นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 369 ชุมเกาะแปดกะโหลก

        ตอนที่ 369 ชุมเกาะแปดกะโหลก

         

         

        เรือลำหนึ่งเข้าเทียบท่าที่ทำจากแผ่นไม้และโขดหินสกปรก ตัวเรือนั้นไร้ซึ่งความหรูหรามั่นคงดังเช่นเรือโดยสารของกลุ่มการค้าอิสึกะ มันเป็นเพียงเรือไม้เก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้เท่านั้น แม้กระนั้นมันก็ยังไร้ซึ่งร่องรอยของการพังทลาย เป็นดั่งนักรบในสงครามที่แม้เกราะจะบูดเบี้ยวและเลอะเทอะหากก็ยังไม่มีจุดไหนที่แตกหัก

         

        ธงรูปม้าสีแดงปลิวไสวอยู่ที่จุดที่สูงที่สุดของตัวเรือ บริเวณหัวเรือคือรูปสลักของม้าทะเลตัวใหญ่ที่มีหน้าตาดุร้าย ตามลำตัวเรือแม้ไม่ได้สลักลวดลายอะไรไว้แต่ก็มีช่องสำหรับปืนใหญ่และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ

         

        ยามที่เรือลำนี้เข้าเทียบเท่า เรือโจรสลัดลำอื่นโดยรอบที่แล่นไปมาพลันทิ้งตัวออกห่างอย่างรวดเร็ว แม้แต่เหล่าโจรสลัด นักผจญภัย และทาสบนท่าเรือหลายคนยังหันมาหรี่ตาจ้องมองเรือลำนี้ด้วยสายตาระมัดระวัง

         

        ชุมเกาะแห่งนี้ประกอบด้วยเกาะเล็ก 7เกาะและเกาะหลักหนึ่งเกาะ ตัวเกาะหลักนั้นถูกห้อมล้อมด้วยเกาะเล็กทั้ง 7 ที่ห่างกันเพียงไม่กี่สิบเมตร เกาะเล็กแต่ละเกาะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น หากขึ้นไปบนที่สูงจะสามารถมองเห็นรอบ ๆ เกาะและเกาะถัดไปได้อย่างง่ายดาย

         

        เกาะตรงกลางนั้นมีรูโหว่ที่ใจกลางที่เชื่อมกับมหาสมุทรด้านล่าง เมื่อมองจากมุมสูงจะคล้ายกับตาของหัวกะโหลก เกาะเล็กรอบ ๆ แม้จะไม่ได้มีรูเช่นนั้นแต่ก็ดูเหมือนกับกะโหลกเล็ก ๆ ที่ห้อยแขวนต่อกัน จึงเป็นที่มาของชื่อชุมเกาะแปดกะโหลก

         

        รอบเกาะนั้นเต็มไปด้วยท่าเรือสกปรกที่สร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ ทางเข้าทั้งคดเคี้ยวและไร้ซึ่งทางถอย บางจุดก็น้ำตื้นจนเรือปกติไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้โดยไม่เกยตื้น หากแต่เรือแต่ละลำต่างก็ใช้งานท่าเหล่านี้เป็นปกติ

         

        เรือของโจรสลัด ไม่ว่าลำใดก็เหนือกว่าเรือปกติทั่วไป

         

        จุดที่มีผู้คนชุมนุมกันหนาแน่นที่สุดคือเกาะกลางที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด แม้จะมองจากบนเรือก็ยังสามารถมองเห็นคนหลายร้อยคนได้ไม่ยากนัก พวกเขาเหล่านั้นเกินกว่าครึ่งล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยขี้เกลือและคราบด่างน้ำเค็ม

         

        พวกเขาไม่มีเครื่องแบบที่ชัดเจน ใครใคร่สวมสิ่งใดก็สวม ใครใคร่ตกแต่งร่างกายตนเองอย่างไรก็ตามสบาย พวกเขาคือโจรสลัด อาชญากรที่อาศัยอยู่บนผืนน้ำ ตัวตนแสนอิสระที่ไร้ซึ่งการผูกมัด

