หลังจากออกมาจากตัวเมืองระยะหนึ่งแล้ว หยวนจางก็ได้หยุดลง ณ เนินเขาสูงแห่งหนึ่ง หลี่ซูเม่ยเห็นดังนั้นจึงหยุดตาม นางกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่กลับถูกหยวนจางดึงเข้าไปในอ้อมกอดเสียก่อน
"เม่ยเอ๋อร์ พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันเช่นนี้มาหลายวันแล้ว วันนี้ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ข้าคิดถึงเจ้ามาก ข้าเลยตัดสินใจทำเช่นนี้ หวังว่าเจ้าจะให้อภัยข้าด้วย เม่ยเอ๋อร์ ตั้งแต่ที่เจ้ารู้จักกับหลินซาน เจ้าก็ไม่มาหาข้าเลย ขนาดพี่สี่มู่ไป๋อันของเจ้าที่อยู่ห่างกับห้องข้าสามห้องยังมาหาพี่รองสือปาของเจ้าทุกวัน วันละหลายเวลาเลย แต่ห้องของข้ากับเจ้าอยู่ห่างกันเพียงแผ่นไม้กั้น เจ้ากลับไม่เคยมาหาข้าเลย เจ้าเด็กหลินซานรั้งเจ้าไว้ใช่หรือไม่ วันพรุ่งนี้ข้าจะให้เขาไปอยู่กับศิษย์น้องรองแทน ส่วนเจ้าก็มาอยู่กับข้า สือปาจะได้อยู่กับมู่ไป๋อันด้วย เช่นนี้ดียิ่งนัก"
หลี่ซูเม่ยได้ฟังก็อึ้งไปครู่หนึ่ง นางไม่คิดว่าเขาจะคิดเยอะขนาดนี้ "อิอิ หยวนจาง ท่านนี่จริงๆ เลย หลินซานเป็นเพียงเด็กอายุ 10 ขวบเองนะ ถึงเขาจะฉลาด และดูแกร่งแต่ก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี ข้าที่มีอายุมากกว่าเขา ก็ควรดูแลเขาให้ดีสิ อย่าบอกว่า...ท่านหึง"
"อือ"
"ท่านพูดจริงหรือเนี่ย ข้าไม่รู้ว่าท่านจะคิดเยอะเช่นนี้ อืม เช่นนั้นข้ามีอะไรจะบอกท่าน ถือว่าเป็นการปลอบใจเล็กๆ น้อยๆ แล้วกัน คิกคิก ท่านเอาหูมาใกล้ๆ ข้านี่"
หยวนจางทำตามอย่างว่าง่าย เขารออยู่นานแต่ไม่เห็นว่านางพูดอะไรออกมา ได้ยินเพียงเสียงคล้ายคนกำลังกลั้นเสียงหัวเราะ เขาจึงหันหน้ากลับมามอง และพบว่าหลี่ซูเม่ยกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่แดงกล่ำ มือข้างหนึ่งปิดปากน้อยๆ ของนางไว้เพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมา
"เจ้าหลอกข้า" เขาดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด ก้มหน้ากัดแก้มและลำคอของนางอย่างแผ่วเบา หลี่ซูเม่ยหลบหลีกอย่างจักจี้
"หยวนจาง ท่านหยุดก่อนเถิด คิก ข้ายอมแพ้แล้ว ไม่แกล้งท่านแล้ว คิกคิก"
"หึ" หยวนจางยอมหยุดตามที่นางร้องขอ
หลี่ซูเม่ยรีบปรับสีหน้าให้ดูจริงจังก่อนจะหันหน้าไปมองหน้าของเขา แล้วเอ่ยว่า "ข้ามีอะไรจะบอก ข้าอยากบอกท่านว่า แท้จริงแล้ว ข้าเองก็คิดถึงท่านมากเช่นกัน ขอบคุณท่านมากที่ทำให้ชีวิตของข้ามีความหมายยิ่งขึ้น ข้ารักท่าน หยวนจาง" พูดจบนางก็ตัดสินใจโน้มใบหน้าของนางเข้าไปหาหยวนจาง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะสัมผัสไปยังใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว
หยวนจางตะลึงงัน เขาไม่คาดคิดว่าคนในอ้อมกอดของตนจะทำเช่นนี้ เมื่อได้สติกลับคืนมา เขาพบว่าคนต้นเรื่องได้ซุกหน้าฝั่งลงไปกับอกของเขาไปแล้ว อีกทั้งยังกอดเอวเขาไว้แน่น ราวกับว่านางไม่ต้องการให้เขาเห็นสีหน้าของนางตอนนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็น แต่เขาก็คาดเดาได้ว่าหน้าของนางคงแดงมาก เช่นเดียวกันกับเขาในตอนนี้... เขารู้โชคดีที่นางไม่มองขึ้นมา
เพื่อป้องกันไม่ให้นางเห็นอาการเขินอายของตนเอง เขาจึงใช้ท่อนแขนแกร่งโอบกอดร่างบางไว้อย่างแน่นหนา หลี่ซูเม่ยรู้สึกได้ถึงอ้อมกอดที่แน่นขึ้น นางรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงคิดจะเงยหน้าไปพูดคุยกับหยวนจาง แต่กลับทำไม่ได้ นางจึงซุกหน้าอยู่ดังเดิม ตอนนี้นางได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นอย่างถี่รัวดังอยู่ข้างหู ไม่รู้ว่าเป็นเสียงหัวใจของตัวเองหรือของหยวนจาง ทั้งสองกอดกันเช่นนี้อยู่เนิ่นนาน คล้ายต้องการจะทดแทนช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันในระยะนี้ จิตใจของหลี่ซูเม่ยล่องลอยไปไกล หวนคิดถึงช่วงเวลาในอดีต
ผ่านไปครู่หนึ่ง หยวนจางก็สามารถระงับความเขินอายของตนได้ เขาจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นและมั่นคงว่า
"ขอให้ดวงดาวบนฟ้าเป็นพยาน ข้า หวงหลงหยวนจาง จะแต่งงานกับหลี่ซูเม่ยเพียงผู้เดียว ให้นางเป็นภรรยาเพียงผู้เดียวของข้า ให้นางเป็นแม่ของลูกๆ ของข้า"
เมื่อกล่าวจบเขาก็หันหน้ามามองนางพร้อมพูดต่อไปว่า "เม่ยเอ๋อร์ ข้าหวังว่าเจ้าจะให้อภัยข้าหากว่าข้าทำอะไรลงไปเพราะความหึงความหวง เรื่องของหลินซาน ข้าจะพยายามมองเขาว่าเป็นน้องชายคนหนึ่งดังที่เจ้ามอง ข้าเชื่อใจเจ้า"
เสียงของหยวนจางทำให้หลี่ซูเม่ยหลุดจากภวังค์
"ท่าน! " ใจที่สงบนิ่งลงไปแล้วของนางพลันเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้ง "ขอบคุณท่านมาก ข้าเองก็เชื่อใจท่านเช่นกัน"
"อือ ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องขอบคุณ เม่ยเอ๋อร์ เจ้ารู้ไหม ข้าคิดว่าข้าโชคดีมากที่ได้พบเจ้า ข้าโชคดีที่เชื่อท่านแม่กับท่านอาจารย์ พวกท่านบอกว่าเนื้อคู่ข้าอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล แต่เมื่อถึงเวลานางจะมาหาข้าเอง พวกท่านบอกให้ข้ารอ ข้าก็รอ จนในที่สุดก็ได้พบเจ้า ข้าดีใจ ดีใจจริงๆ "
"ข้าก็ดีใจที่ได้พบท่านเช่นกัน เดิมที ตัวข้าก็ไม่สมควรที่จะได้มีชีวิตอยู่ต่อแล้ว แต่ก็ยังได้รับโอกาสให้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่นี่ ถึงแม้ว่าจะแตกต่างจากที่ที่ข้าจากมามากมายนัก ถึงกระนั้นข้าก็ยังคงโชคดีที่ได้เจอกับท่านอาจารย์ ฮองเฮา ท่าน และทุกคน ทำให้ข้าไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือแปลกแยก"
"เม่ยเอ๋อร์ของข้าย่อมพบเจอแต่เรื่องดีๆ อยู่แล้ว และการที่เจ้าพบเจอข้านั่น ก็ถือได้ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดแล้ว"
"อืม อืม การที่ท่านพบข้าก็ถือว่าท่านเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดแล้วเช่นกัน คิกคิก"
ทั้งคู่อยู่ด้วยกันบนเนินเขาแห่งนั้นจนเกือบจะฟ้าสาง เสียงนกร้องในป่าบ่งบอกว่าดวงอาทิตย์ใกล้จะโผล่พ้นขอบฟ้า หยวนจางเห็นดังนั้นจึงพาหลี่ซูเม่ยไปยังอีกฝั่งของเนินเขา เมื่อทั้งสองไปถึงที่หมาย ดวงอาทิตย์ก็ได้เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาพอดี แสงอาทิตย์แรกของวันสาดส่องไปทั่วทั้งเมืองเวยซาน แสงสีทองจากน้ำทะเลที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเองก็ส่องประกายระยิบระยับดูงามตา
"อ๊ะ! สวยจังเลย เจ้ารู้จักสถานที่สวยงามเช่นนี้ได้อย่างไรกัน"
"ข้าสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ดูนะ เจ้าชอบหรือไม่"
"อืม ชอบมาก"
"เจ้าชอบก็ดีแล้ว"
หลังจากนั้นทั้งสองต่างก็รีบกลับไปยังโรงเตี๊ยม หลี่ซูเม่ยรีบกลับไปดูว่าหลินซานตื่นแล้วยัง นางถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะเด็กน้อยหลินซานยังคงหลับสนิทอยู่ เมื่อคืนนางไม่ได้นอนทั้งคืน วันนี้นางต้องไปเก็บกวาดทำความสะอาดสถานที่ทั้งสามที่ได้ซื้อไว้ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเนื่องจากการฝึกยุทธ์สามารถช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้
การทำความสะอาดและจัดระเบียบสถานที่ทั้งสามก็ผ่านไปได้ด้วยดี จางจิวซือได้รับหน้าที่ในการวางแผนการค้า โดยมีสามีของนางจีเหลียนเฉินคอยช่วยจัดการ ฝ่ายมดงานมู่ไป๋อันกับสือปาได้เริ่มเปิดรับสมัครคนและเริ่มหาคนมาเข้าร่วม หลินซานเองก็ช่วยติดต่อไปยังกลุ่มขอทานที่เขาได้พบเจอระหว่างทางและมีความสัมพันธ์ที่ดีด้วย เผื่อจะมีคนสนใจมาเข้าร่วมกลุ่มมด ทางหลี่ซูเม่ยกับหยวนจางเองก็รับหน้าที่ไปคัดลอกตำราต่างๆ จากหอสมุดประจำเมืองมาเก็บไว้ และคอยช่วยตัดสินใจในการเลือกคนเข้ามาทำงาน ส่วนลู่อันเฉินคอยช่วยคุมการฝึกจอวคนที่มาเข้าร่วมกับกลุ่มมด
เวลาสี่เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร้านค้าตระกูลต้าได้ถูกเปิดขึ้นมา เหตุผลที่ร้านแห่งนี้ถูกตั้งชื่อว่าตระกูลต้านั่นก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงดินแดนต้าชิงนั่นเอง ในตอนนี้ร้านค้าตระกูลต้ามีความมั่นคงและมีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครในเมืองเวยซานที่ไม่รู้จัก
ร้านค้าตระกูลต้าแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกส่วนโรงเตี๊ยม มีจีเหลียนเฉินเป็นผู้ดูแลหลัก ส่วนที่สองส่วนเครื่องประดับและเสื้อผ้า มีจางจิวซือเป็นผู้ดูแลหลัก ส่วนที่สามส่วนขายข่าว มีกลุ่มมดเป็นผู้รับผิดชอบ
กลุ่มมดได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน กลุ่มขอทานจำนวนมากที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหลินซานก็มาเข้าร่วมกับกลุ่มมด อีกทั้งยังมีชายฉกรรจ์มาร่วมคัดเลือกอีกด้วย ทางหลี่ซูเม่ย หยวนจาง มู่ไป๋อันและสือปาต่างก็ต้องทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีพวกที่มีลายสักรูปผีผาปะปนเข้ามา
โดยปกติแล้วคนในกลุ่มมดจะถูกควบคุมการฝึกโดยลู่อันเฉินกับสือปา แต่เมื่อเดือนที่แล้วสภาพร่างกายของนางไม่ค่อยเอื้ออำนวย จึงทำให้หน้าที่นี้ตกมาอยู่ที่สือปาเพียงคนเดียว
ในช่วงแรกของการตั้งถิ่นฐานในดินแดนเสียงสวรรค์ ทุกคนต่างก็ยุ่งวุ่นวาย จวบจนไม่นานมานี้ที่ทุกอย่างเริ่มลงตัว ทุกคนจึงมีเวลาได้หยุดพักผ่อนบ้าง แต่แล้ววันนี้ก็ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง...
-------------------------------------------------
* มาลงต่อให้แล้วจ้าาา ยังไงไรท์ก็ขอฝากรีดช่วยให้กำลังใจและติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าาา ขอบคุณค่ะ♥️