ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 84 กำจัด

            ตระกูลซ่างกวันทนมองท่าทีเยือกเย็นของหลินหยางไม่ไหวอีกต่อไปจึงลงมือใส่ทันที

            “คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!!”

            “ตายซะ!!”

            ผู้ที่เริ่มเปิดฉากก่อนคือเหล่านักรบของตระกูลซ่างกวันประมาณยี่สิบกว่าคน

            พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนประมาณขั้นกลางทั้งสิ้นพอพวกเขาเริ่มขยับตัว ก็เหมือนกับพยัคฆ์คลั่งสุดอำมหิตที่พุ่งกระโจนออกมาจากป่าใหญ่ประกายแสงจากพลังฟ้าดินพลันลุกสว่างขึ้นเพื่อจะกดดันให้หลินหยางสยบอยู่แทบเท้า

            หลินหยางที่กำลังเผชิญหน้ากับการกลุ้มรุมของคนนับยี่สิบคนนั้นเขาก็ยังคงมีรอยยิ้มเหี้ยมโหดของปีศาจติดอยู่ที่ใบหน้า

            ชุดเกราะเหล็กทมิฬที่อยู่ใต้เท้าของเขานั้นพลันกระจายตัวออกเป็นส่วนๆจากนั้นก็กลับเข้ามาประกบสวมใส่อยู่ที่ตามตัวของหลินหยางจนครบทั้งตัวกลายเป็นดั่งเทพสงครามภายใต้ชุดเกราะสีดำทมิฬแสนองอาจและน่าเกรงขาม

            ขณะเดียวกัน หั่วเอ๋อร์ที่ส่งเสียงร้องดังก้องกังวานนั้น ก็เร่งพลังจนมีเปลวเพลิงอันร้อนแรงห่อหุ้มไปทั่วทั้งตัวจากนั้นก็พุ่งเข้าใส่นักรบที่อยู่ทางด้านหลังของหลินหยางทันที

            ฝ่ามืออัคคีสวรรค์!

            ฝ่ามืออัคคีอันน่าเกรงขามของหลินหยางปรากฏขึ้นอีกครั้ง

            ตัวเขาที่ข้ามไปถึงระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแล้วนั้น เพียงฝ่ามือเดียวก็สามารถสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งปฐพีความร้อนอันมหาศาลในระดับที่สามารถเผาไหม้ได้ทุกสรรพสิ่ง

            กรงเล็บและจงอยปากของหั่วเอ๋อร์ก็แผลงฤทธิ์ออกมาได้อย่างน่าเกรงขามเช่นกัน

            มันตะโกนชื่อท่าออกมาแบบมั่วซั่วไปหมดแต่อานุภาพของมันก็นับว่าน่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย

            หนึ่งคนหนึ่งนกปล่อยกระบวนท่าออกมาอย่างไม่น้อยหน้าใคร

            นักรบของตระกูลซ่างกวันกว่ายี่สิบคนนั้นถูกซัดปลิวกระเด็นไปคนละทิศละทางด้วยสภาพอเนจอนาถอย่างกับหมาจรจัดพวกเขาไม่สามารถต้านทานอะไรได้เลย

            ระดับความสามารถของหลินหยางในตอนนี้คือเซียนเทียนขั้นท้ายเมื่อสวมใส่ชุดเกราะทมิฬไว้ก็จะมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นจนเทียบเท่าระดับสูงสุดของเซียนเทียนดังนั้นแค่พวกขั้นกลางกระจอกๆ ยี่สิบกว่าคนนี่ ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย

            “แข็งแกร่ง!”

            พอยอดฝีมือสองคนได้เห็นหลินหยางออกกระบวนท่า แต่เดิมที่พวกเขาคิดจะลงมือช่วยก็เปลี่ยนใจเป็นยืนดูอยู่เฉยๆ แทน

            เจ้าหนุ่มผู้นี้ ใช้ได้เลยนะนี่!

            ด้วยกระบวนท่านี้ก็เกรงว่าพวกระดับเซียนเทียนคงไม่มีใครสามารถต่อกรกับเขาได้แล้ว!

            แต่ถ้าคิดจะต้านรับกับการโจมตีของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนของตระกูลซ่างกวันนั่นละก็คิดว่าน่าจะยังไม่พอ

            กวันสี และหัวหน้าเซี่ย มองกันและกันโดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแต่แววตาของพวกเขาสื่อความหมายชัดเจนมากแล้ว

            “ไปไหม?”

            “ไปสิ ถ้ายังไม่ไปตอนนี้เดี๋ยวจะสายไปซะก่อน!”

            “ลุย!”

            สองยอดฝีมือสุดแกร่งพลันพุ่งเข้าไปร่วมการต่อสู้แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นกะทันหัน

            หลังจากที่หลินหยางซัดพวกนักรบทั้งยี่สิบคนจนปลิวไปหมดแล้วเขาก็พุ่งเข้าใส่สามคนที่เหลือทันที

            อ่าวเฮ้ย

            เจ้าหนูนี่ใจเย็นหน่อยสิ!

            สู้เขาไม่ได้แท้ๆ ยังทำเป็นเก่งอีก!

            กวันสีและหัวหน้าเซี่ยรีบเร่งความเร็วของตัวเองเพิ่มมากขึ้นไปอีก

            ตรงหน้าของหลินหยางนั้น

            ผู้อาวุโสอัคคีพิโรธกำลังยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้าตกตะลึง

            พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าหลินหยางจะแข็งแกร่งมากขนาดนี้

            แต่เพียงไม่นาน ความตกใจก็แปรเปลี่ยนไปเป็นความโกรธอันไร้ก้นบึ้ง

            เจ้าเด็กเวรนี่ มันกล้าทำร้ายคนของเราแบบนี้ ช่างสมควรตายยิ่งนัก!

            แถมมันยังกล้าพุ่งเข้ามาหาเราอีกหรือ?

            มารดามันเถอะ มันไม่รู้ใช่ไหมว่าระดับอวิ้นหลิงนั้นน่าหวาดกลัวมากเพียงใด!!

            “หาที่ตายซะแล้ว!”

            ผู้อาวุโสพลันคำรามเสียงดังกึกก้องพร้อมกับปล่อยจิตสังหารอันมหาศาลดุจมวลน้ำในมหาสมุทรออกมาสาดซัดใส่หลินหยางอย่างดุดัน

            “ฆ่า!”

            หม่าเฉียงและยอดฝีมือระดับเซียนเทียนอีกคนเองตอนนี้ก็กำลังเดือดดาลจนฉุดไม่อยู่แล้วเช่นกัน

            ระดับฝีมือของพวกเขานั้นแตกต่างจากหลินหยางไม่มากนักและเมื่อมีผู้อาวุโสอัคคีเป็นคนนำอยู่ด้วยแบบนี้ละก็ การจะจับตัวเจ้าเด็กเวรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรอย่างแน่นอน

            ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่แค่หลินหยางที่มีชุดเกราะพิเศษแบบชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬอยู่แค่คนเดียวหรอกนะ

            ทันใดนั้นก็มีแสงสามสายเปล่งประกายออกมาจนสว่างจ้า

            ทั้งสามคนพลันสวมชุดออกศึกเต็มรูปแบบเอาไว้ทั้งตัว

            ชุดเกราะที่พวกเขาใส่นั้นล้วนเป็นชุดเกราะระดับวิญญาณขั้นสูงทั้งนั้นมาพร้อมกับอาวุธระดับวิญญาณชั้นสูงอีกคนละชิ้นจากนั้นพวกเขาก็บุกสวนเข้าใส่หลินหยางและหั่วเอ๋อร์ที่กำลังกำเริบเสิบสานทันที

            “เจ้าเด็กเวร เจ้าบังอาจทำร้ายคนของตระกูลเราข้าจะจัดการเจ้าไม่ให้เหลือชิ้นดีเลยคอยดู!!”