         

        แทบทั้งหมดล้วนเมาสุราร้องรำทำเพลงกันตั้งแต่หัววัน หลายคนแทบจะหมกตัวหลับคาร้านเหล้าที่เปิดอยู่นับสิบแห่งบนชุมเกาะแปดกะโหลก การวิวาทต่อยตีนั้นเกิดขึ้นอยู่แทบทุกหัวมุม ไม่เพียงแต่ไม่มีใครเข้าไปห้าม มีแต่จะเข้าไปร่วมส่งเสียงตะโกนให้ฆ่ากัน

         

        อีกส่วนหนึ่งคือเหล่านักผจญภัย พวกเขาเหล่านั้นคือบุคคลที่ดูจะสงบที่สุดแล้วบนเกาะแห่งนี้ แม้หลายคนจะร้องรำทำเพลงและสนุกสนานไปกับเหล่าโจรสลัดหากพวกเขาก็ไม่ได้ปล่อยตัวหนักหนาเท่าโจรสลัดเหล่านั้น

         

        ที่โดดเด่นที่สุดจากเหล่านักผจญภัยเหล่านั้น คือไม่ว่าคนใดก็ล้วนเป็นนักสลักทั้งสิ้น ต่างจากโจรสลัดที่ส่วนมากเป็นเพียงผู้เรียนรู้ดังเช่นคนส่วนใหญ่ทั่วไปบนมหาทวีป เส้นแบ่งระหว่างคนทั่วไปและผู้ที่ก้าวสู่วิถีแห่งการขีดเขียนชะตาอันแท้จริงคือการเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้

         

        นักผจญภัยระดับนักสลักเหล่านั้นแต่ละคนล้วนมีความโดดเด่นในแบบของตน จากที่โฟเรลเล่าให้ฟัง นักผจญภัยที่กล้ามาเหยียบชุมเกาะแปดกะโหลกมีเพียงสองพวก

         

        หนึ่งคือพวกที่มั่นใจว่าตนแข็งแกร่งพอจะไม่ถูกโจรสลัดหน้าไหนข่ม กับอย่างที่สองคือพวกโง่

         

        และพวกแบบที่สองนั้นมักจะอยู่ได้ไม่นาน เพียงไม่กี่วันหรือชั่วโมงก็มักจะถูกเปลี่ยนสถานะจากนักผจญภัยไปเป็นทาสสวมปลอกคอทำงานรับใช้เหล่าโจรสลัดอย่างผิดกฎหมาย

         

        คนจำพวกสุดท้ายบนชุมเกาะแปดกะโหลกและมีน้อยที่สุดคือเหล่าทาส พวกเขาเหล่านั้นหลายคนเป็นผู้เรียนรู้เช่นกัน แต่กลับไม่มีคนใดที่กล้าจะทำตนให้โดดเด่นแม้แต่น้อย เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานตามที่ผู้เป็นนายของตนสั่ง

         

        ในหมู่ทาสเหล่านั้น ส่วนมากคือเหล่าพันธุ์ชั้นรอง โดยเฉพาะเผ่าครึ่งสัตว์และเผ่าไร้หาง รองลงมาจึงเป็นเผ่าทรงปัญญาอย่างมนุษย์และเผ่ารูเบียส การที่ทาสส่วนมากคือเผ่าพันธุ์ชั้นรองเป็นการแสดงระดับขั้นของมหาทวีปได้ในทางหนึ่ง

         

        สถานะทาสนั้นส่วนมากผิดพันธสัญญาปฐพีและวารี หากแต่ก็มีทาสหลายจำพวกที่ยอมขายตนเป็นทาสอย่างเสียไม่ได้ แม้จะผิดกฎหากกลับไม่มีการร้องเรียน ท้ายที่สุดแล้วโจรสลัดก็คือโจรสลัด

         

        เรื่องตลกร้ายคือ แม้แต่เหล่าโจรสลัดเอง ส่วนมากก็เป็นเผ่าพันธุ์ชั้นรองเช่นกัน พวกเขาแม้จะมีขุมกำลังที่ถือว่าใหญ่โตมากแล้วแต่เมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาแท้จริงแล้วกลับห่างไกลเหลือแสน เพราะเหตุนั้นหลายคนจึงเลือกผันตัวมาเป็นโจรสลัดเพื่อเติบโตทางลัด

         

        เมื่อเรือหัวม้าตัวนั้นเทียบท่าสนิท กลุ่มคนไม่ถึงสิบคนก็เดินลงมาจากเรือ ในบรรดาคนเหล่านั้นมีหลายคนที่เป็นนักสลัก โดยเฉพาะคนที่เดินนำหน้าสุดที่เป็นถึงนักสลักโท โจรสลัดนักสลักโทผู้นั้นเป็นเผ่าไร้หาง เพียงดูจากเครื่องแต่งกายและรัศมีพลังก็ทราบได้ถึงตำแหน่งกัปตันที่เขาครอบครอง

         

        โจรสลัดนักสลักโทคนนั้นปรายตามองโจรสลัดคนอื่นที่มองตนอย่างหวาดกลัว แววตาของเขาปรากฏความหยิ่งผยองและเหยียดหยาม เขาชื่นชอบสายตาหวาดกลัวของพวกอ่อนแอ แค่เพียงเขาปรายตามองพวกนั้นก็พร้อมจะหลบตา

         

        ตามหลังกลุ่มแรกคือโจรสลัดอีกสี่ห้าคนที่จูงทาสนับร้อยลงจากเรือ ทาสเหล่านั้นสายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ยิ่งหันไปมองรอบด้านและได้เห็นสายตาของโจรสลัดคนอื่นที่มองพวกเขาด้วยสายตากระหายยิ่งทำให้ทาสเหล่านั้นตัวสั่นสะท้าน

         

        หลายคนในนั้นยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ที่อายุดูจะยังไม่ถึง 20ปีด้วยซ้ำไป แก่ที่สุดในกลุ่มดูจะมีอายุมากถึง 70ปี พวกเขาทั้งหมดถูกมัดข้อมือให้เชื่อมต่อกันด้วยเชือกอาคม เพียงการกระตุกหนึ่งครั้งจากโจรสลัดผู้จูงก็พร้อมจะสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสแก่เหล่าทาส

         

        ข่าวการมาถึงของกลุ่มโจรสลัดม้าอัคคีแพร่สะพัดไปทั่วชุมเกาะแปดกะโหลกอย่างรวดเร็ว เสียงซุบซิบดังขึ้นจากทั่วทุกมุมของเกาะ

         

        “กลุ่มโจรสลัดม้าอัคคีมาที่นี่ได้ยังไงวะ ปกติพวกมันอยู่ที่น่านน้ำตะวันตกเฉียงใต้ไม่ใช่เหรอวะ” โจรสลัดคนหนึ่งเอ่ยถามโจรสลัดอีกคนหนึ่งทางด้านข้าง

         

        “พวกมันค้าทาสแบบเปิดเผยขนาดนั้นแต่ธงกลับไม่เป็นกลายเป็นธงจรจัดสีน้ำตาลได้ยังไงวะ ข้าไม่เชื่อแน่ว่าทาสทั้งหมดนั้นคือพวกที่ยินยอมขายตนเองเป็นทาส”

         

        “ไอ้โง่ เป็นเด็ก 5ขวบรึไงวะถึงยังเชื่อเรื่องที่ว่าธงจรจัดจะเกิดขึ้นกับโจรสลัดที่แหกพันธสัญญา” โจรสลัดคนที่สองพลันตบหน้าโจรสลัดคนแรกอย่างแรง โจรสลัดคนแรกยังไม่ทันจะตอบสนอง โจรสลัดคนที่สองก็พูดตอบด้วยน้ำเสียงในลำคอ

         

        “ธงจรจัดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมี ‘หลักฐาน’ ของการแหกพันธสัญญาเท่านั้น!”

         

        “‘หลักฐาน’? ก็เห็นกันอยู่ตำตาไม่ใช่รึไง” นักผจญภัยอีกคนหนึ่งเข้ามาร่วมวง คำพูดของนักผจญภัยผู้นี้เรียกสายตาของโจรสลัดมากมายให้หันมาจับจ้องเขา สายตาของโจรสลัดเหล่านั้นพลันกลายเป็นดุร้ายสุดเปรียบ

         

        “งั่งเอ๊ย” เสียงพึมพำของนักผจญภัยอีกหลายต่อหลายคนลอดมาตามสายลมอย่างแผ่วเบา นักผจญภัยมากประสบการณ์เหล่านั้นเพียงมองนักผจญภัยหน้าใหม่ด้วยสายตาเวทนา

         

        ฉึก!

         

        คมดาบใบใหญ่เสียบแทงทะลุอกของนักผจญภัยผู้นั้นอย่างรวดเร็ว สายตาของนักผจญภัยหน้าใหม่ผู้ยังไม่เข้าใจโลกพลันสั่นเครือ ก่อนจะกลายเป็นไร้สี ร่างของเขาร่วงหล่นลงพื้น นอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป

         

        “ไหนล่ะหลักฐานน่ะ?” โจรสลัดผู้เป็นคนลงมือฉีกยิ้มเหี้ยม เขาคือหนึ่งในโจรสลัดผู้ที่ลงจากเรือพร้อมกับกลุ่มแรก เพียงพริบตาสายของกลุ่มโจรสลัดม้าอัคคีก็กระจายไปทั่วชุมเกาะแปดกะโหลก

         

        ความโหดเหี้ยมนี้กลับไม่ทำให้โจรสลัดคนใดตกใจแม้แต่น้อย คงจะมีเพียงโจรสลัดหน้าใหม่บางคนเท่านั้นที่ยังไม่ชินกับภาพเช่นนี้

         

        ต่อให้จะมีพันธสัญญาหรือข้อห้ามใด ๆ สุดท้ายแล้วโจรสลัดก็คือโจรสลัด ขอเพียงไม่มีหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดหรือถูกผู้มีอิทธิพลหมายหัว ธงของพวกเขาก็จะไม่กลายเป็นสีน้ำตาล ไม่ตกเข้าสู่สถานะโจรสลัดจรที่ถูกทั่วทั้งโลกตามล่า

         

        “พวกแกคงยังไม่ลืมสินะว่ากัปตันอาลีของพวกข้าอยู่ภายใต้กลุ่มโจรสลัดใด อย่าหาเรื่องทำอะไรโง่ ๆ ดีกว่าน่า” โจรสลัดผู้สังหารนักผจญภัยคนเมื่อครู่ปรายตามองคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์ เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดตั้งใจจะทำอะไรอีกเขาจึงฉีกยิ้มก่อนจะเดินจากไป

         

        ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อโจรสลัดผู้นั้นจากไปแล้วเสียงซุบซิบจึงดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงของโจรสลัดคนเดิมที่พูดกับโจรสลัดน้องใหม่ของกลุ่มโจรสลัดตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

         

        “ถ้าไม่มีใครทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะผ่านไป เป็นเพียงอีกหนึ่งเรื่องเล็ก ๆ ในทะเลเหม็นคาวเลือดแห่งนี้เท่านั้น” โจรสลัดคนนั้นขมวดคิ้วแน่น เขามองสีหน้าของโจรสลัดน้องใหม่ที่หวาดกลัวจนตัวซีดขาว

         

        หลักฐานนั้นจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ล้วนอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของผู้ที่แข็งแกร่งแถบนั้นเท่านั้น เว้นเสียแต่จะมีคนโง่ตะโกนกล่าวถึงท่านผู้นั้นเพื่อเรียกสายตาของท่านให้หันมามอง

         

