“ซูดดดด...” มี่เฉิงสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงด้วยความหวาดกลัว มันรีบกล่าวออกกับอาจารย์ของมัน
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่ต้องการที่จะแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่อีกแล้ว
นางนั้นหาใช่จะเป็นสาวงามอย่างที่ใครๆๆ หมายปอง ซ้ำยังออกจะอัปลักษณ์ไปด้วยซ้ำสำหรับข้า” มี่เฉิงกล่าวคำพูดที่ขัดกับความต้องการของมันออกมาเพียงเพราะมันไม่ต้องการจะให้อาจารย์ขึ้นไปบนเวทีและพบเจอกับปีศาจร้ายตัวนั้น
ขณะที่มันกล่าวออก เหมือนกับฟ้ากับสวรรค์รับรู้และพร้อมใจกันกลั่นแกล้ง
เสียงของฮันซินได้ประกาศกล่าวดังออกมาทันที “การประลองในรอบที่หก6 ตระกูลซือหม่ากับหมู่ตึกลมดำกำลังจะเริ่มขึ้น ขอเชิญหมู่ตึกลมดำขึ้นมาบนเวที...”
มันรีบกล่าวประกาศโดยไม่คิดแม้แต่จะทวงถามถึงเรื่องที่หนิงเทียนลงมือสังหารปุยเฉียนที่อยู่นอกเวทีประลองด้วยซ้ำ
“เอ่อ... พี่หวู ท่านจะขึ้นไปต่อสู้เป็นคนแรกใช่หรือไม่???” เต๋าคงกล่าวถาม มันกลัวว่าสหายของมันจะคิดเปลี่ยนใจ
“เจ้าไม่ต้องกังวล แม้เด็กนั่้นจะแข็งแกร่งผิดมนุษย์ แต่มันไม่มีทางทนทานทักษะลับของข้าได้แน่ แม้แต่ตัวตนในดินแดนทรราชย์ดินแดนทรราชยังต้องยอมสยบเมื่ออยู่ต่อหน้า นักเชิดวิญญาณ หวูหนานผู้นี้”
จากนั้นหวูหนานก็ลุกขึ้นพร้อมกับก้าวเดินขึ้นไปยังเวทีประลอง
ในตอนนี้ใบหน้าของทั้งถงจือโหลวถงจื่อโหยวและเจ้าเมืองไห่หนานเปลี่ยนเป็นจริงจัง หลังจากที่ได้เห็นการต่อสู้ในรอบก่อนแล้ว ทั้งสองจึงให้ความสนใจแก่หนิงเทียนเป็นพิเศษ
และที่สำคัญคู่ต่อสู้ในรอบนี้ของมันคือหวูหนาน ชายผู้กำเนิดมาพร้อมเวทมนต์เวทมนตร์ของปีศาจ การต่อสู้ของทั้งสองจึงได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ชมคนอื่นๆๆ
หนิงเทียนใช้สายตามองไปยังหวูหนานด้วยความแปลกใจ เหตุใดข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับพลังปราณที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้
เมื่อฮันซินเห็นว่าหมู่ตึกลมดำส่งหวูหนานขึ้นมาประลอง และทั้งสองได้เดินขึ้นมาบนเวทีแล้ว มันจึงประกาศออกไป
“การต่อสู้ระหว่าง ตระกูลซือหม่าและหมู่ตึกลมดำ เริ่มได้”
ในเวลาเดียวกันภายในที่นั่งของนิกายหอกโลหิต
“ศิษย์พี่ ท่านคิดว่าการต่อสู้ของพวกมันทั้งสอง ใครจะเป็นฝ่ายชนะ???”
