แคว้นต้าเฉียง
รัชศกต้าเสี่ยน ปีที่สิบสี่ แห่งต้าเฉียง
ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ประกาศสละราชบัลลังก์กลายเป็นไท่หวงซ่าง!
แต่งตั้งรัชทายาทต้าเสี่ยนหลงในวัยสิบห้าขึ้นสู่บัลลังก์ พร้อมกับให้ฮองเฮาพระมารดาของฮ่องเต้เป็นพระพันปีปกครองวังหลังสูงสุดไปจนกว่าฮ่องเต้จะแต่งตั้งฮองเฮาคนใหม่
ปลดพระสนมไป๋กุ้ยเฟยออกจากตำแหน่ง พร้อมป้ายทองละเว้นชีวิตที่ดินและเงินทองอีกสามสิบหีบ
และไท่หวงซ่างหายตัวไป!
พร้อมขันทีคนสนิทข้างกาย ฉีกงกง
ประชาชนต่างก็สงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมักจะไปนั่งฟังนักเล่านิทานตามโรงน้ำชาตามหัวเมืองต่างๆ ของแคว้น
ส่วนข่าวที่ออกมาก็มาจากการที่ต้าเฟยเฉิงสั่งให้คนกระจายข่าวให้บรรดาขอทานรวมไปถึงการแทรกซึมของเหล่าสายลับเงา
โดยนิทานเล่าว่าเพราะตระกูลซูคิดกบฏสมคบกับแคว้นจิ้น เพื่อยึดครองบัลลังก์ต้าเฟยเฉิงสืบทราบจึงจัดการ แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
จึงมีราชโองการคืนบัลลังก์ให้แก่สายโลหิตที่แท้จริงของฮ่องเต้องค์ก่อนที่เหลือรอดเพียงผู้เดียว
และในเวลาต่อมาไท่หวงซ่างก็ได้หายตัวไป
ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ สายลมที่พัดผ่านอย่างเชื่องช้าเป่ยจิน จวินเทียนหลง ต้าเฟยเฉิง จินหลง และหยางคง ยังคงนั่งประชุมอยู่จวนของเป่ยจินโดยกำลังปรึกษากันเรื่องการช่วยเหลือไป๋ฮวา
ในขณะที่เจ้าของจวนนั้นกำลังนั่งพิงโต๊ะใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เจ้ามองหน้าข้าเช่นนี้มิใช่หลงรักข้าแล้วหรือ” ต้าเฟยเฉิงหันไปหาเป่ยจินและถามออกมา
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำเพียงนั่งเฉยๆแล้วมองมาที่ตนอย่างโง่งม คล้ายว่ากำลังคิดอันใดสักสิ่งหนึ่งจึงเผลอเอ่ยวาจาหยอกล้อไป
“ชิ้ง”ฉับพลันสายตาคมกริบราวกับพยัคฆ์ที่กำลังจะตุครุบเหยื่อก็ได้ส่งมาหาตนแทบจะทันที
“จะเอ่ยอันใดเกรงใจว่าที่สวามีข้าหน่อยเถิด”นางกำลังหาพวก และแน่นอนคนที่ใช้การได้ดีที่สุด
ย่อมเป็นว่าที่สวามีของนางผู้นี้จวินเทียนหลง!
“หึหึ” จวินเทียนหลงเองที่เห็นคนรักตัวน้อยทำเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มความเอ็นดูให้แก่นางมากยิ่งขึ้น
ในชาติก่อนแม้ว่าเขาจะเอ็นดูนางในฐานะเด็กสาวข้างบ้านแล้วเขาก็ไม่สามารถทำอันได้อีก
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ข้างบ้านหรือกระทั่งน้องสาวคนสนิทของนางในชาติก่อน ก็มักจะมองเขาอย่างประหลาดเสมอ
ใช่สิ!
ใครใช้ให้เขาและนางอายุห่างกันตั้งสิบห้าปีเล่า!
นั้นมันสามารถรับนางเป็นบุตรบุญธรรมได้เลยมิใช่หรือไงกัน!
หากเป่ยจินได้รับรู้ นางคงเสียใจเป็นแน่
เพราะนางนั้นถือคติที่ว่า แด๊ดดี้ขานะสิ!
“แค่ก แค่ก แค่ก ท่านพี่ข้าเย้านางเล่นหรอกหนา”
เมื่ออีกฝ่ายหันหน้าหนีไปแล้วต้าเฟยเฉิงจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ
“ฟู่ว”คิดว่าจะโดนปราณสังหารนั้นเสียแล้วสิข้า
“แล้วตกลงว่าเจ้า...มองหน้าข้าด้วยเหตุใดกันหรือ...ขอรับ”จะเอ่ยถามออกไปอย่างห้วน ๆ แต่สายตาคมยังคงมิได้ละไป จึงอึกอักแทบทันที
“ข้ากำลังคิดว่าในเมื่อเจ้าสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้เช่นนี้ ภายในระยะเวลาอันสั้นเหตุใดจึงปล่อยให้มันเรื้อรังมาจนป่านนี้กัน”
หญิงสาวหนึ่งเดียวถามออกมา พร้อมกับสายตาที่ชวนให้คนฟังถึงกับขนลุก
ไม่เพียงแค่นางเท่านั้นที่อยากจะรู้แต่คนอื่นๆ ก็เช่นกัน
“ยังไม่เบื่อ” เจ้าตัวเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเฉยเมยราวกับว่าเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำกัน
“หืม อีกทีสิ”ใบหูของเป่ยจินกระดิกไม่ทัน แต่ปลายนิ้วเรียวกำลังสั่นไม่ไหว
“ข้า ข้ากำลังวางแผนต่างหาก ใช่ๆ วางแผนพอดีกับที่เจ้าเข้ามา ทำให้สามารถเปิดเผยได้ตรงเวลา ช่างเหมาะเสียจริงเนอะเจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่ หึหึ”
“เอ่อ...ไท่หวงซ่างพะยะค่ะ”ฉีกงกงเอ่ยเรียกสติเจ้านายตนเองด้วยน้ำเสียงเบาบางยิ่งนัก
“พลั่ก”
สิ้นเสียงของฉีกงกงไท่หวงซ่างคนดีคนเดิมก็ลงไปนอนกองอยู่กับพื้น
เป่ยจินมิได้ทำอันใดมากนัก นางเพียงแค่ใช้ธาตุลมช่วยพยุงร่างอีกฝ่ายให้ขยับออกจากกาน้ำชาที่กำลังร้อนเท่านั้นมิเช่นนั้นแขนของเขาคงปัดไปโดน
แต่ผู้ใดเล่าจะคิดว่าฝ่ายนั้น จะตกลงจากเก้าอี้ช่างน่าเวทนาเสียจริง
“หึย เจ้า...เป่ยจิน เจ้าทำร้ายข้า”
ใครใช้ให้ต้าเฟยเฉิงเอ่ยแนบเนียนเช่นนี้กันเล่าเห็นกันอยู่กันชัดๆ ว่าเขากำลังโกหกสร้างเรื่องออกมา
หากมิใช่ว่าเพราะ สตรีที่หายตัวไปไท่หวงซ่างก็คงยังเล่นสนุกอยู่เช่นนี้ไปอีกนานจนกว่ารัชทายาทจะพร้อมขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร
“เมื่อกี้ คล้ายว่าเจ้าขยับปากเจ้าว่าอย่างไรนะคุณหนูเป่ยจิน” ยามเมื่อลุกขึ้นมานั่งได้กลับหันไปเห็นอีกฝ่ายกำลังขยับปากช้าๆ
“เปล่า ข้าหาวนะ”ว่าแล้วก็ง่วงนอนเสียจริง
“อืม ๆ เช่นนั้นตอนนี้ข้าจัดการทุกอย่างตามที่เจ้าต้องการแล้ว เราจะทำเช่นไรต่อไปเล่า ข้าอยากจะไปช่วยนางจะแย่แล้ว”อดีตฮ่องเต้หยุดหยอกล้อและหันมาทำสีหน้าจริงจัง
“นั้นสิขอรับ คุณหนูยามนี้ก็ล่วงเลยเวลามานานนัก อีกมิกี่ราตรีเท่านั้น”หยางคงที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นมา หลังจากที่กำลังง่วนกับบางสิ่งอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาร่วมวงสนทนาบ้าง
เนื่องจากไม่นานมานี่ เขากลับไปยังแคว้นจ้าวเพื่อทำภารกิจบางอย่างที่ได้รับมอบหมาย
จนไปเจอฮูหยินซึ่งคือมารดาของคุณหนูเป่ยจินของตนกำลังทำบางอย่างเข้าเพื่อมอบให้คุณหนูน้อยทั้งสอง
เขาจึงอยากทำให้กับคุณหนูน้อยทั้งสองบ้าง
ก็คือการถักหมวกไหมพรมลายผึ้งน้อย!
แต่ช่างยากเสียจริงแต่อย่างไรเขาก็จะพยายาม เพราะคุณหนูน้อยทั้งสองยาที่มารดาถักชุดผึ้งน้อยให้ก็ถึงกับยิ้มอย่างดีใจแถมยังเข้าไปหอมแก้มมารดาเสียยกใหญ่
เขาเองก็อยากจะกอดและหอมคุณหนูน้อยทั้งสองบ้าง!
หากไม่เพราะต้องมีรางวัลมาล่อลวงแล้วละก็...คุณหนูน้อยทั้งสองมิยอมเข้าใกล้เขาแม้แต่น้อย
อนาจใจยิ่งกระทั่งนายท่านจินหลงและนายท่านเจี่ยฉง คุณหนูยังชอบให้อุ้มเสียด้วยซ้ำ
ไม่ได้การละ! เขาต้องรีบทำคะแนน!
"อีกทั้งเราจะเข้าไปช่วยเหลือนางจากแคว้นจิ้นได้อย่างไรขอรับห่างจากนี่ไปเกือบสองวัน เราจึงจะเดินทางถึงแคว้นจิ้นบริเวณโดยรอบของแคว้นยังห้อมล้อมไปไปด้วยหุบเขาและผืนป่าที่อันตรายมากยิ่ง" หลังเอ่ยจบมือของหยางคงก็กลับไปวุ่นวายกับกองไหมพรมตามเดิม
“นั้นสิขอรับองค์หญิงจ้าว”ฉีกงกงหรือในตอนนี้คือฉีหม่าที่ได้แปลเปลี่ยนมาทำหน้าที่องครักษ์ข้างกายนายท่านของตนเองแล้วเอ่ยถามออกมาอย่างสนับสนุนในคำกล่าวของหยางคง
กลายเป็นว่าผู้ที่สนทนาอย่างตั้งใจในสถานการณ์นี้มีเพียงสองนั้นคือต้าเฟยเฉิงและฉีหม่า
ส่วนเป่ยจินคือคนที่คอยตอบคำถามรังควาญใจตนเองกระทั่งจวินเทียนหลงเองก็ทำเพียงคอยป้อนองุ่นเข้าปากคนรักช้าๆ
จะหันไปมองจินหลงที่ก็นั่งเถียงและคอยยื้อแย่งไหมพรมกับหยางคง
"จวินเทียนหลงไงเล่าเขาไม่ได้บอกเจ้าหรือ ว่าสัตว์เทพของเขาคือวิหคอินทรี" เป่ยจินเอ่ยออกไปพร้อมกับรอยยิ้มเยาะบางเบาบนใบหน้านั้น
วิหคอินทรีของเทียนหลงนั้นเขาได้มันมาในเหตุการณ์เดียวกันที่เกือบคล้ายกับเป่ยจิน
เพียงแต่เจ้าตัวเล็กของเขานั้นบินมิได้ตอนกลางวันสาเหตุจากเป็นวิหคอินทรีที่มีธาตุมืดเช่นเดียวกับเขาแต่รุนแรงกว่าฉะนั้นหากเป็นตอนราตรีแล้ว
มันคือนักล่าที่ว่องไวที่สุดในโลกใบนี้เขามั่นใจ!