที่พ่อหมออยากได้ เราให้ได้นะ "


    เมื่อองค์หญิงยี่สุนกล่าวมาแบบนั้น กษัตริย์ยศวิมลก็ตกใจในคำบอกของบุตรสาวตนเองมาก คนจึงกล่าวถาม " ยี่สุน เจ้าบอกแบบนั้นไปได้อย่างไร หากเจ้าให้ทหารเราแก่ท่านหมอไป จะเป็นการดึงเมืองเราสู่สงครามนะ "


    องค์หญิงยี่สุนบอก " ใจเย็นก่อนเสด็จพ่อ ลูกมีวิธีที่จะไม่นำเมืองเราสู่สงคราม ต่อให้มอบทหารเราให้ท่านหมอไปใช้งานก็ตาม "


    " วิธีอะไรงั้นรึลูก " กษัตริย์ยศวิมลถาม


    " เราก็เปลี่ยนชุดทหารเมืองเราเป็นชุดอื่น เปลี่ยนธงศึก เปลี่ยนทางการเดินทัพไม่ให้รู้ว่ามาจากเมืองเรา 

    แค่นี้เมืองเราก็จะหลุดรอดจากสงครามแล้ว " องค์หญิงยี่สุนบอก


    " แต่ทหารเมืองเราต้องไม่อยากรบเป็นแน่ เพราะมันไม่ใช่สงครามเพื่อปกป้องบ้านเมืองของเรา " กษัตริย์ยศวิมลบอก


    " เรื่องนี้เองหรอ ที่เสด็จพ่อกังวล ลูกมีวิธีแก้เพคะ แต่ไม่รู้ว่าท่านหมอจะทำได้รึเปล่า " องค์หญิงยี่สุนกล่าว


    " เรื่องอะไร เกล้ากระหม่อมทำได้ทั้งนั้น ขอแค่เพียงได้ทหารสองแสนนายมาเพื่อแก้แค้น ข้าทำได้ทุกอย่าง " อเนกชาติบอก


    " เรื่องที่อยากให้ท่านหมอทำเพื่อแลกกับทหาร คือ หนึ่ง ข้าอยากจะให้ท่านหมอบอกข้าว่า ท่านรู้ช่องทางบุกเมืองพาราณสีที่จะไม่ทำให้สูญเสียทหารมากหรือไม่ "


    อเนกชาติบอก " ข้ารู้ทุกทางเข้าลับ ที่จะเข้าสู่ด้านในตัวเมือง โดยไม่ต้องตีประตูเมืองให้แตก องค์หญิงไว้ใจได้เลย ทหารจะไม่สูญเสียมากแน่นอน "


    องค์หญิงยี่สุนที่ได้ฟังดังนั้น ก็บอก " ดีเลย เช่นนั้นเราก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง "


    " เรื่องที่สอง ที่เราอยากให้ท่านหมอทำก็คือ บอกข้าว่าท่านจะใช้แผนอันได้ในการบุกเมืองพาราณสี " องค์หญิงยี่สุนกล่าวถาม


    อเนกชาติตอบ " แผนของข้าคือ ข้าจะนำทหารส่วนหนึ่งทยอยเข้าไปในตัวเมืองจากทางลับ และเปลี่ยนชุดเป็นทหารของเมืองพาราณสี เพื่อทำการทำลายเมืองจากภายในโดยการวางยา และข้าจะใช้ทหารอีกส่วนหนึ่งตีเมืองจากทางด้านหน้า เพื่อเป็นตัวล่อให้ทหารที่เข้าไปในตัวเมืองจากทางลับทำงานได้สะดวก แผนข้าบอกแบบย่อๆก็มีประมาณนี้แหละพระเจ้าค่ะ "


    " แบบนี้นี่เอง " องค์หญิงยี่สุนกล่าวเข้าใจ


    " เช่นนั้นเรื่องที่สาม เรื่องสุดท้าย ที่ข้าอยากให้ท่านหมอทำก็คือ อภิเษกสมรสกับข้าเพื่อแลกกับทหารสองแสนนาย ท่านทำได้หรือไม่ " องค์หญิงยี่สุนกล่าวบอกกล่าวถาม


    อเนกชาติที่ได้ฟังดังนั้น ก็ถึงกับตระหนกอึ้งไปและกล่าว " อะไรนะ อภิเษกสมรสงั้นหรอ "


