ลู่ซินหยีที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะอาหารลอบฟังไปพลางกินไปพลาง
หล่อนพอรู้ว่าซ่งจื่อจิงทำงานที่ฉินกรุ๊ปฯ อีกทั้งยังได้ตำแหน่งใหญ่โต
ด้วยความสามารถของซ่งจื่อจิงก็แค่หางอึ่ง อย่างน้อยเธอเชื่ออย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าวหรือแค่ตักข้าวมาใส่จาน ก็ต้องโทรถามคนที่บ้าน ลำพังแค่นี้ก็ตัดสินใจได้แล้วว่าไร้ความสามารถด้านงานบ้านงานเรือน
ส่วนเรื่องบริหารลู่ซินหยีไม่รู้ว่าซ่งจื่อจิงบริหารเป็นไหม
ดังนั้นหล่อนจึงไม่กล้าเหน็บแนม เพียงนั่งฟังอยู่ตรงนั้นเงียบๆ
“รปภ...ไม่ฟังคำสั่งแถมยังทำตัวแปลกๆ ไม่กลัวเธอเหรอ” หลินอู๋เฉินที่กำลังจัดการกับเนื้อในชามวางตะเกียบลง
เห็นปฏิกิริยาของเขาซ่งจื่อจิงดีใจ
ดูเหมือนว่าเขาจะโกรธที่มีคนกล้าลองดี ไม่เคารพเธอ
นั่นหมายความว่าเขาให้ความสำคัญกับเธอมาก
ซ่งจื่อจิงตอบด้วยน้ำเสียงสะอื้นตอแหล “ใช่ค่ะ ฉันเป็นแค่ผู้บริหารหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าไปทำงานวันแรก ก็โดนคนที่นั่นชี้หน้าด่า อีกทั้งกลุ่ม รปภ ยังไม่ไว้หน้าฉัน โดยเฉพาะคนที่ชื่อเฉียวเจิ้นอวี่ หมอนี่วางท่าเหมือนนักเลง ดูไม่เหมือน รปภ ที่ผ่านการเทรนมาสักนิส”
การแสดงของซ่งจื่อจิงทำได้ค่อนข้างเยี่ยม แม้ครึ่งหนึ่งจะโกหกก็ตาม
“งั้นวันนนี้ฉันคงต้องไปฉินกรุ๊ปฯ สักหน่อยแล้ว”
“จริงเหรอคะ ดีใจจัง” ซ่งจื่อจิงหอมแก้มเขาไปฟอดใหญ่ แล้วคีบเนื้อติดมันใส่ชามข้าวให้เขา
“กินเยอะๆ นะคะ วันนี้จะได้มีแรงทำงาน ไม่สิคุณหลินไม่ต้องทำงาน แค่ไปเดินชมนกชมไม้ในบริษัทเท่านั้น”
หลินอู๋เฉินหยิบตะเกียบขึ้นมากินเนื้อและผักที่เธอคีบให้
สำหรับความเข้าใจผิดของซ่งจื่อจิงเขาขี้ค้านจะอธิบาย
แค่นึกสงสัยเกี่ยวกับเฉียวเจิ้นอวี่เท่านั้นเอง หมอนี่ทำให้เขาอดนึกถึงหยางจื่อที่เพิ่งฆ่าไปไม่ได้
........
รถ Lamborghini huracan rwd คันสีแดงขับมาถึงฉินกรุ๊ปฯ ในตอนเก้าโมงกว่าๆ
พนักงานฝ่ายต้อนรับเมื่อเห็นคนก้าวเท้าเข้ามาในประตูเป็นใคร ก็รีบลุกขึ้นยืน ทำความเคารพด้วยความเกรงกลัว
เรื่องราวเมื่อวานได้สลักลงหัวใจพนักงานแล้ว
ซ่งจื่อจิงนางร้ายคนนี้เป็นประเภทใช้กำลังแทนเหตุผล คุยด้วยปากก็เสียเวลาเปล่า
เมื่อซ่งจื่อจิงเดินขึ้นลิฟต์สำหรับผู้บริหารไป พนักงานต้อนรับสองคนจึงจับกลุ่มเม้าท์มอย
“นั่นใครน่ะ หน้าตาธรรมดาชะมัด แต่เดินควงแขนกับผู้บริหารซ่ง”
“ไม่รู้เหมือนกัน บางทีอาจเป็นแฟนละมั้ง”
“เหอะๆ แฟนเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก ร้ายๆ แบบผู้บริหารซ่ง อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ชายหน้าตาดี ไม่ก็เย่ซ่งฉือ”
เย่ซ่งฉือที่ถูกกล่าวถึงคือดาราหนุ่มที่กำลังมีผลงาน ความหล่อเหลาของเขาไม่เป็นสองรองใคร
อีกทั้งเวลานี้ค่าตัวยังพุ่งสูง ชนิดที่ว่าทำเอารุ่นพี่ในวงการถูกเบียดบัลลังก์ที่นั่งมาอย่างยาวนาน
.........
เมื่อลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นบน เดินเข้าไปในห้องทำงานต้องผ่านโต๊ะของเลขา
จางหลี่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นทั้งคู่เดินออกมาจากลิฟต์
ในสภาพกอดแขนชายหนุ่มซ่งจื่อจิงกล่าวว่า “เลขาจาง เพื่อนของเธอเฉียวเจิ้นอวี่อยู่ที่ไหน รีบเรียกเขามาเร็ว ประธานอยากพบหน้า”
“ประธาน...” จางหลี่เพิ่งเคยเห็นหน้าหลินอู๋เฉินครั้งแรก
ปรากฏว่าชายคนนี้คือผู้ควบคุมบริษัทที่อยู่เบื้องหลังซ่งจื่อจิง หน้าตาธรรมดาไร้พิษสง ผิดกับซ่งจื่อจิงลิบลับ
“มัวยืนเซ่ออะไรอยู่อีก ที่ฉันพูดไม่ได้ยินหรือไง หรือว่าอยากจะโดน!” ซ่งจื่อจิงชักสีหน้าไม่พอใจ นิ้วมือข้างซ้ายกำแน่นแต่ต้องคลายออก เพราะชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะรีบเรียกเขาขึ้นมาพบเดี๋ยวนี้” จางหลี่ไม่กล้าชักช้า
ผู้บริหารซ่งเหมือนไบโพล่า อย่าไปมีเรื่องหรือต่อปากต่อคำดีที่สุดหากไม่อยากเจ็บตัว
จากนั้นซ่งจื่อจิงพาหลินอู๋เฉินเดินเข้าไปในห้องทำงาน
เมื่อก่อนที่นี่เคยเป็นของฉินหยูฝาน ดังนั้นการตกแต่งจึงยังเป็นรูปแบบเดิม ไม่ได้หวือหวาหรือพิเศษตรงไหน ค่อนข้างเรียบง่ายและซงจื่อจิงคิดว่า หลังจากนี้คงต้องเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งแสนจืดชืดสักหน่อย
“คุณหลิน นั่งลงตรงนี้นะคะ เดี๋ยวฉันชงชาให้”
ซ่งจื่อจิงขยับเก้าอี้ให้เขา สำหรับการกระทำของเธอถ้าหากคนในบริษัทมาเห็นคงตกตะลึง
พายุคงเข้าไม่ก็ฟ้าอาจจะถล่มลงมา ผู้บริหารซ่งถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้
“ใครจะชงให้นะ”
หลินอู๋เฉินนั่งลงแล้วยักคิ้วมอง ซ่งจื่อจิงหน้าเห่อร้อนถึงใบหู ต้องหยิกแก้มเขาทีหนึ่งแก้ความกระดากอาย
“คุณหลินละก็ ฉันไม่ชงเองก็ได้ค่ะ แค่จะใช้ให้เลขาจางชงให้เท่านั้นเอง ฮึ่ม”
ชายหนุ่มหัวเราะมุมปาก
สำหรับผู้หญิงที่กำลังแง่งอนตรงหน้าทำไมเขาถึงจะไม่รู้จักนิสัยเธอว่าเป็นยังไง
ดังนั้นเรื่องชงชาลืมไปได้เลย
ระหว่างรอเลขาจางเข้ามาซ่งจื่อจิงโยนตัวเข้าไปนั่งบนตักของเขา แล้วซุกหน้าลงบนซอกคอได้รูป เป่าลมร้อนรดใบหู ใช้ฟันซี่ขาวขบเม้มลำคอแล้วดูดดอมจนเป็นรอยจ้ำสีแดง
“เมื่อคืนยังสนุกไม่พอเหรอ หรือว่าอยากโดนเอาที่บริษัทอีก?” หลินอู๋เฉินตอบสนองด้วยการโอบเอวเธอเข้ามา นิ้วมืออีกข้างเกาะกุมหน้าอกใหญ่อวบนิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าราคาแพง
“คุณหลินละก็ ฉันไม่ได้เซ็กซ์จัดขนาดนั้นนะคะ แค่เห็นคุณแล้วรู้สึกหมั่นเขี้ยวเท่านั้นเอง” ซ่งจื่อจิงเม้มปาก รู้สึกกระสับกระส่ายจนอยากโผเข้ากอดแนบแน่น ยามที่เขาเอื้อมมือสัมผัสเต้าอวบตึงแล้วบีบเค้นคลึงทำเอาเสียวซ่านกระสันกาย
“จริงเหรอ ไหนลองดูข้างล่างหน่อยสิ ว่ามันแฉะหรือเปล่า”
“แฉะค่ะ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?”
“ตรงนั้นมันบวม ฉันเจ็บและวันนี้คงต้องพักก่อน” ซ่งจื่อจิงตอบด้วยความอายกระดาก หน้าซุกอกเขาเหมือนลูกแมวออดอ้อน
หลินอู๋เฉินหัวเราะไม่ออก ดูเหมือนว่าเมื่อคืนจะทำรุนแรงไป หญิงสาวถึงได้มีสภาพอย่างที่เห็น
ก๊อก...ก๊อก...ประตูห้องถูกเคาะจากด้านนอก
เมื่อได้รับอนุญาตจางหลี่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับในมือถือถาดใส่ชาสองถ้วยสำหรับสองคน
เธอเกือบจะสะดุดเท้าตัวเองล้มเมื่อเห็นว่าผู้บริหารซ่งนั่งอยู่บนตักของหลินอู๋เฉิน รีบหลุบตาลงก่อนหล่อนจะเห็น ย่อตัวลงแล้ววางน้ำชาไว้บนโต๊ะ
“ชาได้แล้วค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ”
ยกถ้วยชาวางเสร็จ จางหลี่รีบถอยออกไป ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วก้มศีรษะลงไม่กล้ามองหน้าเจ้านาย
ซ่งจื่อจิงพยักหน้า หยิบชาร้อนขึ้นมาให้หลินอู๋เฉิน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “แล้วเฉียวเจิ้นอวี่อยู่ไหน”
“วันนี้เขาไม่ได้มาทำงานค่ะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”
“อะไรนะไม่ได้มาทำงาน? นี่เธอกำลังโกหกฉันอยู่หรือไง!” ซ่งจื่อจิงตวาด น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่ต่างจากเมื่อวาน
จางหลี่ตกใจกลัวจนสะดุ้ง “ไม่ได้โกหกค่ะ เฉียวเจิ้นอวี่ไม่ได้มาทำงานจริงๆ ผู้บริหารซ่งสามารถตรวจสอบได้”
“หึ! เมื่อวานนี้ฉันได้ยินพวกเขาพูดกันว่า เธอเป็นเพื่อนเก่าของหมอนั่นไม่รู้จริงหรือเปล่า บางทีเธออาจจะกำลังช่วยเขาอยู่ก็ได้ ใช่ไหมเลขาจาง” ซ่งจื่อจิงหัวเราะว่า
จางหลี่หลุบตาลงไม่กล้าสู้หน้า “ไม่คิดปิดบัง พวกเราเป็นเพื่อนเก่ากันจริงแต่หลังจากเรียนจบ เราก็ไม่สนิทกัน ฉันไม่ได้ช่วยเขาและไม่คิดอยากจะช่วยด้วย...”
“ตอแหล!” ซ่งจื่อจิงฟิวส์ขาด หยิบชาถ้วยร้อนขึ้นมาต้องการจะสาดหน้าเลขาให้เสียโฉม
จางหลี่ตกใจกลัวจนต้องยกถาดขึ้นมาป้องกันตามสัญชาตญาณ แต่ก่อนหน้านั้นหลินอู๋เฉินได้จับมือของซ่งจื่อจิงไว้ ชาจึงไม่หกจากถ้วย
จางหลี่ถอนใจโล่งอก แต่ยังไม่ลดการป้องกันลง
“คุณหลิน...ขอโทษนะคะ ฉันแค่เผลอตัวไปหน่อย” ซ่งจื่อจิงรู้สึกผิด เธอลืมไปว่าวันนี้มีคนมาด้วย และคนคนนั้นก็คือชายหนุ่มผู้ให้ทุกอย่างกับเธอ
“ไม่เป็นไร” หลินอู๋เฉินจับมือเธอลง แล้วหันไปมองเลขาจางที่ตื่นใจกลัว
เขาไม่ได้ช่วยเธอเพราะหน้าตาสวยๆ หรือรูปร่างโค้งมน แค่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเท่านั้นที่เธอต้องมาเสียโฉมเพราะเรื่องไร้สาระของซ่งจื่อจิง
“เธอออกไปได้แล้ว” หลินอู๋เฉินโบกมือ
“ค่ะ ท่านประธาน” เลขาจางก้มศีรษะลงแล้วรีบเดินออกไปจากห้องให้เร็วที่สุด
หล่อนไม่กล้าแช่อยู่นาน และรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเมื่อต้องอยู่กับซ่งจื่อจิง
“คุณหลิน...ฉัน...” ซ่งจื่อจิงทำเสียงรู้สึกผิด น้ำตาคลอเบ้าน้อยๆ
หลินอู๋เฉินลูบศีรษะเธอ “ไม่เป็นไร แค่เรื่องเล็กน้อย ระวังภายหลังอย่าทำแบบนี้อีก”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ซ่งจื่อจิงไม่พูดอะไรต่อ หล่อนแสร้งสะอื้นแล้วซบอกเขา
หลินอู๋เฉินที่คอยปลอบใช่จะไม่รู้
เธอเป็นไม้ประดับของตระกูลซ่ง งานบริหารสู้ซ่งเฉินหยูไม่ได้ แต่ที่เขาดีด้วยก็เพราะเป็นผู้หญิงของเขาเท่านั้นเอง
ประตูห้องที่เพิ่งถูกปิดไปถูกเคาะอีกครั้ง
ซ่งจื่อจิงที่กำลังหน้ามุ่ยอยากจะตะโกนด่าไปเหลือเกิน แต่ต้องยั้งปากไว้แล้วบอกให้เข้ามา
“มีอะไรอีก หรือว่าเฉียวเจิ้นอวี่มาแล้ว” ซ่งจื่อจิงถาม
“เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ”
“งั้นจะเข้ามาทำไม รีบๆ ออกไปซะ มันรบกวนเวลาของฉันกับประธานหลินนะรู้ไหม!”
ในขณะที่จางหลี่มีสีหน้าปั้นยาก ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดทางการก็เดินเข้ามาจากทางด้านหลัง
ใบหน้ารูปแตง ดวงตาเรียวเล็ก คิ้วโค้งงอ ปากนิดจมูกหน่อย หน้าอกและบั้นท้ายใหญ่จนแน่นชุด
“เธอเป็นใคร!” ซ่งจื่อจิงตวาดเสียงดัง
“ประธานคนเก่าของที่นี่ ฉินหยูฝาน” ฉินหยูฝานไม่ให้ราคาไม้ประดับ กวาดตามองซ่งจื่อจิงแวบเดียวก่อนจะละสายตาหันไปมองอีกคน