โชคดีที่คนสองคนนั้นถูกตีจนเข็ด จึงเปลี่ยนเส้นทางกลางคันและปลีกตัวออกห่างจากตระกูลหลี่ไปเอง
คนตระกูลหลี่ยังคงต้องเดินเท้าอย่างยากลำบากอีกหนึ่งวัน จนกระทั่งเดินมาถึงเชิงเขาแห่งหนึ่งในยามที่ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดิน
แม่เฒ่าหลี่สั่งให้หยุดรถลาทันทีเพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อน
หลังจากถูกแดดเผามาทั้งวัน คนตระกูลหลี่ต่างก็คอแห้งผาก
เด็กชายตัวน้อยหลายคนถูกแดดเผาจนเหี่ยวเฉา ดูราวกับต้นหอมเล็ก ๆ ที่ขาดน้ำ
ฝูหนิ่วถูกเถาหงอิงคอยบดบังไว้ตลอดจึงไม่โดนแดด แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัดและไม่มีเรี่ยวแรง
“ท่านแม่ ข้าจะไปทำอาหาร”
จ้าวอวี้หรูจัดระเบียบข้าวของบนรถลา แล้วส่งกระบอกน้ำให้เถาหงอิง จากนั้นจึงนำข้าวฟ่างไปทำอาหาร
เถาหงอิงเห็นว่าริมฝีปากเล็ก ๆ ของฝูหนิ่วแห้งผาก เลยป้อนน้ำให้เล็กน้อยเพื่อชุ่มคอ
“โอ๊ย ทำไมหัวข้าถึงได้มึนงงแบบนี้เนี่ย...”
พอเห็นว่าต้องทำอาหาร อู๋ชุ่ยฮวาก็เริ่มทำตัวอืดอาดอยู่ข้างรถลา พลางกุมศีรษะร้องครางหงิง ๆ
แม่เฒ่าหลี่ใช้กล้องยาสูบเคาะขอบรถลา แล้วถามนางด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“สะใภ้รอง เ้าเป็อะไรไปอีก?”
“ท่านแม่ สงสัยข้าจะถูกแดดเผาจนเป็ลม ข้าต้องพักสักครู่...”
เสียงของอู๋ชุ่ยฮวาดูอ่อนแรง นางพูดพลางล้มก้นจ้ำเบ้าลงในร่มเงาของรถลา ทั้งยังจงใจเบียดเถาหงอิงอีกด้วย
แม่เฒ่าหลี่เหลือบมองอู๋ชุ่ยฮวาแวบหนึ่ง จะลำบากจริงหรือแสร้งทำ นางมีหรือจะดูไม่ออก?
ก็แค่คิดจะี้เี!
ทว่ายามนี้พวกเขากำลังอยู่ระหว่างการอพยพหนีภัย ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะไปสั่งสอนลูกสะใภ้
นางจึงแค่นเสียงเ็า “ลำบากก็นั่งลงเสีย มื้อนี้กินข้าวน้อยลงครึ่งชาม ให้ลำไส้ได้ล้างสะอาดก็คงจะดีขึ้นเอง!”
ร่างกายของอู๋ชุ่ยฮวาแข็งทื่อ แต่ก็ยังคงส่งเสียงครางไม่ยอมลุกขึ้น
อย่างไรเสียนางก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ในเมื่อจ้าวอวี้หรูเต็มใจทำ ก็ให้แม่นั่นทำไปให้หมดเถิด
“ท่านแม่ ข้าจะไปช่วยพี่สะใภ้สาม”
เถาหงอิงเพิ่งจะให้นมฝูหนิ่วเสร็จ เมื่อเห็นท่าทางของอู๋ชุ่ยฮวา นางจึงลุกขึ้นยืนทันที โดยอุ้มฝูหนิ่วที่อิ่มท้องและดื่มน้ำจนพอใจ ใช้ผ้าห่อไว้บนหลังอย่างดี
พูดจบโดยไม่รอให้แม่เฒ่าหลี่ห้าม นางก็เดินเข้าไปช่วยจ้าวอวี้หรูทันที
ฝูหนิ่วเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน เถาหงอิงยังไม่พ้นเดือน ร่างกายย่อมไม่แข็งแรงนัก
แต่ในบ้านมีลูกสะใภ้เพียงสามคน อู๋ชุ่ยฮวาก็ี้เี ปล่อยให้จ้าวอวี้หรูคอยปรนนิบัตินางทั้งวันแถมยังต้องทำอาหารอีก นางจึงรู้สึกไม่สบายใจ
ในยุคสมัยนี้ การมีชีวิตรอดก็นับว่าดีมากแล้ว จะไปพูดเื่การพักฟื้นหลังคลอดให้ดีได้อย่างไร
ท้องน้อยของเถาหงอิงมีความรู้สึกปวดหน่วงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ทนไม่ได้
