บทที่ 9 ตำรับยา
"สำเร็จแล้วหรือ?"
จางซงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจทันที เขาเดินข้ามร่างของลู่หลีและเฉินจงที่นอนอยู่บนพื้นไป แล้วคว้าแขนทั้งสองข้างของฉินโซ่วเหรินด้วยความตื่นเต้น "เป็อย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร บอกข้าเร็ว!"
ฉินโซ่วเหรินเพิ่งสังเกตเห็นลู่หลีและเฉินจงที่นอนอยู่บนพื้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที แสดงความเ็ปออกมา "ข้า...รู้สึกทรมานมาก ทรมานเหลือเกิน...!"
พูดจบก็ทำท่าจะล้มลงกับพื้น
"ฮึ! กล้าดีอย่างไรมาหลอกข้าเช่นนี้" จางซงเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็สีหน้าบึ้งตึง มือหนึ่งคว้าคอฉินโซ่วเหรินยกขึ้นมา "เจ็บหรือ ข้าจะบีบคอเ้าให้ตาย"
"อย่า!" เฉินจงเห็นเหตุการณ์ก็รีบลุกขึ้นจากพื้นทันที "ข้าจะบอก ข้าจะบอก..."
ลู่หลีเห็นว่าปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว จำใจต้องลุกขึ้นยืนด้วย
จางซงจึงปล่อยฉินโซ่วเหริน แล้วหันไปมองเฉินจง "พูดมา บอกความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเ้าออกมา ข้าอาจพิจารณารับพวกเ้าเป็ศิษย์ หากผู้ใดกล้าโกหกแม้เพียงครึ่งคำ อย่าโทษว่าข้าไร้ปรานี"
ขณะที่เฉินจงกำลังจะเอ่ยปาก จางซงก็เปลี่ยนความคิด "เดี๋ยวก่อน เ้าตามข้ามา"
กล่าวจบก็พาเฉินจงเข้าไปในห้องด้านข้าง
ครู่หนึ่งต่อมาก็พาเฉินจงออกมา แล้วพาลู่หลีและฉินโซ่วเหรินเข้าไป
จางซงมองไปที่ลู่หลี "พูดมา ถ้าเ้าพูดไม่ตรงกับที่เด็กอ้วนนั่นพูดแม้แต่นิดเดียว พวกเ้าทั้งสามคนต้องตายแน่"
จิ้งจอกเฒ่า!
ลู่หลีสาปแช่งจางซงในใจถึงสิบแปดชั่วโคตร แต่ก็ไม่กล้าปิดบังอีกต่อไป
เมื่อจางซงฟังจบก็หัวเราะจนน้ำตาไหล "ฮ่า ๆ ๆ ์เมตตาแล้ว ์เมตตาแล้ว ข้าประสบความสำเร็จเสียที ประสบความสำเร็จแล้ว!"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไม่สนใจพวกลู่หลี รีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว แล้วค้นหาบนโต๊ะบูชาอย่างบ้าคลั่ง หลังจากค้นหาสักครู่ เขาก็หันไปมองฟ่านเจิ้งผิงที่หลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ที่ประตู "ตำรับยาแผ่นสุดท้ายอยู่ไหน?"
การกลั่นยาและควบคุมไฟล้วนเป็ฟ่านเจิ้งผิงที่ดำเนินการ ตำรับยาก็เป็ฟ่านเจิ้งผิงที่จดบันทึก ที่สำคัญกว่านั้นคือ ครั้งนี้เขาไม่ได้ตรวจดูว่าสมุนไพรที่นำกลับมาคืออะไร หากไม่มีตำรับยา ทุกอย่างก็สูญเปล่า
"ขะ ข้าลืมเขียนไป" ขาของฟ่านเจิ้งผิงสั่นเทา
"เ้าว่าอะไรนะ!" ตาของจางซงแดงก่ำ ท่าทางคล้ายคลุ้มคลั่ง รีบวิ่งไปตรงหน้าฟ่านเจิ้งผิงแล้วคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้ "เ้า เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้ากำลังพูดอะไร?"
"ท่านอาจารย์...ตัวข้าสู้ตำรับยาแผ่นเดียวไม่ได้จริง ๆ หรือ?" ใบหน้าของฟ่านเจิ้งผิงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"เ้า!" จางซงปล่อยมือและเปลี่ยนน้ำเสียง "เจิ้งผิง เ้ารู้หรือไม่ว่าตำรับยานี้มีความหมายอย่างไรสำหรับข้า อย่าเล่นตลกอีกเลย รีบมอบให้ข้าเถิด ั้แ่นี้ไป ข้าสัญญาว่าจะสั่งสอนเ้าอย่างดี"
"สั่งสอนข้าหรือ..." ฟานเจิ้งผิงะโด้วยน้ำตาคลอเบ้า "ข้าจบเห่แล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่าฝ่ามือของท่านเมื่อครู่ได้ทำลายจุดตันเถียนของข้าแล้ว ท่านอาจารย์? ข้าจะบอกให้ท่านรู้ ตำรับยานั้นข้าได้โยนเข้ากองไฟใต้พิภพไปแล้ว ไม่มีใครได้มันอีกต่อไป ไม่มีใครได้มันอีกแล้ว ฮ่า ๆ ๆ..."
"เ้ากำลังรนหาที่ตาย!" จางซงโกรธจนเส้นเืปูดโปน ยกมือขึ้นฟาดลงบนกระหม่อมของฟ่านเจิ้งผิง
ฟ่านเจิ้งผิงไม่หลบหลีกแม้แต่น้อย เพียงแต่จ้องมองจางซงตาไม่กะพริบ
ฝ่ามือหยุดกลางอากาศ จางซงชะงักกะทันหัน "อยากตายหรือ? ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก ข้าจะกักขังเ้าไว้ทรมานอย่างช้า ๆ จนกว่า..."
จางซงเอ่ยปากพูดได้เพียงครึ่งคำ จู่ๆ ก็หันไปมองที่ประตูลาน
เห็นเพียงชายหญิงสามคนสวมชุดสีฟ้าแบกกระบี่ยาวเดินเข้ามาทีละคน ทั้งสามกลัดดวงอาทิตย์สีเงินไว้ที่หน้าอก ตรงกลางดวงอาทิตย์มีกระบี่ยาวสีฟ้าปักอยู่
"เซียนแห่งสำนักชิงหยาง!"
ลู่หลีมองดูการแต่งกายของทั้งสาม สีหน้าแสดงความยินดีอย่างห้ามไม่อยู่
"มาได้เร็วจริง ๆ!"
จางซงโยนฟ่านเจิ้งผิงกลับเข้าไปในห้องโถง แล้วเดินลงไปที่ลานบ้าน มองไปที่ทั้งสามคน "เด็กน้อยอย่างพวกเ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ กล้าบุกรุกเข้ามาในวัดของข้าโดยพลการ"
ชายผู้นำกลุ่มมองจางซงอย่างเ็า "จางซง เ้าฝักใฝ่ทางชั่ว กล้าดีนักนะ กล้าใช้คนเป็ ๆ ทดลองยาในอาณาเขตของสำนักชิงหยางของพวกข้า!"
"แล้วอย่างไรเล่า พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรล้วนเผชิญความตายอยู่เสมอ ไม่ต้องพูดถึงสามัญชนพวกนั้นที่เป็เพียงมดปลวก พวกเขาเกิดมาก็เพื่อรับใช้พวกเราไม่ใช่หรือ"
"โอหังเสียจริง!" หญิงสาวชุดเขียวทางซ้ายมือได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด "พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรล้วนมาจากโลกมนุษย์ทั้งนั้น เ้าทำเช่นนี้เป็การขัดขวางวัฏจักรแห่งโลก เป็ความผิดที่อภัยให้ไม่ได้"
นางเอ่ยพลางก้าวเท้า พุ่งทะยานไปหาจางซง ในขณะเดียวกันมือขวาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็ฝ่ามือ พลังสีเขียวอ่อนแผ่ซ่านออกจากร่าง เพียงชั่วพริบตาก็กลายเป็เถาวัลย์สีเขียวพันรัดไปทางจางซง
"เ้าอยู่แค่ระดับหกแต่บังอาจนัก!"
จางซงไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย ตวัดฝ่ามือออกไปในอากาศ ปล่อยพลังสีแดงเพลิงออกมา พลังจริงนั้นปะทะกับเถาวัลย์ ทันใดนั้นเปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้นราวกับไฟไหม้ฟางแห้ง ส่งเสียงแตกปะทุดังสนั่น
สีหน้าของแม่นางผู้นั้นพลันซีดเผือด เถาวัลย์สีเขียวหายวับไปในพริบตา
ทว่าเปลวเพลิงของจางซงกลับไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลงแม้แต่น้อย พุ่งตรงเข้าหานางน้อยอย่างรวดเร็ว
"ศิษย์น้องซินอี๋ ระวัง!"
ชายผู้นำและชายหนุ่มทางซ้ายร้องขึ้นพร้อมกัน พวกเขากระโจนเข้าไปข้างหน้า พลังสีแดงและสีฟ้าพุ่งเข้าโจมตีจางซงพร้อมกัน ในขณะเดียวกันก็ดึงโจวซินอี๋มาอยู่ด้านหลัง
"เพียงแค่ขั้นเจ็ด จะทำอะไรข้าได้!"
จางซงใช้มือซ้ายตบออกไปอีกครั้ง ปล่อยพลังแท้จริงสีแดงเพลิงพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง ลูกไฟสองลูกพุ่งเข้าใส่ทั้งสองคน
"ไอ้ปีศาจนี่ช่างร้ายกาจเหลือเกิน"
ในห้องโถง เด็กทั้งสามสบตากัน หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
หากสามคนนั้นไม่สามารถเอาชนะจางซงได้ พวกเขาก็คงไม่มีจุดจบที่ดี
ทว่าในขณะนั้น ฟ่านเจิ้งผิงที่เงียบมาตลอดก็เดินตรงมาหาพวกเขา
ลู่หลีขมวดคิ้ว ถอยหลังไปสองก้าว "ท่านจะทำอะไร!"
ฉินโซ่วเหรินและเฉินจงได้ยินดังนั้นก็พากันขยับเข้ามาใกล้ลู่หลี ใบหน้าเต็มไปด้วยความระแวง
"ข้า...ไม่มีเจตนาร้าย" ฟ่านเจิ้งผิงกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ มือสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมายื่นส่งให้ลู่หลี "นี่คือ…ตำรับยาทะลวงเส้นลมปราณ ชาตินี้ข้าไม่มีวาสนากับวิถีเซียนแล้ว ข้าขอมอบมันให้เ้า"
"ตำรับยาหรือ?"
ลู่หลีและอีกสองคนสบตากัน ทุกคนเห็นความยินดีในดวงตาของกันและกัน ลู่หลีรีบคว้าตำรับยามาอย่างรวดเร็ว แล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อ "ท่าน เหตุใดจึงทำเช่นนี้?"
ฟ่านเจิ้งผิงมองออกไปนอกห้องโถงที่จางซงกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด "ข้าช่วยเขาฆ่าคนมามากมาย จนแทบลืมไปว่าครั้งหนึ่งข้าก็เคยถูกเขาจับตัวมาเช่นกัน กระทั่งวันนี้ ข้าจึงเข้าใจแจ่มแจ้ง ทุกสิ่งดูเหมือนจะเปลี่ยนไป แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง มาอย่างไร...ก็ไปอย่างนั้น ยังคงเป็เพียงสามัญชนคนธรรมดา..."
พูดจบเขาล้วงยาเม็ดสีดำออกมาเม็ดหนึ่ง แล้วยัดเข้าปากทันที "ทาสยา ทาสยา ฟ่านเจิ้งผิงมาอยู่เป็เพื่อนพวกเ้าแล้ว..."
ตึง!
เมื่อมองดูฟ่านเจิ้งผิงที่ล้มลงบนพื้นและชักกระตุกอย่างบ้าคลั่ง ทั้งสามคนรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
"นี่คือสิ่งที่เรียกว่ากรรมตามสนองดังที่กล่าวไว้ในตำราหรือ"
ลู่หลีพึมพำ ความคิดแวบหนึ่งผ่านเข้ามา ตำรับยาในมือของเขาถูกเก็บเข้าไปในพื้นที่เก็บของของหอคอยน้อยแล้ว
ณ ที่ไกลออกไป การต่อสู้ครั้งใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป
หลังจากการโจมตีด้วยพลังลมปราณอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็จางซงหรือสามคนจากสำนักชิงหยาง ต่างก็แสดงอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ทว่าสามคนจากสำนักชิงหยางมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน แม้ว่าพวกเขาจะมีเพียงคนเดียวที่อยู่ในขั้นก่อปราณระดับเจ็ด แต่การใช้ยันต์อย่างต่อเนื่องและการกิน เม็ดยาอายุวัฒนะเป็ระยะล้วนเป็สิ่งที่จางซงไม่มี
การต่อสู้ของนักพรต ไม่ได้เปรียบเทียบกันแค่ระดับของพลังบำเพ็ญเท่านั้น แต่ไพ่ตายต่างหากที่เป็กุญแจสำคัญสู่ชัยชนะ