    อเนกชาติหรือโอมนิ่งเงียบคิด ก่อนจะกล่าวความคิดของตัวละครออกมาให้ผู้ชมได้รู้ " เราจะอภิเษกสมรสกับนางได้อย่างไรกัน ในเมื่อเรามีน้องพรรษสรอยู่แล้ว งั้นเราลองปฏิเสธ บอกนางด้วยเหตุผลว่าอะไรถึงอภิเษกสมรสกับนางไม่ได้ดู เผื่อนางจะเข้าใจและคิดสิ่งอื่นที่จะให้เราทำแทน "


    เมื่ออเนกชาติคิดจบ คนก็กล่าว " เกรงว่าข้าจะอภิเษกสมรสกับท่านมิได้พระเจ้าค่ะ "


    อเนกชาติยังไม่ทันบอกว่าเพราะอะไร องค์หญิงยี่สุนก็กล่าวถามขึ้น " เพราะอะไรกัน ทำไมถึงอภิเษกสมรสกับเราไม่ได้ เราไม่สวยงั้นรึ "


    อเนกชาติบอก " มิใช่พระเจ้าค่ะ แต่เป็นเพราะ ข้ามีหญิงที่อยากแต่งงานด้วยอยู่แล้ว พระเจ้าค่ะ "


    " มีหญิงที่อยากแต่งงานด้วยอยู่แล้ว แสดงว่ายังไม่ได้แต่งงาน งั้นท่านหมอก็แต่งงานกับเราเสียก่อนเป็นภรรยาหลวง จากนั้นก็ค่อยแต่งนางผู้นั้นเป็นภรรยารอง ก็ได้ไม่เสียหายหนิ ยุคนี้ผู้ชายมีสามสี่เมียก็เป็นเรื่องปกติไป " องค์หญิงยี่สุนบอก


    " องค์หญิงพอจะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ " อเนกชาติถาม


    องค์หญิงยี่สุนตอบ " ไม่มี "


    " อเนกชาติคิดอยู่สักพัก ก่อนจะบอกการตัดสินของตน " ผู้บรรยายกล่าวบอกการกระทำของอเนกชาติ


    " งั้นข้าคงไม่มีทางเลือกแล้ว เอาเป็นว่าข้ายอมอภิเษกสมรสกับท่านก็แล้วกัน แต่ข้าขอทหารเพิ่มเป็นห้าแสนนาย ท่านให้ได้หรือไม่ " อเนกชาติกล่าวบอกและกล่าวเสนอ


    องค์หญิงยี่สุนตอบทันควัน " ได้ เราตกลงกันตามนั้น อีกสามวันเราอภิเษกสมรสกัน "


    " ไปกันเถอะ เสด็จพ่อ เราไปเริ่มเตรียมงานแต่งกัน " องค์หญิงกล่าว


    เมื่อองค์หญิงยี่สุนบอกเสร็จ คนก็เดินนำบิดาตนเข้าหลังฉากไป


    แต่ก่อนที่กษัตริย์ยศวิมลจะเดินตามไป คนก็กล่าวขึ้น " ลูกสาวเราเป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่กลับมีความคิดดั่งผู้นำได้เช่นนี้ สมแล้วที่หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ "


    พอกษัตริย์ยศวิมลกล่าวจบ คนก็เดินตามยี่สุนเข้าหลังฉากไป


    ครั้นคนเข้าหลังฉากกันไปหมดแล้ว อเนกชาติที่อยู่คนเดียว ก็กล่าวกับตนเองขึ้น " ไอ้อนันตชัย ได้เวลาที่กูจะแก้แค้นมึงแล้ว "


    เมื่อกล่าวเสร็จ อเนกชาติก็เดินเข้าหลังฉากไป หลังเข้าหลังฉากไป แจ้ก็ออกมายังหน้าฉาก และคนก็เดินไปเดินมาอยู่หน้าฉาก แสดงให้คนดูรู้ว่าตนกำลังรอคนอยู่


    แจ้เดินไปเดินมาได้ไม่นาน อเนกชาติก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก เดินเข้าหาแจ้และกล่าว " ไอ้แจ้ มึงเตรียมตัวรบให้ดีๆ หลังจากกูอภิเษกสมรสกับพระธิดายี่สุน ต่อจากนั้นอีกเจ็ดวัน กูจะนำทัพบุกตีเมืองพาราณสี "