ถงจือโหยวถงจื่อโหยวส่ายหน้า “ถ้าเป็นการต่อสู้ปกติข้าคงจะบอกได้ว่า เด็กหนุ่มนั่้นมีโอกาสชนะไม่ถึงหนึ่งในหมื่น แต่เนื่องจากทักษะที่มันใช้ออกมาล้วนแล้วแต่เกินกว่าที่ข้าจะรับรู้ได้
และยิ่งไปกว่านั้นการที่มันแสดงออกด้วยท่าท่างท่าทางที่มั่นใจเช่นนี้ ข้าคิดว่าตัวมันน่าจะยังมีความลับและทักษะวิชาอื่นๆๆ ที่ยังคงเก็บเงียบไม่ได้ใช้ออกอีกอย่างแน่นอน
แต่ถึงอย่างไร หวูหนานผู้นี้แม้จะไม่ได้อยู่ในดินแดนทรราชก็จริงแต่ชื่อเสียงของนักเชิดวิญญาณนั้นโด่งดังไปทั่ววงแหวนรอบนอก
มันได้รับคำเชิญจากนิกายและสำนักระดับอีและเอ้อเทียนโหลวไม่ต่ำกว่าห้า5แห่งแต่เป็นเพราะตัวมันต้องการตัดเข้าสู่ดินแดนทรราชให้ได้ก่อน มันจึงไม่ได้เข้าร่วมกับสำนักเหล่านั้นและแฝงตัวอยู่ภายในสามเมืองใหญ่รอบนอก”
“อืม ชื่อเสียงของนักเชิดวิญญาณข้าก็พอจะได้ยินมาบ้าง มีคำเล่าลือว่ามันได้รับการถ่ายทอดทักษะลับมาจากเจ้าหมู่ตึกจรัสแสงแห่งลัทธิมารทมิฬ” บุรุษที่นั่งอยู่ด้านข้างกล่าวออกมา
“พวกเราเพียงแค่เฝ้าดูอย่างระวังเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรการประลองครั้งนี้ข้าจะต้องทำความปรารถนาของมู่ผวนให้เป็นจริง นั่้น! พวกมันทั้งคู่กำลังจะเริ่มแล้ว” ถงจื่อโหยวกล่าวออกพร้อมกับจ้องมองไปยังเวทีประลองอย่างไม่วางตา
“กริ๊ิ้ง.…..กริ๊ง...กิ้งง……กริ๊ง...กิ้ง!!!! ”
กำไลโลหะที่ข้อมือของหวูหวานหนานกระทบกันไปมาจนเกิดเสียงดังไปทั่ว สองมือของมันค่อยๆ สั่นออก
“กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง...!”กิ้ง..กิ้งง..กิ้งง
จากนั้นหวูหนานนก็ค่อยๆๆ เพิ่มความเร็วของการสั่นเร็วขึ้น และเร็วขึ้น
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง...!กิ้งกิ้งกิ้งงงกิ้งงงง กิ้งงงงงงกิ้งง........!!!!!! ทันใดนั้นเองปราณสีดำก็ค่อยๆๆ หลั่งไหลออกจากร่างของหวูหนานก่อตัวอยู่เหนือศีรษะของมัน
หนิงเทียนหรี่ตาลง “ความรู้สึกเช่นนี้ ปราณแห่งความมืด”
หวูหนานที่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางใบหน้า มันยกยิ้มพร้อมกล่าวออก
“อย่าได้กลัวไปเด็กน้อย ทักษะนี้ข้าได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านเจ้าตำหนัก ด้วยอาคมแห่งความตาย วิญญาณทุกดวงล้วนอยู่ใต้อาณัติของข้า” สิ้นคำกล่าวของหวูหนาน
มันทำสัญลักษณ์มือไปมาและชี้ไปที่ร่างไร้วิญญาณของปุยเฉียนและจ้าวหลี่หง
ทันใดนั้นเองร่างที่ไร้ศีรษะของจ้าวหลี่หงก็เริ่มสั่น พร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างน่าหวาดกลัว
ในเวลาเดียวกัน ปุยเฉียนที่ถูกปราณของหนิงเทียนแทงทะลุลำคอกลับลุกขึ้นยืนได้ราวกับว่ามันได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จากนั้นร่างของปุยเฉียนและจ้าวหลี่หงก็พุ่งเข้าใส่หนิงเทียนในทันที
เห็นภาพเช่นนี้หนิงเทียนยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีก
“เหตุใดมันถึงใช้ทักษะต่อสู้ในคัมภีร์มารทมิฬ อาคมบังคับศพ ได้!!!!???”
ไม่มีเวลาให้คิดมากนัก หนิงเทียนทะยานร่างหลบการโจมตีของศพทั้งสอง จากนั้นมันก็สะบัดมือ ไอความเย็นแผ่กระจาย แช่อากาศโดยนรอบจนกลายเป็นแท่งน้ำแข็งอันแหลมคมพุ่งทะลวงผ่านร่างของทั้งสองไป
พวกมันไม่มีแม้แต่เลือดหรือกระทั่งความเจ็บปวด ร่างของจ้าวหลี่หงและปุยเฉียนหาได้มีความรู้สึกเช่นมนุษย์ ทั้งคู่ยังคงพุ่งใส่หนิงเทียนอีกครั้งหนึ่ง
“ออกมาแล้ว อาคมแห่งความตาย ของนักเชิดวิญญาณ หวูหนาน เป็นบุญตาของข้าจริงๆๆ”
“ทักษะวิชาอันใดกัน มันช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว” เสียงของฝูงชมกล่าวออกมามากมายแต่มันพอจะจับใจความฟังชัดเพียงสองประโยคนี้เท่านั้น
จินเหล่าต้ามองร่างไร้ศีรษะของจ้าวหลี่หงกำลังวิ่งอยู่บนเวทีประลองด้วยอาการขนลุกขนชัน มันกล่าวถามออกอย่างไม่เต็มเสียงนัก “มันคืออะไรกัน??? โลกนี้มีทักษะที่สามารถคืนชีพคนตายได้ด้วยหรืออย่างไร!!!!”
