ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 79 ประกาศสงครามระหว่างอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

            ชางไฮ่เมื่อได้ยินดังนั้นจึงแปลกใจเป็นอย่างยิ่งคนที่แม่ทัพใหญ่ต้องฟังคำสั่งบิดาของเขาไม่ต้องพูดถึงเลย เขาเริ่มประติดประต่อเรื่องราวต่าง ๆ

            “ซวยแล้ว ข้าซวยแล้วเจ้าบ้านั่นต้องจ้างคนไปปั่นหัวพ่อข้าเป็นแน่ช่างไม่เจียมตัวเสียจริงๆ ” ชางไฮ่รีบวิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว

            เขาวิ่งไปเกือบๆ ครึ่งชั่วยามได้จึงกลับถึงบ้านของเขา ตระกูลซางนับเป็นตระกูลหนึ่งที่พอมีฐานะอยู่บ้าง

            ผู้คนมากมายต่างนับหน้าถือตาถือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมากตระกูลหนึ่งชื่อเสียงที่บิดาของชางไฮ่สร้างมาด้วยความยากลำบาก  

            “ท่านพ่อ ท่านต้องช่วยข้า ท่านพ่อข้าถูกรังแกท่านอยู่ที่ไหน” ชางไฮ่เรียกบิดาของเขาตั้งแต่เข้าประตูไป

            “ใครรังแกเจ้าอย่างนั้นหรือ  ชางไฮ่” เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลจากประตูทางเข้ามากนัก”

            เป็นชางฮุ่ย พี่ชายของชางไฮ่เดินออกมา

            “ท่านพี่ ท่านพ่ออยู่ที่ไหนข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเขา ท่านพี่ รีบบอกข้ามาเร็ว ๆ”ชางไฮ่พลันเอ่ยอย่างเร่งรีบ

            “ท่านพ่ออยู่ที่ห้องนั่งเล่นเจ้ามีเรื่องอะไร ใครทำอะไรเจ้าอย่างนั้นหรือ”

            ชางไฮ่ไม่รีรอ เขารีบวิ่งไปที่ห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็วโดยไม่ตอบคำถามของซางฮุ่ยแม้แต่คำเดียว

            “เจ้าเด็กนี่นับวันชักจะเอาใหญ่แล้ว” ชางฮุ่ยบ่นพึมพำ

            ชางฮุ่ยรีบเดินตามชางไฮ่ไปอย่างเร่งรีบ....เมื่อไปถึงชางไฮ่รีบตรงเข้าไปหาบิดาของเขา

            “ท่านพ่อ ข้าถูกรังแกท่านต้องจัดการกับเจ้าหนูที่ใส่ร้ายข้าด้วย”

            “ใครกันหรือที่กล้ามารังแกหรือตอแยกับเจ้า”

            ท่านพ่อท่านพอรู้จักคนชื่อเฟิ่งหยูกับหนิงเอ๋อบ้างหรือไม่”

            “เพี้ยะ เพี้ยะ”เสียงตบหน้าของชางไฮ่ดังไปทั่วบริเวณนั้น

            “ท่านพ่อ ท่านตบข้าทำไมกันท่านตบข้าเพราะอะไรอย่างนั้นหรือ?”

            “ตบ ตบหรือ เจ้าเองไม่รู้เลยหรือว่ายืนอยู่บนแผ่นดินอะไร”

                “วันวันเจ้าได้แต่ก่อเรื่องไม่เว้นข้าเคยเตือนเจ้าหลายครั้งหลายหนแล้วว่าให้เจ้าทำตัวให้ดีอย่าได้เที่ยวไปรังแกคนอื่นเขาให้มากภายในเมืองจินเฟิงแห่งนี้กฎระเบียบเคร่งครัดมากนักเจ้าก็ยังไม่ยอมเชื่อข้า ข้าได้รับแจ้งจากท่านแม่ทัพใหญ่หลายครั้งแล้ว  เจ้าไปทำอะไรไว้ เจ้ารู้หรือไม่วัน ๆไม่คิดจะทำอะไรไม่ว่า หาแต่เรื่องเดือดร้อน”

                “สวะสองคนนั่นนะหรือที่ท่านพ่อปกป้องจนต้องตบข้า ด่าข้า”

                “สวะอย่างนั้นหรือแม้เขาสั่งให้ข้า ฆ่าเจ้า ตอนนี้ข้าก็จะทำ เจ้ารู้ไหมคนที่เจ้าเรียกว่าขยะเป็นใคร”

                “เขาคือเจ้าเมืองจินเฟิงคนปัจจุบัน และผู้หญิงที่มาด้วยกับเขานั้นคือ องค์หญิงหนิงเอ๋อเจ้าไม่รู้หรืออย่างไร”

            “ท่านเจ้าเมืององค์หญิงหนิงเอ๋ออย่างนั้นหรือ องค์หญิงจากอาณาจักรเมฆาหวน.......”

            “แล้วเจ้าไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกหละคราวนี้...”

            ชางไฮ่เล่าเรื่องทั้งหมดของเขาให้กับบิดาฟังอย่างละเอียด

            “หาเรื่องโดยแท้แม้แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ยังต้องออกตัวเตือนเจ้าเอาเป็นว่าเจ้าย้ายไปอยู่เมืองอื่นก่อนหากเรื่องราวเงียบแล้วข้าจะขอให้ท่านแม่ทัพใหญ่ช่วยพูดกับท่านเจ้าเมืองอีกทีก็แล้วกัน”

            “ก็ได้ท่านพ่อข้าเองก็ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ตระกูลของเราเดือดร้อนเช่นกัน”

            “อื่มเอาเป็นว่าเจ้าไปอยู่กับลุงของเจ้าที่เมืองเมฆาหมอกสักระยะก่อนก็แล้วกันได้ความยังไงแล้วข้าจะส่งคนไปแจ้งเจ้าอีกที”

            องค์กษัตริย์และราชินีรวมถึงเหล่าขุนนางทั้งหลายของเมืองอัสตาน่าได้รับการดูแลอย่างดีเมื่ออยู่ทีเมืองจินเฟิงแห่งนี้พวกเขาพักอยู่ที่เมืองจินเฟิงนานถึงหนึ่งอาทิตย์เต็ม จึงล่ำลาเฟิ่งหยูกลับไปเมืองอัสตาน่า

             เหตุที่พวกเขามิได้รีบกลับเพราะไม่ต้องห่วงเรื่องสงครามอีกต่อไปเพราะกำลังรบของพวกเขาและของเมืองจินเฟิงก็เหนือกว่าอาณาจักรตะวันฉายหลายเท่าตัวแล้ว

            หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้น.........

            “เฟิ่งหยูเราได้รายชื่อเมืองที่ต้องการให้เราสร้างค่ายกลมิติมาแล้วทั้งสามสิบหกเมืองมีความประสงค์จะติดตั้งค่ายกลมิติทุกเมืองและยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดของเราด้วย” เฟิ่งเทียนและหานหลี่บิดาของเขาเอ่ย

            “เช่นนั้นก็ดีข้าจะเริ่มไปติดตั้งให้เสร็จโดยเร็วที่สุดท่านพ่อให้คนจัดเตรียมทรัพยากรให้ข้าด้วยพรุ่งนี้ข้าจะเริ่มเดินทางไปแต่ละเมืองเพื่อทำการติดตั้งและช่วยแจ้งผู้อาวุโสสำนักเทพดาราที่ต้องการศึกษาค่ายกลมิติให้เดินทางร่วมไปกับข้าด้วย”

            เฟิ่งหยูเริ่มเดินทางไปติดตั้งทีละเมืองทีละเมืองพร้อมกับช่วยสอนให้กับเหล่าผู้อาวุโสสำนักเทพดาราที่ติดตามกับเขาไปทั้งหมดสิบสองคนได้เข้าใจและได้ทดลองการทำค่ายกลถึงแม้จะมีความซับซ้อนแต่เฟิ่งหยูสามารถอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดทุกขั้นตอน  

            พวกเขาใช้เวลาในการติดตั้งค่ายกลทั้งสามสิบหกเมืองภายในอาณาจักรเมฆาหวนแห่งนี้ถึงหนึ่งเดือนเต็มตอนนี้ยังเหลือเพียงเมืองหลวงอัสตาน่าที่เฟิ่งหยูจะต้องไปติดตั้งเป็นที่สุดท้ายก่อนจะกลับไปเมืองจินเฟิง

            เฟิ่งหยูเดินทางมาถึงเมืองอัสตาน่าเพื่อเข้าพบกับองค์กษัตริย์พวกเขาพร้อมกับบรรดาผู้อาวุโสสำนักเทพดาราต่างได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

            “เจ้าเด็กนี่มันอัจฉริยะจริง ๆข้าช่างโชคดีจริง ๆ ที่ได้เขามาเป็นว่าที่ลูกเขย ต้องขอบใจคำแนะนำของเจ้าเหวินเทียน”

            องค์กษัตริย์กล่าวกับบุตรชายของเขาพร้อมกับเดินออกมาต้อนรับเฟิ่งหยูและเหล่าผู้อาวุโสสำนักเทพดาราด้วยความเป็นกันเอง

            “ถวายบังคมองค์กษัตริย์”

            “ไม่ต้องมากพิธีพวกเจ้าเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยขอบใจพวกเจ้าเป็นอย่างมากที่ช่วยติดตั้งค่ายกลมิติให้กับทุกเมืองในอาณาจักรของเรานับเป็นความดีความชอบเป็นอย่างยิ่งจากนี้ไปอาณาจักรเมฆาหวนของเราจะต้องเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเป็นแน่”

            “เอาหละวันนี้พวกท่านก็พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนพรุ่งนี้เราจะพาเจ้าไปยังสถานที่ที่จะติดตั้งค่ายกลเองเหวินเทียนเองก็อยากจะคุยกับเจ้าเหมือนกัน” องค์กษัตริย์ตรัสออกมา

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

            “ไปกันเถอะเฟิ่งหยูก่อนที่น้องสาวตัวแสบของข้าจะมา”เหวินเทียนรีบพาเฟิ่งหยูออกมาอย่างรีบเร่ง

            “ข้าได้เตรียมสุราอาหารอย่างดีไว้รอเจ้าแล้วส่วนพวกผู้อาวุโสข้าได้ให้คนเตรียมที่พักพร้อมกับสุราอาหารไว้ให้แล้วเจ้าไม่ต้องห่วง”

            “ขอบพระทัยองค์ชาย”

            “ไม่ต้องมากพิธีแล้วเรียกเราพี่ชายก็ได้ หรือไม่ก็เรียกเราเหวินเทียนก็ได้ข้าไม่ถือยศกับเจ้าหรอก”

            “ข้าเรียกท่านว่าองค์ชายเหวินเทียนก็แล้วกัน”

            “จะเรียกอะไรก็ตามใจเจ้าละกันเอาละรีบไปกันเถอะ”ทั้งสองเริ่มดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เฟิ่งหยูและองค์ชายเหวินเทียนเริ่มสนิทสนมกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เฟิ่งหยูเข้ามาในเมืองอัสตาน่าแห่งนี้หลังจากได้รับรู้และศึกษานิสัยใจคอของพวกเขา พวกเขาทั้งสองต่างมีความชอบในหลาย ๆเรื่องตรงกัน จึงทำให้พูดคุยกันอย่างถูกคอเรื่อยมา

            รุ่งเช้าองค์กษัตริย์ได้พาเฟิ่งหยูและเหล่าผู้อาวุโสไปจุดที่จะสร้างค่ายกลมิติเป็นจุดที่ตั้งอยู่กลางเมืองอัสตานาทำให้เหล่าผู้คนที่อยู่โดยรอบเริ่มออกมามุงดูกันอย่างเนืองแน่น

            เฟิ่งหยูและเหล่าผู้อาวุโสช่วยกันจัดสร้างค่ายกลมิติโดยใช้เวลาไปสามชั่วยามจึงเสร็จสิ้น

            “องค์ชายท่านลองเดินทางไปยังเมืองจินเฟิงของข้าดูไหม”เฟิ่งหยูเอ่ยถามองค์ชายเหวินเทียน

            “ก็ดีคราวก่อนข้ามิได้ติดตามพระบิดาไป วันนี้ข้าจะไปเยี่ยมชมเมืองของเจ้าก็แล้วกัน”

            “ท่านผู้อาวุโสพวกท่านอยู่อธิบายหลักการและวิธีการใช้งาน วิธีบำรุงรักษาให้กับองค์กษัตริย์และพวกขุนนางที่รับผิดชอบก็แล้วกัน ข้าจะพาองค์ชายไปเที่ยวเล่นสักวัน แล้วก็พวกท่านเมื่อว่างไม่มีอะไรทำก็ช่วยกันติดตั้งค่ายกลต่าง ๆ ให้เมืองหลวงแห่งนี้ด้วยก็แล้วกันคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงพวกท่าน”เฟิ่งหยูกล่าวกับผู้อาวุโสพร้อมกับมองไปยังองค์กษัตริย์

            “ไม่ต้องห่วงเรื่องทรัพยากรทางเมืองหลวงจะจัดเตรียมให้พวกท่านเองส่วนค่าเสียเวลาของพวกท่านเราจะจ่ายให้อย่างเต็มที่” องค์กษัตริย์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและยิ้มด้วยความปิติ

            หากมีค่ายกลป้องกันเมืองพวกเขาก็สามารถอุ่นใจได้แม้ว่าศัตรูจะบุกมาถึงเมืองหลวงได้แต่ก็คงจัดการกับค่ายกลไม่ได้ มันเป็นเสมือนเกราะป้องกันด่านสุดท้ายที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งองค์กษัตริย์เคยคิดจะจ้างคนมาติดตั้งค่ายกลให้แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงและคนที่มีความสามารถด้านค่ายกลก็มีไม่มากเท่าไหร่จึงหาตัวคนทำได้ยากยิ่ง

            เมื่อได้ยินเฟิ่งหยูร้องขอให้เหล่าผู้อาวุโสองค์กษัตริย์จึงปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง

            “ท่านเจ้าเมืองไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องทางนี้พวกเราเหล่าผู้อาวุโสจะจัดการให้ท่านเอง”

            “กระหม่อมทูลลาพระยะค่ะ”

            “เราไปกันเถอะ”

            เฟิ่งหยูนำหินวิญญาณใส่ลงในช่องและถ่ายทอดลมปราณของเขาเพื่อให้ค่ายกลทำงาน พวกเขาทั้งสองก้าวเข้าไปในค่ายกล

            “ฟิ้ววว”

            ไม่นานนักพวกเขาทั้งสองก็เดินทางข้ามมิติมาอยู่ที่เมืองจินเฟิงภายในพริบตา

            “ถึงแล้วหละองค์ชายพวกเรามาอยู่ที่เมืองจินเฟิงแล้ว”

            องค์ชายเหวินเทียนยังมึนงงจากการเดินทางข้ามมิติเป็นครั้งแรก หลังจากได้สติจึงมองดูรอบ ๆ

            “นี่เมืองจินเฟิงของเจ้าอย่างนั้นหรือทำไมมันไม่เหมือนที่ท่านพ่อข้าบอกเลย มันเหมือนเมืองจินเฟิ่งเดิม ๆข้าไม่เห็นว่าจะมีคนอยู่มากมาย”

            “ยังไม่ถึงหรอกนี่เป็นส่วนนอกของเมืองจินเฟิงเท่านั้น เราต้องผ่านค่ายกลเข้าไปก่อนจึงจะถึงเมืองจินเฟิง”

            เฟิ่งหยูพาองค์ชายเหวินเทียนเดินทางมาที่ประตูตำหนักเจ้าเมืองพร้อมกับพาองค์ชายผ่านค่ายกลเข้าไป พวกเขานั่งเรือเล็กเข้าไปด้านในเมื่อผ่านค่ายกลเข้าไปองค์ชายเหวินเทียนก็มีอาการเดียวกันกับเหล่าขุนนางและองค์กษัตริย์ที่มาเยี่ยมในครั้งก่อนเช่นกัน

            เขาตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ที่เฟิ่งหยูสร้างขึ้นมาทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นระบบ ระเบียบ เฟิ่งหยูพาองค์ชายเหวินเทียนเดินชมรอบๆ เมืองก่อนที่พวกเขาจะกลับไปเมืองอัสตาน่าในวันถัดไป

            เมื่อกลับมาถึงเมืองอัสตาน่าเฟิ่งหยูถูกพาตัวไปโดยหนิงเอ๋อ เฟิ่งหยูไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยที่องค์ชายเหวินเทียนนำของฝากที่ซื้อมาจากเมืองจินเฟิงให้กับหนิงเอ๋อ และรีบขอตัวจากไป อย่างรวดเร็ว

            เฟิ่งหยูพักอยู่เมืองอัสตาน่าเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะกลับเมืองจินเฟิงเขาได้ปรึกษาหารือกับองค์กษัตริย์และองค์ชายถึงเรื่องแผนการต่างๆ ที่จะรับมือกับอาณาจักรตะวันฉาย อย่างรอบคอบ พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียหรือเกิดก็ต้องเกิดให้น้อยที่สุด

            หนึ่งเดือนต่อมา.......

            อีกทางด้านหนึ่ง อาณาจักรตะวันฉาย

            “ตอนนี้พวกเราจัดเตรียมทหารที่พร้อมออกศึกครบแล้วพะยะค่ะ”

            “ทหารของพวกเราทั้งหมดสิบห้าล้านคนเรือรบหนึ่งร้อยลำเรือรบเล็กจำนวนห้าร้อยลำพวกเราพร้อมเดินทางออกศึกทุกเมื่อพะยะคะ”

            “ดี ดี ดี พวกเจ้าทำดีมากครั้งนี้เราต้องบุกยึดอาณาจักรเมฆาหวนให้เป็นของเราให้ได้”

            “ฉีหลินทง ต้องขอบใจแผนการครั้งนี้ของเจ้าที่ทำให้เราสามารถสร้างเรื่องเพื่อบุกอาณาจักรเมฆาหวนได้การรบครั้งนี้ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นที่ปรึกษาของข้าหากพวกเราสามารถยึดอาณาจักรเมฆาหวนได้ข้าจะให้เจ้าครองเมืองหลวงอัสตาน่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท”ฉีหลินทางกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม

            “พวกเราวางแผนการนี้มาหลายเดือนแล้วกำลังรบก็พร้อม หน่วยสอดแนมของเราก็รายงานมาแล้วว่าอาณาจักรเมฆาหวนมีกำลังพลเพียงแค่สิบสองล้านคนเท่านั้น”

            “พวกเจ้าไปประกาศสงครามกับอาณาจักรเมฆาหวนได้แล้ว”

            “พวกเราเฝ้ารอที่จะกำจัดอาณาจักรเมฆาหวนนี้มานานมากแล้วสงครามครั้งนี้พวกเราต้องชนะให้ได้”

            พวกอาณาจักรเมฆาหวนกำลังเฝ้ารอและเผชิญหน้ากับความเงียบสงบแห่งไฟสงครามที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้า ๆ

            ส่วนทางด้านฝั่งของอาณาจักรเมฆาหวนหลังจากที่พวกเขากลับมาจากการเยี่ยมเยือนเมืองจินเฟิงของเฟิ่งหยูในครานั้นแล้วทุกคนต่างมีกำลังใจมากยิ่งขึ้นพวกเขามั่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน

            หลายคนเริ่มยอมรับในตัวของเฟิ่งหยูแล้วโดยเฉพาะเหล่าขุนนางทั้งหลายที่ติดตามไปเมืองจินเฟิงครานั้นพวกเขาได้เห็นอัจฉริยะคนหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้วโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็นศัตรูกับเฟิ่งหยูมิเช่นนั้นพวกเขาไม่อาจจะจินตนาการภาพนั้นได้เลยว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ในรูปแบบใด

            “หน่วยสอดแนมของเราได้ข่าวอะไรมาบ้าง”

            “หน่วยสอดแนมของเรารายงานมาว่าพวกเขาจะเริ่มเดินทัพอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้วพะยะค่ะ”

            “หากเป็นไปตามนั้นอีกไม่กี่วันสงครามคงจะเริ่มต้นแล้ว”

            “พวกเจ้าไปสั่งการอพยพประชาชนให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยหากสงครามเริ่มต้นพวกเขาจะได้ปลอดภัย”

            ข่าวคราวอาณาจักรตะวันฉายจะบุกอาณาจักรเมฆาหวนเริ่มกระจายไปทั่วทั้งทวีปเหล่าผู้นำอาณาจักรต่าง ๆ เริ่มส่งคนของตนออกมาติดตามสถานการณ์