“เหนื่อยไหม” เป็นคำถามแรกหลังกลับมาถึงบ้านไม้เธออยากจะบอกนักว่าไม่เหนื่อยเลยสักนิด กับการได้เดินเคียงข้างเขา เดินเที่ยวเล่นในไร่องุ่นที่เธอชื่นชอบ
“นิดหน่อยค่ะ”อริสาเลือกที่จะบอกออกไปเช่นนั้นพร้อมกับใบหน้าหวานฉีกยิ้มให้
กฤษณะนิ่งไปครู่ใหญ่ดวงตาคมเข้มเบิกตากว้างกับรอยยิ้มที่ได้รับมาแบบไม่ทันตั้งตัวมันหาใช่รอยยิ้มหมองๆ ที่เธอเคยยิ้มออกมาเวลาอยู่ที่ไร่แห่งนี้ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่สดใสเหมือนกับตอนพบเธอครั้งแรกไม่มีผิด
เกือบสิบวินาทีเห็นจะได้กว่ากฤษณะจะหาเสียงของตัวเองเจอกลับมาตั้งหลักยืนคอตั้งบ่าภูมิฐานได้อย่างเต็มมาด
“จะเข้าไปทำงานในห้องสักพักบอกป้าสีไพรด้วยนะว่าค่อยจัดโต๊ะประมาณทุ่มครึ่ง”
อริสาไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรให้เขาไม่พอใจอีกรึเปล่ารอยยิ้มบนใบหน้าหวานหายไปพร้อมเท้ายาวที่กำลังจะเดินไปห้องทำงานแต่เพียงสามก้าวเท่านั้นเขาก็หยุดแล้วหันกลับมาทางเธออีกครั้ง
“จะขึ้นไปพักผ่อนบนห้องก่อนก็ได้นะเสร็จงานแล้วเดี๋ยวพี่ขึ้นไปตาม” ได้ยินเขาพูดทำให้เธอใจชื้นขึ้นมา
“ไม่เป็นไรค่ะลูกหว้ากะจะไปช่วยป้าสีไพรในครัวสักหน่อย”
“อือ!!...” เสียงเข้มตอบรับภายในลำคอหลังจากนั้นก็เข้าไปหมกตัวอยู่ในห้องทำงานเธอยืนดูจนกระทั่งเห็นเตชิตเดินหายเข้าไปอีกคนเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยทีเดียว ไม่อย่างงั้นคงไม่มีหน้าตาตื่นให้เธอเห็นหรอก...
“เป็นยังไงบ้าง”คำถามยิงตรงส่งไปยังคนสนิทที่เดินเข้ามาแล้วโค้งคำนับครั้งหนึ่งก่อนจะยืนตัวตรงราวกับนายทหารเมื่อสบตาเข้ากับใบหน้าคมเข้มของผู้เป็นนายที่แลดูจะฉุนหนัก
“รถอีกคันไปเปลี่ยนเรียบร้อยแล้วครับนาย แต่ว่าไม่ค่อยรู้เส้นทางจราจรในกรุงเทพ”
เตชิตรีบรายงานทันที ก่อนที่ระเบิดลูกใหญ่จะลงเป็นเพราะความสะเพร่าเลินเล่อในการจัดการเรื่องเส้นทางของเขาเองจึงทำให้รถขนไวน์ที่ส่งไปยังกรุงเทพเกิดยางรั่ว แถมยังทำลายบรรยากาศการเดตด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังเป็นระยะๆเพื่อรายงานเรื่องให้ผู้เป็นนายทราบอีก นี่ถ้าโดนไล่ออกเขาจะไม่สงสัยเลย
“จัดการส่งโลเคชั่นให้ไปแล้วของข้างในเสียหายรึเปล่า” น้ำเสียงมีแววดุดันในตอนท้ายซึ่งดูแล้วจะยังไม่ถึงที่สุดของความโกรธ
“ผมจัดการแพ็กอย่างดีด้วยแผ่นกันกระแทกแล้วครับของข้างในเลยยังปลอดภัย”
“เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไงกัน”น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบราวกับพายุลูกใหญ่กำลังจะมา เตชิตล่วงรู้ได้ในทันทีหากเป็นเช่นนี้เตรียมตัวรอรับมือกับความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นนายได้เลย
“ก่อนออกไม่เช็กสภาพรถรึยังไงมันน่าไล่ออกให้หมดเสียจริงๆ ถ้าเกิดของเสียหายขึ้นมาทางโรงแรมไม่ต้องเสียหายตามไปด้วยรึไงหากของไปถึงไม่ทันเวลาเคยคิดกันบ้างไหมฮะ”
เป็นดังคาดเตชิตรีบโค้งตัวอีกรอบเพื่อเป็นการขอโทษ “พวกผมตรวจเช็กเรียบร้อยแล้วครับนายแต่ว่าไปเหยียบตะปูเรือใบแถวเขตก่อสร้างเข้า”
รายงานเสียงอ่อยเพราะยิ่งพูดก็ยิ่งเป็นการแก้ตัวดีๆ นี่เองสำหรับกฤษณะแล้วความต้องการของลูกค้าภายในโรงแรม ความสะดวกสบายและความปลอดภัยสำคัญที่สุด
“เขตก่อสร้าง”คราวนี้สายตาคู่คมจ้องมองเตชิตเขม็ง
“ฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าให้เช็กเส้นทางให้ดีๆหากเส้นทางไหนเสี่ยงหรืออันตรายก็ให้หลีกเลี่ยง”
“..........”คนสนิทหนุ่มก้มหน้าหงอกับความผิดพลาดของตัวเอง
“ไปทำงานในไร่แทนการไถ่โทษซะ”ผู้เป็นนายบอกเสียงเข้มข่มอารมณ์โกรธเต็มกำลัง ในขณะที่อีกฝ่ายยืนรอฟังคำสั่งต่อไป
“เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า ออกไปได้แล้ว”
“ครับ” เพราะทำงานมากับกฤษณะเป็นเวลานานเตชิตจึงรู้ดีว่านี่เป็นแค่การลงโทษแบบเบาๆเขาโค้งคำนับผู้เป็นนายที่กำลังเปิดเอกสารซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่านแล้วเดินออกจากห้องไปแต่พอเปิดประตูอออกมาก็พบว่าสรชัยยืนรอเขาอยู่หน้าห้องแล้ว
“เป็นยังไงบ้างวะ”คำถามของสรชัยราวกับว่าถามพอเป็นพิธีเท่านั้นเพราะดูจากสีหน้าเตชิตเขาก็พอจะเดาได้แถมเมื่อกี้ยังได้ยินแว่วๆ ผ่านประตูพอจับใจความได้ว่าคนเป็นเพื่อนถูกทำโทษให้เข้าไปทำงานในไร่ตั้งแต่วันพรุ่งนี้
“เอาน่า!! ไปกินข้าวกันพรุ่งนี้ต้องใช้แรงไม่ใช่หรอ”
ใบหน้าหล่อของเตชิตหงิกงอขึ้นมาทันทีดูท่ามันคงจะเอาหูแนบชิดติดไปกับประตูเลยละสินะไม่อย่างงั้นไม่มีทางรู้ดีอย่างงี้เป็นแน่เพราะเสียงภายในห้องไม่มีทางจะเล็ดลอดออกมาให้คนที่ยืนห่างกว่าห้าเมตรได้ยินหรอกถึงห้องนี้จะไม่เก็บเสียงก็ตามเถอะ เสียงท้องร้องดังประท้วง
เตชิตใช้มือลูบท้องตัวเองป้อยๆเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่ตอนกลางวันเพราะมัวแต่ยุ่งๆ กับการแพ็กไวน์ลงลังหลายสิบลังด้วยกัน
และไหนรถที่ขนส่งจะมาเสียอีก เท้ายาวก้าวดุ่มๆ เดินไปยังห้องครัวไม่เหลียวกลับมามองสรชัยเป็นครั้งที่สองขอหาอะไรยัดใส่ท้องก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยหาอะไรยัดใส่ปากมันแทน...