“ทักษะนั้นน่าจะเป็นทักษะต่อสู้ของผู้คนในทวีปใต้ ข้าเคยได้ยินมาว่าผู้คนในทวีปแดนใต้นั้นส่วนใหญ่จะฝึกฝนปราณแห่งความมืด
และดูเหมือนว่าข่าวลือที่ว่าหมู่ตึกลมดำได้รับการสนับสนุนจากหมู่ตึกจรัสแสงบริวารของลัทธิมารทมิฬจะเป็นความจริง” จั่วจิงหนานที่ดูการต่อสู้อย่างเงียบเฉียบเงียบเชียบเปิดปากออกมา
“ถูกต้อง เป็นอย่างที่ท่านจั่วกล่าวมา นั่้นคือทักษะในคัมภีร์มารที่หลงเหลืออยู่ มากกว่าแปด8ใน10สิบส่วนของคัมภีร์มารมันได้หายสาบสูญไปจากพื้นที่ราบภาคกลางมานับพันๆๆ ปีแล้ว” หลวนคุนกล่าวเสริม
ชายชราลึกลับที่กำลังชมการประลองด้วยรอยยิ้ม มันส่ายหน้าไปมาพร้อมบ่นออกมาว่า
“น่าสนใจ ไม่นึกว่าจะได้เห็นอาคมบังคับศพในสถานที่แห่งนี้ แต่ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นสามารถบรรลุท่าเหยียบสามวิญญาณอันเป็นทักษะที่สามในคัมภีร์มารทมิฬได้ ช่างน่าสงสารคนผู้นั้นยิ่งนัก มันไม่รู้ตัวเองเลยว่ากำลังเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน”
การต่อสู้รอบนี้ดูเหมือนว่าหนิงเทียนจะเป็นฝ่ายถอยหนีอยู่ข้างเดียว แต่นั้นแต่นั่นเพราะว่า
หนิงเทียนไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดของมันเลยแม้แต่น้อย
“เป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆๆ และ ความรู้สึกคุ้นเคยนั้นคงจะมาจากทักษะในคัมภีร์มารทมิฬของบิดาสี่”
เมื่อความสังสัยในหัวของหนิงเทียนหมดไปมันก็หัวเราะหึออกมา
“อาคมบังคับศพ ทักษะที่หนึ่งในคัมภีร์บ่มเพาะมารทมิฬ”
หวูหนานที่ได้ยินคำกล่าวนั้น มันแสดงอาการตกตะลึงออกมา “จะ...เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน???” ตัวมันไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าทักษะในตำนานเช่นนี้จะถูกเด็กหนุ่มที่เพิ่งพึ่งเกิดได้ไม่ถึง20ยี่สิบปีล่วงรู้ถึง
เจ้าเด็กนี่้อาจจะเป็นอัจฉริยะที่ได้อ่านหนังสือหรือบันทึกต่างๆๆ มามากทำให้มันมีความรู้ที่กว้างไกล ถึงแม้มันจะรู้จักทักษะวิชาแต่ก็ใช่ที่จะมีวิธีแก้ไขได้
เมื่อหวูหนานคิดเช่นนี้ อาการตกตะลึงบนใบหน้าก็จางหายไป มันถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอันหยิ่งผยอง
“ไม่เลวสำหรับหนอนหนังสือเช่นเจ้า จงภูมิใจเสียที่ได้ตายด้วยทักษะในตำนานเช่นนี้ แต่เจ้าเด็กน้อย ไม่ต้องห่วงไปหลังจากที่เจ้าตายไปแล้ว ศพของเจ้าจะต้องกลายมาเป็นบริวารที่สัตย์ซื่อของข้าหวูหนาน”
หนิงเทียนส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นมันส่งเสียงที่ได้ยินเพียงแค่สองคนออกมา
“ข้าจะบอกเจ้าให้เอาบุญ คัมภีร์มารทมิฬที่เจ้าแสนภูมิใจ ประกอบด้วยเจ็ดทักษะต่อสู้และสองท่าเท้า
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายแม้ข้าจะเรียนรู้มันครบทั้งเก้าทักษะแต่กลับสามารถใช้ออกได้เพียงสามทักษะต่อสู้และหนึ่งท่าเท้าเท่านั้น
แต่เอาเถอะ ะพูดไปมากกว่านี้เจ้าก็คงไม่เข้าใจมัน ข้าจะแสดงความเมตตาต่อเจ้าเล็กน้อยโดยให้เจ้าได้ตายด้วยทักษะที่ตัวเองภูมิใจหนักหนา”
สิ้นคำกล่าวหนิงเทียนก็โคจรปราณแห่งความมืดไปรวมกันที่มือขวา จากนั้นมันก็พุ่งตัวออกด้วยเก้าวิญญาณท่องนภาเข้าประชิดตัวของหวูหนาน พร้อมกับใช้ฝ่ามือจับกุมไปยังลำคอของมัน
แววตาของหวูหวานหนานเบิกค้าง แม้มันจะระวังในความเร็วของหนิงเทียนอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งท่าเท้าที่ว่องไวนั้นได้แม้แต่น้อย
ร่างของมันค่อยๆๆ ลอยจากพื้นด้วยแรงยกจากมือของหนิงเทียน ทันใดนั้นพลังปราณของมันก็ค่อยๆๆ ถูกสูบออกจากร่าง ขาของมันค่อยๆๆ แห้งเหี่ยวทีละน้อย โดยไล่จากข้อขาไปยัง ต้นขา ลำตัว แขนและคอ
“ฝะ........ฝ่ามือดูดวิญ.......” หวูหนานยังไม่ทันได้กล่าวจบคำพูด ร่างของมันก็แห้งกังแห้งกรังคล้ายกับซากไม้ที่ตายแล้ว
จากนั้นหนิงเทียนก็สะบัดมือขว้างร่างมันลงไปยังพื้นเบื้องล่างพร้อมกล่าวเตือนฮันซินออกมา “เจ้าจะไม่ประกาศผล?”
“เอ่อ.......ข้าขอโทษ” ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดฮันซินจึงหลุดปากขอโทษออกมาอย่างลืมตัว จากนั้นมันก็กล่าวประกาศออกไป “คะ...คุณชายหนิงเทียนเป็นฝ่ายชนะ”
“...………” ไม่มีแม้แต่เสียงของลมหายใจ นี่้เป็นครั้งที่สามที่ผู้ชมทุกคนต่างพร้อมใจกันเงียบเสียง ในครั้งแรกนั้นเกิดจากความตกตะลึงในพลังทำลายของลูกแก้วสวรรค์คำรามและครั้งที่สองเกิดจากความหวาดกลัวในฝีมือของเด็กสาวผู้งดงาม
แต่ในครั้งนี้มันต่างจากสองครั้งแรก เพราะมันเป็นความเงียบที่เกิดจากความรู้สึกที่ไม่สามารถกล่าวคำใดออกมาได้ คำว่าเกินกว่าจะบรรยายคล้ายว่าจะเหมาะสมกับอาการที่พวกมันทั้งหมดกำลังเป็นกันอยู่
แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเงียบเสียงอยู่นั้น มีบุรุษผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าพร้อมกล่าวออกมา มันคือมี่เฉิงแห่งหมู่ตึกลมดำนั่้นเอง
“ขะ...ข้าไม่ต้องการแต่งงานกับแม่นางมู่แล้ว พะ...พวกเราขอถอนตัวจากการประลอง” มี่เฉิงนั้นใช้คำว่าพวกเรา นั่้นหมายถึงทั้งตัวมันและอาจารย์จะไม่ยอมก้าวเท้าขึ้นไปบนเวทีเด็ดขาด
บนที่นั่งของตระกูลมู่ คิ้วของมู่ซวนเฟิงกระตุกอย่างไม่หยุด
“เด็กหนุ่มผู้นี้แม้จะแข็งแกร่ง ลึกลับ แต่ไม่เหมาะสมที่จะแต่งงานกับนังเด็กนั่้นเด็ดขาด
มันหยิ่งผยองและยโสจนเกินไป มันไม่มีความเกรงใจต่อผู้ใดเลยด้วยซ้ำ ต่อให้ข้าได้มันมาเป็นบุตรเขยก็ยังไม่แน่ด้วยซ้ำว่า มันจะกล่าวเรียกข้าว่า พ่อ”
คิดได้เช่นนั้นมันจึงรีบกล่าวออกไปว่า “ท่านฮันซิน ในเมื่อหมู่ตึกลมดำต้องการถอนตัว เช่นนั้นแล้วข้าขอให้เริ่มการประลองในรอบที่เจ็ด7 และแปด8โดยทันที”
มู่เสวี่ยที่นั่งอยู่ด้านข้าง กล่าวค้านออกมา “แต่ว่าคุณชายหนิงต่อสู้มาตลอดโดยไม่ได้หยุดพัก ข้าคิดว่ามันจะไม่เป็นธรรมต่อเขา”
