สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 149 กลุ่มสัตว์อสูรเฟลมมิ่ง บีตส์แสนเชื่อง

            เหล่าเชลยศึกจำนวนมากถูกจับกุมเข้าไปในเมืองส่วนชุดเกราะและอาวุธที่ทิ้งไว้ในสนามรบหลังจากที่ได้รับการจัดหมวดหมู่และจำแนกประเภทแล้ว ก็ถูกขนไปไว้ในรถม้าทั้งหกคันที่เหล่าโร้กสาวนั่งก่อนหน้านี้ รวมไปถึงชุดเกราะที่ชำรุดและเศษดาบประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยเทศกิจของเมืองแซมบอร์ดเก่งกาจคู่ควรกับชื่อหน่วยจริงๆพวกเขาแทบจะพลิกทุ่งหญ้าค้นอาวุธ ค้นแล้วค้นอีกเป็นสิบๆ ครั้งกว่าจะยอมเลิกราแม้แต่ลูกธนูหักๆ ก็ไม่มีเหลือ

            สงครามในครั้งนี้ เมืองแซมบอร์ดเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล

            นอกจากจะได้รับชุดเกราะหนักล้ำค่าห้าสิบกว่าชุดแล้วยังมีโล่คุณภาพดีอีกนับร้อยอัน หอกยาวสองร้อยด้ามดาบยักษ์สามร้อยกว่าเล่ม และเกราะโซ่ถักอีกแปดสิบกว่าชุดด้วยอุปกรณ์พวกนี้ เพียงพอสำหรับเหล่าทหารของเมืองแซมบอร์ดในปัจจุบันส่วนพวกชุดเกราะและอาวุธที่ชำรุดจะถูกลำเลียงไปที่ภูเขาด้านหลังของเมืองแซมบอร์ดเพื่อให้ช่างตีเหล็กที่อยู่ที่นั่นจัดการซ่อมแซมหรือหลอมสร้างใหม่ และยังสามารถผลิตอุปกรณ์และเครื่องใช้อื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมากอย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความขาดแคลนแร่เหล็กของเมืองแซมบอร์ดได้ชั่วคราว

            ในขณะที่เหล่าทหารของเมืองแซมบอร์ดกำลังวุ่นวายซุนเฟยก็ขี่สุนัขยักษ์สีดำพาพวกเด็กๆ ที่กำลังตื่นเต้นพูดคุยหยอกล้อกันกลับเข้าไปในเมือง

            ที่หน้าประตูเมือง ประชาชนเมืองแซมบอร์ดแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะวิ่งออกมาต้อนรับ เหล่าสาวๆ ต่างก็หยิบดอกไม้สดมาโปรยไปบนท้องถนนที่เหล่าทหารเดินผ่านประชาชนต่างตะโกนออกมาเป็นคำๆ เดียวกันว่า ‘องค์ราชาอเล็กซานเดอร์ทรงพระเจริญ’ เสียงของพวกเขาดังกึกก้องประหนึ่งคลื่นยักษ์กระแทกโขดหิน ดังก้องจนสะเทือนไปทั่วกำแพงเมืองที่เก่าแก่พวกเด็กๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ ซุนเฟยก็พากันยืดอกตรงอย่างภาคภูมิใจเพราะพวกเขาเป็นพยานที่เห็นเมืองแซมบอร์ดได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

            'ลมกรดทมิฬ' เองก็รู้สึกภูมิใจไม่แพ้พวกเด็กๆ

            เจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้มีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดมาก แทบไม่ต่างจากมนุษย์ ด้วยดวงตาที่สดใสและรอยยิ้มทำให้ทุกคนต่างรู้สึกว่ามันเหมือนบุรุษคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูงใหญ่และองอาจเหมือนพวกดร็อกบายามที่เผชิญหน้ากับเหล่าประชาชนเมืองแซมบอร์ด มันทำตัวซื่อๆ น่ารัก ไม่มีท่าทางดุร้ายหรือเหี้ยมโหดเหมือนตอนที่เผชิญหน้ากับเหล่าข้าศึกตอนนี้ประชาชนเมืองแซมบอร์ดต่างคุ้นเคยกับเจ้าสุนัขยักษ์สีดำนี้เป็นอย่างดีเพราะมันไม่เคยอยู่ห่างจากองค์ราชาอเล็กซานเดอร์เลยบวกกับความสามารถในการต่อสู้และความเฉลียวฉลาดที่สัตว์เลี้ยงตัวนี้ได้แสดงออกมาในสนามรบ ทำให้ประชาชนเริ่มชอบมันมากขึ้นและเริ่มเรียกขานมันว่า 'สุนัขของพระเจ้า'

            ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับซุนเฟยมองเห็นคู่หมั้นสาวและสาวน้อยผมทองเจ็มม่ากำลังรีบวิ่งเข้ามา

            ก่อนหน้านี้พวกนางทั้งสองคนอยู่ด้วยกันกับแม่ชีอาคาร่าที่ภูเขาด้านหลังเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำยาและสมุนไพรแม้ในระหว่างนั้นเอเลน่าจะเกิดความผิดปกติในร่างกายขึ้นมา แต่หลังจากที่ซุนเฟยปรากฏตัวออกมาและพาเอเลน่ากลับไปที่เมือง ทำให้พวกนางรู้สึกวางใจจากนั้นนางและพวกเด็กผู้หญิงจาก ‘โรงเรียนแซมบอร์ด’ จึงใช้เวลาเรียนกับแม่ชีอาคาร่าต่ออีกหนึ่งชั่วโมงเมื่อแม่ชีอาคาร่ากลับไปที่โลก Diablo พวกนางจึงพากันลงมาจากภูเขาถึงได้รู้ข่าวว่ามีกองทัพพันธมิตรยกทัพมาประชิดเมืองทั้งสองคนจึงรีบวิ่งมาที่หน้าเมืองแม้จะได้ยินว่าสงครามสิ้นสุดแล้วและชัยชนะเป็นของเมืองแซมบอร์ด แต่แองเจล่าก็ยังรู้สึกไม่วางใจอยู่ดี

            ซุนเฟยหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะกระโดดลงมาจากหลังของสุนัขยักษ์สีดำไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง เขาอุ้มคู่หมั้นสาวไปวางบนหลังของ 'ลมกรดทมิฬ' แองเจล่าที่งดงามราวกับเทพธิดาก็รู้สึกเขินอายท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงโห่ร้องของชาวเมือง มือข้างหนึ่งจูงเจ็มม่าอีกข้างหนึ่งประคองร่างแองเจล่าก่อนจะพากันเดินกลับไปที่พระราชวังพระอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังพวกเขาก็ฉายแสงยืดเงาของพวกเขาให้ยาวขึ้น ทำให้พวกเขาดูอบอุ่นและสวยงามเหมือนภาพวาด

            เมื่อเดินผ่าน ‘โรงเรียนแซมบอร์ด’ ซุนเฟยก็ให้พวกเด็กๆ ที่อยู่ด้านหลังแยกย้ายแน่นอนว่าซุนเฟยได้มอบ ‘การบ้าน’ ให้พวกเด็กๆ กลับไปทำด้วย พวกเขาจะต้องไปรับปากกาขนนกและหนังสัตว์ในโรงเรียนและแต่ละคนจะต้องส่งบทความ ‘ความรู้ที่ได้รับจากสงคราม’ ในชั่วโมงเรียนวันถัดไป ซุนเฟยแทบจะอดใจรอไม่ไหวเขาอยากให้พวกเด็กๆ โตขึ้นพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ และกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ในเมืองแซมบอร์ดเมืองแซมบอร์ดตอนนี้ขาดแคลนเหล่าผู้มีพรสวรรค์มาก

            ตลอดทางกลับพระราชวังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเมื่อกลับมาถึงพระราชวังซุนเฟยก็เริ่มคำนวณส่วนได้ส่วนเสียของสงครามในวันนี้ ก่อนจะจดลงบนแผ่นหนังสัตว์นี่เป็นนิสัยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ ของซุนเฟยไม่ว่าเขาจะค้นพบอะไรหรือคิดอะไรจะต้องจดบันทึกไว้เสมอ มันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น

            เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่แสนวุ่นวาย

            จวบจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ามื้อเย็นจึงเริ่มต้นขึ้น

            มื้อเย็นวันนี้อุดมสมบูรณ์มากด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาดของแองเจล่าทำให้นางค้นพบว่าซุนเฟยไม่ค่อยชอบอาหารของพระราชวังแม้กระทั่งคอยสังเกตว่าซุนเฟยชอบกินอะไรหรือไม่ชอบอะไรหลายครั้งที่ซุนเฟยหลุดปากพูดอย่างไม่ได้ตั้งใจเกี่ยวกับอาหารกินเล่นบางอย่างของโลกเก่า ดังนั้นตอนนี้อาหารค่ำของซุนเฟยคือความรับผิดชอบของทั้งนางและเจ็มม่าทำให้ซุนเฟยมีความสุขกับการกินมาก

            “อเล็กซานเดอร์พี่เอเลน่านางเป็นอย่างไรบ้าง?” ในระหว่างรับประทานอาหารค่ำจู่ๆ แองเจล่าก็ถามขึ้นมา

            หัวใจของซุนเฟยกระตุกเล็กน้อย เมื่อหวนคิดถึงฉากวาบหวิวในห้องหิน เขาเริ่มคิดว่าประสาทสัมผัสที่หกของคู่หมั้นสาวของตัวเองช่างน่ากลัวซุนเฟยลอบมองแองเจล่าด้วยความหวาดผวา ทว่ากลับมองเห็นเพียงดวงตาใสซื่อที่เต็มไปด้วยความกังวลใจซุนเฟยจึงเข้าใจแล้วว่าตัวเองคิดมากไป ในใจก็รู้สึกละอายขึ้นมาซุนเฟยยิ้มก่อนจะตอบกลับไปว่า “นางดีขึ้นมากแล้ว เอเลน่ามีปัญหาเล็กน้อยในระหว่างการฝึกเวทมนตร์ จึงถูกเวทมนตร์ต่อต้าน แต่โชคดีที่พบปัญหาได้เร็ว จึงสามารถช่วยขยายช่องทางเวทมนตร์ได้ ตอนนี้นางไม่เป็นอะไรแล้ว”

            แองเจล่ายกมือจับปอยผมทัดหูตัวเองดวงตากลมโตฉายแววดีใจ ก่อนจะยกมือขึ้นมากุมตรงหน้าอกแล้วพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้าดีจริงๆ ตอนที่ร่างของพี่เอเลน่าเต็มไปด้วยเลือด ข้าตกใจแทบแย่!พวกเรากังวลว่านางจะเป็นอะไรไป!”

            ซุนเฟยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะคีบผักกิน

            เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับเอเลน่าไม่ช้าก็เร็วต้องบอกให้แองเจล่ารู้ ซุนเฟยคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่ปกปิดเรื่องนี้เพราะมันไม่ยุติธรรมต่อเอเลน่าและแองเจล่า

            เขาชอบแองเจล่าเขาชอบความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของสาวน้อยคนนี้ แต่เขาก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองก็แอบชอบเอเลน่าเช่นกันเขาชอบทหารรับจ้างสาวคนนี้ที่เพียงแค่สบตาก็รู้ใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในระหว่างการต่อสู้สำหรับซุนเฟยแล้ว ตั้งแต่สมัยที่อยู่โลกเก่า เขาเป็นเพียงโอตาคุหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีแรงต้านทานสาวๆ สวยๆ การที่ได้อยู่ร่วมกับสาวงามทั้งสองคนที่เป็นเหมือน ‘เทพธิดาของโอตาคุ’ มาเป็นเวลานานมันทำให้เขาเกิดความสนิทสนมจนพัฒนาไปเกินกว่านั้นโดยที่เขาเองก็ควบคุมมันไม่ได้เดิมทีเขาคิดว่า ตั้งแต่ที่เขาได้เป็นแองเจล่ามาเป็นคู่หมั้นพวกเขาทั้งสองคนจะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดไปแต่ใครจะไปคิดว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ซุนเฟยรู้สึกราวกับว่าเสียงลึกลับในโลกDiablo จงใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

            วันนี้ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่ควรจะพูดซุนเฟยตัดสินใจที่จะยังไม่บอกชั่วคราว ไว้หาโอกาสดีๆ บอกเรื่องนี้กับแองเจล่าอีกที

            เมื่อทานอาหารเย็นเสร็จซุนเฟยไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักนิด ทันใดนั้นเขาก็พลันนึกขึ้นอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะพาแองเจล่าไปที่คอกม้าหลวง

            ม้าศึกและเฟลมมิ่งบีตส์ที่ถูกจับในวันนี้ต่างถูกต้อนเข้าไปในคอกม้าหลวง ในที่สุดคอกม้าที่ว่างเปล่ามาโดยตลอดก็พลันคึกคักขึ้นมาข้ารับใช้ในวังมีไม่มากนัก มีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้นดังนั้น ตอนนี้พวกเขาจึงไม่ว่างตามมาด้วยซุนเฟยพาแองเจล่าที่ชื่นชอบสัตว์อย่างมากมาที่นี่เพื่อทำการปลอบขวัญเหล่าม้าศึกและเฟลมมิ่ง บีตส์ที่อยู่ในอาการหวาดกลัวให้ผ่อนคลาย

            “ระวังนะ ตอนนี้พวกเขายังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้ จึงอยู่ในภาวะโมโหและฉุนเฉียวอาจทำให้บาดเจ็บได้”

            ซุนเฟยร้องเตือนออกมา เขาให้ข้ารับใช้หลายคนคอยคุ้มครองแองเจล่า ส่วนตัวเองเดินเข้าไปยังส่วนตรงกลางคอกม้าหลวง ที่นี่มีเฟลมมิ่ง บีตส์กว่าหกสิบตัวถูกขังไว้

            เขาเริ่มตรวจสอบ 'สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์' ที่เป็นลูกหลานของม้าป่าและยูนิคอร์น

            ลักษณะภายนอกของเฟลมมิ่งบีตส์กับม้าไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไร เพียงแต่รูปร่างสูงใหญ่กว่าร่างกายเต็มไปด้วยเกล็ดที่ติดแน่นกับผิวหนัง และเกล็ดตรงบริเวณรอบๆ กีบเท้าทั้งสี่ดูละเอียดกว่าส่วนอื่นๆดวงตาของมันจะแดงก่ำเวลาที่มันโกรธหรือตึงเครียด ฟันของมันคมกริบ และมีนิสัยก้าวร้าวร่างของมันเต็มไปด้วยลายเส้นที่สวยงาม และที่สำคัญพวกมันสามารถบรรทุกสิ่งของได้มากกว่าม้าธรรมดาทั่วไปถึงสามสี่เท่า มันเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ เหมาะที่จะเป็นม้าศึกให้กับเหล่าทหารม้าเกราะหนัก

            เพียงแต่สัตว์อสูรค่อนข้างหายากและมีนิสัยป่าเถื่อนยากที่จะเลี้ยงให้เชื่อง อีกทั้งยังมีอารมณ์รุนแรงถ้าถูกคนจับเป็นพวกมันจะยอมอดข้าวตายแต่องค์ราชาอาณาจักรชื่อสุ่ยดันโชคดีได้รับมาในตอนที่มันยังเป็นเพียงทารกต้องผ่านการฝึกให้เชื่องมาหลายรุ่นกว่าจะได้แบบนี้ กลายเป็นเฟลมมิ่งบีตส์ที่มีความสามารถในการวิ่งและบรรทุกของหนัก และยังมีนิสัยที่ค่อนข้างอ่อนโยนทำให้เชื่องกับพวกทหารม้า

            แต่ตอนนี้ จู่ๆ พวกมันต้องมาพบกับสภาพแวดล้อมใหม่และเจ้านายคนก่อนก็ไม่รู้หายไปไหน อีกทั้งบางส่วนที่ได้ปะทะกับเหล่าวีรบุรุษเหล็กก่อนหน้านี้ก็ได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อย ทหารเมืองแซมบอร์ดทำตามคำสั่งของซุนเฟย พวกเขาพาเฟลมมิ่ง บีตส์ทั้งหมดมาขังไว้ที่นี่ จำนวนทั้งหมดห้าสิบหกสิบตัวและพวกมันทุกตัวต่างมีดวงตาสีแดงก่ำเห็นได้ชัดว่าพวกมันอยู่ในสภาวะตึงเครียดและหงุดหงิด มันไม่ยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้

            เมื่อซุนเฟยลองเข้าไปใกล้ๆ ก็ถูกพวกมันร้องขู่และทำท่าจะเตะออกไป

            ถ้าหากไปบังคับมันอาจจะทำให้ผลกระทบแย่ลง

            ซุนเฟยครุ่นคิดสักพักก่อนดวงตาจะเป็นประกายเขารีบเปลี่ยนเป็น 'โหมดดรูอิด'

            ตอนนี้ตัวละครดรูอิดมีเลเวล 21 แล้ว ทำให้เข้าใจธรรมชาติและความคิดของสัตว์ได้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้นทันทีที่เปลี่ยนเป็น 'โหมดดรูอิด' ความรุนแรงและความวิตกกังวลของเฟลมมิ่งบีตส์ตรงหน้าก็ค่อยๆ ลดลงซุนเฟยเข้าใจในอารมณ์ที่แปรปรวนของเหล่าสัตว์อสูรตรงหน้าได้มันเหมือนเด็กน้อยที่หมดหนทาง และกำลังร้องไห้ดิ้นรนอย่างเงียบๆ

            ซุยเฟยใช้พลังจิตของตัวเองอย่างช้าๆ ขณะที่ค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้พวกมันพลางแสดงท่าทีเป็นมิตรและใกล้ชิด ค่อยๆ ขจัดความตื่นตัวของพวกเขาจากนั้นก็ก้าวเข้าไปทีละก้าว...

            “ฝ่าบาท เจ้าพวกนี้ยังมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่ อย่าเข้าใกล้พวกมันนะขอรับ...”

            ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างๆ ร้องเตือนออกมาแต่พูดไม่ทันขาดคำ พวกเขาก็พากันตกตะลึง เมื่อพวกว่าเฟลมมิ่งบีตส์ที่กำลังหงุดหงิดฉุนเฉียวไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้กลับไม่มีท่าทางโต้ตอบซุนเฟยอย่างรุนแรงเหมือนที่คิดบางตัวยังเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้ฝ่าบาทเองด้วยซ้ำ ใช้ศีรษะของพวกมันคลอเคลียกับร่างของซุนเฟยประหนึ่งลูกกำลังออดอ้อนพ่อแม่ข้ารับใช้ต่างพากันขยี้ตาของตัวเอง พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นนี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้วก่อนหน้านี้พวกเขาลองมาหลายวิธีแล้วแต่พวกมันก็ไม่ยอมให้เข้าใกล้แม้กระทั่งบางคนเกือบจะถูกถีบเข้าที่หน้าด้วยซ้ำ

                    ------------------