หลังจากรับเสื้อคลุมกับหยกสถานะหนิงหลงก็ตรงไปทางอาคารที่ได้รับผิดชอบทันที
อาคารตะวันตกภายใต้ความรับผิดชอบของหนิงหลงนั้นตั้งอยู่บริเวณหลังสุดของสถาบันไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนัก
เนื่องจากเป็อาคารสำหรับสอนพื้นฐานการฝึกตน จึงไม่มีศิษย์คนไหนเข้าออกเขตอาคารตะวันตกเท่ากับอาคารเขตอื่นๆ
โดยส่วนใหญ่ลูกศิษย์ที่เข้ามาศึกษาในสถาบันล้วนมีพื้นฐานในการฝึกตนกันมาหมดแล้ว จึงไม่มีความจำเป็ต้องเข้าฟังการสอนพื้นฐาน ถึงมีก็มีน้อยคนจนนับนิ้วได้
ครืนนน น เสียงเลื่อนเปิดประตูไม้ดังเสียดหูราวกับมันพร้อมจะพังลงมาได้ตลอดเวลา
“ดูท่าคงไม่มีอาจารย์สอนพื้นฐานมาพักใหญ่แล้ว” หนิงหลงบ่นอย่างท้อใจ เมื่อเห็นสภาพภายในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา เขายกแขนเสื้อปิดจมูกก่อนจะเดินสำรวจภายในห้องสอนอย่างใจเย็น
“คงต้องออกแรงสักหน่อย เพื่อให้ห้องพร้อมสำหรับเข้าสอน” หนิงหลงเก็บหนังสือเล่มโปรดลง ก่อนจะเริ่มจัดการทำความสะอาดห้องเรียนอย่างขยันขันแข็ง
แม้จะเติบโตมาในฐานะนายน้อยของตระกูลหนิง แต่ด้วยสภาวะทางจิตใจที่โตเกินวัย
ปัญหาเล็กน้อยแค่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรสำหรับเขาหากต้องลงมือทำเอง
ไม่นานห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาก็ถูกหนิงหลงเก็บกวาดจนสะอาดราวกับห้องใหม่ ทุกอย่างภายในห้องถูกจัดใหม่อย่างเป็ระเบียบ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยหนิงหลงก็หันมาจัดการกับเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ก่อนจะเดินไปนั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดของตนบนเก้าอี้อาจารย์ด้วยท่าทีสุขุมเรียบร้อย
ห่างออกไปไม่ไกลทางทิศใต้ของสถาบัน มีอาคารสอนยุทธอยู่หลายสิบแห่ง แต่ละอาคารล้วนตกแต่งสวยงามดูสะอาดตา
ซึ่งแตกต่างจากอาคารเขตตะวันตกที่ดูเก่าและใกล้พัง ภายในห้องเรียนแต่ละอาคารหนาแน่นไปด้วยลูกศิษย์ของสถาบันไผ่แดง อย่างน้อยๆรวมแล้วก็หลายร้อยคนในอาคารเขตใต้
“อย่างน้อยๆ เ้าก็ควรเดินลมปราณให้เป็เสียก่อนจะมาเริ่มเรียนวรยุทธ นี่อะไรกันแม้แต่ความรู้ขั้นพื้นฐานเ้าก็ยังไม่มี กลับไปเรียนการฝึกตนพื้นฐานเสียก่อน แล้วค่อยกลับมา” อาจารย์จางผู้เคยทักท้วงเื่หนิงหลงดุลูกศิษย์คนหนึ่งหน้าห้องเรียนอย่างอารมณ์ร้าย
“พื้นฐานไม่มียังคิดจะเรียนวรยุทธ ช่างไม่เจียมตัว” เมื่อมองลูกศิษย์ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า เขาก็พลันนึกถึงหนิงหลงที่ไม่มีวรยุทธแต่กลับกล้าเสนอหน้ามาเป็อาจารย์สอนวรยุทธ แม้จะเป็แค่อาจารย์ระดับล่าง
อาจารย์จางก็ยังมองว่าหนิงหลงไม่คู่ควรกับตำแหน่งอยู่ดี ยิ่งเมื่อมองลูกศิษย์ตรงหน้าที่ไม่มีพื้นฐาน เขายิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปอีก
เมื่อถูกอาจารย์จางผลักไสอย่างไม่ใยดี เด็กหนุ่มวัย 14 ปีก็ลุกขึ้นกล่าวลาด้วยความเจ็บแค้นใจ การถูกปฏิเสธยังพอทน แต่นี่กลับดูถูกเขาต่อหน้าศิษย์คนอื่นนับร้อย เป็ใครก็ต้องรู้สึกอับอายเป็ธรรมดา
“ศิษย์ขอตัว” เด็กหนุ่มกัดฟันกล่าวลาอย่างไม่เต็มใจก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไป
ในระหว่างที่เขาเดินหัวเสียไปทั่วสถาบันก็พลันได้ยินลูกศิษย์กลุ่มใหญ่พูดคุยกันเื่อาคารตะวันตกเปิดสอนพื้นฐานอีกครั้งหลังจากปิดไปนานนับปี
“ได้ยินว่ามีอาจารย์สอนพื้นฐานคนใหม่ ไปดูกันหน่อยเป็ไง” หนึ่งในกลุ่มศิษย์พูด เขามีท่าทีอยากรู้อยากเห็น
“แค่อาจารย์สอนพื้นฐานไม่มีอะไรน่าสนใจ เ้าอยากจะไปดูทำไมกัน” หนึ่งในกลุ่มทำหน้าเฉยชาไม่สนใจ
“ที่นั่นมีไว้ให้พวกอ่อนหัดไปเรียน เหตุใดต้องไปสนใจด้วยเล่า” อีกคนกล่าวเสริม
ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของสถาบันล้วนมีพื้นฐานก่อนเข้าเป็ศิษย์กันแทบทุกคน ดังนั้นอาคารเขตตะวันตกที่ใช้สำหรับสอนพื้นฐานจึงไม่เป็ที่สนใจเท่าอาคารสอนเขตต่างๆ
แต่ไม่ใช่กับเด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกไล่ออกมาจากห้องเรียนอย่างหลิ่งซาน
หลิ่งซานมาจากตระกูลยากจน ไม่มีพื้นฐานด้านการฝึกตน หากไม่ใช่เพราะเขาทำงานหนักเก็บเงินด้วยตัวเอง ทางตระกูลคงไม่มีปัญญาส่งหลิ่งซานมาเรียนยุทธได้อย่างแน่นอน
หลังได้ยินเื่อาคารตะวันตกเปิดสอนพื้นฐาน แน่นอนว่าเด็กหนุ่มหลิ่งซานจะต้องไม่รอช้ารีบวิ่งตรงไปเขตตะวันตกทันที
หน้าประตูไม้อาคารตะวันตก หลิ่งซานจัดการชุดที่ยับจากการวิ่งให้เป็ระเบียบก่อนจะประสานมือโค้งคำนับอยู่หน้าประตู
“ศิษย์หลิ่งซาน คารวะอาจารย์” เด็กหนุ่มผมสั้นผิวเข้มใบหน้าและท่าทางของเขาดูจริงจังสมดังบุรุษพึงมี กล่าวเสียงดังฟังชัด
“เข้ามา” หนิงหลงเอ่ยด้วยเสียงนิ่งเฉย ไม่หันมองแม้แต่ต้นเสียง สายตาเขายังคงจดจ่ออยู่กับหนังสือเล่มเดิม
เสียงที่ดังลอดผ่านประตูออกมาทำเอาหลิ่งซานประหลาดใจไม่น้อย เขาไม่คิดว่าอาจารย์สอนพื้นฐานจะอายุน้อยเช่นนี้ ฟังดูแล้วคงไม่เกิน 20 ปี
หลิ่งซานส่ายหน้าปรับอารมณ์ให้สงบลงก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกเขาก็นิ่งอึ้งด้วยความใ ไม่คาดคิดว่าเ้าของเสียงเรียกจะยังเด็กเช่นนี้ ดูๆแล้วคงห่างจากเขาไม่กี่ปี
หากไม่เห็นเสื้อคลุมอาจารย์ที่หนิงหลงสวมอยู่ หลิ่งซานคงไม่มีวันเชื่อว่าเด็กหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ภายในห้องจะเป็อาจารย์ผู้สอนจริงๆ
หนิงหลงเหลือบตาไปมองเด็กหนุ่มหน้าประตูก่อนจะถอนหายใจ ราวกับชินชากับท่าทางแบบนั้น
“หากไม่คิดจะเข้ามา ก็ปิดประตู” หนิงหลงกล่าวกับเด็กหนุ่มที่ยืนอึ้งอยู่หน้าประตู
ราวกับถูกเสียงปลุกจากภวังค์ หลิ่งซานรีบควบคุมอารมณ์ฟุ้งซ่านของตัวเอง แล้วรีบเดินไปยังโต๊ะของอาจารย์ที่หนิงหลงนั่งอ่านหนังสืออยู่ หลังจากจัดการความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด เขาก็คุกเข่าลงต่อหน้าหนิงหลง
“อาจารย์ ได้โปรดชี้แนะพื้นฐานการฝึกตนแก่ศิษย์คนนี้ด้วย” หลิ่งซานประสานมือกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็จริงเป็จัง
การกระทำของอีกฝ่ายทำเอาหนิงหลงผู้มีท่าทีนิ่งเงียบมาตลอดชะงักค้างไปพักใหญ่ เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าถึงกับยอมคุกเข่าขอร้องเขาในฐานะอาจารย์จริงๆ
ในฐานะอาจารย์ หนิงหลงทั้งไร้วรยุทธ และอายุน้อยสุดที่เคยมีมา เขามักจะถูกมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามจากผู้คนรอบตัว
แต่กับหลิ่งซานเด็กหนุ่มตรงหน้า เขาไม่มองหนิงหลงด้วยสายตาดูถูก อีกทั้งยังคุกเข่าแสดงความจริงใจให้เห็นั้แ่แรกพบ
“เขายังสติดีอยู่หรือเปล่า ?” หนิงหลงครุ่นคิดกับตัวเองในใจ มันแปลกเกินไปที่มีคนแสดงออกกับเขาแบบนี้
“ศิษย์จะตั้งใจเรียนรู้ ขออาจารย์ได้โปรดชี้แนะศิษย์ด้วย” เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ หลิ่งซานก็รีบกล่าวเสริม กลัวอาจารย์ตรงหน้าจะไม่ยอมสอนตนเหมือนอาจารย์คนอื่นๆ หากเป็เช่นนั้น ความฝันจะยกระดับตระกูลชาวไร่ธรรมดาให้เป็ตระกูลผู้ฝึกยุทธคงจบสิ้นลงตรงนี้
“เ้าไม่สงสัยความสามารถข้ารึ ? ถึงได้คุกเข่าเช่นนี้” หนิงหลงพับหนังสือลงก่อนจะหันมาคุยกับเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจัง
“การได้สวมเสื้อคลุมอาจารย์เช่นนี้ แน่นอนว่าท่านต้องมีความรู้ เหตุใดศิษย์ต้องสงสัยในตัวท่านด้วย” หลิ่งซานกล่าวตามตรง ตัวเขาที่เกิดมาในตระกูลชาวไร่ พบเห็นผู้ฝึกยุทธมาไม่มากนัก ความคิดหลิ่งซานนั้นเรียบง่าย เขาเชื่อว่าการที่ใครสักคนสามารถสวมเสื้อคลุมอาจารย์ได้ ย่อมต้องมีความสามารถในการสอนผู้คน
“ใสซื่อนัก หากเขารู้ว่าข้าไม่มีวรยุทธยังจะคุกเข่าแบบนี้ให้ข้าอยู่หรือไม่ ?” หนิงหลงพึมพำกับตัวเอง
หลิ่งซานยังคงคุกเข่าโดยไม่มีท่าทีว่าจะลุกไปไหน
“ในเมื่อเ้าแสดงความจริงใจเช่นนี้ เหตุใดข้าจะไม่สอนเ้าล่ะ” นี่เป็ครั้งแรกที่หนิงหลงรู้สึกดี ตลอดเวลามีแต่สายตาดูถูกเมื่อเขาบอกว่าตัวเองเป็อาจารย์ หนิงหลงเปิดหนังสือขึ้นมาอ่านอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความอารมณ์ดี