“ข้าไม่ได้บอกไปแต่แรกแล้วหรือว่าอย่าได้เปิดปากกล่าวอะไรออกมา มิเช่นนั้นข้าจะสังหารเฉิงฮ่าวทิ้ง” จากนั้นมันปลายตาปรายตามองไปยังฝูงชนที่กำลังยืนอยู่ด้านนอก
มู่เสวี่ยที่มองตามสายตานั้นไป นางกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ โลหิตจางๆๆ ไหลออกมาจากมุมปากของนาง ที่นางแสดงอาการเช่นนี้เพราะว่า
ท่ามกลางฝูงชนนับพันๆๆ คน เฉิงฮ่าวในสภาพอิดโรยกำลังถูกหิ้วปีกจากบุรุษฉกรรจ์สองคน เห็นได้ชัดว่ามู่ซวนเฟิงใช้มันเป็นสายโซ่ในการบังคับมู่เสวี่ยให้ทำตามที่มันต้องการ
บนเวทีประลองหนิงเทียนมองไปยังสองที่นั่งที่ยังเหลือ ก็คือราชวงศ์ไห่ เจ้าผู้ครองเมืองไห่หนานและนิกายหอกโลหิต นิกายระดับบันไดสวรรค์ขั้นที่1ขั้นที่หนึ่ง(อีเทียนโหลว)
ใบหน้าของหนิงเทียนแม้จะถูกฉาบด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา แต่ภายในของมันนั้นรู้ดีว่าพลังปราณในทะเลลมปราณเหลือไม่ถึง3ใน10สามในสิบส่วนด้วยซ้ำไป
แม้มันจะใช้โอสถสวรรค์ฟื้นพลังเข้าช่วยแต่นั้นแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าลมปราณของมันจะฟื้นคืนมาในทันทีที่กินลงไป มันยังคงต้องการเวลาครู่หนึ่งในการฟื้นฟูพลัง
แต่ความต้องการเวลาพักฟื้นของมันเห็นทีว่าจะไม่เป็นผล เมื่อฮันซินกล่าวประกาศออกมา “เริ่มการประลองในรอบที่เจ็ด7 เชิญราชวงศ์ไห่ขึ้นมา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของบุรุษชุดทองก็หรี่แคบพร้อมมองไปยังมู่ซวนเฟิง “ดูเหมือนว่า มันจะตีค่าราชวงศ์ไห่ของเราน้อยกว่านิกายหอกโลหิต”
“ท่านอ๋อง ให้ข้าขึ้นไปเอง เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นปีศาจร้าย มันสังหารคนเป็นผักปลา ข้าเกรงว่าท่านจะมีอันตราย” นักรบในชุดเกราะกล่าวออกมาด้วยความเป็นห่วง
“ลืมมันไป ตู้หลง เจ้าเองก็อยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่แดนทรราช เหมือนเช่นเหอตงหลิวและฮุยเหยียนฟาง คงไม่มีประโยชน์อันใดที่เจ้าจะขึ้นไปเสี่ยงชีวิต” บุรุษในชุดทองผู้เป็นเจ้าครองเมืองไห่หนานกล่าวออกมา
“พระบิดา ลูกเองก็ไม่ต้องการให้ท่านไปเสี่ยงอันตราย สตรีนั้นมีอยู่ทั่วไป แม้นางจะเป็นสตรีในดวงใจของลูก แต่นางนั้นก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าความปลอดภัยของพระบิดา” ไห่เทียนตี้กล่าวออก
“เทียนตี้ เจ้าไม่ต้องห่วง บิดาได้บอกไปแล้วว่าบิดามีวิธีรับมือกับถงจือโหย่วถงจื่อโหยว แล้วเหตุใดบิดาจะไม่สามารถรับมือกับเด็กหนุ่มผู้นั้นได้ล่ะ”
ในสายตาของเจ้าเมืองไห่หนาน คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมันก็ยังคงเป็น หูทิพย์ ถงจื่อโหลวถงจื่อโหยวเช่นเดิม
เล่ม4 ลงได้2ตอนแล้ว สมัครเข้ากลุ่มอ่านๆยาว 1000ตอน ถึงจบได้ ทักเฟสด้านล่าง