    แจ้ที่ได้ยินว่าอเนกชาติจะอภิเษกสมรส คนก็ตระหนกเป็นอย่างมาก จึงกล่าวถามขึ้น " พระโอรสอเนกชาติ พระองค์จะอภิเษกงั้นรึพระเจ้าค่ะ แล้วพระองค์จะเอาพระมเหสีพรรษสรไว้ไหนพระเจ้าค่ะ "


    อเนกชาติบอก " กูคงต้องอภิเษกสมรสกับน้องพรรษสรเป็นพระสนม "


    แจ้ถามต่อ " แล้วพระมเหสีพรรษสรจะยอมหรือพระเจ้าค่ะ "


    อเนกชาติบอก " กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางจะรับได้มั้ย แต่กูไม่มีทางเลือก หากต้องการจะได้นางและเมือง

    พาราณสี กูจำเป็นต้องแต่งงานกับพระธิดายี่สุน "


    " มึงเข้าใจกูมั้ยวะ ไอ้แจ้ " อเนกชาติถาม


    แจ้ตอบ " ข้าน้อย เข้าใจพระเจ้าค่ะ "


    " ถ้ามึงเข้าใจ น้องพรรษสร ก็คงน่าจะเข้าใจเช่นกัน กูคิดว่างั้นนะ " อเนกชาติกล่าว


    " ถ้าพระองค์คิดมีกำลังใจได้แบบนั้นก็ดีพระเจ้าค่ะ " แจ้กล่าว


    " ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ไปเตรียมตัวให้พร้อมกับงานอภิเษกสมรสกันเถอะ " อเนกชาติกล่าว


    " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ " แจ้ตอบรับ


    หลังจากแจ้ตอบรับ พวกคนทั้งสองก็พากันเดินเข้าไปยังหลังฉากเพื่อเปลี่ยนฉาก


    พอทั้งสองเข้าไปยังหลังฉากแล้ว ผู้บรรยายก็กล่าวบรรยายเริ่มฉากใหม่ " หลังจากอเนกชาติกับพระธิดา

    ยี่สุนอภิเษกสมรสและเข้าห้องหอกันเสร็จ ทิ้งเวลามาอีกเจ็ดวัน อเนกชาติและกองทัพทหารห้าแสนนายที่อเนกชาติขอก็ออกเดินทัพมุ่งสู่เมืองพาราณสี ใช้เวลาอยู่นานทัพตีเบื้องหน้าก็เดินทางมาถึงใกล้ประตูเมืองพาราณสี จนทหารบนกำแพงประตูเมืองเห็นทัพที่เดินมาสู่เมือง"


    " ณ ทางด้านตำหนักของอนันตชัย " ผู้บรรยายกล่าวถึงตรงนี้อนันตชาติกับพรรษสรก็ออกมานั่งยังที่นั่งหน้าฉาก


    " อนันตชาติที่กำลังมีความสุขกับพรรษสรที่โดนตนสะกดอยู่นั้น จู่ๆไก่ก็พุ่งพรวดเข้ามาหาคน " ผู้บรรยายกล่าวบรรยาย


    " แย่แล้ว พระเจ้าค่ะ แย่แล้ว " ไก่พูดออกมาอย่างลนลาน


    " มีอะไรวะ ไอ้ไก่ มึงลนลานมาเชียว " อนันตชัยถาม


    " มี มี มีทัพไม่ทราบว่าเมืองใด บุกมาใกล้ถึงประตูเมืองเราแล้วพระเจ้าค่ะ " ไก่กล่าว


    " อะไรนะ!! " อนันตชัยกล่าวตกใจพร้อมกับยืนขึ้น


    " ไอ้ไก่เร็ว รีบพากูไปหน้าประตูเมืองเดี๋ยวนี้ กูจะไปดูหน้าไอ้แม่ทัพที่มันกล้าบุกมาตีเมืองกู ไป " อนันตชัยกล่าว


    พออนันตชัยกล่าวกับไก่เสร็จ คนก็หันมากล่าวกับพรรษสร " น้องพรรษสร น้องกลับไปอยู่ที่ตำหนักเจ้าก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา "


    พรรษสรตอบรับด้วยแววตาไม่มีชีวิตชีวา " ทราบแล้วเพคะ "


    หลังจากพรรษสรกล่าวเสร็จ พวกคนทั้งสามก็พากันเข้าไปยังหลังฉาก


    เมื่อทั้งสามเข้าไปยังหลังฉากแล้ว ผู้บรรยายก็กล่าวบอก " หลังจากออกตำหนักได้ไม่นาน อนันตชัยกับไก่ก็มาถึงยังบนกำแพงประตูเมือง และใช้กล้องส่องทางไกลมองดูทัพที่เคลื่อนมา "


    ผู้บรรยายกล่าวถึงตรงนี้ อนันตชัยกับไก่ก็ออกมายังหน้าฉากพร้อมกับใช้กล้องส่องทางไกลมองไปยังทิศทางหนึ่ง แสดงให้คนดูรู้ว่ากำลังใช้กล้องส่องทางไกลมองทัพอยู่


    ครั้นอนันตชัยมองเห็นทัพปริศนาเสร็จ คนก็กล่าวขึ้น " ทหารที่เดินทัพมาเมืองเรา น่าจะมีประมาณ สี่แสนนาย ไอ้ไก่ มึงเลือกทหารสามนาย ออกเดินทางออกจากเมืองไปสอบถามแม่ทัพที่ใส่หน้ากากฝั่งนั้นดู ว่าเคลื่อนทัพมาทำไม "


    ไก่ตอบรับ " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ "


    พอไก่ตอบรับเสร็จ คนก็เดินเข้าหลังฉากไป เข้าไปได้ไม่นาน คนก็ออกมายังหน้าฉากอีกครั้ง และกล่าวกับอนันตชัย " ได้เรื่องแล้วพระเจ้าค่ะ "


    อนันตชัยถาม " บอกมา มันยกทัพมาทำไม "


    ไก่บอก " แม่ทัพผู้นั้นบอกว่า ที่ยกทัพมา มาเพื่อแก้แค้นพระเจ้าค่ะ "


    " แก้แค้นงั้นหรอ กูไปสร้างความแค้นกับมันเมื่อไหร่ มึงได้ถามมั้ยว่า กูไปทำมันแค้นเคืองตั้งแต่เมื่อใด " 

    อนันตชัยถาม


    ไก่บอก " ถามพระเจ้าค่ะ แต่มันไม่ยอมบอก บอกเพียงว่า รอมันตีเมืองพาราณสีแตกก่อน เดี๋ยวพระองค์ก็รู้เองพระเจ้าค่ะ "


    " บังอาจ มันกล้าคิดกล้าพูดถึงขนาดนั้นเชียวหรอวะ ได้ถ้ามันต้องการสงคราม กูจัดให้ ไอ้ไก่ มึงนำราชโองการกูไปบอกแม่ทัพทั้งหมดในเมืองเรา ให้นำทัพทหารล้านนายไปตีทัพข้าศึกให้แตกซะ " อนันตชัยกล่าวสั่ง


    ไก่ตอบรับ " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ "


    หลังจากไก่ตอบรับเสร็จ คนก็เดินเข้าหลังฉากไป เพียงครู่เดียวคนก็ออกมายังหน้าฉากด้วยท่าทีลนลานพร้อมกับกล่าว " แย่พระเจ้าค่ะ แย่แล้ว "


    " เกิดอะไรขึ้นวะ หรือว่ารวบรวมทหารไม่ทัน ข้าศึกประชิดเมืองแล้ว " อนันตชัยถาม


    " หากเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่แย่เท่าไหร่พระเจ้าค่ะ " ไก่บอก


    " แล้วมันเกิดอะไรขึ้นวะ บอกมาได้แล้ว " อนันตชัยถาม


    " เรื่องที่เกิดก็คือ ทหารเราจู่ๆก็มีอาการหลับไม่ตื่น บางคนก็มีอาการท้องเสียอย่างหนักพระเจ้าค่ะ " ไก่บอก


    " มึงบอกมาแบบนี้ อย่าบอกนะว่าในเมืองเรามีกบฏงั้นรึ " อนันตชัยถาม


    ไก่ตอบ " ไม่ทราบแน่ชัดพระเจ้าค่ะ "


    " แต่ที่ทราบตอนนี้คือ พระองค์ต้องรีบหนีพระเจ้าค่ะ " ไก่บอก


    อนันตชัยบอกทันควัน " กูจะไม่มีวันหนี ใครก็ไม่รู้ที่มาอวดศักดากับกูในเมืองของกูหรอกนะไอ้ไก่ ในเมื่อกูหมดหนทางที่จะบดขยี้กองทัพมันด้วยทัพที่เหนือกว่าแล้ว เช่นนั้นไอ้ไก่ มึงจงนำความกูไปบอกไอ้แม่ทัพตะไลนั่นว่า เพื่อไม่ให้เป็นการสูญทหารของทั้งสองฝ่าย มึงแม่ทัพนิรนามกับกูกษัตริย์แห่งเมืองพาราณสี มาดวลกัน ไป ไปบอกตามนี้ ไอ้ไก่ "


    ไก่ตอบรับ " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ "


    พอไก่ตอบรับเสร็จ คนก็เดินเข้าหลังฉากไป ไม่นานไม่เกินห้าวินาที คนก็กลับมายังหนัาฉาก จากนั้นคนก็เข้าหาอนันตชัยและกล่าว " แม่ทัพนิรนามผู้นั้นตอบรับคำท้าของพระองค์แล้วพระเจ้าค่ะ และรอประลองกับพระองค์อยู่หน้าประตูเมืองแล้วพระเจ้าค่ะ "


    " ดี งั้นมึงนำกูไปหามันไอ้ไก่ " อนันตชัยบอก


    " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ " ไก่ตอบรับ


    หลังจากไก่ตอบรับเสร็จ ทั้งอนันตชัยและไก่ก็พากันเข้าไปยังหลังฉาก


    เมื่ออนันตชัยกับไก่เข้าไปหลังฉากแล้ว ฉากก็เปลี่ยนอเนกชาติกับแจ้ก็ออกมายังหน้าฉากและเดินไปเดินมารอคน


    ไม่นานอนันตชัยกับไก่ก็ออกมายังหน้าฉาก มาประจันหน้ากับคน


    ครั้นประจันหน้ากันแล้ว อนันตชัยก็กล่าวถามคนทั้งสองขึ้น " มึงคนใด คือแม่ทัพที่ท้าดวลกู บอกมา และถอดหน้ากากของมึงออกด้วย กูจะได้จำหน้ามึงไว้ว่ามึงกล้าหาญดี "


    อเนกชาติตอบ " ได้ งั้นมึงก็ดูและจำให้ดีๆก็แล้วกัน ว่าคนที่ฆ่ามึงคือใคร "


    อเนกชาติกล่าวจบ คนกับแจ้ก็ถอดหน้ากากออก


    ทันทีที่อนันตชัยเห็นหน้าคน คนก็กล่าวขึ้น " เป็นมึงเองหรอ ไอ้อเนกชาติ ไอ้แจ้ "


    อเนกชาติบอกกลับ " ใช่ กูเอง "


    " งั้นก็ดี ครั้งก่อนมึงหนีไปได้ แต่ครั้งนี้อย่าหวัง "

    อนันตชัยกล่าว


    อนันตชัยกล่าวเสร็จ คนก็ชักดาบออกมาเข้าจู่โจมอเนกชาติ


    อเนกชาติที่เห็นดังนั้น ก็ชักดาบของตนออกมาเข้าปะทะ ส่วนไก่กับแจ้ก็ปะทะกันด้วยดาบเช่นกัน


    คนดวลดาบกันได้สักพัก ก็เป็นฝ่ายอนันตชัยที่ต้องถอยร่น และวิ่งเข้าหลังฉากไป อเนกชาติก็วิ่งตาม


    หลังคนเข้าหลังฉากไปกันหมดเสร็จ ผู้บรรยายก็กล่าวเริ่มฉากใหม่ " ตัดมาทางด้านกษัตริย์อคิน "


    ผู้บรรยายกล่าวถึงตรงนี้กษัตริย์อคินก็เข้ามายังหน้าฉาก และตรงไปนั่งยังที่นั่ง


    ผู้บรรยายกล่าวต่อ " คนที่รู้ว่ามีคนมาบุกเมืองตน คนก็รู้สึกเป็นห่วงอนันตชัยบุตรตนที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานว่าจะรับมือไหวหรือไม่เป็นอย่างมาก จึงนั่งไม่ติด รอข่าวสารอยู่ที่ตำหนักของตน "


    " ตอนนี้ไม่รู้ว่าสถานการณ์การศึกเป็นอย่างไรบ้าง เรารู้สึกเป็นห่วงลูกเราเหลือเกิน " กษัตริย์อคินกล่าวบ่นกับตนเอง


    ไม่นานระหว่างที่คนรอข่าวสารอย่างร้อนใจ ทหารนายหนึ่งก็เข้ารายงานสถานการณ์ " ท้าวอคิน พระองค์ตอนนี้เกิดไม่คาดฝันแล้วพระเจ้าค่ะ "


    " เรื่องอะไรอย่าบอกนะ อนันตชัยใกล้พลาดท่าแล้ว " กษัตริย์อคินกล่าวถาม


    ทหารบอกกลับ " เรื่องนั้นก็เรื่องหนึ่งพระเจ้าค่ะ แต่เรื่องทึ่ไม่คาดฝันอีกเรื่องก็คือ ศัตรูที่มาบุกเมืองเรามาคือ พระโอรสอเนกชาติพระเจ้าค่ะ "


    " อะไรนะ!! อเนกชาติงั้นรึ!! ไหนอนันตชัยบอกว่าอเนกชาติตายไปแล้วหนิ " กษัตริย์อคินกล่าว


    ทหารบอกกลับ " ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันพระเจ้าค่ะ "


    " ตอนนี้ทั้งสองคนประดาบกันอยู่ที่ พาเราไปหาเร็ว " กษัตริย์กล่าวบอก


    " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ งั้นพระองค์ตามเกล้ากระหม่อมมา " ทหารกล่าวบอก


    หลังทหารกล่าวบอกเสร็จ กษัตริย์อคินและทหารก็พากันเข้าไปยังหลังฉาก


    เมื่อกษัตริย์อคินและทหารเข้าไปยังหลังฉากแล้ว ผู้บรรยายก็กล่าวเริ่มฉากใหม่ " ตัดมาทางด้าน 

    อเนกชาติ กับ แจ้ กับ อนันตชัย และ ไก่ ที่ประดาบกันอยู่ "


    ผู้บรรยายกล่าวถึงตรงนี้ อเนกชาติ กับแจ้ อนันตชัย และไก่ ก็ออกมายังหน้าฉาก ประดาบกันให้คนดูได้รู้ว่ากำลังสู้กัน


    อนันตชัยกับไก่ประดาบกับอเนกชาติและแจ้ได้ไม่นาน พวกคนก็พลาดท่า ล้มลงไป


    ครั้นคนล้มลงไป อเนกชาติก็ง้างดาบจะฟันใส่

    อนันตชัย ส่วนแจ้ก็ง้างดาบจะฟันไก่


    แต่ก่อนที่จะได้ลงดาบ เสียงกษัตริย์อคินก็ดังยั้งขึ้น " หยุดมือก่อนอเนกชาติ " คนกล่าวประโยคยั้งเสร็จ คนก็เดินออกมาหน้าฉาก


    อเนกชาติที่ได้ยินเสียงบิดาตนห้ามตนไว้ คนก็ยกมือค้างเอาไว้ ส่วนแจ้ที่ได้ยินเสียงกษัตริย์อคินห้ามเจ้านายตน คนก็หยุดด้วยเช่นกัน


    กษัตริย์อคินที่เห็นอเนกชาติหยุดแล้ว คนก็ไม่รีบรอช้าเข้าหาอเนกชาติ และกล่าว " เจ้ายังไม่ตายจริงๆรึ 

    อเนกชาติ "


    อเนกชาติลดมือที่ถือดาบลงและกล่าว " ลูกยังไม่ตายพระเจ้าค่ะ แต่ก็เกือบตายมาแล้ว เพราะฝีมือไอ้พี่ชั่วนี่ของลูก บุตรของเสด็จพ่อไงพระเจ้าค่ะ "


    " อเนกชาติเล่าบอกพ่อมา ว่ามันเกิดอะไรขึ้น " กษัตริย์อคินถาม


    " เมื่อกษัตริย์อคินกล่าวถามมาแบบนั้น อเนกชาติก็เล่าเหตุการณ์ที่ตนเจอให้บิดาตนได้ฟัง " ผู้บรรยายกล่าวบอกเล่าดำเนินเรื่อง แทนการพูดของตัวละครที่ใช้ดำเนินเรื่อง