นางประคองก้นเล็ก ๆ ของฝูหนิ่วไว้ แล้วนั่งยอง ๆ เติมฟืนข้างกองไฟ
จ้าวอวี้หรูชินชากับพฤติกรรมรักสบายและี้เีของอู๋ชุ่ยฮวามานาน เมื่อเห็นเถาหงอิงมาช่วย จึงอยากจะบอกให้นางกลับไปพัก แต่คำพูดนั้นกลับถูกกลืนลงคอไป
พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เถาหงอิงมาแล้วย่อมไม่ยอมกลับแน่
นางจึงรีบทำงานให้เสร็จ เพื่อให้น้องสะใภ้ได้พักผ่อนมากขึ้น
“หงอิง เ้าก็นั่งลงเถิด ข้าจะลองไปดูทางโน้นว่าพอจะหาผักป่าได้บ้างหรือไม่”
จ้าวอวี้หรูหาหินก้อนหนึ่งให้เถาหงอิงนั่ง จากนั้นจึงถือพลั่วเล็ก ๆ ไปค้นหาผักป่าในพงหญ้าแห้งบนเนินเขา
ฝูหนิ่วนอนคว่ำอยู่บนหลังของมารดา ดวงตากลมโตสีดำขลับเป็ประกายมองซ้ายมองขวา
ในเวลานี้คนตระกูลหลี่ต่างยุ่งอยู่กับงานในมือ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นทางด้านนี้
ดังนั้นนางจึงเริ่มลงมือทำเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกครั้ง
เริ่มจากส่งเสียงอ้อแอ้ข้างหูมารดา
เถาหงอิงรีบหันมามองลูกสาว แล้วยื่นมือไปอุ้มนางมาไว้ด้านหน้าพร้อมกับแก้ผ้าผืนเล็กออก
“เป็อะไรไปฝูหนิ่ว? ฉี่หรือเปล่าลูก?”
และในจังหวะนั้นเอง ฝูหนิ่วก็แสร้งทำเป็โบกมือไปมาอย่างสะเปะสะปะ แต่แท้จริงแล้วกลับแอบโปรยข้าวฟ่างจากมิติวิเศษลงในหม้อ
พอนางจัดการเสร็จ เถาหงอิงที่ยืนยันได้ว่าผ้าอ้อมยังแห้งสนิท ก็อุ้มนางกลับมาไว้ในอ้อมกอดอีกครั้ง
ฝูหนิ่วทำตัวเหมือนหัวขโมยตัวน้อยที่เพิ่งทำเื่ร้ายเสร็จ รีบยื่นมือไปจับหูของเถาหงอิง พลางส่งเสียง อู้ว ๆ อ่า ๆ และพ่นฟองน้ำลายออกมาสองสามฟอง
“เพิ่งกินเสร็จก็หิวอีกแล้ว ทำไมเหมือนลูกหมูน้อยแบบนี้เนี่ย?”
เถาหงอิงถูกลูกสาวทำให้หัวเราะ นางปรับท่าทางแล้วเลิกเสื้อขึ้นเพื่อให้นม
ผ่านไปหลายวัน ฝูหนิ่วชินกับการกินนมแม่เสียแล้ว
ยามนี้จึงไม่ลังเล อ้าปากดูดกินคำโตทันที
จ้าวอวี้หรูหาผักป่าไม่ได้ เมื่อกลับมาเห็นเถาหงอิงกำลังให้นม จึงช่วยพยุงนางไปนั่งใต้ร่มไม้ข้าง ๆ
จากนั้นก็ใช้ทัพพีไม้ยาวคนก้นหม้อ เพื่อไม่ให้ข้าวไหม้
ทว่า เมื่อทัพพีไม้จุ่มลงไปคนในหม้อ นางก็ต้องชะงัก
ข้าวฟ่างเพียงครึ่งชาม ทำไมต้มออกมาเป็โจ๊กที่ข้นขนาดนี้?
แทบจะไม่ต่างจากข้าวสวยเลย แถมยังมีปริมาณเกือบเต็มหม้ออีกด้วย?
จ้าวอวี้หรูเงยหน้ามองเถาหงอิง ซึ่งฝ่ายหลังไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไร และยังคงหัวเราะคิกคักหยอกล้อกับฝูหนิ่วอยู่
จ้าวอวี้หรูต้มโจ๊กด้วยความฉงนใจ จนกระทั่งแบ่งโจ๊กให้ทุกคนในตระกูลหลี่เสร็จ จึงเรียกพวกเขามากินข้าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
“ท่านแม่ ท่านให้ข้าวอวี้หรูไปเท่าไหร่กัน? ทำไมวันนี้โจ๊กถึงข้นขนาดนี้ แถมยังมีเต็มชามใหญ่เลย?”
หลี่เหลาซานรับชามมาด้วยความประหลาดใจ แต่มีความกังวลมากกว่า
ในบ้านแทบไม่มีเสบียงเหลือแล้ว หากมื้อหนึ่งกินมากขนาดนี้ วันหน้าจะทำอย่างไร?