            ระหว่างที่หม่าเฉียงกำลังบุกเข้าไปอยู่ก็ตะโกนด่าออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด

            แต่เดิมเขาก็มีความเชื่อว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งมากที่สุดในบรรดายอดฝีมือระดับเซียนเทียนด้วยกันแล้วมีหรือที่คนอย่างเขาจะยอมปล่อยให้หลินหยางมันโอหังอวดดีแบบนี้ต่อไปได้

            กระบองเหล็กบริสุทธิ์ห้าสีในมือของเขานั้นเมื่อรวมกับพลังกายอันมหาศาลของระดับสูงสุดของเซียนเทียนแล้วทำให้เขาสามารถร่ายรำกระบองเหล็กในมือออกไปอย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นเงาสิบกว่าสายในเวลาเพียงเสี้ยวพริบตาเท่านั้น

            ขณะเดียวกัน ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดอีกคนที่ชื่อหลี่เทียนก็สะบัดดาบยาวในมือของตัวเองออกไปจนเกิดประกายดาบสีเทาพุ่งทะยานออกไปอย่างรุนแรงจนราวกับจะแหวกฟ้าออกเป็นครึ่งซีกก็ไม่ปาน

            ในใจทั้งสองนั้นหวังจะฆ่าศัตรูให้ตายในทันทีถ้าทั้งสองร่วมมือกันโจมตีออกไปละก็ อีกฝ่ายต่อให้ไม่ตายก็ต้องสาหัสแน่นอน

            และที่น่าสิ้นหวังยิ่งกว่าก็คือผู้อาวุโสอัคคีพิโรธทื่ยืนอยู่ด้านหลังทั้งสองเองก็ลงมือปล่อยกระบวนท่าสังหารอันน่าหวาดหวั่นออกมาใส่หลินหยางด้วยเช่นกัน

            บนมือของเขานั้นไม่รู้ว่ามีกงจักรทรงกลมสีแดงเพลิงวงหนึ่งปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กงจักรนั่นมีด้านแหลมคมยื่นออกมาแปดจุด พอมันหมุนขึ้นมาแล้วช่างดูคล้ายกับพระอาทิตย์ขนาดย่อมลูกหนึ่งเลยทีเดียวเป็นกงจักรที่แฝงไปด้วยพลังฟ้าดินอันร้อนแรง

            พอผู้อาวุโสเขวี้ยงมันออกไป อยู่ๆ กงจักรนี่ก็ขยายตัวออกจนมีความยาวขนาดหนึ่งเมตรอุณหภูมิของมันนั้นสูงจนเผาต้นหญ้าบนพื้นทั้งหมดที่มันบินผ่านให้กลายเป็นเถ้าธุรีถ้ามันพุ่งเข้าไปโดนตัวคนละก็จุดจบคงได้กลายเป็นผงถ่านสลายหายไปในอากาศอย่างแน่นอน

            “จักรเพลิงตะวัน”

            ยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นต้นที่ตระกูลซ่างกวันสร้างมาให้ผู้อาวุโสอัคคีพิโรธโดยเฉพาะนี้กลายเป็นท่าไม้ตายประจำตัวของเขาไปแล้ว มันพุ่งทะยานเข้าไปหาหลินหยางอย่างอำมหิต

            การโจมตีประสานแบบสั่งตาย

            ตาย!

            ตายไปซะ!

            ทั้งสามคนต่างก็สาปแข่งหลินหยางภายในใจแต่หลินหยางกลับพุ่งเข้าใส่กระบวนท่าสังหารที่ศัตรูปล่อยออกมาโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวใดๆทั้งสิ้น

            บนหน้าของหม่าเฉียงและหลี่เทียนพลันปรากฏรอยยิ้มอันอำมหิตและได้ใจออกมาให้เห็นแต่พวกเขายังยิ้มได้ไม่ทันไร ก็เปลี่ยนสีหน้าไปอีกทันที

            อะไรวะนั่น

            ทำไมถึงมีคนที่มีรูปลักษณ์เหมือนหลินอี้ไม่มีผิดอยู่ด้วยล่ะแถมมันยังยืนอยู่กับนกไฟตัวหนึ่งจ้องมาทางเราสามคนอย่างเย็นชาอีกด้วย

            แล้วที่กำลังพุ่งเข้ามาอยู่นั่นมันใครกัน

            ทั้งสามคนนั้นรู้สึกตะหงิดๆ ใจอยู่บ้าง แต่ชุดเกราะสีดำนั่นก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วราวกับอสนีบาตจนมาอยู่ตรงหน้าพวกเขาอย่างกะทันหันตามมาด้วยการระเบิดครั้งใหญ่โตจนไม่อาจจะอธิบายได้เกิดขึ้น

            ตูมมม

            ตามมาด้วยควันรูปเห็ดขนาดมหึมาที่ราวกับเป็นสัญลักษณ์ความโมโหของเทพแห่งเพลิงทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีหลายสิบเมตรรอบแรงระเบิดนั่นล้วนถูกแรงระเบิดบดขยี้จะเหลือแต่เพียงเศษซากและฝุ่นผง

            เปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวพลันพวยพุ่งออกไปโอบล้อมทั้งสามคนของตระกูลซ่างกวันเอาไว้สีหน้าหวาดผวาของทั้งสามราวกับเพิ่งได้เห็นอสูรกายอันโหดเหี้ยมที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากนรกอันเหี้ยมโหดกำลังกัดกินร่างกายของเขาจนแทบจะแหลกละเอียดแต่ก็ไม่มีวิธีอื่นที่สามารถใช้รับมืออีกฝ่ายได้เช่นกัน...

            ความสามารถระเบิดตัวเองของชุดเกราะทมิฬชุดนี้นั้น มีอานุภาพเทียบเท่ากับการโจมตีของระดับอวิ้นหลิงเลยทีเดียว

            สามารถสังหารหม่าเฉียงได้อย่างง่ายดายราวกับหมาจรจัดตัวหนึ่ง

            ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนสองคนที่เพิ่งแหกปากโวยวายไปเมื่อครู่นั้นถูกแรงระเบิดจากชุดเกราะขยี้จนกลายเป็นเศษซากไปในทันทีแต่ท่ามกลางฝุ่นควันอันหนาแน่นก็มีเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวดังขึ้น

            “เจ้าสวะเอ๊ย วันนี้ข้าต้องฆ่าเจ้าให้ได้!”

            ผู้อาวุโสพิโรธจนถึงขีดสุดแล้ว

            ชุดเกราะระดับวิญญาณบนตัวเขานั้นแตกเละไม่เป็นชิ้นดีทั้งผมเผ้าทั้งใบหน้าล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าสีดำเต็มไปหมดสภาพราวไก่ที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมก็ไม่ปาน

            นี่เป็นการหยามเกียรติที่รุนแรงจนเกินกว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะทนรับไหวอีกต่อไปตัวเขาที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงนั้น เป็นตัวตนสุดแกร่งที่สามารถสั่นสะเทือนฟ้าดินได้ไม่ยากจะมาถูกเจ้าหนูระดับเซียนเทียนนี่ลูบคมแบบนี้ได้อย่างไร!

            เจ้าชุดเกราะระเบิดตัวเองบ้าๆ นั่นก็ใช้ไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงทีของเขาที่จะใช้วิธีที่โหดเหี้ยมที่สุดมาทรมานเจ้าสวะสมควรตายนี่เสียที

            “โผล่หัวออกมาซะ ข้าจะทำให้เจ้า...” ผู้อาวุโสอัคคีพิโรธตะโกนกู่ก้องจนดังกังวานไปทั่วฟ้า

            แต่หลินหยางกลับปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับดาบเฟิ่งอู่ในมือ

