ขณะที่ติงไท่ชุนล้มลงเขายังไม่อยากจะเชื่อว่าคนตรงหน้าที่กำลังยิ้มเป็นน้องชายแท้ ๆ ของตัวเองและแน่นอนว่า วินาทีนั้นเขาก็นึกได้ว่านี่คือน้องชายแท้ ๆ ของเขา หลายปีมานี้เพราะทั้งสองมีนิสัยที่คล้ายกันมาก จึงไม่ค่อยจะคุยกันเลยด้วยซ้ำ
หากไม่ใช่เพราะอยากกำจัดอันเจิงติงไท่ชุนก็ไม่มีทางตามติงเซิ้นซามาแน่นอน
ติงไท่ชุนที่นอนบนพื้นยื่นมือออกไปยังติงเซิ้นซาด้วยสัญชาตญาณเลือดที่กองอยู่บนพื้นมากจนน่ากลัว “ช่วย...ช่วยข้า...”
ติงเซิ้นซากำลังยิ้ม เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้“ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าตอนนั้นท่านพ่อคิดอะไร ถึงตั้งชื่อที่คล้ายกันขนาดนั้นติงไท่ชุน...ติงไอ้ชุ่ย”
เขายืนขึ้น ในแววตามีประกายบางอย่างที่ทำให้ติงไท่ชุนรู้สึกกลัว
“อันเจิง...ความจริงข้าอยากล้มเจ้าต่อหน้าทุกคนในเหตุการณ์ที่สำคัญกว่านี้แต่ในเมื่อเจ้ารนหาที่เองงั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้ามีชีวิตต่อก็แล้วกัน”
ในแววตาเขาราวกับมีพลังสีดำ พลังที่มีกลิ่นอายของมารคละคลุ้ง
ขณะเดียวกันมีดในมือของอันเจิงยิ่งเหมือนมารร้ายมากกว่า ทุกคนที่ขวางหน้าเขาต่างต้องถูกฆ่าตายไม่มีใครสามารถต้านการโจมตีของอันเจิงได้ปกติชายกำยำในตระกูลเกาก็ถือว่าดูบ้าบิ่นไม่น้อย แต่เวลานี้ ทุกคนตกใจจนความกล้าหดหายเหลือเพียงแค่คนใจเสาะที่กำลังหนีตายเท่านั้น
บนถนน ชายกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ยืนเรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบใครพุ่งมาก็ถูกอัดล้มลงทั้งหมด เดิมทีชายกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็มีร่างใหญ่กว่าคนทั่วไปเป็นเท่าตัวบวกกับความกลัวที่เห็นอันเจิงฆ่าฟันคนเป็นว่าเล่นฉะนั้นคนเหล่านี้จึงไม่มีกะจิตกะใจจะต่อสู้อีกแล้ว
“คุกเข่า!”
หลังเสียงตะโกนดังขึ้นชายกำยำที่กลัวจนไม่กล้าต่อต้านคุกเข่าลงทันที ตู้โซ่วโซ่วยกร่างของเจ้าของกิจการที่ถูกซ้อมจนตายมาวางอย่างระมัดระวัง
“คำนับ!”
ตู้โซ่วโซ่วตะโกนขึ้นชายกำยำเหล่านั้นคำนับลงอย่างต่อเนื่อง ราวกับเต่าที่กำลังหดหัวเข้ากระดอง
ติงเซิ้นซาโบกมือราวกับส่งสัญญาณให้คนของตัวเองถอยหลัง เขายืนบนบันไดสูงแล้วมองลงมายังอันเจิง“นี่สิ ถึงเป็นอันเจิงที่ข้ารู้จัก ไม่ใช่เต่าในกระดอง แต่อันเจิง...เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าวันนี้ตัวเองก่อเรื่องใหญ่มากไปหน่อย? เมื่อครู่เจ้าเพิ่งฆ่าบุตรชายคนโตของท่านเจ้ากรมพิธีการเรื่องนี้เกรงว่าคงไม่จบง่าย ๆ”
อันเจิงเบ้ปาก “อาจไม่ใช่แค่คนเดียว”
ติงเซิ้นซายิ้มราวกับไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด “อันเจิง ในบางครั้งข้าก็จำเป็นต้องยอมรับในความกล้าของเจ้าแต่ส่วนมาก ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าโง่สุด ๆ ข้าเพียงแค่จัดฉากขึ้นเท่านั้นเจ้าก็ต้องกระโดดออกมาอย่างทนไม่ได้...ที่ข้าต้องการไม่ใช่การตายของเจ้าเพียงคนเดียวแต่เป็นทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าต้องตายด้วยทั้งหมด ใช้การตายของติงไท่ชุนก็น่าจะพอแล้วบวกกับเจ้าฆ่าคนมากมายขนาดนี้...ต่อให้บิดาข้าจะไม่จัดการเจ้าผู้มีอำนาจในแคว้นเยี่ยนก็ทนเห็นเจ้าทำเรื่องบังอาจเช่นนี้ไม่ได้อยู่ดี”
อันเจิงไม่พูดไม่จา เขามองไปยังติงเซิ้นซาในแววตากลับดูสงบนิ่ง
แต่ติงเซิ้นซากลับดูได้ใจมากขึ้น“เพียงแค่อัดเจ้า ข้าจะพอใจได้อย่างไร ฆ่าติงไท่ชุนไปหนึ่งคนก็เท่ากับทำลายทุกอย่างของเจ้าได้แล้วเดิมทีข้าคิดว่าเจ้าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่ดูแล้วเจ้ามันก็แค่ร่างไร้สมองที่กล้าบ้าบิ่นเท่านั้นเองเพื่อประชาชนที่ต่ำต้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองจะเสียอะไรไปบ้าง? อันเจิงเจ้าเคยคิดเผื่อคนข้างหลังบ้างหรือไม่?”
อันเจิงพยักหน้า “คิดอยู่แล้ว”
ติงเซิ้นซาสงสัยขึ้นมา“อย่างงั้นก็ลองบอกมาสิ เจ้าคิดจะจัดการเรื่องในวันนี้อย่างไร?”
อันเจิงโยนมีดที่มีรอยขีดข่วนและเต็มไปด้วยเลือดทิ้งลงพื้นจากนั้นกระดิ่งแก้วก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา “เมื่อฆ่าเจ้าแล้วค่อยว่ากัน”
ติงเซิ้นซาหัวเราะเสียงดัง“เจ้ามั่นใจตัวเองมากเกินไปแล้ว ข้าไม่ใช่ติงเซิ้นซาคนเดิมที่ถูกเจ้าหยามศักดิ์ศรีอีกแล้วล่ะ!”
เขาชี้มือไปยังด้านหน้าจากนั้นหอกยาวสีดำก็ปรากฏอยู่ในมือเขา หอกนั้นชี้ไปยังอันเจิง “ข้าจะจับเจ้าให้ได้ก่อนให้เจ้ารู้ว่าความมั่นใจของตัวเองเป็นความโง่เง่า จากนั้นก็ให้เจ้าได้เห็นเพื่อนและคนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าตายไปต่อหน้าต่อตา”
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเขารู้สึกได้ว่าหอกยาวนั่นมีกลิ่นอายของมาร
อันเจิงมองไปรอบด้าน “อยากทำให้ข้าอับอาย? งั้นก็ตามมาสิ”
เขาออกแรงที่ปลายเท้า ร่างพุ่งออกไปทางนอกเมืองอย่างรวดเร็วติงเซิ้นซาที่คาดว่าอันเจิงจะจู่โจมทันทีชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็พุ่งตามอันเจิงออกไป “เจ้าคิดว่าหากตอนนี้ไปจากที่นี่แล้วจะไม่ทำให้เพื่อนตัวเองเดือดร้อนหรือ”
ทั้งสองวิ่งตามกันผ่านถนนหนทาง ราวกับใบไม้สองใบลอยผ่านไปอันเจิงพุ่งไปถึงหน้าประตูเมืองอย่างรวดเร็ว ทหารเฝ้าประตูยังไม่ทันได้มองว่าเป็นใครอันเจิงก็พุ่งผ่านประตูออกจากเมืองฟางกู้แล้ว ติงเซิ้นซารู้ว่าอันเจิงกลัวจะต่อสู้กันแล้วทำร้ายคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรมากมายขนาดนั้นคิดเพียงแค่จะล้มอันเจิงแล้วจับตัวกลับไปเท่านั้น
ทั้งสองออกจากเมืองฟางกู้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็มุ่งลงไปทางใต้ทหารม้าที่ตรวจความเรียบร้อยอยู่บนถนนนอกเมืองรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แต่ยังไม่ทันได้หันกลับไปมองอันเจิงและติงเซิ้นซาก็วิ่งผ่านทหารม้าไปไกลแล้ว เหลือเพียงฝุ่นที่ตลบไปตามทาง
เหล่าม้าศึกรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวทันใดนั้นก็หยุดลงทันที
ขณะเดียวกันในเมืองฟางกู้ก็วุ่นวายไปทั่ว เหล่าผู้มีอำนาจในเมืองต่างก็สนใจเรื่องนี้คนในตำหนักจิงเซี่ยวและตำหนักวิหารสวรรค์ก็จับตาดูอยู่ ท่านเสนาบดีของหน่วยทหารเดินทางออกจากหน่วยทหารเขานั่งอยู่ในรถม้าที่มีเชียนจีคุ้มกันแล้วมุ่งไปทางตำหนักวิหารสวรรค์ ส่วนท่านเจ้ากรมพิธีการติงวู่ที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งก็นั่งรถม้าไปตำหนักจิงเซี่ยวด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
อันเจิงพุ่งไปทางใต้อย่างต่อเนื่อง ส่วนติงเซิ้นซาที่ตามมาด้านหลังก็ระเบิดโมโหเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง พวกเขาอยู่ห่างจากเมืองฟางกู้อย่างน้อยหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว
ด้านหน้าเป็นฐานรบที่ไม่ได้ใช้การมานานหลายปีหลุมหลบภัยเหล่านี้ ทหารเยี่ยนสร้างขึ้นตอนที่แคว้นโยวแคว้นป้า และแคว้นยงร่วมมือกันโจมตีเมืองฟางกู้ สงครามที่แสนน่ากลัว จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครลืมมันได้เลยเพราะชนเผ่ากู่เลี่ยเข้าร่วมการแย่งชิงในเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นทหารในชนเผ่ากู่เลี่ยเข้ามาสู้รบกับทหารม้าของกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กฉะนั้นทหารแคว้นโยวจึงบุกเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าพลังการต่อต้านของชาวเยี่ยนจะแข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้กองทัพอัศวินเพลิงเหล็กกับทหารชนเผ่ากู่เลี่ยสู้กันจนเกือบตายทั้งหมดเมืองฟางกู้ถูกทหารโยวล้อมไว้แล้ว แต่ถึงกระนั้นชาวเยี่ยนยังคงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทหารเยี่ยนและประชาชนชาวเยี่ยนร่วมมือกันสร้างหลุมหลบภัยไปทั่วและทุกหลุมหลบภัยก็จะมีทหารเยี่ยนที่แข็งแกร่งเฝ้าอยู่
การจู่โจมของทหารโยวก็ถือว่าเป็นไปได้ยากบางครั้งมีทหารโยวกว่าพันคนที่เข้าไปล้อมหลุมหลบภัย แต่หลังจากเกิดการเสียหายบาดเจ็บล้มตาย จึงเพิ่งรู้ว่าผู้ที่เฝ้าป้อมหลุมหลบภัยมีเพียงประชาชนธรรมดาหลายร้อยคนเท่านั้น
หลังเกิดการสู้รบครั้งยิ่งใหญ่ แคว้นเยี่ยนก็ราวกับจะสูญสิ้นเพราะสงครามในครั้งนี้ชนเผ่ากู่เลี่ยเสียหายมากจึงหนีกลับเทือกเขาชางหมานส่วนทหารโยวล้อมเมืองฟางกู้มานานถึงหนึ่งเดือน แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปในเมืองหลวงได้ต่อมาแคว้นจ้าวและแคว้นโจวส่งทหารเข้ามาช่วยเหลือ และทำให้แคว้นโยวพ่ายแพ้ไปสงครามทหารสามแสนคนจากแคว้นโยวจึงสิ้นสุดลงอย่างอนาถราวกับแผ่นดินแทบจะสูญสิ้นก็ไม่ปาน
นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาแคว้นเยี่ยนและแคว้นโยวต่างสูญเสียอย่างสาหัส ทั้งสองแคว้นจึงยุติสงครามมานานหลายปี
ถึงแม้ทุกวันนี้หลุมหลบภัยเหล่านี้จะยังอยู่แต่ก็ไม่มีทหารเฝ้ามานานมากแล้ว จุดประสงค์เดียวที่ยังเก็บหลุมหลบภัยเหล่านี้เอาไว้นั่นก็คือให้ชาวเยี่ยนทุกคนได้จดจำว่าความเจ็บปวดที่ถูกคนพวกนั้นบุกเข้ามามันมากมายแค่ไหน
อันเจิงหยุดลงที่บริเวณหลุมหลบภัยเหล่านี้จากนั้นก็ยืนรอติงเซิ้นซาด้วยสีหน้าราบเรียบ
ตูม!
หลุมหลบภัยที่เริ่มผุกร่อนถูกหอกยาวของติงเซิ้นซาพังทลายลงในครั้งเดียวก้อนหินร่วงหล่นลงบนพื้น ท่ามกลางก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมานั้น ติงเซิ้นซาก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ
“นี่เจ้าหาหลุมศพของตัวเองเจอแล้วหรือ?”
อันเจิงพยักหน้า “มาสิฝังข้าไว้ที่นี่เลยสิ”
ติงเซิ้นซาพุ่งหอกยาวไปทางอันเจิง“หลังจากตีเจ้าจนเกือบตาย ข้าค่อยลากกลับเมืองฟางกู้!”
อันเจิงถอยไปด้านหลังกระดิ่งแก้วปรากฏตัวอยู่ด้านหน้า หอกยาวสีดำและกระดิ่งแก้วปะทะกันอย่างแรงจากนั้นก็มีคลื่นลมแรงซัดออกไปรอบด้าน พรึบ...ในรัศมีสิบเมตรกำแพงพังทลายกลายเป็นผุยผง ท่ามกลางอากาศมีเศษดินและเศษหินลอยเต็มไปหมด
อาวุธมารปะทะกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ถือได้ว่ากระดิ่งแก้วเจอคู่ต่อสู้ที่สูสี
อันเจิงไม่รู้ว่ากระดิ่งแก้วของตัวเองอยู่ระดับอะไร แม้แต่ผู้เฒ่าฮั่วก็ไม่อาจมั่นใจได้เพราะอาวุธมารไม่เหมือนอาวุธของมนุษย์ ผู้เฒ่าฮั่วเป็นผู้สร้างอาวุธวิเศษแต่ก็ยังไม่รู้เรื่องอาวุธมาร ส่วนติงเซิ้นซายิ่งไม่รู้ว่าหอกยาวสีดำนี้มีพลังอยู่ในขั้นอะไรเพราะของชิ้นนี้มารลำดับที่สิบเก้าเป็นคนมอบให้ ส่วนติงเซิ้นซาก็เพิ่งนำมาใช้ไม่นาน
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่คลื่นพลังลมที่ซัดออกไปหลังจากการปะทะกันของอาวุธมารสองชิ้นแต่เป็นก้อนหินที่แตกกระจายอย่างไม่ยอมหยุดลงไม่ว่าจะเป็นก้อนหินที่เล็กมากเท่าไหร่ มันยังคงแตกออกอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก้อนหินก็กลายเป็นผุยผง
กริ๊ง!
ราวกับเป็นความตื่นเต้นที่ได้เจอคู่ต่อสู้กระดิ่งแก้วของอันเจิงส่งเสียงดังออกมา
เสียงดังกังวานนั้นแผ่ออกไปทุกที่ที่เสียงนี้ไปถึง เศษดินก็ม้วนตัว ก่อรูปกันจนเหมือนมังกรพิโรธก็ไม่ปาน
มังกรพิโรธพุ่งออกไปยังติงเซิ้นซา สีหน้าติงเซิ้นซาเปลี่ยนไปทันทีเดิมทีเขาคิดว่าตัวเองมีพลังและอาวุธที่แข็งแกร่งมาก ที่แม้แต่อันเจิงก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตนแต่กระดิ่งแก้วของอันเจิง ดูแล้วราวกับอยู่ในขั้นที่ไม่ต่ำกว่าหอกยาวสีดำของเขา อีกทั้งสองสิ่งนี้ยังมีกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันไม่น้อย
แต่ทว่าติงเซิ้นซาไม่มีเวลามาคำนึงอะไรมากมายหอกยาวสีดำพุ่งออกไปอีกครั้ง ปลายหอกมีพลังสีดำปรากฏขึ้น เพียงแค่เสี้ยววินาทีพลังสีดำนี้ก็หายไปจากนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า เป็นเช่นนี้อีกหลายครั้งติดต่อกันเมื่อตอนที่พลังสีดำปะทะกับมังกรพิโรธ พลังสีดำก็มีขนาดใหญ่กว่าสองเมตรแล้ว
โครม!
ก้อนหินที่ก่อตัวเป็นกำแพงสูงหลายเมตรพังทลายลงในชั่วพริบตาอันเจิงและติงเซิ้นซาเหยียบอยู่บนก้อนหินที่ร่วงลง จากนั้นใช้พลังที่มีดูดก้อนหินเข้ามาเขาทั้งสองเหยียบกองหินที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็สูงขึ้นเทียบเท่ากับกำแพงเมืองแล้ว
“อันเจิงวันนี้ข้าจะให้เจ้าได้รู้จักกับคำว่าพลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ข้าเคยบอกแล้วข้าไม่ใช่ติงเซิ้นซาที่เจ้าเคยล้มอีกต่อไป ข้าในวันนี้ได้ข้ามผ่านพลังที่เจ้ามีมาไกลมากแล้ว”
ติงเซิ้นซาคำราม จากนั้นก็ฟาดหมัดออกไป
ยอดฝีมือในขอบเขตสุมารุสามารถใช้พลังภายในออกมาสู่ภายนอกแล้วโจมตีคู่ต่อสู้ได้หากระดับขั้นของพลังสูงมากเท่าไหร่ ระยะการโจมตีก็จะยิ่งไกลและยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น
หากผู้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุอยู่ในขั้นสูงมากขึ้นผู้ฝึกพลังวัตรก็จะสามารถทำให้พลังระเบิดออกกลางอากาศได้
ติงเซิ้นซาฟาดหมัดออกมา พลังหมัดนั้นก็ระเบิดรอบตัวอันเจิงทันทีราวกับเป็นระเบิดที่แตกออกข้างกายอันเจิงพร้อม ๆ กันแต่การระเบิดของพลังบริสุทธิ์แบบนี้ต่างจากการระเบิดของพลังธรรมดาเพราะมันมีแรงสังหารและพลังโจมตีมากกว่า เดิมทีพลังการโจมตีแบบนี้ไม่มีรูปแต่หลังจากการระเบิดก็ดูราวกับมีดที่ทรงพลัง
กำแพงรอบด้านของอันเจิงถูกพลังซัดจนพังทลายแต่กองหินใต้เท้าที่เขาเหยียบอยู่ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม
หลังเศษฝุ่นเริ่มจางลง อันเจิงที่เกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นออกมาคุ้มกันก็ปรากฏตัวท่ามกลางฝุ่นควันอีกครั้ง
“นี่น่ะหรือ พลังที่เจ้ามี?”
อันเจิงหัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“อ่อนแอจริง ๆ”