ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 30 อดีตที่เป็นดังสายลม

    ตอนที่30 อดีตที่เป็นดังสายลม

     

    “อารอง? ” ฟู่เยี่ยนไม่เข้าใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย หากเป็นไปตามที่แม่ของเธอเล่ามาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อของเธอกับอารองจะดีแบบนี้ได้อย่างไรกัน

     

    “ในตอนนั้นอารองได้เอาหนังสือแจ้งการตรวจร่างกายที่พ่อให้กับเขาไปและได้เดินทางไปตรวจร่างกายแทนพ่อดังนั้นหนังสือแจ้งการรับราชการทหารจึงได้กลายเป็นชื่อของอารองแทน

     

    และหนึ่งวันก่อนที่อารองของลูกจะเดินทางไปรายงานตัวที่กองทัพนั้นเขาก็ได้บอกกับพ่อว่า…...” ฟู่ต้าหย่งนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตอีกครั้งและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในตอนนั้นก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขา

     

    “พี่ใหญ่ผมต้องขอโทษด้วย บุญคุณของพี่ครั้งนี้ผมชดใช้ทั้งชีวิตก็คงไม่หมด ! ” ในตอนนี้ฟู่ต้าจวงมีอายุเพียง18 ปีเท่านั้นเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อถึงทำแบบนี้กับพี่ชายที่เขาคอยชื่นชมมาโดยตลอด

     

    “ต้าจวงเป็นอะไรไป ? ทำไมถึงได้มาขอโทษฉันล่ะ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษนายทั้งที่ฉันเป็นพี่ แต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ จึงต้องมาขอให้นายทำแทนแบบนี้

     

    บางทีพ่ออาจอยากให้ฉันดูแลครอบครัวก็ได้เลยไม่ยอมให้ฉันออกจากบ้าน อย่ากังวลไปเลย ฉันทำไร่อยู่ที่บ้านก็ได้ ! ”

     

    ฟู่ต้าหย่งดูแลน้องชายและน้องสาวของเขาเป็นอย่างดีมาโดยตลอดและเขาก็รู้สึกมีความสุขมาก ๆ ที่เห็นน้องชายคนรองของเขาสามารถเข้าร่วมกองทัพได้ซึ่งมันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ของพี่ชายจริง ๆ

     

    “พี่ใหญ่พ่อตั้งใจทำแบบนั้นกับพี่ ! เขาจงใจขังพี่เอาไว้และยังรู้อีกว่าพี่จะต้องบอกเรื่องนี้กับผมแต่ก็ยังปล่อยให้ผมไปแทนพี่โดยไม่โต้แย้งอะไรเลย ! ”

     

    ฟู่ต้าจวงค้นพบความจริงข้อนี้เพราะเขาได้ยินเสียงของพ่อกับแม่ที่กำลังทะเลาะกันผ่านทางหน้าต่างจึงทำให้เขารู้สึกผิดที่ตัวเองช่วงชิงชีวิตที่ควรจะเป็นของพี่ชายไป

     

    หลังจากที่ได้ฟังคำพูดนี้ฟู่ต้าหย่งเองก็ตกตะลึงไปเช่นกันเขายอมรับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่น้องชายพูดต่อจากนั้นเลยและรู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขากำลังถูกฉีกกระชากจนขาดออกจากกันเป็นชิ้น ๆจนไม่สามารถประสานกลับคืนสภาพเดิมได้อีก

     

    เดิมทีฟู่ต้าจวงต้องการที่จะไม่ไปรายงานตัวกับทางกองทัพทว่าฟู่ต้าหย่งไม่เห็นด้วย

     

    “ในเมื่อนายผ่านการคัดเลือกแล้วก็ไปเถอะมันคืออนาคตของนายเลยนะ แม้ว่าฉันจะไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไรถึงอย่างไรชีวิตของฉันก็ยังคงดำเนินต่อไปตามปกตินั่นแหละ ! นายไปรายงานตัวเถอะและอย่าลืมทำให้ดีที่สุดด้วยล่ะ ! ” ฟู่ต้าหย่งพูดเตือนสติฟู่ต้าจวงก่อนจะไปส่งเขาที่จุดรวมพล

     

    ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาฟู่ต้าหย่งไม่เคยถามกับพ่อของเขาเลยจนถึงบัดนี้ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้เป็นพ่อ? เขาคิดมาโดยตลอดว่าพ่อกับแม่มักจะลำเอียงมาโดยตลอดซึ่งบางทีเขาอาจเป็นคนที่ไม่ได้รับความโปรดปรานก็ได้

