อุทัยกลับมายังเรือนพักคนงาน พบเห็นผู้คนบางตาทั่วทั้งเรือนเงียบสงบ มันมาถึงก็เข้าห้องพักปิดหน้าต่างประตู นั่งสมาธิเดินลมปราณเพื่อฟื้นฟูพลังจากภายใน
.. ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร เสียงสนทนาเบาๆ ดังมากระทบโสต
“ข้าชื่อเวรุงกะ .. เจ้าเรียกว่าอันใด”
“ข้า .. ข้า ..” เสียงราวเด็กน้อยกำลังครุ่นคิด “.. ต้องมีชื่อเรียกด้วยหรือ”
“หืออออ .. นี่เจ้าไม่มีชื่อหรอกหรือ .. บิดาเจ้ามิได้ตั้งชื่อให้หรือ ..”
“บิดา .. บิดาอันใด ..” เสียงเล็กกล่าว “ข้าหามีบิดาไม่ .. เรามาเล่นกันเถอะ”
“หวา .. เจ้านี่เอาแต่ชวนเล่นสนุก อิ อิ .. เล่นกันเบาๆ หนา .. นายท่านยังนั่งหลับอยู่ เจ้าเห็นหรือไม่ ..”
อุทัยเผยอดวงตาแอบมอง พบเห็นวานรเวรุงกะกับเจ้ามังกรน้อยสีชมพูกำลังนั่งสนทนากันอยู่ที่มุมห้อง .. ไม่รู้ทั้งสองไปเจอกันเมื่อใด พวกมันปลุกปล้ำประลองกำลังเล่นกันตามประสาเด็กน้อย
.. ลำพังแมวตัวหนึ่งกับวานรตัวหนึ่งยังพอเข้าใจได้ .. แต่นี่เพิ่มมังกรตัวน้อยมาอีกหนึ่งตัว มันจะบอกกล่าวผู้อื่นว่าอย่างไร
ชู่วววว ! .. อุทัยส่งเสียงให้ทั้งสองเงียบลง เจ้าเวรุงกะกับมังกรน้อยชะงักหันมาส่งสายตามองอุทัย
ก๊อก ! ก๊อกกก ! ประตูห้องพักถูกเคาะ
ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อกกก ! ประตูยังถูกเคาะอย่างเร่งร้อน .. “เจ้าคนงาน ! เจ้าอยู่ภายในห้องหรือไม่” คนผู้หนึ่งร้องเรียก
“เจ้าคนงาน ! อยู่หรือไม่ ..” คนผู้นั้นยังร้องเรียก ทั้งยังเคาะประตูแรงขึ้น .. ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อกกก !
อุทัยค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปแง้มประตู สายลมยามเย็นพัดเข้ามาวูบหนึ่ง มันกล่าวตอบกับผู้มาเยือนว่า “อยู่ขอรับ มีอันใดหรือ ..”
มองออกไปพบเห็นยอดยุทธ์แปลกหน้าสองคนยืนอยู่หน้าประตู คนผู้หนึ่งกล่าวว่า “ข้ามีเรื่องต้องสนทนากับเจ้า”
“เอ๊ะ ! ท่านทั้งสองเป็นใคร” อุทัยอุทานอย่างแปลกใจ ผู้มาก็คือวันฉลองและอยาลอง พวกมันแอบสืบข่าว จนรู้ว่าอุทัยพักอาศัยอยู่ในเรือนคนงานแห่งนี้
สภาพของทั้งสองสะบักสะบอม เหงื่อโทรมกายผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่นทั้งบางส่วนยังถูกเผาไหม้เป็นรอยดำ .. ไม่บอกก็รู้ว่าเหตุการณ์ช่วงชิงป้ายมังกรเหินที่เมืองพระราชวังคงสนุกเร้าใจมิใช่เล่น
วันฉลองในสภาพเหนื่อยอ่อนแรง กล่าวว่า “ข้ามีการค้าจะเจรจา”
อุทัยกล่าว “การค้า ! การค้าอันใด ..” ทำหน้าสงสัยก้าวออกมาจากห้องพัก
อยาลองอยู่ในสภาพที่ไม่ดีกว่ากัน มันถูมือไปมากล่าวว่า “เจ้าครอบครองป้ายมังกรเหินไว้ใช้หรือไม่”
อุทัยทำหน้านิ่งยังไม่ตอบคำ วันฉลองกล่าว “ไม่ต้องกลัว เราไม่ได้มาแย่งชิงสิ่งของ แต่มาเพื่อมาเจรจาซื้อขาย”
อุทัยทำหน้าเหลอหลา รอฟังวาจาของผู้มาเยือน อยาลองกล่าวต่อ “ห้าสิบตำลึง ! ข้าให้ราคาห้าสิบตำลึง มอบป้ายนั้นให้กับข้าแล้วนำอัฐนี้ไป” มันล้วงหยิบถุงผ้าไหมใบใหญ่บรรจุอัฐออกมาโยนในฝ่ามือ .. ตุ๊บ .. ตุ๊บ ..
อ่าาา .. อุทัยอ้าปากหวอ พวกมันทั้งสองมาขอซื้อป้ายมังกรเหินในราคาห้าสิบตำลึง
“น้อยไปหรือ ..” วันฉลองกล่าว “ข้าเพิ่มให้เป็น หกสิบตำลึง” .. อุทัยยังยืนอึ้งอ้าปากหวอ
เห็นอุทัยยังไม่ตกลง อยาลองจึงกล่าว “เช่นนั้น .. เจ็ดสิบห้าตำลึง ตกลงหรือไม่” .. ราคาขยับไปเจ็ดสิบห้าตำลึงแล้ว
อุทัยกล่าวบ้าง “เจ็ดสิบห้าตำลึง ใช่มากเกินไปหรือไม่ คนงานเช่นข้าไม่เคยจับเงินมากมายเช่นนั้นมาก่อน”
วันฉลองและอยาลองรับฟังจนยิ้มกริ่ม อุทัยมีแววตาชั่วช้ากล่าวต่อว่า “แล้วเมื่อได้ป้ายไปแล้ว .. ในพวกท่านทั้งสอง เป็นผู้ใดจะเข้าร่วมงานประลองในวันพรุ่งนี้”
เป็นคำถามที่ตรงประเด็น .. ทั้งอยาลองและวันฉลองล้วนต้องการป้ายมังกรเหินเพื่อเข้าร่วมการประลองยุทธ์ อุทัยกล่าวยิ้มๆ ว่า “ป้ายมีเพียงหนึ่งเดียว สำหรับผู้เข้าประลองแค่ผู้เดียว .. ฮิ ฮิ ..”
ผู้มาเยือนทั้งสองมองหน้ากัน อุทัยกล่าวต่อ “ด้วยความปรารถนาดี .. กลัวพวกท่านได้ป้ายไปแล้วจะเกิดวิวาทกัน” มันทำท่าครุ่นคิด “เช่นนั้น .. ท่านทั้งสองไปตกลงกันก่อน ดีหรือไม่ .. ว่า ผู้ใดจะขึ้นเวทีประลองในวันพรุ่งนี้ .. ข้าจะขายให้คนผู้นั้นในราคาเพียงสิบตำลึง”
ระหว่างทั้งสองครุ่นคิด อุทัยกล่าว “อัฐถุงนี้ ถือเป็นมัดจำก่อนละกัน” แล้วจึงหยิบฉวยถุงอัฐจากมืออยาลองไป
อุทัยลดราคาป้ายมังกรเหินเหลือเพียงสิบตำลึง แต่ยังนำอัฐมัดจำไปอีกจำนวนหนึ่ง .. ตกลงราคาป้าย อยู่ที่เท่าไหร่กันแน่
.. แต่อยาลองและวันฉลองหาได้สนใจไม่ .. ระหว่างทั้งสอง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่อุทัยจะมอบสิ่งของให้ .. พวกมันมองตากันและกัน ความดุร้ายฉายออกมาทางแววตา เริ่มโคจรพลังปราณหวังวัดฝีมือเพื่อตัดสินผู้ที่สมควรได้ครอบครองป้ายมังกรเหินอันนั้น
“พวกเจ้าเป็นใคร!” เสียงคนผู้หนึ่งดังมาแต่ไกล เป็นหลิวน้อยยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ชาวกุสุมากำลังเดินรี่เข้ามา ยังมีม่องน้อยและจงน้อยเดินตามมาด้านหลัง
ทั้งสามก็อยู่ในสภาพสะบักสะบอมเช่นกัน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเสื้อผ้าฉีกขาด ยังมีบาดแผลใหญ่น้อยตามร่างกาย .. หลิวน้อยหงุดหงิดอารมณ์เสีย กล่าวกับวันฉลองและอยาลองว่า “ที่นี่เป็นเรือนพักของชาวกุสุมา พวกเจ้าเข้ามาได้อย่างไร”
“!!!” วันฉลองและอยาลองยืนหลุกหลิก ทำท่ามีพิรุธราวหัวขโมยถูกเจ้าทรัพย์จับได้ ม่องน้อยกล่าวว่า “หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่วังหลวง”
จงน้อยไม่สนใจวันฉลองและอยาลอง มันจ้องอุทัยกล่าวกับพรรคพวกว่า “นั่นไง ! เจ้าคนงาน มันอยู่ที่นี่จริงๆ”
หลิวน้อยไม่รอช้า ออกคำสั่งกับอุทัย “เจ้ามานี้!”
“อันใดหรือ ..” อุทัยก้าวเดินยาวๆ มันหยุดยืนบนลานหินขนาดย่อม .. หลิวน้อย ม่องน้อย จงน้อย ล้อมอุทัยกักเป็นรูปสามเส้า .. อุทัยยืนประจันหน้ากับหลิวน้อย
เจ้าเวรุงกะและมังกรน้อยแอบมองลอดผ่านบานหน้าต่าง คงมีเรื่องสนุกให้พวกมันได้ชมดูแล้ว
หลิวน้อยยืนกอดอกกล่าวถาม “ได้ยินมาว่า เจ้าสามารถช่วงชิงป้ายมังกรเหินมาได้ .. จริงหรือไม่ ..”
อุทัยกล่าวถามแทนคำตอบว่า “นี่ ! พวกท่านยังไม่สามารถครอบครองป้ายมังกรเหินได้อีกหรือ .. งานในวังหลวงเลิกแล้วหรือ ..”
จงน้อยสบถด่า “บัดซบ ! ใครให้เจ้าเป็นผู้ถาม ..” มันทั้งเหนื่อยล้าทั้งหงุดหงิด นิสัยเดิมยังใจร้อนมุทะลุ ตวาดว่า “ส่งป้ายอันนั้นออกมา บัดเดี๋ยวนี้”
ม่องน้อยประสมโรงร้องกล่าว “เจ้าบ้านนอก ! เจ้านี้วอนเจ็บตัวเสียแล้ว”
หลิวน้อยกล่าวบ้าง “ได้ยินแล้วหรือไม่ ส่งสิ่งของมาเสียโดยดี”
จงน้อยกล่าวตัดบท “ไยจึงสนทนากันยืดยาว ซัดมันให้หมอบ แล้วเอาป้ายอันนั้นมา” มันส่งสัญญาณให้ม่องน้อยช่วยกันจัดการ
.. จงน้อยเคลื่อนไหวโดยทันใด ส่วนม่องน้อยช้ากว่าวูบหนึ่ง ทั้งสองพุ่งเข้าหาอุทัยจากด้านหลัง
.. จงน้อยปล่อยหมัดหมายชกกกหูด้านซ้าย ม่องน้อยกระโดดปล่อยลูกถีบเล็งไปยังชายโครงด้านขวาของอุทัย
.. หมัดของจงน้อยมาถึงก่อน กำลังจะเข้าปะทะส่วนศีรษะ อุทัยยังยืนนิ่งรอรับการรุมทำร้ายจากทั้งสอง แต่แล้วจงน้อยถึงกับใจหายวาบ หมัดอันรุนแรงของมันหยุดกึก เป็นอุทัยหมุนตัวกลับมาใช้มือขวาคว้าจับแขนของมันไว้
มือแขนของอุทัยเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ม้วนพันแขนข้างนั้น จงน้อยไม่สามารถขัดขืนต้องบิดกายก้มลงตามสภาพ จนฝ่ามือของอุทัยสัมผัสกับแผ่นหลังของมัน แล้วจึงออกแรงอีกเล็กน้อย
.. กร๊อบบบบ !!! เสียงกระดูกดังลั่น จงน้อยตาถลนร้องด้วยความเจ็บปวด .. อ๊ากกกกกกก !!!
และแล้วฝ่าเท้าของม่องน้อยก็มาถึง เป็นจังหวะที่อุทัยก้มลงหักแขนของจงน้อย ทำให้ลูกถีบของม่องน้อยพลาดเป้าหมาย ร่างของมันยังถลันต่อตามท่าสภาวะ
ม่องน้อย “!!!” เพียงถีบพลาดเป้ายังพอทำเนา แต่มีส่งหนึ่งกำลังพุ่งเข้าหามัน
อุทัยก้มกายใช้แขนขวาคว้าหักแขนของจงน้อย ขาขวาปักหลักมั่น สะบัดขาซ้ายถีบกลับหลัง ฝ่าตีนซ้ายประทับเข้ากลางหน้าอกของม่องน้อยอย่างถนัดถนี่
เปรี๊ยงงง !!! รางม่องน้อยปลิวตามแรงตีน พุ่งชนผนังอาคารดัง ... โครมมม !!!
“!!!” วันฉลองและอยาลองได้แต่อ้าปากค้าง .. ไม่คาดคิดว่าคนงานกระจอกผู้หนึ่งจะมีเชิงมวยรวดเร็วและรุนแรงถึงเพียงนี้ .. แผนการของพวกมันไม่เป็นดังที่คาด สะกิดส่งสัญญาณให้รีบจากไปในทันใด
วันฉลองและอยาลองแอบย่องไปยังกำแพงกำลังจะกระโดดหนีไป ส่วนหลิวน้อยยังตกตะลึง เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างอุทัยไหววาบมาตรงหน้ามันแล้ว
หมัดซ้ายของอุทัยพุ่งเข้าหาใบหน้าของหลิวน้อย แต่หลิวน้อยยังว่องไวนำแขนขวาเข้าตั้งรับ .. อุทัยยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ หมัดนี้เป็นเพียงหมัดหลอกล่อ การโจมตีที่แท้จริงคือลูกเตะของมัน
.. เปรี้งงง !!! แข้งขวาของอุทัยเตะเข้าชายโครงอย่างจัง พลังเตะช่างรุนแรงทำร่างของหลิวน้อยงอดังกุ้งเผา แล้วจึงปลิวลอยกระแทกลงพื้นกลิ้งไปอีกหลายตลบ .. ตุ๊บ ! ตุ๊บ ! ตุ๊บ !
ก๊ากกกก .. ก๊ากกกก .. ก๊ากกกก ! เจ้าเวรุงกะและมังกรน้อยหัวเราะดังอยู่ภายในห้อง
“หยุดมือ ! หยุดมือประเดี๋ยวนี้” เสียงแข็งกร้าวของบุคคลผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากทางหน้าเรือน
อุทัยหยุดยืนจังก้า หันกายมองตามเสียง .. ซออะวินเดินปรี่เข้ามา ติดตามด้วยเจ้าม่านฟ้า ทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างผิดปกติ
ซออะวินส่ายหน้า มองดูยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ทั้งสามของแคว้นกุสุมา มันรับรู้อยู่แล้วว่าอุทัยมีฝีมือสูงส่งกว่า แต่ไม่นึกว่าพวกมันจะห่างชั้นถึงเพียงนี้
ม่องน้อยถึงกับสลบเหมือด จงน้อยแขนหักร้องโอดโอย หลิวน้อยผู้เข้มแข็งที่สุดยังบาดเจ็บจนไม่สามารถลุกขึ้น ส่วนวันฉลองและอยาลองไม่รู้หายไปตั้งแต่เมื่อไรแล้ว
เจ้าม่านฟ้าไม่ใส่ใจกับสวะเหล่านี้ มันอยู่ในชุดสีเขียวอันเลิศหรู กล่าวด้วยเสียงสดใสว่า “เจ้าคนงาน ! .. นี่เจ้าได้แผ่นป้ายสำหรับการประลองวันพรุ่งนี้ มาแล้วหรือ”
อุทัยพยักหน้าเป็นการตอบรับ เจ้าม่านฟ้าตาเป็นประกายกล่าวชื่นชม “ยอดเยี่ยม .. ยอดเยี่ยมยิ่ง .. เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
สีหน้ายินดีของเจ้าม่านฟ้าเกิดเพียงวูบเดียว แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นเครียดขึง เมื่อมีบุคคลอื่นกำลังเดินตามเข้ามาอีก
เป็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่งอายุราวสี่สิบเศษ อยู่ในชุดยาวสีเหลืองดูเข้มขรึม ท่าทางดังนักพรตผู้บำเพ็ญเพียร ผมยาวเกล้ามวยเรียบร้อย ใบหน้าเรียวไว้หนวดเครายาว ดวงตาทอประกายมากปัญญา
ติดตามมาด้วยผู้เยาว์ผู้หนึ่ง มันสวมชุดสำหรับฝึกยุทธ์สีเหลืองอ่อน สภาพดูสะบักสะบอมมอมแมม ราวกลับมาจากสมรภูมิสู้รบก็ไม่ปาน
ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะของบุรุษในชุดเหลือง มือขวาลูบเครายาว มือซ้ายไพร่เก็บไว้ด้านหลัง ก้าวเดินอย่างสง่างามราวปรมาจารย์ยุทธ์ผู้สูงส่งผู้หนึ่ง
“ท่านนักพรต ..” ซออะวินกล่าว แล้วโค้งกายนิดหนึ่งเป็นการแสดงออกตามมารยาท
บุรุษผู้นี้คือนักพรตฟ้าเหลือง ปรมาจารย์ยุทธ์จ้าวลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน พลังฝีมือกระเดื่องเลื่องลือไปทั่ว ทั้งยังเผยแพร่คำสอนตั้งตัวเป็นศาสดา มีลูกศิษย์ทั่วแผ่นดินนับหมื่นนับแสนคน
นักพรตฟ้าเหลืองกล่าวด้วยความยินดี “ดี ดีมาก .. เมื่อคนของท่านครอบครองป้ายมังกรเหินไว้ ย่อมเป็นเรื่องอันมงคลของหลานศิษย์ข้าแล้ว .. ฮา ฮา ฮา” แล้วจึงหันมายิ้มกับผู้เยาว์ที่ข้างกายของมัน ผู้เยาว์ผู้นั้นยิ้มรับด้วยความหยิ่งผยอง
ซออะวินหันมากล่าวกับอุทัย “นำป้ายนั้นมอบให้ท่านนักพรตไป”
อุทัยแปลกใจเล็กน้อย .. เป็นแคว้นกุสุมามิใช่หรือ ที่ต้องการให้มันเข้าร่วมการประลองยุทธ์
เมื่อหันมามองเจ้าม่านฟ้า เห็นมันยืนเงียบก้มหน้าเม้มปาก สองมือกำแน่นราวกับไม่ยินยอมพร้อมใจ
อุทัยเข้าใจในทันใด นักพรตผู้นี้ต้องมีอิทธิพลต่อแคว้นกุสุมา เมื่อมันร้องขอป้ายมังกรเหิน ทั้งเจ้าม่านฟ้าและซออะวินจึงไม่สามารถปฏิเสธได้
สำนักยุทธ์และแคว้นน้อยใหญ่ ต่างใช้ทุกวิธีเพื่อให้ได้เข้าร่วมประลองในวันพรุ่งนี้ เมื่อไม่สามารถแย่งชิงป้ายด้วยความสามารถ ก็ต้องใช้อำนาจอิทธิพล หรือเสนอแลกด้วยผลประโยชน์
ซออะวินกล่าวย้ำเสียงกร้าว “ได้ยินหรือไม่ ! ส่งมอบป้ายมังกรเหินให้ท่านนักพรตไป”
อุทัยนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเผยยิ้มบางเบากล่าวว่า “นั่นต้องดูว่า มันผู้นั้น .. คู่ควรหรือไม่” สายตาจ้องมองยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ข้างกายนักพรตฟ้าเหลืองอย่างท้าทาย
ซออะวินถึงกับสะดุ้ง แล้วตวาดลั่น “สามหาว ! นี่เจ้า .. กล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร”
เจ้าม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นมองอุทัยด้วยแววตาเหลือเชื่อ .. หรือไอ้คนงานผู้นี้ไม่รู้จักนักพรตฟ้าเหลือง .. ทั้งไม่รู้จักลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน ..
ถูกต้อง .. ลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน หรือนักพรตฟ้าเหลืองอันใด .. อุทัยล้วนไม่เคยได้ยินมาก่อน .. แต่ถึงแม้เคยได้ยิน มันก็ไม่ยอมส่งสิ่งใดให้
ซออะวินหันมาก้มกายประสานสองมือ รีบกล่าวว่า “ท่านนักพรต .. คนของข้าขาดการอบรมสั่งสอนต้องขออภัยท่าน ..”
“มิได้ .. มิได้ .. ท่านซอมิต้องกังวล” นักพรตฟ้าเหลืองยิ้มกล่าว ท่าทางของมันช่างสูงส่ง หาถือสาความโอหังของผู้เยาว์เช่นอุทัยไม่
แววตาของนักพรตฟ้าเหลืองสาดประกายวูบหนึ่ง นำมือลูบเครายาว แล้วกล่าวต่อว่า “ในเมื่อท่านไม่ขัดข้อง ข้าก็ขอถือวิสาสะนำป้ายกลับไป”
ทั้งซออะวินและเจ้าม่านฟ้านิ่งเงียบ ราวมีบางสิ่งขัดขวางอยู่ในลำคอ วาจาใดๆ ไม่สามารถจะเอ่ยออกมา
เมื่อไม่กล่าวคัดค้าน ถือว่ายินยอม .. นักพรตฟ้าเหลืองหันไปกล่าวกับผู้เยาว์ที่ติดตามมันมา “ไปเอาสิ่งของมา”
“ขอรับ .. อาจารย์ปู่ ..” ยอดยุทธ์ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันผู้เป็นหลานศิษย์กล่าวตอบรับ มันไม่รอช้าก้าวเดินไปหาอุทัยโดยทันที
อุทัยพิจารณายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้นี้ มันมีอายุเพียงสิบสี่สิบห้า ระดับฝีมืออยู่ในลำดับ ‘อัครปราณ’ ทั้งร่างกายอ่อนล้าบาดเจ็บ คงผ่านการแย่งชิงป้ายมังกรเหินภายในวังหลวง
แค๊กกกก .. ถุยยย ! ศิษย์ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันถ่มน้ำลายลงพื้น มันถือดีที่มากับอาจารย์ปู่ของมัน .. ผู้เป็นถึงศาสดาเจ้าลัทธิอันทรงอิทธิพล แม้แต่เจ้าครองแคว้นใหญ่น้อยยังให้ความเคารพยกย่อง
“เจ้าสวะ ! ได้ยินแล้วหรือไม่” ศิษย์ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันมองอุทัยอย่างหยามเหยียด ไม่ใส่ใจยอดยุทธ์กุสุมาทั้งสามที่นอนกองอยู่บนพื้น
มันยังเดินเข้าหา ปากพล่ามต่อ “นับเป็นวาสนาของแคว้นเจ้า อาจารย์ปู่ถึงกลับมาร้องขอด้วยตนเอง” ทั้งยังวางท่ายโส “กราบแทบเท้าข้า แล้วนำป้ายยยย ..”
.. เปรี๊ยงงงง !!! เสียงดังถนัดถนี่ ศิษย์ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกพลังงานบางอย่างกระแทกใส่จนตัวลอยกระเด็น
.. โครมมม !!! ร่างศิษย์ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันผู้นั้นลอยผ่านหน้าอาจารย์ปู่ของมัน กระแทกทะลุหน้าต่างห้องพักห้องหนึ่ง ลอยหายไปนอนนิ่งสนิทอยู่ภายใน
อุทัยหยุดยืนอยู่ตรงจุดที่ศิษย์ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันยืนอยู่เมื่อครู่ ขาขวาของมันเหยียดยืน ขาซ้ายยังคงยกลอยค้างไว้
ไม่ต้องถามแล้วว่าเจ้าศิษย์ลัทธิฟ้าเหลืองอำพันเหินบินได้อย่างไร ต้องเป็นตีนข้างนั้นของอุทัยที่ยันถีบมันจนลอยละล่องแล้ว
.. เจ้าม่านฟ้าและซออะวินได้แต่อ้าปากค้าง เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทั้งสองไม่สามารถห้ามปรามได้ทัน
“เจ้า ! เจ้า ! ..” นักพรตฟ้าเหลืองนำนิ้วชี้หน้าอุทัย มันไม่คาดคิดว่านอกเจ้าผู้นี้ไม่เพียงไร้สัมมาคารวะ ยังกล้าลงมือต่อหลานศิษย์ ต่อหน้าต่อตามันอีก
ท่านนักพรตเกิดโทสะจนหนวดเครากระตุก “เจ้า .. เจ้ากล้าทำร้ายศิษย์หลานข้า” เสียงของมันสั่นเครือเพราะถูกลบหลู่อย่างรุนแรง “เห็นที .. แคว้นกุสุมา กับลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน จะอยู่ร่วมแผ่นดินกันไม่ได้เสียแล้ว”
ซออะวินและเจ้าม่านฟ้ายังคงตกตะลึง ในเวลาอันสั้น ยังไม่สามารถสรรหาวาจาอันสมควรมาตอบนักพรตฟ้าเหลืองได้
อุทัยชักขากลับแล้วหยุดยืน มันกล่าวว่า “ข้ามิใช่คนของกุสุมาเสียหน่อย ท่านจะไปกล่าวโทษท่านชายและท่านซอได้อย่างไร” แล้วหันมากล่าวกับซออะวินและเจ้าม่านฟ้าว่า “ข้าถูกไล่ออกตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้หาใช่ลูกจ้าง ของพวกท่านไม่ ..”
นักพรตฟ้าเหลืองหันมามองซออะวินและเจ้าม่านฟ้า .. ซออะวินยังคงยืนนิ่ง ส่วนเจ้าม่านฟ้ารีบพยักหน้าหงึกๆ เออออตามคำกล่าวของอุทัยเมื่อครู่
อุทัยกล่าวต่อ “จะกล่าวไป คงต้องโทษศิษย์หลานของท่าน ที่อ่อนด้อยในวิชาฝีมือ” มันเริ่มออกอาการกวนบาทา “อาจารย์ของอาจารย์ของมัน ก็คงไม่ดีเลิศไปกว่า .. ฮา ฮา ..” .. อุ๊บบบ ! พลั้งปากไปเสียแล้ว
นักพรตฟ้าเหลืองจ้องมองอุทัยตาเขม็ง .. เพียงชั่วครู่โทสะภายในก็สงบลง คงเหลือเพียงแววตาอำมหิต เห็นทีเจ้าเด็กปากสุนัขผู้นี้คงไม่มีโอกาสใช้ชีวิตถึงวันพรุ่งนี้แล้ว
“จะเป็นชาวกุสุมาหรือไม่ .. นั้น ไม่สำคัญ .. ฮา ฮา” วาจาเย็นเหยียบออกมาจากปากนักพรตฟ้าเหลือง แล้วจึงเดินเข้าหาอุทัยอย่างช้าๆ ปากกล่าวว่า “.. ที่สำคัญคือ ผู้ใดจะเป็นผู้ฝังศพของเจ้า .. ฮึ ฮึ ฮึ”
ซออะวินเห็นท่าไม่ดีรีบร้องบอกว่า “ชะ .. ช้าก่อน .. ท่านนักพรต ..”
นักพรตฟ้าเหลืองไม่สนใจคำทักท้วง ยังคงเดินตรงดิ่งไปหาอุทัย พลังยุทธ์ระดับ ‘ปรมะปราณ’ ขั้นสุดแผ่กระจายออกจากร่างกายของมัน
นักพรตผู้นี้คือผู้สืบทอดวิชามนตร์เหลืองอำพัน เป็นเวทมนตร์อันพิสดาร ทั้งยังมีพลังยุทธ์สุดแข็งแกร่ง
อุทัยเห็นนักพรตฟ้าเหลืองมีท่าทางจริงจัง จึงกล่าวว่า “หวา .. ท่านนักบวช อย่าถือสาผู้เยาว์เช่นข้าเลย”
“ฮึ ฮึ .. เจ้าเด็กปากสุนัข” นักพรตฟ้าเหลืองกล่าว พร้อมก่อเกิดกระแสปราณสีเหลืองแผ่ออกเป็นระลอก
“ท่านผู้ทรงศีล ผู้เปี่ยมเมตตากรุณา ไว้ชีวิตน้อยๆ ของข้าด้วยเถิด ..” อุทัยยังพล่ามไม่ยอมหยุด สัมผัสถึงพลังปราณไร้สภาพกักล้อมมันไว้เป็นชั้นๆ
“สำนึกเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว .. ฮึ ฮึ” นักพรตฟ้าเหลืองขยับมือวูบวาบ มองเห็นแผ่นกระดาษยาวสีเหลืองลอยนิ่งกลางอากาศ อยู่ที่เบื้องหน้าของมัน
นักพรตฟ้าเหลืองใช้นิ้วมือเขียนตัวอักษรลงบนแผ่นกระดาษ เกิดเป็นตัวอักษรแสงสีแดงสดยึกๆ ยือๆ อยู่บนแผ่นกระดาษนั้น
“ยันต์เป็นตาย!” ซออะวินอุทานอย่างแตกตื่น
นักพรตฟ้าเหลืองหัวเราะ ฮึ ฮึ .. แล้วจึงนำฝ่ามือผลักยันต์เป็นตายออกไป .. อุทัยจ้องมองแผ่นยันต์ตาเขม็ง คนผู้นี้มีวิชาอันแปลกประหลาด .. เกิดมายังไม่เคยพบเจอวิชาเวทมนตร์เช่นนี้
.. พริ้วววว .. ยันต์แผ่นนั้นลอยเข้ามาไม่เร็วไม่ช้า แต่เหมือนร่างกายของอุทัยถูกกักไว้ด้วยกำแพงปราณ .. มันพยายามก้าวถอยหลังเพื่อหลบหลีก
.. ว๊ากกก ! โครมมม ! อุทัยสะดุดก้อนหินบนพื้น มันหงายหลังเงิบก้นจ้ำเบ้า .. ยันต์เป็นตายลอยล่องผ่านร่างอุทัยไปปะทะถูกต้นไม้ใหญ่ที่ด้านหลัง
คิ๊ก .. คิ๊ก .. คิ๊ก .. เสียงหัวเราะของเจ้าเวรุงกะและมังกรน้อยดังลอดออกมาจากห้องพัก
แผ่นยันต์แปะติดกับต้นไม้ อักษรแสงสีแดงสดยึกๆ ยือๆ ซึมเข้าไปในเนื้อไม้ .. เพียงชั่วลมหายใจต้นไม้ต้นนั้นเริ่มเหี่ยวเฉา ใบไม้สีเขียวๆ แปรเปลี่ยนเป็นซีดเหลือง
.. ซูบบบ .. ซูบบบ .. ซูบบบ .. ใบไม้แห้งกรอบร่วงหล่นกองเต็มพื้น เปลือกไม้ลอกล่อน ความชุ่มชื้นถูกทำลาย ต้นไม้ทั้งต้นยืนตายกลายเป็นท่อนไม้ตายซาก
นักพรตฟ้าเหลืองมองอุทัยจนตาถลน เด็กหนุ่มผู้นี้สามารถหลบลอดยันต์เป็นตายของมันด้วยท่าร่างอันพิสดาร ตอนนี้กำลังนอนหงายเงิบอยู่บนพื้น .. ฮา