บทที่ 43 ถ้ำชิงหยาง
"ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้ากับศิษย์พี่ฉู่ไปก่อนเถิด ข้าจะตามไปทีหลัง"
เมื่อฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยลู่หลีก็กล่าวกับหลิ่วซินอวี่และฉู่ชิ่งเฟิงด้วยแววตาที่ฉายประกาย
หลิ่วซินอวี่เข้าใจความหมาย จึงพยักหน้าแล้วมองไปยังฉู่ชิ่งเฟิงที่ยังคงมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "ศิษย์พี่ฉู่ ไปกันเถิด"
ฉู่ชิ่งเฟิงพยักหน้าอย่างเหม่อลอย แล้วเดินตามหลิ่วซินอวี่ไปข้างหน้า
เมื่อทั้งสองจากไปแล้ว ลู่หลีจึงเรียกธงวิญญาณโลหิตออกมา เสียบเข้าไปที่อกของศพคนหนึ่ง เสียงดัง "ฉึก" ทันใดนั้น ร่างกายของศพคนนั้นก็เริ่มเหี่ยวแห้งลง พลังปราณสีแดงล้ายเส้นเลือดค่อย ๆ ซึมเข้าไปในด้ามธง ส่วนพลังปราณสีเทาขาวก็หลอมรวมเข้าไปในผืนธง
ผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป ศพทั้งสามก็กลายเป็นศพแห้ง ลู่หลีเก็บธงวิญญาณโลหิตกลับ พบว่าในผืนธงมีวิญญาณร้ายที่ไม่มีร่างกายเพิ่มเข้ามาอีกหลายดวง บางดวงมีหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง บางดวงมีหนองเต็มหน้า แต่ละดวงมีลักษณะเฉพาะตัว วิญญาณร้ายต่างไล่กวดกันไปมา
ราวกับต้องการจะกลืนกินอีกฝ่ายให้หมดสิ้น
ลู่หลีถอนจิตสัมผัส เปิดถุงเก็บของทั้งสามดู ในนั้นมีใบสะสมค่าความดีรวมหกพันแต้ม และของกระจุกกระจิกอีกเล็กน้อย เมื่อพลิกดูอย่างละเอียด ลู่หลีก็ถูกดึงดูดโดยคัมภีร์โบราณสีเทาเล่มหนึ่ง
เคล็ดห้ามปราณต้าเหยียน
เมื่อมองดูตัวอักษรใหญ่บนหน้าปก ลู่หลีก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ เปิดอ่าน
เคล็ดวิชาต้องห้ามนั้น ใช้ทิศทั้งแปดของฟ้าดินเป็นรากฐาน ดูดซับพลังของสรรพสิ่งในฟ้าดิน สามารถใช้โจมตี ป้องกัน ดูดซับ และจำกัด...
เมื่อพลิกดูไปได้ประมาณสองสามหน้า ลู่หลีก็พบว่านี่เหมือนจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับเคล็ดวิชาอาคมต้องห้าม แต่เนื้อหาที่กล่าวถึงนั้นลึกซึ้งเกินไป ลู่หลีเพียงแค่อ่านผ่าน ๆ ก็รู้สึกปวดหัวเสียแล้ว
"น่าจะเป็นของล้ำค่า"
สถานที่นี้ไม่เหมาะสำหรับการศึกษาลู่หลีเก็บคัมภีร์ต้าเหยียนไว้ในวิหารเอกภพแล้วก็เดินต่อไป
ฉู่ชิงเฟิงผู้นั้นมีจิตใจอ่อนแอเกินไป เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่านจะทำให้เรื่องมันแย่หรือเปล่า
ระหว่างเดิน ลู่หลีก็ฉายแววตาที่ลังเลในใจ เขาหวั่นใจว่าฉู่ชิ่งเฟิงจะไม่สามารถทนต่อการสอบสวนของสำนัก แล้วแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป แต่ก็ไม่อยากฆ่าฉู่ชิ่งเฟิง เป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพราะท้ายที่สุด อีกฝ่ายก็ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายตน แถมยังมีนิสัยใจคอดีงาม กล่าวว่าเป็นคนมีคุณธรรมก็คงไม่เกินจริง
ไม่นานนัก
ลู่หลีก็เดินออกมาจากทางเดินในป่าได้สำเร็จ เบื้องหน้าปรากฏเป็นลานกว้างล้อมรั้ว และด้านหลังลานกว้างนั้นก็เป็นบันไดหินที่กว้างกว่าหนึ่งจั้ง ปลายสุดของบันไดหินคือถ้ำแห่งหนึ่ง เหนือปากทางเข้าถ้ำสลักตัวอักษรใหญ่สามตัวว่า “ถ้ำชิงหยาง”
ในขณะนั้น หลิ่วซินอวี่และฉู่ชิ่งเฟิงกำลังยืนดูอะไรบางอย่างอยู่ตรงหน้าบันไดหินห่างไปประมาณหนึ่งจั้ง
เมื่อลู่หลีเดินเข้าไปใกล้ จึงพบว่าเป็นศพ
ศพนั้นเต็มไปด้วยรอยแผล และยังมีร่องรอยถูกไฟไหม้ดูน่าเวทนา
“พี่ลู่” หลิ่วซินอวี่หันกายกลับมาทักทาย
ฉู่ชิ่งเฟิงมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้พูดอะไร
ลู่หลีพยักหน้า “นี่มิใช่คนที่มาพร้อมกับพวกนั้นหรือ? เหตุใดจึงมาตายอยู่ที่นี่ได้”
“พวกเราก็ไม่รู้ ตอนที่มาถึงคนผู้นี้ก็ตายไปเสียแล้ว” หลิวซิ่นอวี่กล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หลีก็ย่อกายลงสำรวจศพ พบว่าถุงสัมภาระได้หายไปแล้ว ก็พอจะเข้าใจได้ว่าเกิดอันใดขึ้น จึงส่ายหน้ากล่าวว่า “น่าจะเป็นฝีมือของคนทั้งสามก่อนหน้านี้”
"สามคนก่อนหน้านี้?"