     

    แต่กับเรื่องที่เขาได้รับรู้ในภายหลังนั้นทำให้จิตใจของฟู่ต้าหย่งเย็นชาลงไปเป็นอย่างมาก

     

    ในตอนนั้นหวังซู่เหมยเองก็ได้หมั้นหมายกับฟู่ต้าหย่งแล้วเช่นกัน และงานแต่งงานของทั้งสองก็กำลังจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

     

    ทันทีที่หวังซู่เหมยย้ายเข้ามาก็ได้มีข่าวว่าโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของรัฐที่อยู่ในเมืองได้ประกาศรับสมัครพนักงาน

     

    ซึ่งตอนนั้นเสิ่นซู่จือแม่ของฟู่ต้าหย่งนั้นยังอยู่และตระกูลเสิ่นก็มีเพื่อนเก่าที่อาศัยอยู่ในเมืองอีกด้วยดังนั้นเสิ่นซู่จือจึงมีความคิดที่อยากจะฝากงานให้กับลูกชายคนโตของเธอ

     

    “ในตอนนั้นย่าของลูกจึงจะเข้าไปในเมือง โดยคิดว่าจะนำของขวัญสัก 2-3ชิ้นไปให้กับเพื่อนเก่าเพื่อต้องการที่จะสานสัมพันธ์และขอให้พ่อของลูกทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตอนที่พ่อของลูกหนุ่ม ๆเขาไม่เพียงแค่เป็นคนที่หน้าตาดีเท่านั้นนะ เขายังขยันทำงานมาก ๆ อีกด้วย !

     

    แต่เราก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าจิตใจของคนนั้นจะดีหรือแย่มากน้อยแค่ไหน? และแม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปู่ของลูกถึงได้ทำแบบนี้เขาดูเหมือนไม่ค่อยชอบพ่อของลูกเท่าไหร่นัก

     

    ตอนนั้นปู่ของพวกลูกถึงขั้นได้เอาขนมที่ย่าของลูกเตรียมเอาไว้เป็นของขวัญแบ่งให้กับเด็กแถวบ้านไปทั้งยังใช้กรรไกรเจาะรูเล็ก ๆ บนห่อของขวัญทั้งหมดอีกด้วย ! ทำให้ย่าของลูกไม่ได้เอาของขวัญเหล่านั้นไปให้กับเพื่อนเก่าอย่างที่ตั้งใจไว้ ! ” หวังซู่เหมยพูดถึงเรื่องนี้ด้วยแววตาที่ขุ่นเคือง

     

    ส่วนฟู่ซินและคนอื่นที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียใจด้วยเช่นกันและภาพลักษณ์ที่ดูซื่อสัตย์และซื่อตรงของฟู่เหล่าชวนในสายตาของเหล่าเด็ก ๆก็ได้ถูกทำลายลงไปในชั่วข้ามคืน

     

    “ปู่ทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน! ” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยท่าทีที่เกรี้ยวกราด

     

    “แม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปู่ของลูกถึงได้ทำแบบนั้นแต่แม่คิดว่าเขาคงไม่ชอบพ่อของลูกเท่าไหร่นัก เลยไม่อยากให้พ่อของลูกมีอนาคตที่ดีและเขาคงจะคาดหวังให้พ่อของลูกเป็นคนที่เลี้ยงดูเขาในยามแก่ชรา”หวังซู่เหมยพูดออกมาด้วยท่าทีที่เย้ยหยันขณะที่นึกถึงแผนการของพ่อสามี !

     

    “ก็ว่าแล้วเชียวตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าตระกูลของเรามีเพียงแค่ครอบครัวของเราครอบครัวเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่ในหมู่บ้านเพราะเหล่าคุณอาต่างก็ไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว”ฟู่เหมี่ยวรู้สึกเสียใจมากกับสิ่งที่พ่อของเธอต้องเผชิญ

     

    “เอาล่ะนี่ไม่ใช่เรื่องที่เด็ก ๆ ควรรู้ ไปนอนกันได้แล้ว ! ” ในตอนแรกหวังซู่เหมยแค่ต้องการที่จะพูดให้จบๆ เท่านั้น ทว่าเธอกลับพูดมากเกินไปเสียแล้ว !

     

    “ตอนนี้ลูกๆ ก็โตพอที่จะรับรู้เรื่องนี้กันแล้วล่ะถึงอย่างไรเราก็ต้องบอกเรื่องนี้กับพวกเขาอยู่แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดอะไรเลยอย่างไรก็ตามเราไม่มีทางควบคุมสิ่งที่คนอื่นคิดได้อยู่แล้วสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้คือตัวเราเองต่างหาก

     

    ตราบใดที่เราทำในสิ่งที่ถูกต้องก็จะไม่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์เราได้ทั้งนั้น ! ”

     

    หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดจบฟู่ต้าหย่งที่ฟังอยู่ในห้องก็ได้เดินออกมาทันที

     

    ทุกคนจึงได้หันไปมองพ่อของพวกเขาพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยและต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้

     

    “ก่อนหน้านี้พ่อเองก็คิดเหมือนกับที่ทุกคนคิดนั่นแหละ พ่อคิดว่าปู่ของลูกแค่ต้องการให้พ่อเลี้ยงดูเขาในยามแก่เท่านั้นแต่ยิ่งนานวันเข้า พ่อก็ได้รู้ความคิดของเขาทีละเล็กทีละน้อย

     

    เรื่องนี้พูดไปเห็นจะยาวเดิมทีที่พ่อสามารถเข้าร่วมกองทัพได้นั้นเป็นเพราะพ่อได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าของย่า

     

    ซึ่งย่าของลูกนั้นมาจากตระกูลที่ร่ำรวยมากๆ แต่ด้วยเหตุการณ์บางอย่างจึงทำให้ย่าไม่สามารถขึ้นเรือไปกับครอบครัวเพื่อที่จะมุ่งหน้าลงไปทางตอนใต้ได้ดังนั้นย่าจึงได้อาศัยอยู่ที่นี่ และได้แต่งงานกับปู่ของลูกในที่สุด

     

    ต่อมาเพื่อนเก่าของย่าก็ได้รู้ว่าย่ามีลูกหลายคนจึงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวของเรา หากพ่อได้เข้าร่วมกองทัพอย่างน้อยในทุก ๆ เดือนก็จะสามารถส่งเงินกลับมาที่บ้านได้และย่าก็จะได้มีชีวิตที่สุขสบายมากขึ้น

     

    แต่กลับกลายเป็นว่าด้วยความใจดีและการช่วยเหลือนี้จากเพื่อนของย่าเขาได้ทำให้ปู่คิดว่าพ่อไม่ใช่ลูกชายของเขาโดยคิดว่าพ่อเป็นลูกชายของย่ากับเพื่อนเก่าของเธอ !

     

    เพราะเขาคิดว่าไม่มีใครอยากจะช่วยเหลือคนที่ไม่ใช่สายเลือดของตัวเองแบบนี้อย่างแน่นอน”

     

    ทันทีที่ฟู่ต้าหย่งพูดจบเด็กทุกคนก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง มีเพียงฟู่เยี่ยนที่รู้เรื่องนี้ก่อนคนอื่นดังนั้นเธอจึงไม่ได้มีท่าทีที่ดูตื่นเต้นมากนักแต่ฟู่ซินและคนอื่นต่างก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

     

    “อย่าไปตำหนิปู่ของลูกที่ไม่เชื่อใจย่าเลยเพราะตอนนั้นย่าของลูกเป็นเหมือนดอกไม้ที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านแล้ว”ฟู่ต้าหย่งยังคงมีอารมณ์ที่จะพูดติดตลก

     

    “เขาคงจะคิดว่าย่าของลูกมีโอกาสได้รับการศึกษาและมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดีหากไม่ใช่เพราะประสบปัญหาแยกจากครอบครัวในปีนั้นย่าของลูกคงจะแต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่บ้านตะกูลเฉิงไปแล้วคงจะไม่มาแต่งงานกับเขาเพียงเพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่ามีส่วนพัวพันกับปัญหาต่าง ๆแบบนี้” ขณะที่พูดนั้น มุมปากของฟู่ต้าหย่งก็กระตุกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจเขารู้สึกไม่ชอบพ่อของตัวเองเลยสักนิด

     

    “แต่การที่เขาคิดแบบนี้ถือว่าเป็นการดูถูกย่าของลูกมาก ๆ

     

    เพราะสิ่งที่ย่าพยายามทำนั้นก็เพื่อครอบครัวของเราทั้งหมดแต่ปู่ของลูกก็ทำมันพัง และเมื่อทั้งสองทะเลาะกันปู่ก็มักจะบอกว่าย่าเป็นคนหัวแข็ง แต่จริง ๆ แล้วย่าของลูกเป็นคนที่ฉลาดมาก ๆแต่แค่ใช้คำพูดยั่วยุปู่เท่านั้นเอง

     

    หลังจากที่ทั้งสองทะเลาะกันอย่างรุนแรงย่าของลูกก็ไม่เคยนอนห้องเดียวกับปู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงวันที่ย่าได้จากพวกเราไปและหลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเราก็แตกแยกจนเป็นเหมือนกับทุกวันนี้

     

    ในตอนนั้นพ่อกับแม่ได้แต่งงานและเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว แต่อาคนอื่นของลูกยังเด็กส่วนอารองของลูก หลังจากที่เขาเป็นทหารก็ไม่ค่อยจะได้กลับมาที่บ้านอีกเลยหากจะกลับก็กลับมาปีละครั้งเท่านั้น ซึ่งหากพ่อได้เป็นทหารจริง ๆพ่อก็คงจะต้องห่างจากแม่ของลูกเหมือนกัน”

     

    หลังจากที่พูดจบฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกราวกับว่าได้ยกภูเขาออกจากอกเขาแบกรับความรู้สึกคับข้องใจและความโกรธนี้มาโดยตลอด

     

    ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนและคนอื่นต่างก็หันมามองหน้ากัน แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้หากจะว่าไปแล้ว พ่อของเธอนั้นมีหน้าตาที่คล้ายกับปู่มาก ๆนอกจากที่เขาดูสูงกว่าปู่แล้ว ส่วนอื่นก็เหมือนกันทุกระเบียดนิ้วคงจะมีแค่คนตาบอดเท่านั้นที่จะบอกว่าพ่อของเธอไม่ใช่ลูกชายของตระกูลฟู่ !

     

    ซึ่งฟู่เซินเองก็คิดแบบนั้นเช่นกันและเขายังเอ่ยถามคำถามนี้ออกไปอีกด้วย

     

    “ไม่ใช่เพราะเขาตาบอดหรอกในบรรดาลูกชายทั้งสามคนของเขา พ่อของลูกมีหน้าตาที่คล้ายกับเขามากที่สุดแล้วคงจะเป็นเพราะสมองของเขามากกว่าที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น ถือว่าโชคดีมาก ๆเลยนะที่พ่อของลูกฉลาดเหมือนกับย่า”หวังซู่เหมยพูดดูถูกเหยียดหยามพ่อสามีของเธอออกมาตามตรง

     

    “เอาล่ะในเมื่อทุกคนรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วต่อไปนี้ก็ควรที่จะปฏิบัติต่อปู่ด้วยความเคารพแม้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักแต่อย่างไรเขาก็เป็นปู่ของลูก” ฟู่ต้าหย่งพูดตักเตือนลูก ๆ ของเขา

     

    “ส่วนเสี่ยวจินอย่าไปคิดมากกับคำพูดของปู่เลยการที่ลูกมีโอกาสได้รับเลือกเข้ารับราชการหารในครั้งนี้ได้มาจากการขายโสมของเสี่ยวฮั่วต่างหากล่ะปู่ของลูกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ดังนั้นเขาขัดขวางเรื่องนี้ได้หรอก

     

    อย่าเศร้าไปเลย! ลูกผู้ชายต้องมีความทะเยอทะยานให้ถึงที่สุดสิถึงนะถูกลูกไม่ควรเก็บเอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จากครอบครัวไปกำหนดอนาคตของตัวเองแบบนี้”

     

    “พ่อครับในตอนแรกผมรู้สึกเสียใจมาก ๆ แต่หลังจากที่พ่อกับแม่เล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟังผมรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยครับ พ่อวางใจเถอะครับลูกชายของพ่อคนนี้จะไม่ทำให้พ่อต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ! ” ฟู่ซินพูดกับผู้เป็นพ่อของเขาด้วยความมุ่งมั่น

     

    “เอาล่ะพ่อกับแม่เองก็จะคอยสนับสนุนลูกอยู่ข้างหลังอย่างเต็มที่เหมือนกันไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของลูกต้องมาก่อนเสมอนะ ! ” ฟู่ต้าหย่งพูดขึ้นมาด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอ

     

    หลังจากที่รับฟังเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตทั้งหมดทุกคนจึงได้แยกย้ายกันเข้านอนเพราะยังมีอีกหลายอย่างที่ทุกคนต้องทำเพื่อที่จะจัดเลี้ยงในวันมะรืนนี้

     

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน