เมื่อสายลับหลายหน้าอย่างข้า ข้ามเวลามาเป็นชายาแพทย์ยืนหนึ่ง (นิยายแปล)

    บทที่ 31 ความเจ็บปวดและความละอาย

    ญาติของฉู่จวินหลันเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้เลยหรือ มีญาติแบบนี้นางจะใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลฉู่อย่างสงบสุขได้อย่างไร นางมีความสามารถเลิศล้ำยังถูกปฏิบัติเช่นนี้แล้วในปีที่นางนอนป่วยติดเตียงจะถูกทรมานสักเพียงใด?

            ความสงสารในใจของเย่อี่เจี้ยนกลับกลายเป็นความโกรธเขาแค่นหัวเราะเย็น “คุณหนูรองฉู่ช่างได้รับการอบรมมาดีจริงๆ ข้าเป็นตัวแทนองค์หญิงใหญ่มาส่งสารต่อฮูหยินผู้เฒ่าของจวนท่านมิทราบว่าคุณหนูรองฉู่มีฐานะอันใดถึงกล้าพูดแทรกขึ้นมาเช่นนี้ เห็นทีเรื่องลำดับอาวุโสและฐานะระหว่างภรรยาเอกกับอนุในจวนนี้คงไม่จำเป็นกระมัง ช่างเปิดหูเปิดตาข้าเสียจริง”

            ฉู่เมิ่งอิ๋งไม่คิดว่าคุณชายผู้สุภาพอ่อนโยนเช่นเขาจะพูดกับตนตรงๆเช่นนี้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ ใบหน้าก็แดงซ่านจนแทบเป็นสีเลือด

            “หลานไม่รักดีขายขี้หน้าจริงๆ! ยังไม่รีบถอยไปอีก!”ฮูหยินผู้เฒ่านึกถึงความอับอายที่มีหลานสาวเช่นนี้จนสาปแช่งอนุหวังในใจหลายร้อยครั้ง แต่บนใบหน้ากลับต้องฝืนยิ้มประจบ“คุณชายเย่อย่าได้โกรธเลย เป็นความผิดข้าที่อบรมไม่ดี”

            “ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเกินไปแล้วข้าเป็นคนนอก จะไปก้าวก่ายเรื่องในตระกูลท่านได้อย่างไร”

            “ไม่ๆ …”ฮูหยินผู้เฒ่าที่ก่อนหน้านี้อาศัยอยู่ในชนบทไม่เคยสัมผัสบรรยากาศอำนาจของตระกูลขุนนางใหญ่เมื่อเจอท่าทีเช่นนี้ก็ถึงกับเสียขวัญจนสิ้นความแข็งกร้าว

            เย่อี่เจี้ยนเอ่ยอย่างเคร่งครัด“หากฮูหยินผู้เฒ่าจะอบรมหลานตน ข้าย่อมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายแต่ถ้าท่านจะลงโทษผู้ที่ไม่ได้ทำผิด ปล่อยให้คนไร้มารยาทลอยนวลแล้วจ้องจับผิดอยู่ฝ่ายเดียว เช่นนั้นข้าคงต้องเรียนให้องค์หญิงใหญ่ทราบ”

            “เรื่องนี้…ในฐานะที่ข้าเป็นผู้อาวุโสย่อมต้องตัดสินตามความถูกต้องเหตุการณ์ในวันนี้เป็นดังที่ท่านว่า หลันเจี่ยร์ไม่ผิดจริงๆ”ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปด่าฉู่เมิ่งอิ๋งทันที “หลานไม่รักดี!ยังไม่รีบขอโทษคุณชายเย่อีก!”

            ในเวลานี้ผู้คนที่มาร่วมงานในจวนอันลู่โหวก็ทยอยเดินออกมาหลายคนหันมาเห็นเหตุการณ์ตรงนี้เข้าพอดี

            ฉู่เมิ่งอิ๋งอับอายจนใบหน้าแดงก่ำหากขอโทษก็รู้สึกเสียหน้า แต่หากไม่ทำกลัวว่าด้วยฐานะของเย่อี่เจี้ยนจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งไม่พอใจ

            เมื่อเห็นฉู่เมิ่งอิ๋งยังคงยืนอึกอักฮูหยินผู้เฒ่าก็โกรธจนอยากตีนางสักครั้ง “อะไร เจ้าไม่ฟังคำสั่งหรือสมแล้วที่เกิดจากอนุ ถึงได้ไร้มารยาทถึงเพียงนี้ไม่น่าให้เจ้ามาเข้าร่วมงานใหญ่เช่นนี้เลย!”

            ถ้อยคำตำหนิของฮูหยินผู้เฒ่าช่างคมกริบ

            เซียวอวิ้นเผิงกับเซียวจื่อหลันที่อยู่ในการดูแลของเสิ่นอวี๋ก้าวลงจากบันไดมาเห็นเหตุการณ์นี้พอดี

            พอเซียวอวิ้นเผิงเห็นฉู่จวินหลันดวงตาก็เป็นประกาย รีบก้าวเข้ามาหาในทันที “ฮูหยินผู้เฒ่าเหตุใดถึงได้โมโหเช่นนี้”

            เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นถึงคุณชายรองของจวนกงติ้งอ๋องก็ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

            ฉู่เมิ่งอิ๋งก้มหน้าอย่างน่าสงสารพลันคุกเข่าลงต่อหน้าฉู่จวินหลัน “น้องสาวสาม เรื่องทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้าได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ช่วยขอให้คุณชายเย่ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดเจ้าพูดเพียงคำเดียว คุณชายเย่ย่อมต้องฟังเจ้าแน่!”

            เซียวอวิ้นเผิงขมวดคิ้วแปลกใจหันไปถามเย่อี่เจี้ยนอย่างตรงไปตรงมา“คุณชายเย่กับคุณหนูสามฉู่สนิทกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

            ถึงขั้นนี้แล้วฉู่เมิ่งอิ๋งยังคิดจะใส่ร้ายฉู่จวินหลันต่อหน้าผู้คนอีกหรือ

            เย่อี่เจี้ยนกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา“คุณหนูสามฉู่คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า ข้าย่อมตอบแทนบุญคุณสุดกำลังทว่าผู้ที่ลงโทษท่านคือฮูหยินผู้เฒ่า หาใช่นางไม่ ท่านทำเช่นนี้จะชวนให้คนงุนงงนะ”

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้บุญคุณที่ช่วยชีวิตย่อมต้องตอบแทน” เซียวอวิ้นเผิงพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่เมื่อเห็นฉู่เมิ่งอิ๋งคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยท่าทางอ่อนหวานน่าเวทนาด้วยความใจอ่อนจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อม “คุณหนูรองฉู่คงเพียงตกใจชั่ววูบเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ก็ปล่อยผ่านไปเถิด”

            ฉู่เมิ่งอิ๋งเชิดคอระหงดุจหงส์หลั่งน้ำตาพลางกล่าวเสียงแผ่ว “ขอบคุณคุณชายรองเจ้าค่ะ”

            เซียวอวิ้นเผิงยิ้มอย่างภาคภูมิก่อนจะเอ่ยกับฉู่จวินหลันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูสามฉู่มีใจเมตตาย่อมคิดเช่นเดียวกันใช่หรือไม่”

            ฉู่จวินหลันเพียงยิ้มไม่เอ่ยอันใด

            เย่อี่เจี้ยนออกหน้าปกป้องนางหากโดนเกลี้ยกล่อมเพียงไม่กี่คำก็ยอมลงย่อมเป็นการตบหน้าของเย่อี่เจี้ยนไม่ใช่หรือ

            เมื่อเซียวอวิ้นเผิงไม่ได้คำตอบจากฉู่จวินหลันใบหน้าก็แดงก่ำด้วยความกระอักกระอ่วน

            ทว่าความขุ่นมัวของเย่อี่เจี้ยนกลับคลายลงไม่น้อยเขาเองก็ไม่อยากยึดติดกับเรื่องนี้ต่อแต่เกรงว่าหากตำหนิแรงเกินไปจะทำให้ฉู่จวินหลันลำบากใจ

            “ช่างเถิดเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของตระกูลฉู่ปล่อยให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉู่จัดการเองเถิด”

            “เจ้าค่ะๆข้าจะกำชับสั่งสอนนางให้ดี หลานไม่รักดี ยังไม่ถอยไปอีก!”ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้ารับอย่างโล่งอก

            ฉู่เมิ่งอิ๋งสะอื้นพลางลุกขึ้นใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาแล้วถอยไปด้านหลัง

            เย่อี่เจี้ยนคลายสีหน้าแล้วหันไปทางฉู่จวินหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความรู้สึกผิด “วันนี้คุณหนูสามถูกร่างแหไปด้วยเพราะข้าข้ากับองค์ชายหกไม่ถูกกันมาตั้งแต่เด็ก ข้าดีขึ้นเพราะท่านเขาจึงโกรธและจงใจทำให้ท่านขายหน้า ดีที่คุณหนูสามฉู่รับมือได้ ไม่เช่นนั้นคงถูกกลั่นแกล้งเอาแน่”

            “ไม่เป็นไรกับบางคนอาจเป็นเพราะไม่ถูกชะตากัน ไม่ใช่ความผิดของท่านเสียหน่อย”ฉู่จวินหลันยิ้มบางกล่าวต่อ“แต่รบกวนคุณชายเย่ช่วยไปเรียนต่อองค์หญิงใหญ่แทนข้าด้วยหากองค์หญิงใหญ่ช่วยกราบทูลเรื่องราวนี้ต่อหน้าฮ่องเต้ต่อว่าองค์ชายหกสักครั้งจะดีไม่น้อย”

            คำพูดนี้ทำเอาเย่อี่เจี้ยนถึงกับหัวเราะแผ่วเบา

            เซียวอวิ้นเผิงนึกถึงความงดงามของฉู่จวินหลันที่เฉิดฉายยามอยู่ในงานชุมนุมเมื่อครู่รวมถึงท่าทางองอาจเด็ดเดี่ยวในการรับมือหลังจากนั้น ยิ่งทำให้ใจคันคะเยอไม่หยุดจึงกล่าวพลางทุบอกตนเอง “คุณหนูสามฉู่ไม่ต้องห่วงถ้าเรื่องนี้ทำให้ซูกุ้ยเฟยไม่พอใจ ข้ายินดีออกหน้าแทน”

            ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วปรายตามองเซียวอวิ้นเผิงแวบหนึ่งชายผู้นี้แสดงความปรารถนาอยากครอบครองนางอย่างไม่ปิดบัง ทำให้นางไม่ชอบใจนักทว่าเมื่อนึกถึงประโยชน์ที่จะได้จากเขาในวันหน้า ฉู่จวินหลันก็พลันยิ้มกว้างแววตาสุกสกาว “เช่นนั้นก็ขอบคุณคุณชายรองแล้ว”

            หัวใจเซียวอวิ้นเผิงเต้นแรงไม่เป็นส่ำถึงกับรู้สึกกระดูกอ่อนไปทั้งตัว “ไม่ต้องเกรงใจอย่างไรวันหน้าพวกเราก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน” ว่าจบก็หันไปพูดกับเสิ่นอวี๋“สหายเสิ่น เรื่องโต๊ะนั่นก็ตกลงตามนั้นแล้วกัน”

            เสิ่นอวี๋ส่ายหน้าอย่างจนใจเล็กน้อย“อวิ้นเผิง แค่โต๊ะตัวเดียวเองจะไปใส่ใจทำไม อีกอย่างก็ยังใช้ได้อยู่ไม่ใช่หรือ”

            “แต่อย่างไรคุณหนูสามฉู่เป็นคนทำเสียหายจวนกงติ้งอ๋องของเราย่อมต้องรับผิดชอบชดใช้”เซียวอวิ้นเผิงว่าพลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้ฉู่จวินหลัน

            เซียวจื่อหลันเบะปากพลางถลึงตาใส่ฉู่จวินหลัน

            เย่อี่เจี้ยนขมวดคิ้วเล็กน้อยมองนางด้วยแววตาเป็นห่วง

            ฉู่จวินหลันกลับทำเป็นไม่เข้าใจความหมายของเซียวอวิ้นเผิงคารวะลาพวกเขาทั้งสามคนก็กลับจวนตระกูลฉู่

            เมื่อถึงกลับถึงจวนฮูหยินผู้เฒ่าที่โกรธจัดเรียกอนุหวังไปยังเรือนใหญ่ทันที ทว่าในขณะเดียวกันกลับเอ่ยปลอบฉู่จวินหลันอย่างอ่อนโยนพร้อมกำชับให้กลับไปพักผ่อนให้ดี เรือนใหญ่วุ่นวายอย่างไรก็ไม่ต้องใส่ใจ

            ถึงอย่างนั้นฉู่จวินหลันก็ยังให้จื่อเยียนไปแอบฟังอยู่ข้างกำแพงพอวิ่งกลับมาก็ทำท่าดีอกดีใจราวกับฉลองวันปีใหม่

            ยามพลบค่ำมาเยือนฉู่จวินหลันที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จสวมชุดนอนผ้าแพรสีขาวสะอาดนั่งหลับตาขัดสมาธิฝึกเคล็ดวิชาพลังภายในอยู่บนเตียง

            ทว่าจู่ๆหน้าต่างด้านหลังก็มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น

            “มาแล้วหรือ”ฉู่จวินหลันยิ้มบางถามทั้งที่ยังหลับตา

            ร่างสูงโปร่งขาวสะอาดก้าวเข้ามาช้าๆหยุดยืนห่างออกไปราวสามก้าว

            เพื่อไม่ให้เงาของเขาสะท้อนออกไปด้านนอกฉู่จวินหลันจึงดับตะเกียงทั้งห้อง

            เซียวซวี่ในยามนี้ราวกับกำลังโดนแสงจันทร์โอบกอดรัศมีเย็นเยียบคล้ายประกายดาราไหลเวียนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

            ฉู่จวินหลันยิ้มเล็กน้อย“มาเถิด ข้าขอตรวจชีพจรหน่อย”

            แต่เซียวซวี่กลับยืนนิ่งเขาก้มหน้าเม้มปากเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “ขอโทษ”