        ไม่จำเป็นต้องถามถึงผลลัพธ์ที่ว่าธงนั้นจะกลายเป็นสีน้ำตาลหรือไม่ ควรสงสัยว่าผู้ที่กล้ารบกวนท่านผู้นั้นจะมีชีวิตรอดต่อไปหรือไม่เสียมากกว่า โจรสลัดคืออาชญากร และราชาของเหล่าอาชญากรย่อมไม่ใช่ผู้ที่ควรพึ่งพา

         

        นักผจญภัยหลายคนแถวนั้นเพียงหันมาสบตากันเล็กน้อย ดวงตาของพวกเขาสาดประกายวาบ แล้วจึงออกเดินตามหลังโจรสลัดกลุ่มม้าอัคคีผู้นั้นไปอย่างเชื่องช้า

         

        ในร้านเหล้าที่ใหญ่ที่สุดในชุมเกาะแปดกะโหลก กัปตันอาลีและลูกเรือต่างเมาสรวลเฮฮากันอยู่ที่ชั้นสอง ร้านทั้งร้านบัดนี้กลุ่มโจรสลัดของพวกเขาเป็นผู้เหมาเอาไว้ พนักงานในร้านแม้จะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวหากก็มีทางเลือกเพียงบริการพวกมันต่อไป

         

        “กัปตันครับ ชุมเกาะแห่งนี้มีแต่พวกกระจอกจริง ๆ ด้วยครับ” โจรสลัดร่างผอมคนหนึ่งกล่าวเอาใจกัปตันของตน

         

        “แน่นอนสิวะ! ท่านไดฟ์เป็นผู้แนะนำเองแล้วจะผิดไปได้ยังไง!” อาลีหัวเราะลั่น เขารู้สึกราวกับตนเป็นราชา ขนาดที่ตนนำทาสนับร้อยคนมาขึ้นเกาะเช่นนี้ยังไม่มีผู้ตรวจการคนใดโผล่มาหน้ามา

         

        “ตั้งแต่ที่เราได้เรือสมบัตินั้นมา ข้าก็ตัดสินใจสละสมบัติครึ่งหนึ่งเพื่อไปขออยู่ภายใต้การปกครองของท่านไดฟ์! เห็นรึยังว่ากัปตันของพวกแกฉลาดแค่ไหน!” เสียงหัวเราะของอาลียังคงดังลั่นอย่างต่อเนื่อง

         

        “พวกเราจะติดตามกัปตันและท่านไดฟ์ไปชั่วชีวิต!” ลูกเรือทั้งหมดโห่ร้องอย่างยินดี ต่างคนต่างชูแก้วของตนชนกันอย่างครึกครื้น

         

        “ตามข้ามาได้เลยไอ้พวกโง่!”

         

        กลุ่มโจรสลัดม้าอัคคีของพวกเขาไม่เคยเป็นกลุ่มโจรสลัดใหญ่ หากแต่วันหนึ่งพวกเขาโชคดีได้เป็นผู้ครอบครองเรือสมบัติโบราณลำหนึ่งที่มีความสามารถในการดำน้ำลึกและพลังป้องกันสูง

         

        มูลค่าของเรือเช่นนี้ย่อมสูงมากในหมู่โจรสลัด พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มโจรสลัดที่ไม่ได้แข็งแกร่งโดดเด่นแต่อย่างใด อาลีจึงได้ตัดสินใจขายสมบัติแทบทั้งหมดของตนมอบให้กัปตันไดฟ์เพื่อขอความคุ้มครองภายใต้ร่มธง

         

        เมื่อได้รับการคุ้มครองจากกัปตันไดฟ์ พวกเขาก็ได้เข้าใจถึงโลกที่สูงกว่า พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็วจนอาลีเลื่อนขึ้นไปเป็นนักสลักโท และเพราะอิทธิพลของกัปตันไดฟ์ พลังฝีมือระดับนักสลักโท และเรือม้าอัคคีนี้เองที่ทำให้พวกเขามีชื่อเสียงในน่านน้ำตะวันตกเฉียงใต้

         

