ตอนที่ 75 กิลด์สมาคมมาเยือน
‘ตราสัญลักษณ์ของกิลด์นักผจญภัย’ ไม่ใช่ว่านักผจญภัยคนใดก็สามารถที่จะสวมใส่หรือประดับมันได้ง่ายๆ
ผู้ที่มีสิทธิ์สวมใส่ตราสัญลักษณ์นี้อย่างเปิดเผย จะต้องเป็นนักผจญภัยระดับหัวหน้าหน่วยของสมาคมหรือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของกิลด์สมาคมเท่านั้น
แต่ไฉนเลยที่นักผจญภัยระดับหัวหน้าหน่วยและเจ้าหน้าที่ของสมาคมนักผจญภัย ถึงได้เดินทางมาถึงป่าดาราฉายที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญกันแบบนี้
เรื่องนี้สร้างความแปลกใจให้กับผู้คนที่พบเห็นกันเป็นอย่างมาก...กระนั้นเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กลับไม่ได้สนใจสายตาของคนรอบข้างมากนัก
พวกเขาต่างมองข้ามสายตาของผู้คน ก่อนจะรีบเร่งเดินทางกันอย่างสุดกำลังตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวาน จนกระทั่งมาถึงจุดหมายปลายทางในช่วงเที่ยงของวันนี้ เดินทางกันมาตลอดทั้งคืน...ไม่มีหยุดพัก
“หัวหน้าหน่วย พวกเราแวะพักกินอะไรรองท้องก่อนจะเข้าไปในป่ากันดีหรือไม่? เผอิญข้าเหลือบไปเห็น ร้านอาหารร้านหนึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าของป่าพอดี ซึ่งภายในร้านก็มีนักผจญภัยท้องถิ่นกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ เพื่อเราจะได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมสักเล็กน้อย”
หนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของกิลด์สมาคม ร้องทักพลางชี้ไปยังร้านอาหารสามเวลา
โดยตอนนี้ สภาพภายในร้านฟุ้งตลบอบอวลไปด้วยกินของข้าวแกงหลากหลายเมนู พร้อมกันนั่นเอง กลุ่มนักผจญภัยท้องถิ่นที่ยืนรอคิวกันอยู่ภายนอกร้าน ก็เริ่มเดินเข้าไปตามลำดับของตัวเองกันอย่างเป็นระบบระเบียบ
ไม่มีการยื้อแย่งหรือแซงคิวผู้อื่น เหมือนเช่นเหตุการณ์เมื่อวานที่ผ่านมา...แน่นอนว่าสาเหตุที่นักผจญภัยทุกคนต่างมีระเบียบกันเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเพราะกลัวในพลังของไลท์ที่สามารถบดขยี้ แมท ที่เป็นถึงลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านได้อย่างง่ายดาย
และอีกส่วนหนึ่งคือพวกเขาต่างก็อยากที่จะผูกสัมพันธ์กับร้านแห่งนี้เอาไว้นานๆ เพราะรสชาติของอาหารที่ร้านแห่งนี้ มันอร่อยมากๆ นั่นเอง
“อืม เดินทางกันมาตลอดทั้งคืนงั้นทุกคนพักหาอะไรกินกันหน่อยก็แล้วกัน...แล้วก็อย่าเอาแต่กิน จนลืมสืบหาเบาะแสของสัตว์อสูรจากนักผจญภัยท้องถิ่นภายในร้านด้วย” อันที่จริงตัวหัวหน้าหน่วยผู้นี้ ยังไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรมากนัก
การเดินทางตลอดทั้งคืน ถือเป็นเรื่องปกติที่หัวหน้าหน่วยคนนี้ล้วนเคยผ่านมาจนชาชิน ในสมัยที่ติดตามท่าน’ วิสเคานต์นิค’
ใช่แล้ว...หัวหน้าหน่วยผู้นี้คือ คนที่วิสเคานต์นิค ส่งมาตรวจสอบสัตว์อสูรในนามกิลด์สมาคมนักผจญภัยด้วยตัวของท่านเอง
อันที่จริงวิสเคานต์นิคก็เคยสอบถามถึงข่าวลือสัตว์อสูรจาก คาห์น มาบ้างแล้ว แต่เพราะตัวของคาห์นเองก็บอกไม่ได้ว่า สัตว์อสูรนั้นเป็นอย่างไร เพราะยังไม่เคยเจอด้วยตาของตัวเอง ผนวกกับแรงกดดันจากกลุ่มนักผจญภัยที่มีหลายคนไม่พอใจกับการจัดอันดับของกิลด์ ที่กำหนดให้สัตว์อสูรหมาป่าสีชาดอยู่ในระดับ D
ทั้งนี้วิสเคานต์นิคและทางสมาคมนักผจญภัย จึงจำเป็นต้องส่งคนลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่างด้วยตัวเอง ว่าแท้ที่จริงแล้ว สัตว์อสูรหมาป่าสีชาดตัวนี้ สมควรอยู่ในระดับใด? ซึ่งการจะประเมินระดับของสัตว์อสูร สิ่งแรกที่ต้องรู้ก่อนก็คือ มันมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
นี้จึงเป็นเหตุให้วิสเคานต์ต้องยอมส่งหัวหน้าหน่วยประจำสมาคมลงไปตรวจสอบถึงป่าดาราฉาย
แต่แล้ว “พวกคุณกลุ่มนั้นนะ...เพิ่งมากันใหม่ใช่หรือเปล่าครับ?” จู่ๆ ก็มีเสียงของชายคนหนึ่ง ร้องทักกลุ่มของเจ้าหน้าที่จากสมาคม ด้วยน้ำเสียงที่ดูสุภาพและเป็นกันเอง
ทั้งหน่วยรีบหันหน้ากลับไปตามเสียงทักที่ได้ยิน ก่อนจะพบเห็นชายหนุ่มหน้าตาใจดีคนหนึ่ง ยืนกวักมือเรียกให้พวกเขาเดินเข้าไปหา พลางหยิบยื่นกระดาษที่เขียนตัวเลข ส่งให้กับกลุ่มของพวกเขา
“รับกระดาษแผ่นนี้ไปครับ แล้วไปต่อแถวทางด้านนู้นได้เลยครับ” ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย แต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังงุนงงกันอยู่นั่นเอง
ทั้งหน่วยก็เหมือนจะจับกลิ่นอายของอสูรอ่อนๆ ได้จากชายหนุ่มคนนี้
ดึง...ดึง~!
ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็พบว่ากลิ่นอายจางๆ ที่พวกเขารู้สึกได้ นั้นมาจาก สไลม์ตัวสีฟ้า ที่กำลังกระโดดมาทางชายหนุ่มคนดังกล่าว ก่อนที่มันจะป่ายปีนขึ้นไปเกาะกุมอยู่บนศีรษะของชายแปลกหน้า เสมือนเป็น สัตว์เลี้ยง
พลางมองมาที่พวกเขา ด้วยสายตาบ้องแบ๊ว ตาปริบๆ ‘ที่แท้ก็เป็นเจ้าสไลม์นี้เอง?’ ทั้งหน่วยค่อยๆ คลายใจลงไปบ้าง เพราะเชื่อว่าเจ้าสไลม์นั้นไม่มีพิษภัยอันใด เพียงแต่รู้สึกว่าชายแปลกหน้าคนนี้ค่อนข้างแปลกอยู่บ้าง
‘คนบ้าอะไรทำสัญญากับสไลม์?!’ อย่างไรก็ตามนี้เป็นเพียงคำพูดที่อยู่ในใจของพวกเขาเท่านั้น หาได้พูดออกไปให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง
“กระดาษแผ่นนี้คืออะไรครับ?” พักเรื่องของสไลม์เอาไว้ก่อน ตอนนี้กลุ่มของเจ้าหน้าที่สมาคมต่างสงสัยกับกระดาษที่ไลท์ยื่นมาให้มากกว่า จึงได้ถามว่ามันคืออะไรกับเขานั่นเอง
“ที่ร้านของเรา ค่อนข้างมีลูกค้าอยู่เยอะพอสมควร ถ้าหากเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในร้าน อาจจะทำให้คนที่กำลังรอไม่พอใจได้ ฉะนั้นแล้วเพื่อไม่ให้มีการเข้าใจผิดกัน ผมจึงอยากให้พวกท่านช่วยปฏิบัติตามกฎของทางร้านด้วยครับ” น้ำเสียงสุภาพของไลท์ นั้นทำให้คำพูดประโยคนี้ไม่ได้ดูเป็นประโยคคำสั่งหรือบังคับอีกฝ่ายมากนัก
แม้ความคิดของกลุ่มเจ้าหน้าที่ของสมาคมจะแวบขึ้นมาในหัวว่า ‘ทำไมจะต้องทำให้มันเรื่องมาก ขนาดนี้’ แต่เมื่อพวกเขาเห็นและเข้าใจ ว่าทำไมนักผจญภัยท้องถิ่นถึงเอาแต่ยืนรอกันอยู่ภายนอกร้าน
พวกเขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่า ที่ชายคนนี้พูดคือการช่วยเหลือพวกเขาอยู่ต่างหาก
“ขอบคุณที่บอกพวกเรานะครับ เกือบไปแล้วเชียว...ว่าแต่คุณเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้เหรอครับ เมื่อกี้ได้ยินคุณพูดว่าร้านของเรา?” หัวหน้าหน่วยคนนี้ นอกจากจะมีความสามารถสูงล้ำจนสามารถเป็นถึงหัวหน้าหน่วยของสมาคมนักผจญภัยได้แล้ว
ตัวของชายผู้นี้ ก็ยังค่อนข้างที่จะหูตาไว อยู่ไม่น้อย...จึงได้เอ่ยถามกับไลท์ไปเช่นนี้
“ไม่ใช่ครับ เจ้าของร้านคือสองตายายที่อยู่ด้านในร้าน ส่วนผมเป็นแค่พ่อครัวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ถ้ายังไงแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” ไลท์พูดจบก็เดินจากไป เพราะระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง ไลท์ก็เหลือบไปเห็นว่าโทมัส จิม เอลล่าและแอล ที่ได้เตรียมตัวเดินทางกันเสร็จแล้ว กำลังรอเขาอยู่
ดังนั้นไลท์ที่พึ่งจะเสร็จจากการทำข้าวแกงสำหรับมื้อเที่ยง จึงรีบเดินกลับเข้าไปในบ้านที่อยู่ตรงกันข้าม โดยความเร่งรีบ
ระหว่างนั้นก็ดูเจ้าโปริ่งเสียยกใหญ่ ที่มันดื่มกินน้ำมากจนเกินไป จนร่างกายเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอย่างที่เห็น
ส่วนทางด้านของเจ้าหน้าที่จากสมาคม ก็มองตามไลท์ไปจนสุดสายตา ก่อนที่ทุกคนจะพากันไปต่อแถว กับนักผจญภัยท้องถิ่น ระหว่างนั้นก็ใช้เวลานี้ในการสืบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับอสูรหมาป่า โดยไม่รู้เลยว่า อสูรหมาป่าที่พวกเขากำลังตามหาและต้นตอข่าวลือทั้งมวล คือชายและเจ้าสไลท์ที่พึ่งพบหน้ากันไปเมื่อครู่
“เอาล่ะ ฉันเสร็จแล้ว...รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะกลับมาไม่ทันมื้อเย็น” หลังจากไลท์กลับเข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นชุดที่ดูทะมัดทะแมงเป็นที่เรียบร้อย เขาก็กลับออกมาจากบ้าน ซึ่งก็ได้คลาดกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ของสมาคม ที่ตอนนี้ทั้งหมดได้เข้าไปนั่งกินอาหารกันอยู่ภายในร้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
“หัวหน้าลองกินนี้ดูสิครับ...มันอร่อยมากเลย!” บนโต๊ะอาหารของเจ้าหน้าที่จากกิลด์สมาคม ดูจะวุ่นวายและชุลมุนมากกว่าโต๊ะไหนๆ ภายในร้านมากทีเดียว
พวกเขาต่างใช้ช้อนส้อมตักอาหารจากจานของคนอื่น ตามคำเชื้อเชิญของอีกฝ่ายที่ยินดีจะแบ่งปันอาหารที่มีรสชาติอร่อยหลากหลายอย่าง ให้คนในกลุ่มได้ทดลองกินกันอย่างทั่วถึง
“บ้าไปแล้ว ทำไมมันถึงได้อร่อยมากขนาดนี้!” หัวหน้าหน่วย หลังจากได้กินข้าวแกงจากร้านอาหารสามเวลาเข้าไปคำแรก ความสุขุม ความสงบเยือกเย็นของเขาก็พลันแตกกระเจิง
ความอร่อยจากเนื้อกระเทียมที่ตักเข้าปาก มันทั้งนุ่มและชุ่มฉ่ำ จนสามารถกัดเพียงคำเดียว เนื้อวัว ก็แทบจะละลายหายไปในปาก
ผนวกกับกินหอมของกระเทียม ที่ถูกเจียวจนกรอบ ก็ช่วยดับกลิ่นคาวจากเนื้อสัตว์ลงไปได้เป็นอย่างดี
กระนั้นภายในกลุ่มเจ้าหน้าที่ ก็มีบางคนที่เลือกสั่งอาหารที่มีพริกมากิน แน่นอนว่าทางด้านคุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ที่เป็นคนตัก ก็ได้ตักเตือนถึงความเผ็ดของพริกที่กลุ่มคนหน้าใหม่พวกนี้น่าจะไม่เคยกินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดมาก่อน
คุณตาเกลจึงแก้ปัญหาด้วยการให้พวกเขาทดลองชิมก่อนหนึ่งคำ ซึ่งแน่นอนลิ้นที่ไม่เคยลิ้มรสความเผ็ดมาก่อน เมื่อได้เจอกับรสชาติเผ็ดร้อนของพริกเข้าไปในคำแรก ต่อมรับรสของเจ้าหน้าที่คนนั้นก็แทบจะถูกเผาไหม้อยู่ภายในปากทันที
ซี้ด~อู้ย
แต่เอ๊ะ...อร่อยดีนิ หลังจากความเผ็ดจางหายไป ความอร่อยก็เข้ามาแทนที่ ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ที่อยากทดลองกินอาหารที่มีรสชาติเผ็ด ก็ขอชิมอาหารอื่นๆ อีกหลายเมนู ก่อนจะจบด้วยการสั่งกะเพราและผัดผักบุ้งไฟแดงมากินคู่กับไข่ ที่เขียนกำกับเอาไว้ด้านว่า ‘ไข่ดาว’
“นี้คือไข่เหรอครับ?” เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างก็ถามคำถามนี้กับคุณตาเกล ก่อนจะสืบทราบถึงวิธีการทำที่น่ากลัวที่ต้องเอาไข่ตอกลงไปในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ
แค่คิด ภาพความทรงจำอันเลวร้ายของทุกคนๆ ที่เคยนำของลงไปทอดในกระทะก็พลันทำให้ทุกคนหวาดกลัวได้แล้ว
อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนได้กินไข่ดาวและไข่เจียว ที่เป็นเมนูสุดแสนอันตรายในสายตาของพวกเขา
ดวงตาของทุกคนก็พลันเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่ว่าจะไข่ดาวจะกินคู่กับเมนูอะไร ก็ดูเหมือนว่ามันจะสามารถเข้ากันได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไม ร้านอาหารแห่งนี้ถึงมีนักผจญภัยยอมต่อแถวกันมากมายขนาดนี้!” หัวหน้าหน่วย ได้ตระหนักแล้วว่า ที่ร้านแห่งนี้ต้องมีกฎให้ลูกค้าต่อแถวให้ยุ่งยาก ทั้งหมดก็เพราะร้านอาหารแห่งนี้ ไม่ใช่ร้านอาหารทั่วๆ ไปที่พวกเขาเคยรู้จักหรือเคยกิน
ทว่ามันคือร้านอาหารที่เป็นเสมือนเพชรในตม ที่ถือเป็นโชคดีจริงๆ ที่มันยังไม่มีใครรู้จักมากเท่าไหร่นัก
เพราะหากมันเริ่มเป็นที่รู้จัก หัวหน้าหน่วยผู้นี้ไม่อยากคิดเลยว่า ร้านจะวุ่นวายและอลหม่านขนาดไหน
“อาหารอร่อยมากๆ ครับ...พวกเราไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่ทราบว่าคุณตามีสูตรอะไรไหมครับ ผมจะได้เอาไปบอกภรรยาที่บ้านให้ลองทำให้กินบ้าง” กลุ่มเจ้าหน้าที่จากกิลด์สมาคม เมื่อกินอาหารจนอิ่มท้องกันหมดแล้ว พวกเขาต่างก็ลุกไปหาสองตายาย เพื่อบอกถึงรสชาติของอาหารที่พวกเขาต่างก็ประทับใจกันเป็นอย่างมาก
และก็แอบหยอกเย้ากับสองตายายเล็กๆ น้อย เพื่อถามถึงสูตรอาหาร ที่แน่นอนว่ามันเป็นเพียงประโยคคำถามที่แกล้งกันเล่นๆ ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะขอสูตรกันโต้งๆ อย่างที่พูดออกมา
“ตากับยายไม่รู้สูตรกันหรอก...อาหารพวกนั้นเป็นฝีมือของพ่อครัวประจำร้านของเรา ที่เป็นคนทำมันทั้งหมด ฉันแค่มีหน้าที่ช่วยทอดไข่ให้นิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“พ่อครัวหนุ่มคนนั้นเป็นคนทำทั้งหมดเลยเหรอครับ!”
เมื่อรู้ถึงความจริง กลุ่มเจ้าหน้าที่ก็ตกตะลึงอีกครั้ง...ชายหนุ่มที่ดูถ่อมตัวคนนั้นนะเหรอ จะมีฝีมือการทำอาหารที่เก่งกาจได้ถึงเพียงนี้
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