เมื่อขวัญรู้แล้วจึงได้ทำการยืนขึ้นไปบนที่นั่งในศาลาในขณะที่ไม่มีใครสนใจตน แล้วก็แกล้งทำเป็นมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าเริ่มที่จะทยอยกันออกไปหมดแล้วคงเหลือแต่ผู้กองแทนไทย
“อาผู้กองจ๊ะ หนูเห็นเหมือนมีห่ออะไรก็ไม่รู้จ๊ะมันเหมือนกระเป๋าเป้สะพายหลังอยู่ตรงโคลนแถวกอหญ้า อาผู้กองลองปีนขึ้นมาดูสิจ๊ะ” ขวัญได้ทำการชี้นิ้วมือของตนไปยังทางที่ตนเห็น
เมื่อผู้กองแทนไทยได้ยิน ใจก็ยังหวังว่าขอให้เจออะไรที่เป็นประโยชน์ บ้างเถอะไม่อย่างนั้นคดีนี้มืดแปดด้านแน่ เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นมายืนบนที่่นั่งเช่นเดียวกับขวัญ
“จ่ายอด จ่าลองไปดูที่กอหญ้ารกๆนั้นดูหน่อย หาไม้ยาวๆตีไล่สัตว์มีพิษด้วยล่ะ” เมื่อผู้กองเห็นของสิ่งนั้น ก็สั่งให้นายตำรวจที่ตนพามาด้วยได้เข้าไปตรวจสอบดู
“ครับ ผู้กอง” จ่ายอดรับคำแล้วก็เดินไปพร้อมกับจ่าหมาย เมื่อทั้งสองแหวกกอหญ้าเข้าไป ก็พบกับกระเป๋าสะพายหลัง ที่เหล่าวัยรุ่นนิยมใช้กัันอยู่ในขณะนี้สีดำ
จ่ายอดได้ใส่ถุงมือที่ติดตัวอยู่ตลอด แล้วก็เดินเข้าไปหยิบขึ้นมา กระเป๋ามีน้ำหนักค่อนข้างเบา คาดว่าคงไม่น่าจะเหลือสิ่งของอะไรแล้วก็เป็นได้ แต่ก็ต้องนำไปตรวจสอบอยู่ดีเผื่อเกี่ยวข้องกับคดีที่ชวนสยดสยองนี้ก็เป็นได้
“พบแล้วครับผู้กอง เป็นกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ผมเห็นวััยรุ่นส่วนใหญ่นิยมกันอยู่ ราคาก็ถือว่าแพงพอสมควร ใบหนึ่งตกอยู่สามร้อยสี่ร้อยได้” จ่ายอดได้พูดแสดงความคิดเห็นของตนออกมา ที่เขารู้ก็เพราะเจ้าลูกชายสุดแสบของเขาก็อยากได้เช่นกัน
“จ่าลองเทของข้างในออกมาดูก่อน ถ้าเกี่ยวกับคดีเราจะได้เก็บไปตรวจสอบอีกที” ผู้กองแทนไทยก็ได้แต่หวังว่าน่าจะพอมีเบาะแสงบ้างเถอะ
หลังจากที่จ่ายอดได้เทสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าออกมาแล้ว ก็พบว่ามีสมุดโน๊ตอยู่หนึ่งเล่ม ปากกาลูกลื่น สีแดงและน้ำเงินอย่างละด้าม นอกจากนั้นก็ไม่่พบอะไรแล้ว เมื่อจ่ายอดได้ทำการเปิดสมุด ก็พบว่ามีชื่อและนามสกุลเขียนไว้ชัดเจน
เมื่อผู้กองได้อ่านชื่อและนามสกุลแล้ว ก็คิดว่าลองไปสืบหาตามชื่อและนามสกุลนี้ดูก่อนก็แล้วกัน เผื่อมันมีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้
“จ่าเก็บหลักฐานทั้งหมดใส่ถุงไว้ก่อน เดี๋ยวเมื่อถึงโรงพักเราค่อยไปสืบหาคนที่ชื่อนี้กัน”
“ครับผม” จ่ายอดรับคำทันที
“แล้วนี่หนูกับพ่อจะกลับกันยังไงล่ะ ต้องให้ไปส่งไหมฉันล่ะรู้สึกแปลกใจจริงๆ เจอกันทีไรมีแต่คดีแปลกๆ นี่ก็สองครั้งแล้วนะถ้ามีครั้งต่อไปอีกฉันคงจะคิดว่าหนูสื่อกับวิญญาณได้ แล้วเขาคงมาร้องเรียกความเป็นธรรมเป็นแน่” ผู้กองก็พูดเอ่ยติดตลกออกมา
ทางด้านขวัญเมื่อได้ยินผู้กองพูดขึ้นมาแบบนี้ก็อยากจะบอกเหลือเกินว่า ผู้กองคุณคิดถูกแล้วจ๊ะ แต่ตอนนี้ขวัญทำได้เพียงแค่ยิ้มแหยๆ ได้เพียงเท่านั้นเอง
“ขวัญกับพ่อเพิ่งไปซื้อรถกระบะมาจ๊ะ แล้วมาทำธุระทางนี้ มันคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญมั้งจ๊ะ ถ้าอาผู้กองไม่มีอะไรแล้วขวัญขอตัวกลับก่อนนะคะ” ขวัญยกมือไหว้ผู้กองแล้วก็บอกลาทันที
ทางด้านผู้กองก็แยกไปขึ้นรถของตนกลับโรงพักเช่นกัน ขวัญเมื่อเห็นว่าวิญญาณของชายหนุ่มได้ตามรถของตำรวจไปแล้ว เธอก็ได้บอกกับเหล่าผู้ช่วยของตนให้ขึ้นรถเพื่อจะได้ไปบ้านของยายชุ่มเป็นเป้าหมายต่อไป
เมื่อขวัญได้ขับรถมาถึงบ้านหนองดง ขวัญกับพ่อก็แวะไปบ้านผู้ใหญ่ก่อน ซึ่งผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นผู้ใหญ่ปานที่ไปจับกระสือวันนั้นด้วยกันนั่นเอง ขวัญก็เพิ่งมารู้ทีหลังเหมือนกันว่าวันนั้นเหล่าผู้ใหญ่บ้านเหล่านี้ไปรวมกลุ่มกันเพื่อประชุมวางแผนจะจับโจร
แต่พวกเขาไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เขาจับได้จะไม่ใช่โจรแต่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสุดๆ ชนิดที่ว่าถ้าไม่เห็นด้วยตาก็จะไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด
“สวัสดีครับ/ค่ะผู้ใหญ่ปาน” พ่อและขวัญต่างก็ยกมือไหว้ผู้ที่สูงวัยกว่าตน
“อ้าวไปไงมาไงกันล่ะพ่อลูกมือปราบนี่มาถึงบ้านหนองดงมีอะไรกันหรือเปล่า” ผู้ใหญ่ปานก็เอ่ยถามพร้อมกับคิดว่าช่วงนี้หมู่บ้านเขามีอะไรผิดปกติหรือไม่
“ผมจะมาถามผู้ใหญ่ถึงทางไปบ้านยายชุ่มนะครับ” พ่อทวนเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นเอง
“รู้จักยายชุ่มด้วยเหรอพ่อหนุ่มแต่แกตายได้อาทิตย์หนึ่งแล้วนะ พูดไปก็น่าเห็นใจครอบครัวนี้ลูกชายก็ป่วยติดเตียงยังหาสาเหตุไม่ได้ ทุกวันนี้ก็มีแต่น้ำใสซึ่งเป็นหลานสาวแก ที่ต้องมาถามหางานทำ ทั้งๆที่อายุแค่เจ็ดขวบเอง” ผู้ใหญ่ปานก็ถอนใจ ไม่ใช่แกไม่หาทางช่วยนะ แกกับลูกบ้านต่างก็พากันช่วยเท่าที่ช่วยได้เหมือนกัน
แต่ถ้าจะให้มาแบกรับครอบครัวใครไว้เลยมันก็ไม่ไหวหรอก เพราะต่างก็ต้องปากกัดตีนถีบกันทั้งนั้น
“หนูได้รับการไหว้วานมาจากแก ว่าให้ช่วยมาดูลูกชายและหลานของแกจ๊ะ” ขวัญเป็นคนพูดขึ้น เพราะตอนนี้เรื่องที่่เธอสื่อสารกับวิญญาณได้ก็ไม่ใช่ความลับกับกลุ่มคนที่รู้เรื่องกระสืออีกต่อไปแล้ว เธอจึงพูดขึ้นมาตรงๆ
“ถะ…ถ้างั้นยายชุ่มตอนนี้แกมาด้วยไหมล่ะหนูขวัญ” เมื่อผู้ใหญ่ปานได้ยินว่าขวัญเจอกับยายชุ่ม ตัวแกก็รู้สึกหวาดกลัวและคนลุกขึ้นมาทันที
“ไม่ได้มาจ๊ะ แกเฝ้าแผงขายผักอยู่ในตลาดอำเภอจ๊ะ หนูไปเจอแกที่นั่นเพราะหนูไปเช่าแผงที่แกเฝ้าอยู่” ขวัญก็บอกกับผู้ใหญ่ปานไปตามตรง
ฝ่ายผู้ใหญ่ปานเมื่อได้ยินอย่างนี้ก็รู้สึกโล่งใจทันที เพราะคิดว่าหากยายชุ่มมาด้วยแล้วเกิดเขาพูดอะไรผิดหูอีกฝ่ายขึ้นมา เขาจะเดือดร้อนเอา
“ไปงั้นเดี๋ยวข้าจะพาเอ็งสองคนพ่อลูกไปเอง ว่าแต่นี่รถกระบะเอ็งหรือพ่อหนุ่มไปรวยอะไรมาล่ะถึงได้มีรถใหญ่แล้ว” ผู้ใหญ่ปานก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะรถกระบะราคาไม่ใช่น้อยๆเลยแม้จะเป็นรถมือสองก็เถอะ
“ผมขายผักได้นะครับมีคนมารับถึงสวนแล้วเขาเอาไปขายต่อ และผมก็คิดว่าจะเอาไปขายในอำเภอด้วยถ้ามีรถใหญ่มันสะดวกนะครับ ยังไม่รวยหรอกครับ” พ่อทวนก็เป็นคนตอบคำถามเอง
“โก้ไม่หยอก งั้นข้าขอนั่งไปด้วยนะจะนำทางให้ วันนี้มีรถกระบะมาให้นั่งต้องลองสักหน่อยว่าเบาะมันจะนุ่มไหมฮ่าๆ” ผู้ใหญ่ปานพูดไปก็หัวเราะไปอย่างคนอารมณ์ดี
“ผู้ใหญ่ไปนั่งข้างหน้าบอกทางเจ้าขวัญเลย เดี๋ยวผมนั่งท้ายเอง”
“อ้าวเอ็งไม่ได้เป็นคนขับหรอกรึ แล้วลูกสาวเอ็งขับได้แน่นะ” ผู้ใหญ่ปานก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างหวั่นใจ
“ผมขับไม่เป็นหรอก เป็นเจ้าขวัญขับมาตั้งแต่ที่ตัวอำเภอแล้ว ผู้ใหญ่วางใจได้เลย”
เมื่อทุกคนขึ้นรถหมดแล้วขวัญก็ออกตัวรถทันที ผู้ใหญ่ปานก็บอกทางไปเรื่อยๆ จนมาถึงกระท่อมหลังหนึ่งที่สภาพต้องเรียกว่าพร้อมพังลงมาได้ทุกเมื่อ
เมื่อขวัญจอดรถแล้วก็เป็นผู้ใหญ่ปานที่เดินนำหน้าไปก่อน ขวัญกับพ่อจึงรีบเดินตามไป
“น้ำใสเอ๋ยน้ำใส อยู่บ้านหรือเปล่าลูก นี่ตาผู้ใหญ่ปานเอง” ถึงบ้านจะเก่าแต่ก็ยังมีรั้วกั้นอยู่ กลุ่มของขวัญจึงได้แต่ทำการร้องเรียกอยู่ด้านนอก
“มาแล้วจ๊ะ หนูไหว้จ๊ะตาผู้ใหญ่ ไหว้คุณลุง ไหว้พี่สาวจ๊ะ พวกตามาบ้านหนูมีเรื่องอะไรหรือเปล่าจ๊ะ หรือว่าป้าตาลแกจะมาเอาที่บ้านนี้คืนจ๊ะ” เด็กหญิงน้ำใสถามขึ้นมาด้วยความตกใจ
“เปล่าๆ สองคนนี้เขามาเยี่ยมพ่อของหนู เขาเคยรู้จักกับยายชุ่มที่ตลาดนะพอรู้ข่าวเขาก็เลยแวะมา” ผู้ใหญ่ปานก็อ้างเหตุผลนี้ขึ้นมา
“ถ้างั้นก็เข้ามากันก่อนสิจ๊ะ” เด็กหญิงก็เปิดประตูรั้วให้พวกผู้ใหญ่เข้ามาด้านใน เมื่อทุกคนได้เข้ามาด้านในลานบ้านแล้ว ทุกคนก็ได้ตามน้ำใสเข้าไปภายในตัวบ้านเพื่อจะได้ไปดูพ่อของน้ำใส
สภาพภายในบ้านนั้นเป็นเพียงตัวบ้านโล่งๆ ไม่มีห้องใดๆทั้งสิ้น ในมุมหนึ่งของตัวบ้านมีแคร่ไม้ไผ่ซึ่งได้นำมาเป็นเตียงนอน บนที่นอนนั้นมีชายรูปร่างผอมแห้งนอนอยู่ สภาพแขนที่ขวัญเห็นคือลีบเล็ก
แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือขวัญมองเห็นร่างเงาสีดำ ที่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงเพราะมีผมที่ยาวมากนั่งทับบนตัวของชายคนนี้อยู่ ร่างนั้นเมื่อรับรู้ว่ามีคนมองมาทางตนมันก็ได้ทำการหมุนคอของมันหันมาทางขวัญ พร้อมทั้งยังแสยะยิ้มอันน่ากลัวส่งมาให้ด้วย
“หนูจ๊ะพ่อของหนูเป็นอย่างนี้มานานแล้วเหรอจ๊ะ” ขวัญได้ลองถามคำถามกับน้ำใส
“ประมาณหนึ่งเดือนจ๊ะ แต่ก่อนพ่่อดินไปทำงานอยู่่ที่เมืองหลวง พอเริ่มมีอาการป่วยก็กลับมาอยู่บ้านจ๊ะ พ่อไปหาหมอในเมืองมาหลายที่ก็รักษาไม่หายจ๊ะพี่สาว” เด็กหญิงตัวน้อยพูดไปก็น้ำตาคลอด้วยความสงสารพ่อของตน
“แล้วที่บ้านหนูบอกว่าป้าตาลจะมาเอาที่บ้านคืนคืออะไรเหรอจ๊ะ ที่พี่ถามก็เพราะเผื่อพี่ช่วยได้พี่ก็จะช่วย” ขวัญพูดพร้อมกับเอามือลูบหัวเด็กสาวตัวน้อยด้วยความเห็นใจ
“ฮึกๆ พี่สาวฮือๆ” เด็กน้อยร้องไห้และกอดขวัญไปด้วย
“เงียบก่อน เด็กดีไม่ต้องร้องนะ” ขวัญก็เอ่ยปลอบ
“ค่อยๆเล่ามา ให้พี่ฟังนะ” ขวัญเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยเริ่มจะดีขึ้นแล้ว จึงให้เด็กน้อยเล่าเรื่องให้ตนฟัง เด็กหญิงพยักหน้ารับ
“ที่บ้านหลังนี้ย่าเป็นคนเช่าที่ป้าตาลมาปลูกบ้านอยู่จ๊ะ ตอนนี้ค่าเช่าที่ก็ครบกำหนดที่ต้องจ่ายแล้ว ตะ..แต่ว่าหนูไม่มีีเงินจ๊ะฮือๆ” เด็กน้อยพูดไปก็ร้องไห้ไป เมื่อขวัญรับรู้แล้ว ขวัญก็หันไปทางผู้ใหญ่ปานว่าตนจะรับสองพ่อลูกไปดูแลเองเพราะได้รับปากกับยายแกไว้แล้ว
ฝ่ายผู้ใหญ่ปานก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แกจะได้ไม่ต้องมาคอยห่วงเรื่องของสองพ่อลูกนี้ เมื่อทางผู้ใหญ่รับรู้แล้วขวัญจึงได้หันมาถามกับเด็กน้อย
“น้ำใสอยากไปอยู่กับพี่ไหมจ๊ะ พี่จะพาพ่อของหนูไปรักษาด้วย หนูอยากไปไหม พี่อยู่หมู่บ้านหนองนา ผู้ใหญ่ปานก็รู้จักจ๊ะ” เด็กหญิงเมื่อได้ยินพี่สาวเอ่ยชวนก็ดีใจแต่ที่ดีใจก็คือจะมีคนพาพ่อไปรักษาด้วย
“หนูไปถามพ่อก่อนนะจ๊ะ พี่สาว” เมื่อพูดจบเด็กน้อยก็วิ่งไปหาพ่อของตนที่ตอนนี้ทำได้เพียงมองคนนั้นทีคนนี้ที ตัวเขาก็อยากจะพูดนะแต่เวลาอ้าปากจะพูดก็เหมือนว่าไม่มีใครได้ยินเสียงของเขาเลย
เมื่อเห็นว่าลูกสาวมาถามเขา เขาจึึงได้แต่พยักหน้ารับไป ซึ่งได้สร้างความดีใจให้กับน้ำใสเป็นอย่างมาก หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้วขวัญกับพ่อก็ได้มีสมาชิกเพิ่มมาอีกสองคน
“พี่ขวัญเอาสายสิญจ์ในมิติที่เหลือจากคราวที่แล้วไปผูกข้อมือชายคนนั้นไว้ก่อน เดี๋ยวเมื่อเรากลับไปถึงบ้านค่อยจัดการผีที่ทำร้ายเขาอีกที” จุกพูดขึ้นมา
ขวัญก็รีบทำตามที่จุกบอกทันที เมื่อขวัญได้ผูกสายสิญจ์ให้อาดินแล้วร่างที่นั่งทับอยู่ก็ส่งเสียงกรีดร้องขึ้นมาแล้วก็หายไป ซึ่งขวัญรู้ว่ามันเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
หลังจากส่งผู้ใหญ่ปานและร่ำลากันแล้ว ขวัญก็ขับรถกลับไปทางบ้านสวนของตนโดยทันที เพราะขวัญจะให้สองพ่อลูกพักอยู่ที่นี่ เนื่องจากได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้วและตนก็อยากไปรับปู่ย่าแม่และน้องๆของตนขึ้นรถกลับบ้านด้วยนั่นเอง
“เจ้านายก็พูดออกมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าอยากอวดรถอิอิ” 001 ที่หายเงียบไปนานเมื่อรู้ความคิดของขวัญจึงได้เอ่ยหยอกขึ้นมา
“ก็นิดหนึ่งอะนะ” ขวัญยิ้มกว้างพร้อมพูดตอบ 001ผ่านความคิดของตน