    เมื่อกษัตริย์อคินได้ฟังจนจบ คนก็มีคำถามจึงกล่าวถาม " อเนกชาติ ลูกบอกว่า พรรษสร ไม่ได้รัก

    อนันตชัย แต่สิ่งที่พ่อเห็น คือทั้งสองรักใคร่กันดีนะ "


    อเนกชาติบอก " ลูกคาดเดาว่า ไอ้อนันตชัย มันคงจะใช้มนต์สะกดนางพระเจ้าค่ะ "


    กษัตริย์อคินที่ได้ฟังดังนั้น ถึงลมโมโหขึ้นสมอง และกล่าว " ไอ้อนันตชัย ไอ้ลูกชั่ว เพื่อผู้หญิงคนเดียว แถมเขายังไม่ชอบมึง มึงกลับกล้าคิดฆ่าน้องที่คลานตามกันมาเชียวรึ "


    อนันตชัยที่ได้ฟังดังนั้น คนก็กล่าวขึ้นเสียงใส่บิดาตนสวนกลับ " ก็เพราะผู้หญิงคนนั้น เป็นพระเจ้าตาให้ข้ามา แต่ไอ้อเนกชาติ มันดันแย่งข้าไป เรื่องนี้เสด็จพ่อคิดดูให้ดีๆว่าข้าผิดงั้นรึ "


    " เจ้า ไอ้ลูกบัดซบ " กษัตริย์อคินพูดด่า


    " ไอ้อนันตชัย มึงบอกกูมา ว่าตอนนี้พรรษสรอยู่ที่ไหน " อเนกชาติถาม


    " กูไม่บอก มึงอยากรู้ ก็ไปหาเอาเอง " อนันตชัยกล่าว


    " อเนกชาติ พรรษสร อยู่ที่ตำหนักใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ เจ้าให้คนไปพานางมาเถอะ " กษัตริย์บอก


    " ไอ้แจ้ ไปพานางมาหากู " อเนกชาติกล่าวสั่งแจ้


    " ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ " แจ้ตอบรับ


    หลังแจ้ตอบรับเสร็จ คนก็เดินเข้าหลังฉากไป เข้าไปได้ไม่นาน คนก็ออกมายังหน้าฉากพลางจูงมือพรรษสร

    ออกมาด้วย


    ครั้นพรรษสรออกมาแล้วและมาอยู่ตรงหน้าอเนกชาติ อเนกชาติที่เห็นคนมาอยู่ตรงหน้าตนและมีแววตาเลื่อนลอย คนก็ร่ายมนต์คลายมนต์สะกดให้


    ทันทีที่อเนกชาติร่ายมนต์คลายมนต์สะกดและเป่าใส่คนเสร็จ พรรษสรก็กล่าวและแสดงท่าทางว่าตนหลุดจากมนต์สะกดแล้ว " เสด็จพี่อเนกชาติ น้องคิดถึงเสด็จพี่เหลือเกิน " พรรษสรกล่าวเสร็จ คนก็เข้าสวมกอดอเนกชาติ


    อเนกชาติที่โดนสวมกอด คนก็กอดกลับ จากนั้นก็กล่าว " พี่ก็คิดถึงน้องเช่นกัน "


    อนันตชัยที่ได้ฟัง คนจึงหัวเราะออกมา " ฮ่า ฮ่า ฮ่า รักใคร่กันดีเหลือเกินนะ แต่น้องพรรษสรเอ๋ย

    น้องพรรษสร การที่ไอ้อเนกชาติมาช่วยเจ้าพร้อมกับกองทัพใหญ่ เกรงว่ามันต้องใช้อะไรแลกมาเป็นแน่ อย่างเช่น รับปากแต่งงานกับผู้อื่น "


    " อะไรนะ มันจริงอย่างที่เจ้าพี่อนันตชัยบอกรึเปล่าเพคะ " พรรษสรถาม


    อเนกชาติบอก " จริงตามนั้น แต่น้องไม่ต้องกลัวว่าพี่จะรักน้องน้อยลงนะ ถึงพี่จะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น แต่ก็แต่งเพราะคำมั่นสัญญา ไม่ใช่เพราะความรัก แต่สำหรับเจ้า พี่แต่งเพราะความรักล้วนๆเลยนะ เจ้าเชื่อพี่นะ "


    พรรษสรแสดงท่าทีคิดอยู่สักพัก ก่อนจะกล่าว " ถ้าท่านพี่กล่าวมาแบบนั้น น้องก็ขอเชื่อเจ้าพี่ ยอมเป็นอนุเพคะ "


    ทันทีที่พรรษสรกล่าวมาแบบนั้น อนันตชัยที่ได้ฟังก็รู้สึกโมโหแทบกระอักเลือด คนลุกขึ้นและกล่าว " ถ้าข้าไม่ได้ ใครก็อย่าหวัง " 


    คนกล่าวเสร็จ คนจึงใช้ดาบในมือแทงพรรษสรจากทางด้านหลัง พอแทงเสร็จ คนก็ยืนหัวเราะ


    อเนกชาติที่กอดร่างของพรรษสรที่โดนแทงเอาไว้ คนก็ร้องออกมาอย่างตกใจและเสียใจ


    กษัตริย์อคินที่ยังมีสติ คนก็กล่าวเรียกทหารที่อยู่ข้างนอกที่ยังไม่เป็นอะไร ให้เข้ามาข้างในมาจับอนันตชัย " ทหาร เข้ามาข้างใน เข้ามาจับไอ้อนันตชัยไอ้ลูกชั่วของกูไปขังรอตัดสิน บัดเดี๋ยวนี้ "


    ทหารสองคนออกมายังหน้าฉาก เข้ามาจับกุมตัว

    อนันตชัยและพาอนันตชัยเดินเข้าหลังฉากไป


    ในระหว่างที่อเนกชาติกำลังกอดร่างพรรษสรร้องไห้อยู่นั้น พระเจ้าตาของอเนกชาติหรือพระฤาษีกัสสปะ ก็เดินเข้ามายังหน้าฉาก เดินเข้าหาอเนกชาติและกล่าว " หลานเอ๊ย อย่าเสียใจไปเลย เจ้าและอนันตชัย กับนางหมดวาสนากันแล้ว หากจะหาว่าใครผิดในเรื่องนี้ ก็คงเป็นตัวของอนันตชัยเอง ที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำของตา จึงทำให้เรื่องดำเนินมาเป็นเช่นนี้ "


    " พระเจ้าตา ท่านช่วยชุบชีวิตนางกลับมาได้หรือไม่ " อเนกชาติกล่าวถามทั้งๆที่ร้องไห้


    พระฤาษีกัสสปะตอบ " คนตายไม่อาจฟื้น หลานเอ๊ย ทำใจเสียเถิด "


    " เก็บพรรษสรเอาไว้ในใจเจ้าตลอดกาล และเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนใหม่ของเจ้าเถิด แล้วกาลเวลากับผู้หญิงคนใหม่ของเจ้า จะช่วยบรรเทาความเจ็บในครั้งนี้เอง " พระฤาษีกัสสปะบอก


    " พระเจ้าตา คิดว่าเช่นนั้นว่าดีหรือพระเจ้าค่ะ " อเนกชาติถามทั้งๆที่ร้องไห้


    พระฤาษีกัสสปะตอบ " ใช่แล้ว หลานเอ๊ย "


    " ถ้าพระเจ้าตาคิดเช่นนั้นว่าดี หลานก็ยินดีที่จะทำตามเช่นนั้นพระเจ้าค่ะ งั้นหลานขอนำร่างของพรรษสรไปฝังด้วยตนเองนะพระเจ้าค่ะ " อเนกชาติกล่าวเสร็จ คนก็อุ้มพาร่างของพรรษสรเข้าหลังฉากไป 


    หลังอเนกชาติเข้าหลังฉากไป ผู้บรรยายการดำเนินเรื่องก็กล่าวบอกสิ่งทึ่เกิดขึ้นต่อจากนี้ " หลังอเนกชาติฝังร่างพรรษสรเสร็จ ไม่กี่วันต่อมา คนก็ขึ้นครองราชย์เมืองพาราณสีแทนอนันตชัย จากนั้นก็กลับไปอภิเษกสมรสกับพระธิดายี่สุนที่เมืองยุบล พออภิเษกสมรสเสร็จ พวกคนก็พากันมาเคียงคู่อยู่ที่เมืองพาราณสี ส่วนอนันตชัยถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ณ คุกเมืองพาราณสี และแล้วเรื่องก็จบลงตรงนี้ "

    คล้ายกับเรื่องWar of the gods destroy Multiverse ที่คุณอ่าน