“อืม”
ลู่หลีมิได้อธิบายสิ่งใด เพ่งมองไปยังบันไดหินที่ทอดตัวขึ้นสู่เบื้องบน “ขึ้นไปดูกันหรือไม่”
“อืม” หลิ่วซินอวี่พยักหน้า แล้วก้าวขึ้นบันไดหินตามลู่หลีไป
ฉู่ชิ่งเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินตามขึ้นไป
นอกจากบันไดหินแต่ละขั้นจะสูงกว่าบันไดหินทั่วไปแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดพิเศษ
แต่เมื่อลู่หลีก้าวขึ้นไปถึงขั้นที่สิบ ก็รู้สึกเหมือนมีสิ่งใดมากดทับร่างกาย แม้ว่าจะเบาบางยิ่ง แต่เขาก็รู้สึกได้
ส่วนหลิ่วซินอวี่ที่ตามขึ้นมานั้นแสดงอาการชัดเจนยิ่งกว่า ร่างกายของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย แล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า “ที่นี่ดูเหมือนจะมีสิ่งใดผิดปกติ”
“มีหรือ?”
ลู่หลีลองสัมผัสดู ก็มิอาจพบความผิดปกติใด จึงก้าวเดินต่อไป
เมื่อเขาเดินไปถึงขั้นที่ยี่สิบ ก็รู้สึกเหมือนมีสิ่งใดมากดทับร่างกายอีกครา เหมือนคราแรกแบกอิฐเพียงก้อนเดียว แล้วจู่ ๆ ก็มีผู้นำอิฐอีกก้อนมาวางทับบนบ่า
“ประหลาดยิ่ง”
ลู่หลีส่ายหน้า แล้วก้าวเดินต่อไป
ขั้นที่สามสิบ ลู่หลีรู้สึกว่าร่างกายหนักขึ้นอีกเล็กน้อย ในขณะนั้น หลิ่วซินอวี่ที่ตามขึ้นมาก็เริ่มมีเหงื่อไหลซึมบนหน้าผาก “พี่ลู่ ที่นี่คงจะมีค่ายกลต้องห้าม มันคือค่ายกลหน่วงโลกา”
"ค่ายกลหน่วงโลกา?" ลู่หลีถามด้วยความไม่เข้าใจ
"อืม ข้าเคยอ่านในตำราโบราณของตระกูล กล่าวไว้ว่าผู้มีวิชาแกร่งกล้าสามารถผันแปรดินแดนในการวางค่ายกลต้องห้ามได้ หนึ่งในนั้นคือค่ายกลหน่วงโลกา ผู้ใดที่ได้เข้าไปจะสัมผัสได้ถึงแรงกดทับที่เหนือกว่าภายนอกนัก ทำให้การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง หากค่ายกลนั้นแกร่งกล้า เพียงชั่วพริบตาก็อาจกดทับปลิดชีพให้สูญสิ้นได้"
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?"
ลู่หลีขมวดคิ้ว เพ่งมองไปยังบันไดหินที่เหลืออยู่เบื้องบน ดูเหมือนจักเหลืออีกเจ็ดแปดสิบขั้น ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ช่างเถิด ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว มิได้ลองดูก็เสียดายแย่”
แล้วก็เดินขึ้นไปอีก
"เหตุผลที่เขากล้าขึ้นไปนั้น ที่จริงแล้วเกี่ยวข้องกับผู้ดูแลของหอร้อยสมบัติ เพราะอีกฝ่ายระบุว่าในถ้ำชิงหยางมีหินเขียว ซึ่งเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายได้ไปถึงถ้ำชิงหยาง หรือไม่ก็มีคนเคยไปถ้ำชิงหยาง"
ในเมื่อผู้อื่นสามารถไปถึงได้ เขาผู้ที่มีร่างกายแข็งแกร่งจะยอมถูกค่ายกลหน่วงโลกาขวางกั้นไว้หรือ?
