ต้นฤดูใบไม้ร่วง ูเาเขียวขจีทั้งในและนอกเมืองหยางโจวเพิ่งถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองประปราย ทว่ายังคงเต็มไปด้วยภาพความเขียวชอุ่มหนาตา
ภายในเรือนพักตากอากาศอันงดงามเงียบสงบซึ่งซ่อนตัวอยู่ตีนเขา เวลานี้กลับเงียบสงัดเป็พิเศษ
ภายในทางลับที่ไร้แสงตะวัน เด็กหนุ่มวัยสิบสามสิบสี่ปีในชุดผ้าไหมสีขาวนวลมีสีหน้ากระวนกระวายใจยิ่ง “พี่สะใภ้ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่!”
นางพาเขามาที่นี่แต่เช้าตรู่ บอกว่าจะให้ดูของวิเศษอะไรสักอย่าง ทว่าเพิ่งก้าวเท้าเข้ามา เขากลับถูกอาจู สาวใช้ของนางจับมัดมือมัดเท้าเสียแล้ว!
หรือว่าพี่สะใภ้ที่พึ่งพาไม่ได้คนนี้จะถูกราชสำนักซื้อตัวไป และคิดจะส่งตัวเขาไปให้พวกมัน แต่ถ้าเป็อย่างนั้นจริง ทำไมต้องทำเื่ยุ่งยากถึงขนาดนี้ด้วย!
แม้เด็กหนุ่มจะยังอายุน้อย แต่ใน่เวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่เดือน เขาต้องเผชิญกับความจริงที่บ้านแตกสาแหรกขาด ญาติสนิทมิตรสหายทยอยตายจาก จึงยังพอมีความระแวดระวังและแยกแยะสถานการณ์ได้บ้าง
ถึงแม้ว่าหญิงสาวตรงหน้าเพิ่งจะลอบยิงอู๋ฮองเฮา ท่านอาหญิงของเขา ที่ถูกแขวนประจานอยู่หน้าประตูเมืองจนสิ้นใจไปเมื่อหลายวันก่อนก็ตาม
หญิงสาวที่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงการปลอบโยน “นี่คือทางลับที่ข้าให้อาจูลอบขุดไว้เมื่อสองปีก่อน เหมาะสำหรับใช้หลบภัย ต่อให้เป็คนสกุลอู๋ของพวกเ้า ก็ไม่รู้ว่ามีทางลับสายนี้อยู่... เ้ารออยู่ที่นี่อย่างวางใจเถอะ อาจูกับหมอเทวดาฉิวจะคอยอยู่เป็เพื่อนเ้า เสบียงและน้ำดื่มมีมากพอให้ประทังชีวิตไปได้ถึงสองเดือน”
และในอีกสองเดือนข้างหน้า กองทัพใหญ่ของเยี่ยนอ๋องจะต้องตีเมืองหยางโจวแตกอย่างแน่นอน
สวี่ิอี้หยัดกายลุกขึ้น เมื่อเห็นนางกำลังจะจากไป เด็กหนุ่มจึงรีบถาม “พี่สะใภ้ ทำไมท่านถึงไม่อยู่ด้วยกันเล่า!”
“ถ้าข้าอยู่ด้วย เกรงว่าไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องหาที่นี่จนเจอ”
แววตาของเด็กหนุ่มหดเกร็งลงทันที เขารู้แล้ว...!
“ท่านคิดจะออกไปรนหาที่ตาย เพื่อล่อคนพวกนั้นไปแทนข้า!”
มิน่าล่ะถึงต้องจับเขามัดไว้! เขาอยากดิ้นให้หลุด แต่ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด ร้อนรนจนน้ำตาไหลพราก
สวี่ิอี้มองเขาด้วยสายตาที่แฝงความรังเกียจเล็กน้อย “เดิมทีใบหน้านี้ก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไรอยู่แล้ว...”
พอร้องไห้ฟูมฟายไม่ห่วงภาพลักษณ์เช่นนี้ ก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก
ทว่าเสียงร้องไห้ะโของอู๋หรานกลับดังขึ้นกว่าเดิม
นางจึงทำได้เพียงกล่าวต่อ “เ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าล้มป่วยมานานหลายปีจนรากฐานร่างกายพังทลาย เดิมทีก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว...” ไม่รู้ว่าพูดแบบนี้แล้ว เด็กคนนี้จะรับได้ง่ายขึ้นหรือไม่ ทว่านางไม่ถนัดเื่ปลอบเด็กเอาเสียเลย
หมอเทวดาฉิวที่กำลังหดหู่ซึมเซาอยู่ด้านข้างเหลือบมองนางแวบหนึ่ง มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าไม่มีภัยธรรมชาติหรือเภทภัยจากน้ำมืุ์ ก็คงอยู่ได้อีกสักสี่สิบปีห้าสิบปีนั่นแหละ!
อู๋หรานยังคงร้องะโจนเสียงเริ่มแหบพร่า ไม่ว่าอย่างไรสวี่ิอี้ก็หมดหนทาง นางจึงใช้สันมือสับต้นคอจนเขาสลบไปในคราวเดียว
อืม สงบหูขึ้นเยอะ
เมื่อเทียบกับการปลอบเด็กแล้ว นางถนัดการตีเด็กมากกว่าจริง ๆ
“ท่านลุงฉิว วันหน้าอย่าลืมเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้ข้าบ้างนะ เผาไปเยอะ ๆ หน่อย บ้านข้าคนเยอะ มีเื่ต้องใช้เงินมากจริง ๆ”
กล่าวจบ สวี่ิอี้ก็เดินออกจากทางลับโดยไม่หันกลับมามองอีก อาจูที่รออยู่ตรงปากทางลับคุกเข่าลงเบื้องหน้านาง
“ดูแลอู๋หรานให้ดี และต้องส่งตัวเขาให้ถึงมือเยี่ยนอ๋องด้วยตัวเองให้จงได้”
“บ่าวรับคำสั่ง!”
น้ำเสียงของอาจูสั่นเครือเล็กน้อย แม้สวี่ิอี้จะไม่ได้มอง แต่ก็ฟังออกว่านางกำลังร้องไห้ อาจูปรนนิบัติอยู่ข้างกายนางมาั้แ่เล็ก เกือบยี่สิบปีมานี้ นี่เป็ครั้งแรกที่สวี่ิอี้ได้ยินเสียงร้องไห้ของนาง
เมื่อเห็นสวี่ิอี้ก้าวเดิน อาจูก็คุกเข่าขยับเข้าไปใกล้ จากนั้นก็โขกศีรษะลงบนพื้นอิฐสีเขียวอย่างแรง พลางกล่าวว่า “คำสั่งของฮูหยิน อาจูไม่กล้าขัดขืน รอให้อาจูจัดการงานที่ท่านสั่งไว้เรียบร้อยเมื่อไร อาจูจะไปหาท่านเ้าค่ะ!”
“ได้”
สวี่ิอี้ไม่ได้เกรงใจหรือเห็นนางเป็คนนอก ฝีเท้ายังคงก้าวเดินไม่หยุด และไม่ได้หันกลับไปมองอีก
คล้อยหลังยามบ่าย ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม คนม้ากลุ่มหนึ่งเข้ามาตีวงล้อมเรือนพักตากอากาศไว้อย่างเงียบเชียบ สวี่ิอี้ซึ่งนั่งอยู่กลางโถงวางถ้วยชาลง แววตาเย็นเยียบ
มาได้รวดเร็วจริงเชียว...
การที่จ้านอวิ๋นจู๋ได้รับราชโองการให้มาสืบหาร่องรอยของอู๋หรานในครั้งนี้ หากไม่บรรลุเป้าหมาย เขาย่อมไม่ยอมเลิกรา แม้ทางลับนั้นจะซ่อนเร้นอย่างมิดชิด แต่ก็คงทนรับการค้นหาอย่างละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ไหว ถึงอย่างไรเวลานี้เมืองหยางโจวก็ยังเป็อาณาเขตของราชสำนักอยู่
บางทีอาจโชคดีรอดพ้นจากการค้นหาของพวกเขาไปได้ แต่นั่นก็เป็เพียงคำว่าบางทีเท่านั้น หากมีแค่นางเพียงคนเดียว ต่อให้ต้องอยู่อย่างขี้ขลาดตาขาว แต่หากมีชีวิตอยู่ได้อีกวันก็ย่อมต้องอยู่ต่อไป เพราะถึงอย่างไร การมีชีวิตอยู่ก็ย่อมดีกว่าตายไม่ใช่หรือ กองทัพใหญ่ของเยี่ยนอ๋องตีเมืองหลิงปี้แตกแล้ว อีกสิบวันจะต้องมาถึงเมืองหยางโจวแน่นอน...
แต่ในเรือนพักตากอากาศแห่งนี้ยังมีอู๋หรานอยู่อีกคน นางไม่อาจเอาทายาทเพียงคนเดียวของสกุลอู๋มาเสี่ยงอันตรายได้ สกุลอู๋ดีต่อนางไม่น้อย ในเมื่อส่งคนมาถึงมือลูกสะใภ้อย่างนางแล้ว นางก็ไม่อาจทรยศต่อความไว้วางใจนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับนางแล้ว นี่ก็ถือเป็โอกาสที่รอคอยมาเนิ่นนานเช่นกัน... นางมีความแค้นที่ต้องชำระ เป็ความแค้นที่ลึกล้ำดั่งทะเลเื
เสียงฝีเท้าที่รวดเร็วและพร้อมเพรียงดังใกล้เข้ามา คนที่นำหน้ามาคือชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้ม เขายังหนุ่มมาก ดูอายุเพียงยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี คิ้วและดวงตาดูจืดชืดค่อนไปทางอ่อนโยน แต่สวี่ิอี้รู้ดีว่านั่นเป็เพียงเปลือกนอกจอมปลอม
เมื่อเขาเดินเข้ามาถึงหน้าโถง เห็นหญิงสาวผู้งดงามสะพรั่งทว่าเปี่ยมด้วยแววตาเ็านั่งอยู่ตรงนั้น ฝีเท้าของเขาก็ชะงักงัน แววตาสั่นไหวขึ้นมาทันที เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “เจาเจา... เ้ายังมีชีวิตอยู่อีกหรือ เ้ายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ ด้วย!”
ตอนแรกที่เขาได้ยินเื่นี้ เขายังไม่กล้าเชื่อเต็มร้อยด้วยซ้ำ!
แววตาของสวี่ิอี้เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเคียดแค้นอย่างไม่ปิดบัง “จ้านอวิ๋นจู๋ ปีนั้นเป็เ้าที่ทำร้ายคนสกุลสวี่ของข้าทั้งตระกูล...”
“ไม่ใช่ เจาเจา นั่นไม่ใช่ฝีมือข้า” ริมฝีปากของจ้านอวิ๋นจู๋เผยรอยยิ้มขมขื่น “นั่นเป็ฝีมือของท่านพ่อข้า กว่าข้าจะรู้เื่ก็สายเกินไปเสียแล้ว... แต่เขาก็ได้รับผลกรรมที่สมควรได้รับแล้ว เมื่อสามปีก่อนเขาตายจากไปแล้ว เมืองหลวงห่างจากหยางโจวแค่สองร้อยหลี่ เ้าก็น่าจะได้ยินเื่นี้แล้วนี่นา”
ในใจสวี่ิอี้เกิดความรู้สึกหนาวเหน็บอย่างน่าสะอิดสะเอียน ผลักไสการกระทำของตนเองออกไปจนหมดจด แม้กระทั่งการตายของบิดาก็ยังพูดออกมาได้อย่างเบาสบายถึงเพียงนี้
“เจาเจา ข้ารู้ว่าตอนนี้เ้าคงไม่เชื่อข้า สกุลจ้านของข้าติดค้างสกุลสวี่ของพวกเ้ามากเกินไปจริง ๆ... เ้าวางใจเถอะ วันหน้าข้าจะชดเชยให้เ้าเป็อย่างดี จะไม่ยอมให้เ้าต้องทนรับความอยุติธรรมใด ๆ อีกเด็ดขาด” จ้านอวิ๋นจู๋มองนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาเปี่ยมด้วยความจริงใจและรู้สึกผิด ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับเป็การหว่านล้อมอย่างเห็นได้ชัด “เจาเจา ส่งตัวอู๋หรานมาให้ข้าเถอะ ข้าจะพาเขากลับเมืองหลวง”
“อู๋หรานหรือ ข้าไม่เคยพบ”
“เจาเจา ในเมื่อข้าตามหามาจนถึงที่นี่แล้ว เ้าย่อมหลอกข้าไม่ได้หรอก คนสกุลอู๋ตายหมดแล้ว อู๋หรานเป็เพียงเด็กหนุ่มอ่อนแอ นอกจากมาพึ่งพิงเ้าแล้ว เขายังจะไปที่ไหนได้อีก”
เวลานี้จ้านอวิ๋นจู๋เพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในโถง และสั่งให้ผู้ติดตามปิดประตูจากด้านนอก ก่อนหน้านี้ มีหญิงสาวสองคนที่ปลอมตัวเป็ผู้ติดตามได้ค้นเอามีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของสวี่ิอี้ไปแล้ว
จ้านอวิ๋นจู๋ยืนอยู่ตรงหน้านางพลางยิ้มบาง ๆ “ที่แท้เจาเจาก็คิดอยากจะฆ่าข้าจริง ๆ”
แต่จิตใจของนางบริสุทธิ์และเรียบง่ายมาตลอด มักจะซ่อนความรู้สึกไว้ไม่ลึกพอ ั้แ่เยาว์วัย เขาก็สามารถมองทะลุความคิดของนางได้เพียงแค่ปราดตามอง การที่นางยังสามารถเดาได้ว่าวันนี้เขาจะมา นี่ก็นับว่าเฉียบแหลมมากแล้ว หรือไม่ก็อาจเป็เพราะเมื่อคืนที่ลูกน้องของเขามาสืบข่าว คงจะไปทำให้ผู้คุ้มกันของอู๋หรานตื่นตัวเข้า
สวี่ิอี้เม้มมุมปากแน่นเล็กน้อย “หากเ้า้ารั้งข้าไว้ข้างกาย ไม่ช้าก็เร็ว ข้าต้องหาโอกาสฆ่าเ้าให้ได้แน่”
จ้านอวิ๋นจู๋เพียงทำเป็ไม่ได้ยินประโยคนี้ เห็นได้ชัดว่าเขามั่นใจในชัยชนะ เวลานี้จึงไม่รีบร้อนเค้นถามอะไร แต่กลับโน้มตัวลงเล็กน้อย ยื่นมือไปจับไหล่นางไว้ จับจ้องนางด้วยสายตาละโมบ พลางกล่าวเสียงต่ำ “เจาเจา ไม่ได้พบกันห้าปี... ข้าคิดถึงเ้าใจแทบขาดจริง ๆ เ้ารู้หรือไม่ว่า ต่อให้เวลานี้ข้าจะมีทุกอย่างแล้วก็ตาม ทว่าภายในใจกลับไม่อาจจุใครอื่นลงไปได้อีก”
สวี่ิอี้สะบัดมือของเขาออกอย่างแรง ระหว่างที่หยัดกายลุกขึ้นก็เงื้อมือโจมตีไปที่ลำคอของเขา กำไลบนข้อมือซ่อนกลไกหนามแหลมคมไว้ แม้จ้านอวิ๋นจู๋จะเบี่ยงตัวหลบ แต่ลำคอของเขาก็ยังถูกบาดจนเกิดรอยแผลหนึ่ง
“เจาเจา เลิกก่อกวนได้แล้ว ด้วยฝีมือของเ้า ไม่มีทางฆ่าข้าได้หรอก ในเมื่อเ้ารู้ว่าวันนี้ข้าจะมา การกระทำนี้ก็เป็เพียงการถ่วงเวลาเพื่อให้อู๋หรานหลบหนีไปเท่านั้น แต่เขาหนีออกจากเมืองหยางโจวไม่ได้หรอก อย่าเสียแรงเปล่าเลย เ้าเป็สายเืที่เหลือรอดของสกุลสวี่และสกุลอู๋ มีเพียงข้าเท่านั้นที่ช่วยเ้าได้ เ้าควรจะเชื่อฟังหน่อยถึงจะถูก”
เขารวบแขนข้างหนึ่งของสวี่ิอี้ไว้ น้ำเสียงเ็าลงเล็กน้อย ความอดทนเริ่มถดถอย “ใช่สิ” จู่ ๆ สวี่ิอี้ก็เผยรอยยิ้มออกมา
แน่นอนว่านางทำเพื่อถ่วงเวลา หากไม่ใช่เช่นนั้น หรือนางจะทนฟังเขาพล่ามเื่ไร้สาระพวกนี้ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกสะอิดสะเอียนเล่นหรือไร...
จ้านอวิ๋นจู๋ยังคิดจะพูดอะไรอีก แต่จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขาเอามือลูบาแที่ลำคอราวกับตรวจสอบบางสิ่ง จากนั้นก็พบว่าเืที่ติดปลายนิ้วมาเป็สีดำสนิท!
“เจาเจา เ้า...” เขาไม่มีแรงจะรวบตัวสวี่ิอี้ไว้อีกต่อไป ถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว คิดจะร้องเรียกคนให้เข้ามา ทว่ากลับต้องใเมื่อพบว่าตนแทบจะเปล่งเสียงไม่ออกแล้ว
เขาล้มลงกับพื้น มองไปยังกำไลบนข้อมือของสวี่ิอี้ที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาอย่างฉับไว สลับกับมองกระถางธูปที่มุมหนึ่งของห้อง ซึ่งกำลังเผาไหม้เครื่องหอมที่ไม่รู้จัก แต่มันสายไปเสียแล้ว
นับั้แ่วินาทีที่ค้นพบมีดสั้นจากแขนเสื้อของสวี่ิอี้ เขาก็หลงคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ายังคงไร้เดียงสาเหมือนแต่ก่อน จึงลดความระแวดระวังลงไปกว่าครึ่งอย่างไม่รู้ตัว
“เ้าเพียงแค่รู้ว่าข้าพอมีวรยุทธ์ติดตัวมาั้แ่เด็ก จึงคอยระวังป้องกันอยู่ทุกฝีก้าว แต่เ้าคงไม่รู้ล่ะสิ ว่าหลายปีมานี้ ข้ายังเรียนรู้วิชาอื่นที่ใช้ฆ่าคนได้อีกด้วย”
อู๋หรานคิดว่านางใช้ชีวิตของตนเองเพื่อล่อจ้านอวิ๋นจู๋ออกไป เขาคิดผิดแล้ว นาง้าจะฆ่ามันต่างหาก!
“ใต้เท้า ้าให้พวกเราเข้าไปหรือไม่ขอรับ” เสียงเอ่ยถามหยั่งเชิงดังมาจากนอกประตู
จ้านอวิ๋นจู๋ใช้สองมือตะกุยลำคอ พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะเปล่งเสียงออกมา ขณะเดียวกันก็ขยับตัวไปยังทิศทางของประตูอย่างยากลำบาก สวี่ิอี้ก้าวเท้าเหยียบลงบนหน้าอกของเขา ชักดาบที่เอวเขาออกมา แล้วตวัดดาบฟันลงไป
ในจังหวะที่ทหารกำลังจะพังประตูเข้ามา ประตูก็ถูกคนจากด้านในถีบเปิดออกเสียก่อน หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามหาใดเปรียบในชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนอมฟ้าเปื้อนเืปรากฏตัวขึ้นในสายตาของทุกคน และในมือนางก็กำลังหิ้วสิ่งหนึ่งเอาไว้... นั่นคือศีรษะของใต้เท้าของพวกเขา!
เหล่าทหารต่างตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว มองดูศีรษะนั้นถูกหญิงสาวโยนทิ้งลงบันไดหินอย่างไม่ไยดี ก่อนจะพากันชักดาบและรุกคืบเข้ามาล้อมไว้ทันที
ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเรือนพักตากอากาศก็กรูเข้ามาเช่นกัน สวี่ิอี้ตวัดเท้าเตะถังไม้ด้านข้างจนล้ม น้ำมันสนที่เตรียมไว้ข้างในไหลเจิ่งนองกระจายอยู่แทบเท้าทันที นางมีสีหน้าเรียบเฉย หยิบชุดจุดไฟออกมาโยนลงบนพื้น กัดยาพิษที่ซ่อนไว้หลังซี่ฟันจนแตก เสียงพรึ่บดังขึ้น เปลวเพลิงก็ลุกลามออกไปทันที
นางรู้ว่าตัวเองหนีไม่รอด นางเกิดในตระกูลขุนนางแม่ทัพอย่างสกุลสวี่ ต่อให้ต้องตาย ก็ต้องตายอย่างมีศักดิ์ศรี ตายด้วยน้ำมือตัวเอง ไม่มีอะไรให้ไม่ยินยอมพร้อมใจ แม้นางจะกลัวไฟมาั้แ่เด็ก ทั้งยังกลัวตายกลัวเจ็บ แต่ยังดีที่ยาพิษนี้สามารถทำให้คนตายไปโดยไร้ความรู้สึกได้
เปลวไฟลุกโชน ร่างในชุดสีม่วงอ่อนอมฟ้าค่อย ๆ ถูกกลืนกินและล้มลง ท่ามกลางอากาศที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกมืดครึ้ม ฉับพลันเม็ดฝนก็โปรยปรายลงมา
เวลานี้จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนชุดดำกระโจนเข้ามาในเรือนพักตากอากาศ เข้าต่อสู้พัวพันกับเหล่าทหารที่ยังคงจมอยู่กับเหตุการณ์พลิกผันที่จ้านอวิ๋นจู๋ผู้เป็หัวหน้าตายอย่างอนาถจนยังตั้งสติไม่ได้ เมื่อปราศจากการสั่งการของจ้านอวิ๋นจู๋ อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังบุกโจมตีอย่างดุดัน เหล่าทหารที่ขวัญผวาจึงแตกพ่ายไปอย่างรวดเร็ว และพากันหลบหนีไปจากที่นั่น
อีแร้งตัวหนึ่งบินวนเวียนอยู่ในระดับต่ำบริเวณหน้าบ้านที่ไฟลุกท่วม เสียงร้องของมันราวกับกำลังคร่ำครวญ หลังจากบินวนอยู่ครู่หนึ่ง มันกลับพยายามจะพุ่งเข้าไปในกองไฟ เปลวเพลิงลวกปีกของมันจนได้รับาเ็ มันกระพือปีกอยู่สองสามที หลังจากส่งเสียงร้อง มันก็พุ่งตัวเข้าไปอีกครั้ง
“เทียนมู่!” ชายชุดดำผู้เป็หัวหน้าขมวดคิ้วตวาดห้ามปราม ทว่าอีแร้งกลับยังไม่ยอมแพ้
สวี่ิอี้ได้ยินเสียงร้องแหลมสูงดังแว่ว ๆ เมื่อสิบวันก่อน เ้านกโง่ที่ทั้งี้เีและตะกละ ทั้งขี้เหร่และส่งเสียงหนวกหูตัวนี้จู่ ๆ ก็หายตัวไป นางยังคิดว่ามันคงหาเ้านายใหม่ที่ให้อาหารได้ใจป้ำกว่าจนไม่กลับมาอีกแล้วเสียอีก...
ขณะที่ชายชุดดำผู้เป็หัวหน้าราวกับสังเกตเห็นบางสิ่ง เมื่อมองเห็นเงาสีม่วงอ่อนอมฟ้ารำไรในกองไฟ จู่ ๆ เขาก็พุ่งตัวเข้าไปทันที
“เ้านาย ไม่ได้นะขอรับ!” ผู้ติดตามคนหนึ่งรีบพุ่งตามเข้าไปในกองไฟด้วยเช่นกัน
ชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อุ้มร่างของสวี่ิอี้ที่ยังมีไฟลุกติดตัวขึ้นมาในแนวนอน ผู้ติดตามด้านข้างมือเท้าว่องไว ตักน้ำจากโอ่งมาสาดใส่คนทั้งสองได้อย่างทันท่วงที
“...ทำไมถึงเป็เ้า?!”
“สวี่ิอี้ เ้ายังมีชีวิตอยู่!”
เมื่อชายหนุ่มมองเห็นใบหน้าของคนในอ้อมแขนอย่างชัดเจน บนใบหน้าหล่อเหลาที่มีหยดน้ำเกาะอยู่ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง สวี่ิอี้พยายามจะลืมตา แต่ลืมอย่างไรก็ลืมไม่ขึ้น
“เร็วเข้า ไปตักน้ำเย็นมาอีก...”
“พาคนกลับไปรักษาที่ค่ายทหาร!”
ชายหนุ่มปลดเสื้อคลุมบนตัวออก ห่อหุ้มร่างกายที่ถูกไฟลวกของนาง พลางออกคำสั่งกับลูกน้องอย่างต่อเนื่อง สติของสวี่ิอี้ค่อย ๆ เลือนหายไป นางอยากถามเหลือเกินว่า ‘เ้าคือใคร’
และก็อยากรู้ด้วยว่า หลังจากที่กองทัพใหญ่ของเยี่ยนอ๋องตีเมืองหยางโจวแตกแล้ว จะบุกโจมตีเมืองหลวงต่อไปหรือไม่ ฮ่องเต้จะรับมืออย่างไร จะยอมสู้ตายเพื่อรักษาเมืองหลวง หรือจะถอยร่นลงไปทางใต้ กองทัพทั้งสองฝ่ายจะประจันหน้ากันไปอีกนานแค่ไหน สุดท้ายเยี่ยนอ๋องจะชนะหรือไม่ ลึก ๆ ในใจนางย่อมหวังให้เยี่ยนอ๋องเป็ฝ่ายชนะ
แต่นางคงอยู่รอไม่ถึงแล้ว ทว่า... ดูเหมือนก็ไม่ต้องกลุ้มใจแล้วล่ะมั้ง ปกติแล้วนางเป็คนจิตใจดีและซื่อตรงถึงเพียงนี้ วันนี้ยังได้สังหารคนชั่วช้าไปอีกคนหนึ่ง นับได้ว่าเป็ผู้สร้างบุญกุศลแล้ว คิดว่าแปดเก้าส่วนคงได้ขึ้น์แน่ ไว้ค่อยไปรอดูบน์ก็แล้วกัน...
ครึ่งเดือนต่อมา หลังจากที่กองทัพใหญ่ของเยี่ยนอ๋องยึดเมืองหยางโจวได้แล้ว ก็แทบจะไม่ได้หยุดพัก อาศัยจังหวะยามค่ำคืนเข้าปิดล้อมเมืองหลวงทันที สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่คนสกุลอู๋ต้องตายอย่างอนาถทั้งตระกูล ขวัญกำลังใจของทัพเยี่ยนจึงฮึกเหิมและเปี่ยมด้วยความโกรธแค้น ใช้เวลาเพียงสามวันก็สามารถตีเมืองหลวงจนแตกพ่ายได้สำเร็จ
ชายหนุ่มในชุดเกราะนำกองทหารม้าบุกเข้าไปในเขตหวงห้ามของพระราชวัง ฮ่องเต้ไม่ได้หลบหนี พูดให้ถูกคือหนีไม่ทันต่างหาก กองทัพของเยี่ยนอ๋องบุกทะลวงมาตลอดทางดั่งไม้ไผ่ที่ถูกผ่า อีกทั้งราชสำนักในปัจจุบันยังบริหารบ้านเมืองอย่างไร้ความเมตตา ตลอดทางจึงมีผู้สวามิภักดิ์และแปรพักตร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การที่พวกเขาสามารถบุกเข้ามาถึงเมืองหลวงได้เร็วเพียงนี้โดยไม่สนใจคำทัดทานของขุนนางที่ราชสำนักส่งไปเจรจาสงบศึกเลยแม้แต่น้อย เป็สิ่งที่เหล่าขุนนางและฮ่องเต้ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน
ชายหนุ่มบุกเข้าไปในตำหนักหย่างซิน เมินเฉยต่อเสียงร้องห้ามปรามของเหล่าขุนนางและขันที เขาใช้มือข้างเดียวหิ้วร่างของฮ่องเต้ที่ล้มป่วยอยู่บนแท่นบรรทมัลากตัวออกมา แล้วจับโยนลงที่หน้าบันไดตำหนักด้านนอกอย่างแรง
ขุนนางเฒ่าผู้ดื้อรั้นและซื่อสัตย์โกรธเคืองเป็อย่างยิ่ง เอ่ยด่าทอพร้อมร้องคร่ำครวญว่าชายหนุ่มเสื่อมเสียศีลธรรม ไม่เห็นแก่กฎระเบียบของราชวงศ์
“ฟังนะ มีสองเื่ที่ข้าต้องสั่งการเ้า หนึ่ง ร่างราชโองการสารภาพผิด นำความผิดฐานใส่ร้ายสกุลสวี่และสกุลอู๋ประกาศให้กระจ่างแจ้งไปทั่วแผ่นดิน”
เมื่อมองเห็นม้วนผ้าไหมสีเหลืองสดและพู่กันหมึกที่ถูกโยนมาข้างกาย ฮ่องเต้ก็ตัวสั่นเทิ้ม หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฝันไปเถอะ... เจิ้นไม่มีทางเขียน! และยิ่งไม่มีทางร่างราชโองการสละราชสมบัติ... สองพ่อลูกอย่างพวกเ้าเป็ได้แค่ฏทรราชเท่านั้น!”
“จะเขียนหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเ้า” ชายหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ขันทีด้านข้างมองเห็นดาบที่พาดขวางอยู่ตรงหน้า ก็คุกเข่าหมอบลงกับพื้น ประคองพู่กันขึ้นมาด้วยความสั่นเทา
“สอง จงเชือดคอตายไถ่โทษเสีย” ชายหนุ่มโยนกระบี่ในมือไปตรงหน้าฮ่องเต้
เสียงด่าทอและร้องไห้ดังขึ้นรอบทิศอย่างไม่ขาดสาย ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนบันไดหินกลับทำราวกับไม่ได้ยิน เขามองเพียงท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆลมแปรปรวนเหนือแนวกำแพงวังสีแดงชาด
เป็อย่างที่เสด็จพ่อเคยตรัสไว้จริง ๆ การเดินมาตามเส้นทางนี้ ต้องแลกมาด้วยราคาที่หนักหนาสาหัสเกินไปแล้ว หากรู้ว่าท้ายที่สุดยังคงไม่อาจเลี่ยงข้อหาฏทรราชไปได้ ไม่รู้ว่าหากท่านตาที่อยู่ในปรโลกรับรู้ จะรู้สึกเสียใจภายหลังหรือไม่
แล้วยังมีสวี่ิอี้... วันนั้น เขาควรจะไปให้เร็วกว่านี้สักหน่อย นางเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบสองปีเองกระมัง
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชย ฝนห่าหนึ่งตกลงมา ใบไม้สีเหลืองพัดพากลิ่นอายไฟาและคาวเืร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน ถูกฝังกลบไปพร้อมกัน...