“เอ่อ…แล้วได้หรือไม่ขอรับถ้าพวกข้าจะขอทหารไปช่วยนำทาง”คังโจวหันมาถามอีกครั้ง
“ได้สิแต่คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้เพราะนี่ก็เลยเวลามากแล้วอีกเพียงครึ่งชั่วยามจะถึงสำรับเย็นข้าจะให้ทหารนำพวกเจ้าไปพักถึงเวลาก็ออกมารับสำรับร่วมกัน”นายกองเหลียงบุรุษวัยมากกว่าสามสิบหันมองไปทางสตรีเพียงหนึ่งเดียว“แม่นางท่านนั้นมิต้องเป็นห่วงเรื่องที่พักเพราะในกองทัพของเรามีทหารหญิงมากกว่าสองร้อยนายมีแม่ครัวอีกหลายสิบคน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“เรียกข้าว่านายกองเหลียง”
“เจ้าค่ะนายกองเหลียง” จินเมี่ยวยิ้ม ทุกคนในกระโจมต่างก็ยิ้ม
แล้ววันนั้นขบวนตามหาคุณหนูทุกคนต่างก็นอนหลับพักผ่อนอยู่ในกองทัพอย่างสบายใจเป็นครั้งแรกในรอบสามวัน
“สกุลตู้เช่นนั้นหรือ”รองแม่ทัพที่กลับมาจากการรายงานข่าวให้แม่ทัพใหญ่เมื่อยามซวี่ (20.00) ถึงกับนิ่งเงียบ
“ใช่แล้วสกุลตู้”นายกองเหลียงผู้มากวัยกว่ารองแม่ทัพกล่าวกับคนที่เป็นหัวหน้าตนเองแต่อีกฝ่ายนั้นนับถือเขาเป็นพี่“เห็นพวกเขาว่าตามหามาสามวันแล้วไม่แน่ใจว่ายังมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่? ข้าให้พวกเขาพักอยู่ในค่ายเราพรุ่งนี้จะจัดนายทหารที่ชำนาญเส้นทางให้ช่วยเสาะหาสักสองคนเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“เอาอย่างที่พี่เหลียงว่าก็ถูกแล้ว ผู้คนเดือดร้อนเราย่อมช่วยเหลือ”ลั่วถงกล่าวเห็นด้วย “ท่านแม่ทัพสั่งการมาว่าช่วงนี้ให้เราเพิ่มคนไปจับตาดูใกล้ๆกับแหล่งซ่องสุมของโจรป่าเพราะข่าวออกมาว่ายุนเซียวหัวหน้าคนเก่ามิค่อยสบายจะตายวันตายพรุ่งก็มิอาจรู้ได้แต่ถ้าหากตายเมื่อใดท่านแม่ทัพจะให้เราลงมือในวันนั้นทันที”
“คนเจ้าเล่ห์เช่นยุนเซียวใกล้ตายแล้วรึ?เช่นนั้นก็ดี จัดการให้จบๆ ไป” นายกองเหลียงลุกขึ้นยืน
“วันพรุ่งนี้ข้าจะจัดทหารสักห้าสิบนายไปขุดร่องแม่น้ำตรงทางน้ำตื้นใกล้ทางเข้าเมืองแคว้นเจ้าป้องกันโจรป่าข้ามฝั่งให้พวกมันมาข้ามทางสะพานทางเดียว” เงยหน้ามองนายกอง“ข้าจะให้พี่คุมทหารไปนะพี่เหลียง”
“ได้สิ..อยู่แต่ในค่ายทหารนานวันเข้าก็เบื่อหน่ายออกไปใช้แรงบ้างก็ดี”นายกองเหลียงยกยิ้มชอบใจ “เช่นนั้นข้าไปพักผ่อนก่อนล่ะ”
“อืม”
ในกระโจมรองแม่ทัพลั่วถงที่นั่งเงียบใช้ความคิดอยู่เพียงลำพัง‘สกุลตู้’เป็นสกุลพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวงอีกทั้งยังส่งผ้าไหมเข้าวังครั้งละจำนวนมากจากการที่เขาพบเจอสตรีที่กระท่อมของท่านแม่ทัพใหญ่มีความเป็นไปได้มากกว่าแปดในสิบส่วนว่าสตรีผิวขาวเนียนละเอียดใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักอีกทั้งยังทำงาน-ทำอาหารไม่เป็นผู้นั้นก็นับว่าสอดคล้องกับเรื่องที่พี่เหลียงว่าถ้าเป็นคนสกุลตู้คงจะเป็นคุณหนู‘ตู้ฟางซิน..หึหึ’ เลือกฮูหยินได้ไม่เลวนะขอรับท่านแม่ทัพ
“ข้าจะไม่บอกท่านหรอกนะเหวินเป่าว่าฮูหยินท่านแซ่ใดในเมื่อท่านก็มิได้บอกนาง…ตามแต่ฟ้าลิขิตเถิด ฮ่าๆๆ”เสียงรองแม่ทัพหัวเราะออกมาดังลั่นกระโจมไปหมด
--+++++----++++++----------
วันต่อมา
ซ่าๆๆๆ!.....ซ่าๆๆ! เสียงฝนตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่ยามอิ๋น (03.00) เหล่าทหารในกองทัพต่างขนของที่วางทิ้งไว้ด้านล่างขึ้นสู่ชั้นวางที่ได้ทำไว้สภาพอากาศของเขตชายแดนแปรปรวนเช่นนี้เสมอพวกเขาต่างก็ปรับสภาพตามอากาศกันชนชินชาแต่มิใช่กับ ‘ขบวนตามหาคุณหนู' ที่ต่างก็สะดุ้งตื่นกับเสียงฝนฟ้าคะนอง
“เหตุใดจึงมีฝนได้เล่า?” จินเมี่ยวที่นั่งอยู่บนเตียงสูงในกระท่อมเดียวกันกับท่านป้าแม่ครัว
“มีได้สิอากาศในเขตชายแดนมิสามารถคาดเดาได้หรอกนังหนูเพราะแบบนี้ท่านแม่ทัพใหญ่จึงสั่งให้จัดตั้งกองทัพไว้บนจุดที่สูงที่สุดของแนวเขตเพื่อป้องกันน้ำท่วม”
จินเมี่ยวนั่งฟังท่านป้าเสี่ยวชื่นชมบุรุษ“แล้วท่านแม่ทัพของท่านป้าอยู่ที่ใดเจ้าคะเมื่อวานตอนที่ข้าเข้ามาขอความช่วยเหลือกลับพบเพียงท่านนายกองเหลียง”
“คงอยู่ในป่าฝั่งที่เจ้าข้ามมานั่นล่ะ..ตามจับโจร”ป้าเสี่ยวเอ่ยแข่งกับเสียงสายฝน “นานๆ ครั้งก็กลับเข้ากองทัพเมื่อมีเรื่องสำคัญ”
“ท่านป้าอยู่ที่นี่มานานหรือยังเจ้าคะ?”
“ห้าปีแล้วล่ะ ตามสามีกับบุตรชายมาน่ะ”
จินเมี่ยวอ้าปากค้าง“เช่นนั้นข้าก็มารบกวนท่านแล้ว”
“ไม่ๆ หาได้รบกวนยามนี้สามีข้าออกลาดตระเวนอยู่จะกลับมาในอีกหนึ่งวันส่วนบุตรชายนั้นแยกกระท่อมออกไปอยู่กับคนรักได้หลายเดือนแล้ว”
จินเมี่ยวให้นึกสงสัยว่าในกองทัพอยู่กันอย่างไร“ในกองทัพเนี่ยหรือเจ้าคะ?”
“ใช่…ที่นี่ก็เหมือนหมู่บ้านนั่นล่ะ มีครอบครัวมีการสู่ขอ มีการสมรส เกิดแก่ เจ็บ ตายมีทั้งหมดนั่นล่ะผู้คนนับพันในที่นี้แม้จะมีบุรุษมากกว่าสตรีเกินกว่าครึ่งแต่ทุกคนรักใคร่ปรองดองกันเฉกเช่นเป็นคนในครอบครัวใหญ่หากเจ้ามีสามีที่นี่เจ้าก็จะรู้เอง” ป้าเสี่ยวยิ้ม
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ..ข้าจะไม่มีสามีที่นี่แน่นอน”จินเมี่ยวหันหน้าหนีเมื่อป้าเสี่ยวเริ่มพูดมิเข้าหู ‘ข้าจะเป็นสาวเทื้อเช่นคุณหนู’
“ฮ่าๆๆข้าเห็นมานักแล้วคนแบบเจ้า เอ่ยไม่เอาๆ แต่ก็ไม่รอด ฮ่าๆๆ” ท่านป้านั่งจิบชามองฝนผ่านหน้าต่าง
ฝ่ายจินเมี่ยวได้แต่นอนหันหลังข่มตาหลับลงท่ามกลางอากาศหนาวเย็น
กระท่อมน้อย
“เหตุใดฝนจึงตกหลายวันเช่นนี้เจ้าคะท่านพี่เหวินเป่า”ตู้ฟางซินที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างเหม่อมองออกไปด้านนอกฝนตกมากว่าสี่วันแล้วหนักบ้างเบาบ้างออกไปที่ใดก็มิได้เลยยังดีที่หน้าบ้านมีหลังคายื่นออกไปให้สามีสอนนางทำอาหารได้
“มิรู้สิ ในเขตชายแดนมีทั้งฝน หนาว ร้อนสลับกันไปหมดอีกหน่อยเจ้าก็ชิน”แม่ทัพจางนั่งที่โต๊ะขีดเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษก่อนจะปล่อยทิ้งไว้แล้วเดินไปนั่งลงข้างๆสตรีตัวหอม“มิมีสิ่งใดให้ทำเราพากันไปนอนมิดีกว่ารึ?” มือใหญ่จับลูบคลำทั่วตัว
“ไม่เอาเจ้าค่ะ” ฟางซินปัดมือเขาออก “นี่พึ่งยามซื่อ(09.30)รับสำรับพึ่งเสร็จท่านก็ชักชวนข้าอีกแล้วเมื่อก่อนท่านอยู่อย่างไรเล่าเจ้าคะ” นึกแล้วก็ให้โมโห
แม่ทัพจางมองสตรีตัวน้อยอย่างชอบใจที่นางโมโห“อยู่เช่นนี้ล่ะแม้เมื่อก่อนจะเคยไปซื้อสตรีบ้างตามที่บุรุษอื่นเคยกระทำเพื่อปลดปล่อยแต่ก็ห่างหายไปแสนนาน(3ปี) จนมาพบเจ้าที่ล่องลอยมาตามแม่น้ำในยามที่กำลังตกปลา”
“มิใช่ว่าหลังจากนี้อีกสามวันจะมีสตรีที่กล่าวอ้างว่าเป็นฮูหยินลอยตามน้ำมาเช่นข้ายืนเรียกร้องสิทธิ์อยู่หน้ากระท่อมนะเจ้าคะ?”นางเอ่ยประชดประชันหันหน้าหนี
“ฮ่าๆๆ เจ้าก็พูดไปเรื่อยจะมีสตรีเช่นนั้นที่ใดกันเล่า มิเชื่อก็ไปถามเจ้าลิ่วคังเถิดทุกวันนี้ข้าอยู่แต่ป่าเขา ใจข้าด้านชากับสตรีไปนานแล้ว”จับใบหน้าสตรีตัวน้อยให้หันมา“จนมาพบเจ้าสตรีที่ทำให้ดวงใจข้าสั่นไหวตั้งแต่แรกพบ” จุ๊บ!! จูบปากบางเบาๆ
“ฮึ!!” ตู้ฟางซินครางในลำคอกับคำหวานชวนเคลิ้ม(แต่ก็เคลิ้ม) “ช่างหลอกลวง”
“หาได้หลอกลวง ทุกคำล้วนเป็นความจริง”เกี่ยวผมทัดใบหูเล็กที่แดงก่ำ “คำรักจากข้าจะมอบให้แค่เพียงเจ้า” ฟอด!!!!
“ใยคำรักจากท่าน เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก”นางกล่าวเบาๆด้วยเขินอาย จะเชื่อได้มากน้อยเพียงใดที่ผ่านมานางยังจำเรื่องของคุณชายฝู่ฝังใจยิ่งนักปากเอ่ยว่ารักนางแต่ความจริงแล้ว..เลวร้าย
“รวดเร็วเหมือนเช่นเจ้า..รักข้า”ปลายคางมนถูกจูบซับระเรื่อยขึ้นมาอย่างช่ำชอง จุ๊บ!! เขาจูบนางแผ่วเบาอีกครั้ง