โดยไม่รู้ตัวลู่หลีได้มาถึงขั้นที่เจ็ดสิบเสียแล้ว
ยามนั้นความรู้สึกของลู่หลีเสมือนคนธรรมดาที่แบกถังน้ำไว้ แม้จะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ก็มิถึงกับทำให้เขาล้มลงได้
ส่วนหลิ่วซินอวี่ที่อยู่เคียงข้างนั้น กายงอลงแสดงท่าทางยากลำบากอย่างเห็นได้ชัด หายใจหอบถี่
“ศิษย์น้อง ข้าว่า...เจ้ามิควรขึ้นไปแล้วกระมัง” ลู่หลีคิดในใจ ว่าหากเจ้ามิอาจขึ้นไปได้ก็ดี จะได้มิได้แบ่งสมบัติให้เจ้าหากมีของล้ำค่าใด ๆ ในนั้น
หลิ่วซินอวี่เช็ดเหงื่อที่หน้าผาก มองขั้นบันไดที่เหลือ "ข้า ข้ารู้สึกยังไหวอยู่"
“ดีแล้ว” ลู่หลีเม้มปาก แล้วก้าวเดินต่อไป
สิ่งที่ทำให้ลู่หลีประหลาดใจก็คือ ฉู่ชิ่งเฟิงที่เงียบมาโดยตลอดกลับดูสบายยิ่งกว่าหลิ่วซินอวี่เสียอีก มิหนำซ้ำยังแซงหน้าหลิ่วซินอวี่ไปเสียด้วยซ้ำ
เมื่อขึ้นสู่ขั้นที่เก้าสิบแรงกดทับก็ถาโถมกระทันหัน ลู่หลีสะท้านไปทั้งร่าง ถึงกับตัวสั่นเทาราวกับคนธรรมดาที่เคยแบกถังน้ำกลับกลายเป็นก้อนหินใหญ่ที่หนักอึ้ง"
แต่หลังจากปรับกายได้เล็กน้อย ลู่หลีก็กลับมาเป็นปกติ
เหลือบันไดหินอีกเพียงเก้าขั้น และแรงกดทับก็มิได้เพิ่มขึ้นอีก ดูเหมือนจะสูงสุดเพียงเท่านี้
ดูเหมือนว่าค่ายกลต้องห้ามที่กล่าวถึงจะมีเพียงเท่านี้
ลู่หลีกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะด้วยแรงกดทับเพียงเท่านี้ คงจะไม่อาจขัดขวางคนทั้งสองเบื้องหลังได้ เมื่อเป็นเช่นนี้สมบัติก็ต้องถูกแบ่งกันสามคน หากให้ตนลงมือขับไล่คนทั้งสองออกไปก็รู้สึกว่าตนเองทำไม่ลง
ระหว่างทางที่ถอนหายใจด้วยความเศร้า ลู่หลีก็มาถึงปลายบันไดหิน
เมื่อเขาก้าวขึ้นไปบนชานพักที่สูงที่สุด แรงกดทับบนร่างกายก็หายไปทันที เบื้องหน้าเป็นปากถ้ำขนาดใหญ่สูงสองจั้ง กว้างสามจั้ง
เมื่อมองไปข้างหน้าพบว่าพื้นในถ้ำนั้นมืดดำไปจนสุดสายตา ที่มุมลึกสุดของถ้ำมีแท่นหินอยู่หนึ่งแท่น โดยแท่นหินนั้นมีหินกรวดสีเขียวขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่ต่อสายตาของลู่หลี ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้จับจ้องที่หินเหล่านั้นเลย
หากแต่มองไปยังกองกระดูกที่กระจัดกระจายอยู่บนเสื่อหน้าแท่นหิน กระดูกเหล่านั้นถูกคลุมทับด้วยเสื้อยาวสีคราม เสื้อนั้นส่องประกายดำระยิบ ดูสง่างามยิ่งนัก
ลู่หลีมองเห็นและหลงใหลในทันที
ทว่าในใจเขากลับบังเกิดความเคลือบแคลงอีกประการ ค่ายกลหน่วงโลกานี้มิได้แกร่งกล้าถึงเพียงนั้น เหตุใดพวกสี่คนนั้นจึงมิอาจล่วงเข้าถ้ำได้
อีกทั้ง ผู้ดูแลหอร้อยสมบัติ ที่ฝากฝังให้เขาไปนำหินเขียวมา ในครานั้น…