        พวกเขาหลงระเริงถึงขนาดกล้าแหกพันธสัญญาเพราะไปได้ยินมาจากสหายโจรสลัดกลุ่มอื่นว่าขอเพียงไม่มีหลักฐานก็จะไม่มีปัญหาใด และให้ยุ่งได้กับพวกที่ดูแล้วไร้คนสนับสนุนเท่านั้น

         

        เมื่อไร้คนสนับสนุน ต่อให้มีหลักฐาน กัปตันไดฟ์ก็พร้อมจะกลบปิดทุกอย่างทิ้งให้อย่างง่ายดาย ท่านผู้นั้นย่อมไม่ใจดีใส่ใจถึงขนาดจะสนใจทุกเรื่องเล็กน้อยบนน่านน้ำ

         

        อาลีพากลุ่มโจรสลัดม้าอัคคีของตนออกจากเขตที่ตนเชี่ยวชาญมาเข้าสู่น่านน้ำนี้เพราะข่าวเรื่องเกาะมหาสมบัติ เรือม้าอัคคีของพวกเขานั้นเป็นเรือสมบัติโบราณที่แข็งแกร่งอาลีจึงเกิดความสนใจในตัวเกาะมหาสมบัติดังกล่าว ระหว่างทางเขาได้แวะปล้นเรือน้อยใหญ่มามากมาย

         

        แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่สนใจพันธสัญญาใด ๆ เพียงฆ่าล้างสังหารให้สิ้นและจับกุมทุกคนมาเป็นทาสโดยไม่สนใจการขอยอมแพ้ของอีกฝ่าย อาลีย่อมหลีกเลี่ยงผู้แข็งแกร่งและเรือของขุมกำลัง จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่อาลีจะได้นำผลเก็บเกี่ยวของตนมาขายขึ้นเงินที่ชุมเกาะแปดกะโหลกแห่งนี้

         

        “กัปตันครับ น่านน้ำแถวนี้ใกล้กับนครโอคานอสและเส้นทางเดินเรือของกลุ่มการค้าอิสึกะมากเลยครับ” ต้นหนเรือของกลุ่มโจรสลัดม้าอัคคีเป็นผู้กล่าวขึ้น เขากางแผนที่พร้อมทั้งวงจุดอันตรายให้กัปตันของตนดู

         

        “อืม เพราะงั้นข้าจึงไม่ได้ปล้นเรือลำไหนแถวนี้อีก เกาะนี้แม้จะมีแต่พวกกระจอกแต่นั่นก็เป็นเพราะน่านน้ำนี้เต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่ง หากมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นพวกเขาล้วนมาถึงได้ไว” อาลีผู้ที่ดูเหมือนเมามายตอบกลับอย่างสุขุม

         

        “เราควรหลีกเลี่ยงการทำตัวเด่นมากขึ้นนะครับกัปตัน ถ้าพวกโจรสลัดกลุ่มอื่นหรือนักผจญภัยสักคนนำเรื่องเล่าไปแจ้งล่ะก็ แม้ทางการอาจจะทำอะไรไม่ได้แต่อาจมีพวกนักผจญภัยบุกมานะครับ” รองกัปตันกล่าวเสริม น่านน้ำนอกเขตที่พวกเขาเชี่ยวชาญเช่นนี้การจะทำอะไรต้องคิดให้ถี่ถ้วน

         

        น่านน้ำเดิมที่พวกเขาอยู่นั้นอันตรายกว่านี้มากนัก แต่ก็เพียงอันตรายจากสัตว์อสูรและโจรสลัดด้วยกันเท่านั้น ไม่ได้อันตรายจากขุมกำลังใหญ่เช่นที่นี่

         

        “ข้าก็กำลังรอพวกมันอยู่” อาลีเลียปากของตน เขาหันไปมองพนักงานในร่างที่หลีกทางให้ชายร่างใหญ่เผ่าใต้บาดาล 3คน ชายเหล่านั้นติดบัตรนักผจญภัยสีเหลืองอ่อนไว้กลางอก

         

        พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นนักผจญภัยระดับบุษราคัม

         


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน