ประตูห้องเปิดออกแผ่วเบา แสงตะวันยามโพล้เพล้ สาดส่องลอดสู่ภายใน
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามา มันพยายามก้าวเท้าแผ่วเบาจนแทบปราศจากสุ้มเสียง มือสองข้างประคองน้ำแกงชามใหญ่บนแขนมีเสื้อคลุมหนาหนักพาดอยู่ สายตามองไปยังเตียงด้านในสุดของห้อง
แววตาสำนึกเสียใจ จับจ้องร่างบุรุษซึ่งนอนสลบไม่ได้สติมาเป็นวันที่สองแล้ว...
ข้างเตียงมีสตรีผู้หนึ่ง เอนร่างพิงกับขอบเตียงฟุบหลับอยู่
ใบหน้านางยามนี้ เต็มไปด้วยรอยวิตกกังวล คิ้วขมวดมุ่นทั้งมีแววอิดโรยไม่น้อย นางเฝ้ารักษาอาการ บุรุษผู้ยังสลบไสลจนไม่ได้พักผ่อนมาสองวันแล้ว
บุรุษหนุ่มผู้เดินเข้ามา กลับรู้สึกว่าใบหน้านางเวลานี้ ดูงดงามแจ่มใสมีชีวิตชีวาเป็นธรรมชาติ ยิ่งกว่าขณะที่นางมีสติสมบูรณ์เสียอีก
เนื่องเพราะเวลาคนเราหลับใหล ไหนเลยสามารถปั้นหน้า ให้บึ้งตึงเย็นชาได้
สายตาเบนมายังร่างสตรีอีกผู้หนึ่ง ซึ่งนั่งฟุบหลับลงกับโต๊ะกลางห้อง
ใบหน้านางมีแววอิดโรย กระนั้นยังไม่อาจบดบัง ความงามเด่นล้ำได้
ดวงตาบุรุษหนุ่ม ทอแววห่วงใยกังวล มันค่อย ๆ วางน้ำแกงชามใหญ่ลงบนโต๊ะเสื้อคลุมซึ่งพาดบนแขนค่อย ๆ บรรจงคลุมร่างของนาง
ขณะบุรุษหนุ่มกำลังจะก้าว อย่างแผ่วเบาผ่านโต๊ะ ไปยังเตียงใหญ่ด้านในเพื่อดูอาการบุรุษผู้สลบไสล สตรีซึ่งฟุบหลับอยู่กับโต๊ะก็สะดุ้งตื่นขึ้น
“นี่เจ้า!...”
หลังส่งเสียงเขียวใส่บุรุษผู้นั้น นางค่อยรู้ตัวว่า บนร่างตนมีเสื้อคลุมอยู่บนโต๊ะมีน้ำแกงถ้วยใหญ่ แววตาขอบคุณมองมันแวบหนึ่ง แต่แววขุ่นเคืองกลับยังเปี่ยมล้นดวงตา คว้ามือบุรุษหนุ่มผู้นั้น เดินออกมานอกห้องทันที
น้ำเสียงขุ่นเคืองยิ่ง ตวาดถาม
“คุณชายริวจิ เจ้าเข้ามาทำไม!”
โยชิโอกะ ริวจิพยายามปั้นยิ้ม หวังให้นางคลายโทสะลง กล่าวเสียงอ่อย ๆ
“แม่นางมู่หยง ไม่ทราบ...คุณชายฟางเป็นอย่างไรบ้าง...”
มู่หยงไฉ่จิ่งไม่อาจยับยั้งความเดือดดาล ตวัดมือตบหน้าริวจิฉาดใหญ่
“เจ้ายังมีหน้า มาถามอาการพี่เสวี่ยเฟย! วิชาดาบของเจ้าช่างร้ายกาจจริง ๆ !หากพี่เสวี่ยเฟยเป็น...เป็น...ข้า...ข้าพเจ้าจะไม่พบหน้าเจ้าอีก...”
โยชิโอกะ ริวจิไหนเลย กล้าหลบฝ่ามือของนาง ใบหน้ามันถูกตบอย่างแรงจนมึนงงไปพักใหญ่ ก่อนจะกล่าวด้วยความสำนึกเสียใจ
“เป็นความผิดของข้าพเจ้า”
“ใช่! เป็นความผิดของเจ้า! เจ้าดีแต่ผลุนผลันพลันแล่นไม่รู้จักคิดพี่เสวี่ยเฟยดีต่อพวกเจ้าเพียงใด มองไม่ออกบ้างหรือไง!”
โยชิโอกะ ริวจิอับจนถ้อยคำ มันไม่เคยอ่อนข้อ ให้ผู้ใดขนาดนี้มาก่อนแต่เหตุการณ์ครั้งนี้ มันสำนึกตัวว่าเป็นความผิดพลาดของมันจริง ๆหนำซ้ำทำให้สหายที่ดีผู้หนึ่ง มีอาการสาหัสเพียงนี้
มันทราบ กล่าวขอโทษมากเพียงใด ย่อมไม่อาจชดเชยเรื่องครั้งนี้ได้ยามนี้ที่มันพอทำได้ ก็มีแต่การดูแลทั้งหมดให้ดีที่สุดเท่านั้น
“ใกล้ค่ำแล้ว ข้าพเจ้ามาตาม พวกท่านไปทานข้าว แม่นางหลินกำลังหลับนางคงเหน็ดเหนื่อยยิ่ง เจ้าทานข้าวก่อนดีไหม ไว้แม่นางหลินตื่นขึ้นมาข้าพเจ้าค่อยสั่งให้ยกอาหารมาให้นาง”
“เจ้าคิดว่าข้าพเจ้ายังทานสิ่งใดลง...”
“แต่สองวันนี้ พวกเจ้าแทบไม่ได้ทานอะไรเลย หากเป็นเช่นนี้อาจล้มป่วยได้ถ้าเจ้าไม่อยากทาน ก็ดื่มน้ำแกงสักหน่อย ข้าพเจ้าต้มน้ำแกง...”
มู่หยงไฉ่จิ่งเหน็บแนมกลับทันควัน
“เจ้าต้ม...เจ้าทำสิ่งใดเป็น...”
โยชิโอกะ ริวจิหน้าเสียทันทีแต่ยังพยายามเอาใจนางยิ่ง
“ใช่ ๆๆ ข้าพเจ้าย่อมทำไม่เป็น ได้แต่สั่งให้พ่อครัวต้มให้”
มู่หยงไฉ่จิ่งเห็นแววตา ห่วงใยกังวลของมัน เริ่มคลายโทสะน้ำเสียงก็เริ่มเบาลง
“เอาวางไว้ก่อน ข้าพเจ้ายังไม่หิว”
“เจ้าไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวันแล้ว...”
มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวตัดรำคาญ
“ข้าพเจ้าไม่หิว เจ้าเอาออกไปก่อนเถอะ หากพี่จวี๋ฮวาตื่นขึ้นข้าพเจ้าค่อยทานพร้อมกับนาง”
“แต่ค่ำวันนี้ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน เชื้อเชิญแขกทุกคนที่เข้าพักในเรือนรับรองชั้นใน รับประทานอาหารพร้อมกัน นี่ปฏิเสธได้อย่างไรอีกอย่างพวกเจ้า ควรรักษาสุขภาพด้วย หากพี่เสวี่ยเฟยฟื้นขึ้นพบว่า...”
แม้ยังขุ่นเคืองบุรุษหนุ่มไม่น้อย แต่เมื่อเห็นมันประจบ เอาใจตนเช่นนี้ที่สุดมู่หยงไฉ่จิ่ง ก็มิอาจขุ่นเคืองต่อไปได้
“จริงสิข้าพเจ้ากลับลืมไป ท่านผู้เฒ่าเชื้อเชิญย่อมไม่อาจปฏิเสธตกลงข้าพเจ้าจะไป...พี่จวี๋ฮวายังหลับอยู่อย่าปลุกนางเลย ท่านผู้เฒ่าย่อมเข้าใจดีข้าพเจ้าห่วงใยพี่เสวี่ยเฟยยิ่ง คงขวางหูขวางตาเจ้ากระมัง”
โยชิโอกะ ริวจิดีใจจนลิงโลด ในที่สุดนางก็ยิ้มให้กับมันแล้วกล่าวอย่างยินดีว่า
“ข้าพเจ้าไหนเลยกล้าขุ่นเคืองใจ พวกเจ้าเป็นดั่งพี่น้อง”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นพี่น้อง...”
“ถึงเป็นอย่างอื่น ข้าพเจ้ายังจะว่ากระไรได้...”
“เฮอะ เจ้าว่ากระไรไม่ได้อยู่แล้ว พี่เสวี่ยเฟยเป็นพี่ชายคนที่สามของข้าพเจ้า”
“ไฉนเป็นคนที่สาม...อ้อ จอมยุทธ์อี่ย่อมเป็นคนที่สอง ข้าพเจ้าช่างหลงลืม”
มู่หยงไฉ่จิ่งอดหัวเราะคิก ๆ ไม่ได้
“เจ้าเลิกทำท่าสำนึกผิดได้แล้ว”
“ข้าพเจ้าสำนึกผิดจริง ๆ ...พวกท่านมีบุญคุณกับหมู่ตึกของเรายิ่ง”
“เราไปทานข้าวกันก่อน อีกสักครู่ ค่อยสั่งให้ยกอาหารมาให้พี่จวี๋ฮวา”นางบอกว่าไป ก็ก้าวเท้าออกเดินทันที
โยชิโอกะ ริวจิมองประตูห้อง ก่อนกล่าวอย่างลังเล
“ข้าพเจ้าคิดว่าควรจัดกำลังคนมาอารักขาคุณชายฟาง...”
มู่หยงไฉ่จิ่งชะงักเท้า ขมวดคิ้วหันมากล่าวว่า
“อารักขาอันใด? ... อ้อ เจ้าไม่เห็นเวรยามใช่หรือไม่?แน่นอน เหล่าผู้รักษาการณ์ล้วนเป็นมือดีของห้าตระกูลคนเหล่านี้ไหนเลยปรากฏตัวโดยง่ายดาย กำลังคนที่ออกรับมือหมู่ตึกบูรพาของเจ้าเป็นมือธรรมดาสามัญของตระกูลกงซุนเท่านั้น”
โยชิโอกะ ริวจินิ่งงัน มันยังมองไปรอบด้านแต่ไหนเลยเห็นผู้ใดรักษาการณ์อยู่
มู่หยงไฉ่จิ่งเห็นกิริยานั้น ต้องหัวเราะออกมา
“อย่ามองหาเลย ‘หน่วยห้าธาตุ’ เหล่านั้นมีหน้าที่เฝ้ารักษาคัมภีร์และเรือนรับรองชั้นใน หากผู้บุกรุกอยู่เพียงเรือนอาคันตุกะชั้นนอก คนเหล่านี้จะไม่ปรากฏตัวเด็ดขาดผู้ที่สั่งให้หน่วยห้าธาตุลงมือได้ มีแต่เหล่าประมุขและทายาทของห้าตระกูลเท่านั้น”
มู่หยงไฉ่จิ่งค่อยนึกขึ้นได้ รีบเอ่ยถามว่า
“อาการท่านโยชิอิ เป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่เป็นไรแล้ว ท่านกำลังหลับพักผ่อน”
มู่หยงไฉ่จิ่งได้ยินดังนั้นก็คลายใจ ส่งเสียงอืมม์
สีหน้าโยชิโอกะ ริวจิยังเปี่ยมแววสำนึกเสียใจกล่าวกับมู่หยงไฉ่จิ่งเสียงอ่อย
“คุณชายฟางคงโกรธข้าพเจ้ายิ่ง”
“ข้าพเจ้ารับประกัน พี่เสวี่ยเฟยต้องไม่ถือโทษโกรธเจ้ายังถือเจ้าเป็นสหายเช่นเดิม”
“เจ้าทราบได้อย่างไร...”
“เพราะเขาคือฟางเสวี่ยเฟย...”
ริวจิได้ฟังดังนั้น ถึงกับนิ่งงันไป ทอดถอนใจเฮือกใหญ่ให้คลายความกลัดกลุ้มลง
พลันสายตาเหลือบไปเห็นสตรีผู้หนึ่ง นางแต่งกายรัดกุมสวมหมวกมีผ้าคลุมสีดำปิดบังใบหน้า
เป็นซ่างกวนหมิงจูนั่นเอง...
นางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูโค้ง ด้านที่ตรงมายังเรือนรับรองตระกูลฟางซ่างกวนหมิงจูพอเห็นสายตาของริวจิ ก็รีบเดินผละจากไปทันทีแต่มู่หยงไฉ่จิ่งกลับโผร่าง เข้าไปขวางทางนางไว้
ซ่างกวนหมิงจูกล่าวเสียงเย็นชา
“เจ้าต้องการอะไร”
มู่หยงไฉ่จิ่งกลับถามนางกลับว่า
“แม่นางหมิงจูท่านต่างหากต้องการอะไร...อยากเข้าไปเยี่ยมไฉน...ไฉนท่านไม่เข้าไป”
“เฮอะ ข้าพเจ้าไยต้องเข้าไป คนผู้หนึ่งจะเป็นจะตายเกี่ยวข้องอันใดกับข้าพเจ้า”
“ไฉนไม่เกี่ยว ท่าน...ท่านทราบหรือไม่ ตลอดเวลาที่พี่เสวี่ยเฟยไม่ได้สติเพ้อเรียกแต่ชื่อผู้ใด!”
“ข้าพเจ้าไม่ต้องการทราบ รีบหลีกทางให้ข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้!”
มู่หยงไฉ่จิ่งก็ไม่คิดขวางนางไว้ รีบเบี่ยงตัวไปด้านข้างนางกล่าวสิ่งที่ต้องกล่าวหมดแล้ว
“ข้าพเจ้าไหนเลย มีปัญญาเหนี่ยวรั้งท่านไว้...บางสิ่งในใจท่านต่างหากเหนี่ยวรั้งให้ท่านมาที่นี่ทุกวัน...”
ซ่างกวนหมิงจูเดินจากไป คล้ายไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายนั้น
โยชิโอกะ ริวจิมองจนนางลับตา จึงกล่าวกับมู่หยงไฉ่จิ่งว่า
“นางเป็นห่วงคุณชายฟางยิ่ง...”
“เจ้าไม่มีตาหรือ!”
โยชิโอกะ ริวจิสะดุ้งขึ้น ไฉนนางมีโทสะขึ้นมาอีก? มันกล่าวสิ่งใดผิดหรือ?
“ข้าพเจ้าพูดอะไรผิดหรือ? แม่นางหมิงจูแวะมาแอบดูคุณชายฟางทุกวัน ข้าพเจ้าก็...แอบดูเจ้าอยู่ห่าง ๆ จึงเห็นนางมายืนเหม่อมองเข้าไปในห้องวันละหลายครั้ง”
“ที่ข้าพเจ้าว่าไม่มีตา เพราะเจ้าใช้คำว่า ‘ห่วง’ ต่างหาก นางไหนเลยเพียง‘ห่วง’ พี่เสวี่ยเฟย”
โยชิโอกะ ริวจิพยักหน้า เห็นพ้องกับนางเช่นกัน
“ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่ไม่กล้าบอกออกมานางในเมื่อรู้สึกกับคุณชายฟางเช่นนี้ ไฉนทำท่าปั้นปึ่ง”
มู่หยงไฉ่จิ่งทอดถอนใจ หวนระลึกถึงเรื่องในอดีตพลางก้าวเดินออกจากสถานที่นั้น ราวไม่ต้องการพูดเรื่องนี้หน้าเรือนรับรองตระกูลฟาง ริวจิก็เดินตามนางมา อีกครู่นางค่อยกล่าวกับบุรุษหนุ่ม
“พวกเขาสองคนเป็นแบบนี้ ตั้งแต่พี่เสวี่ยเฟยและเหล่าผู้เฒ่า ตัดสินว่าพี่ไป๋เฮ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ตระกูลซ่างกวนไม่เชื่อถือ แต่ไม่สามารถทำอย่างไรได้ จึงปลีกตัวออกจากจงหยวนวันนั้น...ในพิธีศพของพี่ทั้งสองพี่เสวี่ยเฟยเป่าขลุ่ย...แม่นางหมิงจูผิวใบไม้...ท่วงทำนองโหยหวนยิ่ง...”
โยชิโอกะ ริวจิพยักหน้าหงึก ๆ บัดนี้ค่อยทราบความหมายของเสียงขลุ่ยและเสียงผิวใบไม้
“ข้าพเจ้าเคยได้ยิน...”
“หลังวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสอง ก็ขาดสะบั้น...”