            เขาเรียกเอาดาบเฟิ่งอู่ออกมาถือแล้ว

            “เจ้าสวะ...” ผู้อาวุโสด่าทออย่างโกรธเกรี้ยวจิตสังหารอันมหาศาลไร้ก้นบึ้งและพลังฟ้าดินอันเข้มข้นได้หลอมรวมกันเป็นดาบเพลิงคมยาวเล่มหนึ่งขึ้นมาในมือของเขาเปลวเพลิงร้อนระอุ ความคมอันไร้ที่ติ เป็นดาบที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะสังหารหลินหยางให้กลายเป็นซากไหม้ๆทั้งอย่างนั้นเลย

            แต่เขาที่เพิ่งเงื้อดาบขึ้นไปได้เพียงครึ่งทางนั้น

            ก็มองเห็นดาบเล่มหนึ่ง

            เป็นดาบยาวสีแดงเข้มที่กำลังร่ายรำอย่างแพรวพราวจนกลายเป็นประกายดาบสุดพิสดารอยู่บนกลางอากาศ

            ประกายดาบของดาบเล่มนั้นส่องสว่างราวกับเปลวเพลิงสีแดงเข้มดุจโลหิต

            ขณะที่ดาบกำลังร่ายรำอยู่นั้นก็ราวกับมีพญาวิหคตัวหนึ่งปรากฏออกมาโบยบินไปด้วย

            งดงามเหลือเกิน...

            นี่คือความคิดสุดท้ายก่อนตายของผู้อาวุโสอัคคีพิโรธ

            ประกายดาบเปลวเพลิงอันน่าเกรงขามสายหนึ่งแปรเปลี่ยนไปเป็นพญาวิหคเพลิงที่กำลังร่ายรำไปบนท้องฟ้าอย่างองอาจจากนั้นก็พุ่งทะลวงลำคออันแข็งแกร่งของผู้อาวุโสอัคคีพิโรธไป

            ฉัวะ

            สายเลือดสาดกระจายไปทั่วฟ้า

            ฉ่า

            เลือดที่ถูกประกายดาบอันร้อนระอุของหลินหยางตัดผ่านจนเดือดปุดๆนั้นกระจายจนนองเต็มพื้นพร้อมกับส่งเสียงเผาไหม้ออกมา

            ดาบระดับวิถีราชันเล่มนั้น ดาบเฟิ่งอู่

            กระบวนท่าอันงดงามและพิสดารนั่น กระบวนท่าเฟิ่งอู่หวงหลี

            ในที่สุดมันก็มีโอกาสได้แสดงอิทธิฤทธิ์ในภพภูมินี้เสียที

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่เป็นดั่งจุดสูงสุดของเหล่าจอมยุทธ์นั้นกลายเป็นเพียงวิญญาณที่ถูกเซ่นไหว้ให้กับเพลงดาบสุดแข็งแกร่งกระบวนท่านี้ไปเสียแล้ว

            พญาวิหคที่อยู่บนฟ้าพลันสลายหายไป

            หลินหยางค่อยๆ ล่อนลงสู่พื้น

            ซากศพของผู้อาวุโสอัคคีพิโรธที่อยู่ข้างๆ เขาเองก็ค่อยๆ ร่วงลงไปนอนกับพื้น

            ทั่วทั้งป่าพลันกลับสู่ความเงียบสงบที่ได้ยินเพียงเสียงสายลมพัดผ่านเท่านั้น

            ไม่สิ ยังมีเสียงของหั่วเอ๋อร์ที่กำลังไล่ตรวจสอบถุงฟ้าดินของศพแต่ละศพอยู่ด้วย

            “โห่... จนจังเลย”

            “อืม... อันนี้ยังพอได้น่าจะพอเอาไปซื้อซากของอสูรระดับราชันได้บ้าง...”

            หลังจากที่หลินหยางมีเงินเหลือกินเหลือใช้แล้ว หั่วเอ๋อร์ก็กลายเป็นผู้ที่สืบทอดสันดารแสนขี้งกของนายมันแทนงูน่ะ ต่อให้ตัวเล็กก็ยังมีเนื้อให้กินนะ!

