[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 4 การเสแสร้งก็เป็นความดี (1.2) (รีไรต์)

            ผมพลิกศพหยิบเอาเสื้อที่ดูแล้วไซส์น่าจะตรงกับผมขึ้นมาสวมหลังจากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ

            ผมคว้าถุงพลาสติกหลายถุงกวาดเอาของกินทั้งหลายที่ช่วยให้อิ่มท้องแต่ไม่เกะกะพื้นที่ใส่ลงไปของกินพวกนี้จะกลายเป็นสินค้าซื้อขายที่สำคัญหลังจากลงไปอยู่ใต้ดิน

            ตอนที่ผมหยิบของมาได้ประมาณสามในสี่ของถุงสีปอดวานรที่คาบอยู่ในปากก็เริ่มเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว

            ในตอนนั้นเองก็พลันได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้น

            “ชะ...ช่วยด้วย...ช่วยด้วยค่ะ”

            ...ยังมีคนรอดอยู่อีกเหรอเนี่ย

            พอหันหน้าไปมองก็พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งนอนขดกายอยู่ในซอกหลืบไม่รู้ว่าไปสู้กับใครมาบริเวณแขนกับไหล่ถึงได้มีรอยช้ำ ตรงตะเข็บเสื้อที่ฉีกขาดเองก็มีรอยเลือดเปื้อนโล่งอกที่บาดแผลดูจะไม่ลึกเท่าไหร่แต่ปัญหาคืออาการติดพิษที่ผิวหนังซึ่งกำลังลุกลาม

            เนื่องจากสวมมาสก์ป้องกันอาการติดพิษจึงไม่หนักหนาอะไรมาก แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ละก็ได้ตายแน่นอน

            “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ลุกไหวมั้ย”

            “อือ...”

            ใน ‘สามวิธีรอด’ มีตัวประกอบแบบนี้อยู่หรือเปล่านะผมอยากจะสำรวจโดยละเอียดให้แน่ใจ แต่เวลาไม่คอยท่าผมจึงแบกเธอขึ้นหลังแล้ววิ่งตรงไปยังสถานีกึมโฮ

            พอเลี้ยวโค้งออกไปก็ถึงถนนเส้นตรงระยะห่างจากตรงนี้ไปถึงสถานีกึมโฮคือหนึ่งร้อยเมตร ผมสูดลมหายใจเข้าลึกหลังจากนั้นก็ออกตัววิ่งไปบนถนนสุดฝีเท้า

            มองเห็นป้ายประตูทางออกสามจากไกลๆ...มันปิด งั้นฝั่งตรงข้ามล่ะ

            เพราะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกทางเข้าออกจึงถูกปิดด้วยบานเลื่อนเหล็ก ผมสามารถใช้หนามทำลายบานเลื่อนพวกนี้แล้วบุกเข้าไปแต่ถ้าทำพลาดละก็ คนข้างในจะได้รับอันตรายไปด้วย

            “สี่...ทางออกสี่...”

            ผิดคาดหญิงสาวที่ผมแบกอยู่กลับมีประโยชน์ผมวิ่งตรงไปยังทางออกสี่และก็พบกับบานเลื่อนที่กำลังปิดลงมาพอดีผมตั้งหนามขวางบานเลื่อนที่เลื่อนปิดใครบางคนตะโกนโวยวายเสียงดัง

            “แม่ง อะไรวะ!”

            “เปิดประตูครับ”

            “ไม่ได้! ห้ามเข้า! ถอยออกไป!”

            “มีคนเจ็บครับ”

            “คนเต็มแล้ว! พวกเราไม่ต้องการคนเพิ่ม!”

            คนเต็มเลยไม่รับคนเพิ่มเนี่ยนะแปลก มีฉากแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ

            “นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผม”

            ผมใช้หนามงัดประตูขึ้นสุดแรงเพราะใช้เหรียญที่หามาได้เพิ่มเลเวลพละกำลังเป็นระดับ 10 ผมเลยมีพละกำลังเทียบเท่าผู้ชายตัวโตห้าหกคน

            “ว้ากกกกก!”

            เสียงโครมดังขึ้นผู้คนที่กำลังช่วยกันปิดบานเลื่อนลงกระเด็นล้มอยู่อีกฝั่ง

            “นะ...หนี!”

            พวกขี้ขลาดหายเข้าไปในความมืดมิดด้านในทางเดินใต้ดินหลังจากเข้าสู่เขตรถไฟใต้ดินได้อย่างปลอดภัยผมก็วางหญิงสาวลงบนพื้น

            [เข้าสู่เขตพื้นที่ปลอดภัย]

            หมอกพิษมรณะลงมาไม่ถึงชั้นใต้ดินมันไม่ใช่เรื่องที่หลักการทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ เพราะอย่างไรก็เป็นแค่ ‘ซีนาริโอ’

            “กัดนี่ไว้ในปากครับ”

            ผมถอดมาสก์ที่หญิงสาวสวมอยู่ออกส่งปอดวานรที่ตัวเองใช้อยู่ให้เธอคาบไว้แทนมันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ฟื้นฟูร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้พิษเจือจางลงได้บ้าง

            “อือ...”

            เสียงครางแผ่วเบาเปล่งออกมาจากปากของเธอหญิงสาวที่ถูกทอดทิ้ง

            จู่ๆ ผมก็อยากรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายขึ้นมามีโอกาสสูงที่เดิมทีเธอจะต้องตายอยู่ตรงนั้นตามนิยายต้นฉบับแต่ในตอนที่ผมตั้งใจจะเปิดใช้ [ลิสต์ตัวละคร] ก็มีเสียงรบกวนดังขึ้น

            “ตรงนั้นครับ!”

            แสงไฟฉายคืบคลานเข้ามาใกล้ท่ามกลางความมืดมิดผมหรี่ตามองไปเห็นกลุ่มผู้ชายถือของคล้ายท่อเหล็กคนละไม้คนละมืออยู่ราง ๆ

            [กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ ขมวดคิ้วให้กับการปรากฏตัวของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ]

            คนที่อ้าปากพูดเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ตรงกลางกลุ่มดูจากท่วงท่าในการจัดศูนย์ถ่วงร่างกายได้ดีแล้ว ชายคนนี้จะต้องรู้วิธีการต่อสู้แน่

            “อะไรกัน แกเป็นใคร”

            วินาทีนั้นเองน่าแปลกที่ผมพูดอะไรไม่ออก ปกติเวลาแบบนี้ควรจะตอบว่าอะไรดีล่ะผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วลองเลียนแบบวิธีพูดของยูจุงฮยอก

            “คิมดกจา”

            “...คิมดกจา? นั่นชื่อแก?”

            “ใช่”

            “ใครเขาถามเรื่องแบบนั้นวะ! ฉันถามว่าแกเป็นใครมาจากไหน!”

            เป็นคำถามที่น่าลำบากใจกว่าเดิมอีก

            “อ๊ะ! ผู้หญิงคนนั้น...”

            ชายคนหนึ่งในกลุ่มสังเกตเห็นผู้หญิงที่นอนสลบอยู่ข้างผมเขาส่องไฟฉายไปทางเธอ

            “อะไรกัน ผู้หญิงจากกลุ่มปลายแถวไม่ใช่หรือนั่นไม่ได้กลับเข้ามาด้วยกันกับพวกแกหรอกเหรอ”

            “เรื่องนั้น คือว่า...”

            ไฟฉายของชายคนนั้นขยับส่องไปยังบริเวณผิวที่เอวของหญิงสาวเขาหัวเราะคิกคักคล้ายกับเข้าใจเรื่องทั้งหมด

            “ฮ่า อย่างนี้นี่เองหนุ่มน้อยน่ารักพวกนี้ก่อเรื่องโดยไม่ขออนุญาตพี่ชายคนนี้...”

            “แหะ ๆ ขอโทษครับ”

            “นะ...แน่นอนว่าพี่ชอลซูต้องได้ก่อนอยู่แล้ว...แหะ ๆ ผมตั้งใจไว้แบบนั้นนะ”

            ชอลซู? ชอลซูงั้นเหรอ มีตัวละครชื่อนี้อยู่ด้วย? ผมจำไม่ได้แสดงว่าน่าจะเป็นตัวละครไร้ประโยชน์ที่ดูขัดกับภาพลักษณ์

            “เฮ้ ส่งตัวผู้หญิงมาให้พวกเราซะ...หืม? นั่นอะไรน่ะ”

            แสงไฟฉายส่องค้างอยู่ที่ถุงร้านสะดวกซื้อซึ่งวางทิ้งไว้บนพื้นอุตส่าห์หนีจากวิกฤตพ้นแล้วแท้ ๆ แต่สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดีแล้วสิ

            “วางนั่นไว้ด้วย จากนั้นก็ไสหัวไปซะ แล้วพวกเราจะไว้ชีวิตแก”

            พูดให้ถูกคือไม่ใช่ผมแต่สถานการณ์ไม่ดีต่อคนพวกนี้ต่างหาก

            [กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ หงุดหงิดกับการปรากฏตัวของแก๊งกระจอก]

            [กลุ่มดาว ‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ โกรธเคืองต่อความอยุติธรรมตรงหน้า]

            [ซีนาริโอล่ารางวัลเกิดขึ้นตามคำเรียกร้องของกลุ่มดาว!]

             

    <ซีนาริโอล่ารางวัล - จัดการตัวรบกวน>

    ประเภท : ย่อย

    ระดับความยาก : F

    เงื่อนไขการเคลียร์ : เหล่ากลุ่มดาวโกรธเคืองการปรากฏตัวของตัวรบกวนที่เข้ามาขัดขวางฉากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของคุณกรุณาจัดการคนกลุ่มนี้ให้สิ้นฤทธิ์ในระยะเวลาที่กำหนด

    กำหนดระยะเวลา : 5 นาที

    รางวัล : ???

    กรณีล้มเหลว : ???

     

            นึกแล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้พวกคนน่าสงสาร ผมกำหนามเอาไว้ในมือหยัดกายลุกขึ้นจากพื้น

            ในกลุ่มดาวคงไม่มีเด็กไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ใช่มั้ยผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะเพราะตั้งแต่นี้เป็นต้นไปมันเป็นชั่วโมงการออกอากาศสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น