โยชิโอกะ ริวจิทอดถอนใจอย่างหงุดหงิด มันรู้สึกเรื่องทั้งหลายแหล่เกิดขึ้นเนื่องเพราะคดีฆาตกรรมนั่นแท้ ๆ ผ่านมาเจ็ดปี แต่ชีวิตของผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นกลับยังต้องทนทุกข์ไม่จบสิ้น
“เฮ้อ เพราะเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อนอีกแล้ว ความขัดแย้งทุกเรื่องดูจะมีจุดเริ่มจากคราวนั้นทั้งสิ้น เมื่อคืนก่อนนางมายังอาราม...”
มู่หยงไฉ่จิ่งรีบถามกลับด้วยความสงสัย
“นางมาที่อารามเมื่อไหร่กัน?”
“เจ้าไม่ได้ยิน เสียงผิวใบไม้ของนางหรือ?”
“ได้ยินอันใด? ข้าพเจ้าต้องตั้งสมาธิควบคุมลมปราณไหนเลยได้ยินสิ่งใด?”
“ในคืนนั้น ข้าพเจ้าได้ยินเสียงผิวใบไม้ของนางจากนั้นไม่นานก็มีกลุ่มคนชุดดำบุกเข้ามาดังนั้นข้าพเจ้าจึงคาดว่านาง...กับคุณชายฟางร่วมมือกันจับตัวท่านโยชิอิ...”
มู่หยงไฉ่จิ่งขุ่นเคืองใจ ขึ้นมาอีกจนได้
“อ้อ! ที่แท้เพราะอย่างนี้เอง เจ้าจึงก่อเรื่องราว จนยุ่งเหยิงขนาดนี้!เฮอะ ดีนะที่คราวนี้...”
โยชิโอกะ ริวจิกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน รีบไต่ถามด้วยความอยากรู้ทันที
“ย่อมใช่ เป็นความผิดของข้าพเจ้าเอง ที่แท้ในตอนนั้นเกิดเรื่องราวใดขึ้นบ้าง พวกมันเป็นใคร? เจ้ากับท่านต้าซือ ไฉนหายตัวไปแล้วจู่ๆ กลับมาปรากฏตัวที่นี่ได้?”
มู่หยงไฉ่จิ่งจ้องมองริวจิด้วยความสงสัยยิ่ง
“เจ้า...ยังไม่รู้สิ่งใดเลยหรือ?”
“ข้าพเจ้ายังไม่ทราบเหตุการณ์เลย ตั้งแต่มาถึงหมู่ตึกพันอักษรท่านโยชิอิยังมิได้เล่า สิ่งใดให้ข้าพเจ้าฟังข้าพเจ้าคิดว่าท่านโยชิอิคงเหน็ดเหนื่อย ทั้งพวกท่านก็กลับมาอย่างปลอดภัยจึงยังไม่คิดไต่ถาม...ที่แท้คืนนั้นเกิดเรื่องราวใดกัน?”
มู่หยงไฉ่จิ่งครุ่นคิด ทบทวนเหตุการณ์อีกครั้ง พอคิดถึงตอนหนึ่งนางหันขวับจับจ้องหน้าริวจิ แววตาจับพิรุธ นัยน์ตายังคล้ายคิดย้อนถึงเรื่องราวอีกหลายเรื่อง ก่อนเบนสายตาจริงจัง จับจ้องใบหน้าบุรุษหนุ่มอีกครั้งเอ่ยถามขึ้นว่า
“เจ้ากับท่านโยชิอิ รู้จักแม่นางอิงฮวามาก่อน?”
โยชิโอกะ ริวจินิ่งอึ้งครู่หนึ่ง ไม่คาดคิดว่า นางจะถามเช่นนี้ มันตอบเพียง
“มิใช่”
มู่หยงไฉ่จิ่งถลึงตาใส่ ว่ากล่าวเสียงดัง
“เจ้าโกหก!”
โยชิโอกะ ริวจิละล่ำละลักรีบปฏิเสธ
“ไหนเลยโกหกเจ้า...”
จากปฏิกิริยาของท่านโยชิอิในคืนนั้นมู่หยงไฉ่จิ่งแน่ใจว่า ต้องมีบางสิ่งเชื่อมโยง ระหว่างท่านโยชิอิ ริวจิ และพี่น้องตระกูลหลิน...มิใช่หรอกเป็นแม่นางอิงฮวาต่างหาก