            ..................................

            กวันสีและหัวหน้าเซี่ยที่กำลังจะเข้าร่วมการปะทะอยู่นั้นก็พบว่าคนที่ตัวเองกำลังจะช่วยกลับเป็นฝ่ายฆ่าล้างบางอีกฝ่ายหนึ่งแทน

            ทั้งสองคนหันมาจ้องหน้ากัน

            เจ้าหนูนี่มันแข็งแกร่งสุดๆ เลยนี่ ไม่จำเป็นต้องช่วยเลยสักนิด!

            น่าอึดอัดจัง...

            หลังจากเริ่มการปะทะไปได้ไม่ถึงสิบนาทีเรื่องทั้งหมดก็จบลงเสียแล้ว

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงหนึ่งคนกับระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดอีกสองคนและเหล่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางและขั้นท้ายรวมกันอีกกว่ายี่สิบคนทั้งหมดล้วนถูกฆ่าล้างบางทิ้งจนเหลือแต่ซากศพกองหนึ่ง

            ยอดฝีมือยี่สิบสามคนที่มีสภาพไม่ต่างอะไรกับมดยี่สิบสามตัวเท่าไรนัก

            ในตอนนั้นเองที่หลินหยางหันกลับมาเจอทั้งสองคนพอดี

            ทำให้ทั้งสองคนนั้นยิ่งอึดอัดเข้าไปใหญ่

            จะเริ่มทักทายอย่างไรดีล่ะนี่

            “เอ่อ? พวกเรามาช่วยเจ้านะ?”

            พูดไม่ออกอยู่แล้ว!

            ไปต่อไม่เป็นจริงๆ

            ผู้เฒ่าระดับสี่ดาวของหอฟ้าสมุทรกวันสีทำได้แค่ปรบมือยินดีให้กับหลินหยาง ส่วนหัวหน้าเซี่ยเองก็ทำได้แค่ยืนมองหลินหยางด้วยแววตาซับซ้อนเท่านั้น

            กวันสีนั้นปรบมือไปด้วยพร้อมกับเดินเข้าหาหลินหยางไปด้วยพยายามผ่อนคลายบรรยากาศอันแสนกดดันนี่ลง “ไม่คิดเลยว่าคุณชายหลินจะมีสุดยอดวิชาดาบแบบนั้นติดตัวอยู่ด้วย ฮ่าฮ่าทำเอาคนแก่ๆ อย่างเราเป็นห่วงท่านไปฟรีๆ เลย ดูท่าข้าจะยุ่งไม่เข้าเรื่องเสียแล้วฮ่าฮ่า!”

            “มันก็อย่างนั้นอยู่แล้ว...” หั่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่บนไหล่ของหลินหยางนั้นถลึงตาใส่อีกฝ่ายโดยไม่เกรงใจ

            แต่หลินหยางนั้นก้มหัวคำนับให้ทั้งสอง

            เขาเคยเจอกวันสีแล้ว รู้ว่าเป็นเถ้าแก่สี่ดาวของหอฟ้าสมุทรอีกทั้งอีกฝ่ายยังออกมาช่วยเหลือเขาด้วยตัวเองอีก ถึงแม้จะไม่จำเป็นก็ตาม

            “หลินหยางขอบพระคุณในความหวังดีของท่านเถ้าแก่ใหญ่กวันไม่ทราบว่าท่านนี้คือ?” หลินหยางหันไปมองที่อีกคนหนึ่ง

            กวันสีแย้มยิ้มพลางแนะนำว่า “ฮ่าฮ่า คุณชายหลิน ท่านนี้ก็คือยอดฝีมือผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในราชสำนักของราชอาณาจักรโล่ยื่อหัวหน้าผู้ดูแลภายใน เซี่ยฉี่หลง อีกทั้งยังเป็นองครักษ์ประจำตัวของสาวงามอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อของเราองค์หญิงเซียวเซียง ด้วย!”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน