จุติมา

    บทที่ 37 หัวใจที่แหลกสลาย

    บทที่ 37

    หัวใจที่แหลกสลาย ​


    ห่างจากชายฝั่งออกไปเรือพายลำเล็กกำลังเคลื่อนตัวตามกระแสน้ำเข้ามาจากความมืดสู่ท่าเรือที่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง หลายอาทิตย์บนท้องทะเลคลื่นลมรุนแรงไม่มีกระทั่งน้ำหรืออาหาร มีเพียงขวดสุราว่างเปล่าไม่กี่ขวดที่เธอได้กักตุนเอาไว้ซึ่งมันหมดภายในไม่กี่วัน ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เข้าเทียบฝั่งอย่างทุลักทุเลผู้ที่ยืนอยู่บนท่าแทบไม่สังเกตการมาถึงของสตรีผู้นี้เพราะความร้อนและควันไฟกำลังทำให้เขาขาดอากาศหายใจ


    ดาบสีเงินของไคเลอร์กระชับเข้าที่ลำคอผู้มีใบหน้าไม่ค่อยเต็มใจ สายตาหวาดระแวงมองกวาดไปทางด้านหน้า


    ปลายเท้าในรองเท้าบูทเหยียบขึ้นมาบนท่า ส่วนเปลวไฟร้อนแรงที่รายล้อมไม่ทำให้เธอกระทบกระเทือนแม้แต่น้อย ร่างนั้นมายืนกั้นกลางระหว่างชายสองคนที่กำลังจะหมดสติกับบรรดาชายหนุ่มสวมบ่วงคอจำนวนหลายสิบคน


    "พวกแกกำลังทำอะไรกันอยู่..." เป็นคำถามที่ไม่มีแม้ผู้ใดคิดตอบ แววตาของผู้มาเยือนหรี่ลงแหงนหน้ามองเสากระโดงเรือล่วงหล่นลงมา มือขวาล้วงไปทางด้านหลังขยุกขยิกอยู่พักหนึ่งก่อนหยิบม้วนกระดาษยู่ยี่ออกมาคลี่ดู


    "น้ำหมึกอย่างนั้นเหรอ ยัยแก่!" จูเลี่ยนสบถด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ตัวอักษรบนนั้นไหลนองผสมกันมั่วไปหมดจนอ่านไม่รู้เรื่อง เสื้อผ้าของเธอยังเปียกโชกนับประสาอะไรกับม้วนกระดาษแผ่นเดียว มือนั้นขยำมันทิ้งแบบไม่ใส่ใจ ท่ามกลางสายตาของทุกผู้คน


    "แค่ฆ่ามันให้หมดทุกคนก็สิ้นเรื่อง!!!" จูเลี่ยนอารมณ์เสียหงุดหงิดเป็นที่สุด ขยี้ผมสีน้ำตาลสกปรกที่ติดกันเป็นก้อนแล้วจึงหันไปทางฝั่งคนจำนวนเยอะกว่า


    "ฉันมีคำถามสำคัญจะถามพวกแกทุกคน..."


    ไม่ทันจะพูดจบชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาก็ผลักเหล่าชายติดอาวุธมายืนอยู่ด้านหน้าสุด เขาขยับบ่วงคอของตนไปทางซ้ายและขวาเกิดความรู้สึกอึดอัดกับความร้อนที่กำลังถาโถม กับทรัพย์สินของเขาหลายอย่างกำลังถูกทำลายด้วยเปลวเพลิง


    "พวกแกมัวรออะไร!" ดันเต้ตะโกนเรียกสติด้วยความอาฆาตแค้นมองเรือลำแล้วลำเล่ามอดไหม้


    "แต่ว่า..."


    "ไม่มีแต่ไอ้โง่! ฆ่าพวกมันให้หมด! เว้นเจ้าอ้วนนั่นไว้!" เขาชี้นิ้วออกคำสั่ง


    "เฮ่! ฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วยซักหน่อย จะว่าไปบ่วงคอพวกแกมันดูน่าอึดอัดจริงๆเหมือนฉันจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ช่างมันเถอะ" จูเลี่ยนฉีกยิ้มกว้าง


    ฝูงชายสวมบ่วงคอวิ่งขึ้นไปบนท่าเทียบเรือในทันที คมอาวุธง้างเข้าหาทุกคนที่อยู่บนนั้น


    "ได้! พวกแกรนหาเรื่องเอง ฉันจะถล่มพวกแกทุกคนให้เละจนกว่าจะไปถึงร้านเหล้าที่ใกล้ที่สุด!" จูเลี่ยนใช้ฟันกระชากเส้นเลือดบนข้อมือสะบัดมันออกอย่างรวดเร็ว ของเหลวสีแดงสดจับตัวกันเป็นวัตถุแหลมคมคล้ายดาบเชือดเฉือนทุกร่างบริเวณนั้นด้วยความรวดเร็วไร้ความปราณี ไม่มีความลังเลหรือพลาดเป้า ชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายเต็มท่าเรือ ใช้เวลาไม่นานความสงบก็กลับมาพร้อมกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เปลวไฟสะท้อนของเหลวสีแดงสดวูบวาบจนเป็นประกายสวยสดงดงาม


    ดันเต้ตกตะลึงกับความสามารถของสตรีลึกลับผู้นี้ ภาพที่เขาเห็นฉายอยู่ในแววตาเพียงไม่กี่วินาทีร่างไร้ชีวิตศพแล้วศพเล่าก็ลงไปกองกับพื้น เขารีบหันหลังวิ่งหนีไปอีกทางด้วยความหวาดกลัว


    "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!" ในหัวของเขาปวดตุบไปหมด


    "ที่รัก! ฉันมาแล้ว!" ลิเลียนวิ่งเข้าหาในสภาพแขนกำลังฟื้นฟู เส้นเลือดปูดโปนผูกผสานเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ สำหรับดันเต้มันดูน่าขยะแขยงสิ้นดี เขาจึงผลักเธอแบบไร้เยื่อใยให้ล้มลงกับพื้นเหมือนเป็นตัวเกะกะ ร่างไร้แขนเซล้มไปด้านข้าง


    "อย่ามาขวางฉันยัยโง่!" ดันเต้ออกตัววิ่งสุดชีวิต ความกลัวกับความลนลานกำลังบดบังทุกสิ่งแม้กระทั่งตัวตนที่น่าหวาดหวั่นจากฟากตรงข้าม


    เบื้องหน้าร่างภายใต้ชุดเกราะอันหนาวเหน็บก้าวเท้าเข้ามา สิ่งปลูกสร้างบริเวณโดยรอบเริ่มพังทลายจากผลึกน้ำแข็งที่หมุนวนไม่ต่างจากพายุใบมีด ดันเต้ต้องหยุดชะงักล้มลงกับพื้นล้มลุกคลุกคลานหนีตายอีกรอบ


    "บ้าที่สุด! พวกแกมันเป็นตัวหายนะ!" โชคร้ายขาข้างหนึ่งของดันเต้ติดอยู่บนพื้นน้ำแข็ง มันชาจนไม่รู้สึกส่วนมือของเขาตะเกียกตะกายจนฝุ่นดินฟุ้งตลบ ขาข้างนั้นแตกละเอียดแยกออกจากลำตัว


    "ฉันไม่อยากตาย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!"


    สตรีผู้เป็นที่รักรีบวิ่งเข้าหาในทันทีรีบประคองร่างอันบอบช้ำเอาไว้ สถานการณ์กำลังจะสายเกินแก้คราวนี้เป็นขาอีกข้างที่ถูกความหนาวเย็นไล่ตามมามันเริ่มชาจนไม่สามารถขยับได้


    "ช่วยฉันที! ฆ่ายัยนั่นซะ! หยุดมันเดี๋ยวนี้!" น้ำตาเขาไหลพรากดั่งเด็กน้อย


    "ที่รักฉัน...แต่ว่า...ฉันจะต้องตัดขาอีกข้างของเธอออก ไม่งั้น..." ลิเลียนรู้สึกสงสารชายหนุ่มลึกสุดหัวใจ เธอประเมินผิดไปทุกอย่าง พลังที่เธอไม่คาดคิดว่ามันจะมหาศาลถึงเพียงนี้และดูเหมือนมันจะไม่หยุดลงโดยง่าย แววตาของเธอเคลื่อนตกลงต่ำตกอยู่ในความลังเลทุกอย่างมันคงสายไปเสียแล้ว


    "ฉันสัญญา เธอจะไม่ทรมาน...อย่างน้อยเธอจะตายด้วยมือของฉัน..." ลิเลียนสะอึกสะอื้นหัวใจอันเป็นนิรันดร์แตกสลายย่อยยับ


    "หยุดนะยัยบ้า! แกจะทำอะไร!"


    "แค่หลับตาลงนะคนดี...ทุกอย่างจะไม่เป็นไร" นิ้วมือทั้งห้าอันแหลมคมกางออกง้างขึ้นเหนือท้องฟ้าจนสุดปลายเล็บ แล้วปักลงตรงกลางหน้าอกชายอันเป็นที่รักเลือดของชายหนุ่มสาดกระทบใบหน้าที่โศกเศร้า


    "ฉันจะรีบตามเธอไป...ชีวิตนิรันดร์ที่ไม่มีเธอมันไร้ค่าสิ้นดี..." ลิเลียนกอดร่างไร้ชีวิตของชายหนุ่มที่ท่อนล่างของเขาเหลือเพียงครึ่งเดียวไว้แน่น ท่ามกลางพายุน้ำแข็งอันโหมกระหน่ำที่ซัดเข้ามาใกล้ขึ้นทุกฝีก้าว


    "ถอยออกไป!" ท่อนขาภายใต้รองเท้าบูทอันทรงพลังเตะเข้าที่สีข้างของสตรีที่กำลังโศกถึงขีดสุด ร่างของเธอกระเด็นออกไป ในอ้อมแขนยังกอดเศษซากที่เกือบจะเป็นน้ำแข็งไว้แน่น


    จูเลี่ยนใจหายเมื่อเห็นสภาพข้างหน้า เธอกัดฟันแน่นพยายามเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมด ในหัวของเธอปวดร้าวจนแทบระเบิดออก


    "ไม่! มันจะต้องไม่เป็นแบบนี้!"


    "จูเลี่ยน!!!!" ร่างไร้สติคำรามดังลั่นกลบเสียงทุกสิ่ง แม้แต่ผืนดินที่เป็นน้ำแข็งก็แตกออกจากกัน เสาผลึกพุ่งออกด้านข้างของตัวเธอ ร่างนั้นใกล้จะประทุเต็มทีเส้นผมสีฟ้าปลิวว่อนลอยขึ้นสูงเหนือบ้านเรือนที่พังทลาย


    "เธอไม่จำเป็น...ไม่จำเป็นต้องใช้พลังอีก ทำไมกัน...ฉันกำจัดศัตรูทุกคนของเธอไปหมดแล้ว...เหตุการณ์แบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้น!" ท่ามกลางบรรยากาศอันบ้าคลั่ง ร่างของจูเลี่ยนเดินฝ่าเข้าไปในดงใบมีดน้ำแข็ง เลือดจากร่างของเธอไหลทะลักออกมาปัดป้องเศษน้ำแข็งแหลมคมผนวกกับร่างกายที่กำลังฟื้นฟูสภาพจุดแล้วจุดเล่า


    "เธอจะแตกสลายอีกไม่ได้! อ๊ากก!" จูเลี่ยนใช้พลังทั้งหมดที่มี กระโจนลอยตัวขึ้นสูงคว้าร่างที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเอาไว้ เธอกอดรัดร่างของเอวาไว้แน่นหมายเรียกสติให้กลับมา


    ‘คิดสิ คิดสิ จูเลี่ยน ต้องหยุดพลังของเธอเดี๋ยวนี้!’


    ถึงแม้จะต้านทานใบมีดน้ำแข็งที่ปลิวว่อนไปได้ แต่ร่างของเธอกำลังถูกแช่แข็งอย่างรวดเร็ว ร่างกึ่งหนึ่งของจูเลี่ยนกำลังแตกสลายใบหน้าของเธอปวดร้าวไปหมด เธอต้องทำอะไรซักอย่างก่อนที่แขนอีกข้างจะขยับไม่ไหว


    "ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากเลือกวิธีนี้..." จูเลี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก เลือดที่กระจัดกระจายอยู่ในอากาศวิ่งเข้าหาแขนอีกข้างที่กำลังง้างจนสุด เส้นเลือดหลายสายเร่งเยียวยาต่อสู้กับการกลายเป็นน้ำแข็งมันจับตัวกันเป็นก้อน แขนของเธอถูกห่อหุ้มด้วยเลือดสีแดงสดหมุนวนดั่งมีชีวิตหลีกหนีจากสภาวะถูกแช่แข็ง


    หมัดแรกกระแทกอย่างรุนแรงจนเกราะหน้าอกที่เป็นผลึกโปร่งใสแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ท่อนแขนของจูเลี่ยนก็พังพินาศเช่นกัน


    "งอกออกมาสิวะ!" จูเลี่ยนง้างหมัดเตรียมปล่อยการโจมตีครั้งต่อไป เธอเร่งการฟื้นคืนสภาพมาที่แขนข้างนั้น ไม่ทันที่มันจะสมบูรณ์กระดูกแหลมคมที่กำลังงอกออกมาใหม่ก็แทงเข้าที่หน้าอกของคนรัก เลือดของจูเลี่ยนจับตัวเป็นเส้นสายระโยงระยางขนาดเล็กจำนวนมากชอนไชควานหาแกนกลางของชีวิตภายในร่างสตรีผมฟ้า


    "เธอต้องกลับมา! ฉันจะไม่ยอมให้เธอแตกสลายอีกเด็ดขาด!" หัวใจที่ยังเต้นเป็นจังหวะทะลุออกจากแผ่นหลังอันขาวเนียน ร่างสตรีผมฟ้ากระตุกเล็กน้อยเส้นเลือดในร่างของเธอพันเลื้อยพยายามยื้อแย่งหัวใจสดสดจากมือของจูเลี่ยน


    "ใช่แล้ว...เธอต้องอยากมีชีวิตอยู่" จูเลี่ยนดันท่อนแขนเข้าไปลึกขึ้นจนใจกลางอกฉีกขาด


    "ครั้งสุดท้ายแล้ว!" จูเลี่ยนผลักมือของตนที่ทะลุไปข้างหลังลึกเข้าไปอีกจนดวงใจของเอวากระเด็นหลุดออกจากฝ่ามือหมุนควงอยู่กลางอากาศ เลือดที่หมุนวนรอบท่อนแขนพุ่งตัวออกไปเป็นแท่งสีแดงเรียวแหลมเสียบทะลุดวงใจที่ลอยล่อง


    เส้นเลือดจำนวนหลายสายโอบรัดวิ่งวนบนท่อนแขนจูเลี่ยนที่ยืดยาวออกไป มันช่วยกันสานเพื่อไปให้ถึงอวัยวะสีแดงสดที่ถูกแทงจนทะลุไกลออกจากร่าง ร่างที่พยายามช่วยชีวิตใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มทีหลายส่วนเริ่มแตกออกเป็นก้อนน้ำแข็งร่วงหล่นลงพื้น


    "อ๊าก!!!! อีกแค่นิดเดียว!" การรีดเค้นพลังครั้งสุดท้ายทำให้หนามแหลมคมพุ่งออกจากส่วนปลายฉีกกระชากจนก้อนเนื้อดวงเล็กระเบิดออกเป็นผุยผง ทุกการทำงานของร่างเอวาหยุดอยู่กับที่เส้นเลือดจำนวนมากที่เลื้อยออกมาจากปากแผลบนแผ่นหลังพยายามหดกลับเข้าร่างเพื่อสร้างอวัยวะสำคัญขึ้นมาใหม่ แต่ไม่สามารถทำได้มันไม่สามารถแทรกเข้าไปในท่อนแขนของจูเลี่ยนที่คาไว้อยู่กลางอก


    พลังอันน่าสะพรึงหยุดลง ร่างสองร่างล่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ ความหนาวเย็นรอบข้างคลายตัวออก รวมถึงร่างของจูเลี่ยนที่มีสภาพยับเยินแผ่อยู่บนพื้น ใบหน้าที่หายไปครึ่งหนึ่งของเธอกำลังฟื้นคืนสภาพเอียงมองดูสตรีผมฟ้าที่ไร้ซึ่งลมหายใจ ภาพเด็กหญิงผมฟ้าซ้อนทับใบหน้าของเธอดั่งองค์หญิงที่กำลังหลับใหล


    "ขอแค่อีกนิดเดียว..." ก่อนที่สติจะลาลับจูเลี่ยนกัดฟันสู้ใช้แรงครั้งสุดท้ายดึงท่อนแขนออกมาจากร่างของเอวาแล้วโอบพาดร่างนั้นไว้อย่างแผ่วเบา เส้นเลือดเส้นเล็กตรงหน้าอกเริ่มมีการเคลื่อนไหวเธอก็หลับตาลงด้วยความเบาใจ อาจดูไม่ประณีตซักเท่าไหร่กับวิธีการของเธอแต่อย่างน้อยก็เป็นอีกครั้งที่ผ่านไปได้ พร้อมกับหยาดฝนที่เทลงมาชำระล้างทุกสิ่งที่ผ่านพ้นมีเพียงเสียงจ้อกแจ้กกระทบพื้นอื้ออึงอยู่ข้างหู


    “………………………”


    “………”