แม่เฒ่าหลี่เป็คนแรกที่รับชามข้าวมา ย่อมสังเกตเห็นว่าโจ๊กนี่มีอะไรแปลก ๆ
เพราะนางเป็คนตักข้าวฟ่างครึ่งชามให้จ้าวอวี้หรูด้วยมือตนเอง ไม่มีทางที่จะต้มออกมาเป็โจ๊กข้น ๆ ให้คนตระกูลหลี่กินได้ชามใหญ่ทุกคนแน่นอน
“หุบปาก แล้วกินข้าวของเ้าไปเสีย”
แม่เฒ่าหลี่สะกดความตื่นเต้นในใจ ก้มหน้าดื่มโจ๊กคำหนึ่ง พร้อมกับดุลูกชาย
หลี่เหลาซานชะงักไป ดูเหมือนเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
เขาเหลือบมองฝูหนิ่วที่นอนเล่นนิ้วมืออยู่ข้าง ๆ โดยสัญชาตญาณ แล้วรีบก้มหน้าดื่มโจ๊กคำโต
คนอื่น ๆ ยิ่งไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ...
อาหารมื้อนี้เป็มื้ออิ่มท้องซึ่งหาได้ยากยิ่งของคนตระกูลหลี่ แต่ก็เป็มื้อที่เงียบเชียบที่สุดเช่นกัน
ทว่าสายตาของพวกเขากลับห้ามไม่อยู่ ต่างจ้องมองไปที่ใบหน้าขาวอวบของฝูหนิ่ว
ทุกคนต่างลงความเห็นตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า เื่ประหลาดนี้ต้องเป็เพราะฝูหนิ่วแน่นอน
ต้องเป็วาสนาของเด็กคนนี้อีกแน่ที่ทำให้คนทั้งบ้านได้รับผลพลอยได้อีกครั้ง
หลังมื้ออาหาร แม่เฒ่าหลี่อุ้มฝูหนิ่วด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างยิ่ง พลางเรียกขานนางว่ายอดดวงใจไม่หยุดปาก
“ฝูหนิ่วเอ๋ย ฝูหนิ่วน้อยของย่า เ้าเพิ่งจะตัวนิดเดียว ย่าก็ได้เสวยสุขตามเ้าแล้ว! ย่ามีความสุขเหลือเกิน!”
ฝูหนิ่วโบกไม้โบกมือด้วยความภูมิใจ ยิ่งทำให้หญิงชราหัวเราะร่า
โดยมีเจียสี่และเจียอันะโโลดเต้นอยู่ข้าง ๆ อยากจะอุ้มน้องสาวบ้าง เผื่อว่าจะเก็บไข่ไก่ได้อีก...
จากนั้นเหตุการณ์ก็เป็เช่นนี้ทุกครั้ง เมื่อเถาหงอิงช่วยทำอาหาร ฝูหนิ่วก็จะแอบนำข้าวสารจากเรือนหลังเล็กในมิติใส่ลงในหม้อ
คนตระกูลหลี่กินอาหารที่ฝูหนิ่วแอบเพิ่มปริมาณให้ ระหว่างการเดินทางที่เหนื่อยยาก นอกจากจะไม่ซูบผอมลงแล้ว เด็กหนุ่มหลายคนยังดูแข็งแรงขึ้นมากด้วย
“ท่านแม่! ท่าเรือ! ข้างหน้าคือท่าเรือแล้ว!”
ครึ่งเดือนต่อมา ในที่สุดคนตระกูลหลี่ก็เดินทางมาถึงท่าเรือ
หลี่เหลาเอ้อร์ไปสืบข่าว และรีบวิ่งกลับมาแจ้งข่าวดีแก่ทุกคนในครอบครัวด้วยความดีใจสุดขีด
คนตระกูลหลี่ต่างรู้สึกโล่งอก ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ การอพยพหนีภัยมาหลายวัน ในที่สุดก็เห็นแสงสว่างเสียที
ขอเพียงหาเรือลงใต้ได้ ใช้เวลาอีกไม่เกินครึ่งเดือนก็จะถึงเมืองหลวง
ทุกคนต่างเร่งฝีเท้า
ทว่าเมื่อมาถึงท่าเรือจริง ๆ ภาพที่เห็นกับตา กลับเหมือนน้ำเย็นจัดถังหนึ่งที่สาดลงมาบนหัว ทำให้พวกเขาเย็นะเืไปถึงขั้วหัวใจ
ที่ริมท่าเรือมีเรืออยู่จริง แต่ก็มีผู้ประสบภัยจากการอพยพจำนวนนับไม่ถ้วนเช่นกัน
เรือเ่าั้เป็ของพวกกุ้ยเหรินผู้มั่งคั่ง ซึ่งเดินทางลงใต้ทางน้ำเพื่อหลบหนีา
เมื่อเห็นผู้ประสบภัยที่ริมท่าเรือ พวกเขาก็อยากจะหนีไปให้ไกลที่สุด อย่าว่าแต่จะให้ร่วมเดินทางไปด้วยเลย
“ท่านผู้ใจบุญ ได้โปรดช่วยพาพวกเราไปด้วยเถิด พวกเรายินดีจะเป็วัวเป็ม้ารับใช้ ขอเพียงให้มีชีวิตรอด...”
มีผู้ประสบภัยคุกเข่าอ้อนวอนเหล่าเศรษฐีบนเรือที่ริมท่าเรือ แต่พวกเศรษฐีเ่าั้กลับใจดำถึงขนาดไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขาเลยสักนิด