ภายในค่ายพักยังคงเต็มไปด้วยความโกลาหล
ผู้คนวิ่งไปมา
เสียงตะโกนดังระงม
บางคนกำลังช่วยผู้บาดเจ็บ
บางคนกำลังสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่วนหมื่นพันยังคงนอนอยู่บนพื้น
ราวกับได้รับบาดเจ็บสาหัส
พันเรืองก้าวออกมาด้านหน้า
ก่อนหยิบหนังสือประจำตัวทหารออกมาแสดง
นายทหารประจำเมืองรับไปตรวจดู
เพียงแค่เห็นตราประทับ
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
จากแข็งกร้าวกลายเป็นเคร่งเครียด
ทหารหลายคนรีบเข้ามาดู
ก่อนหันมาสบตากันด้วยความตกใจ
ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาอย่างที่คิด
แต่ก่อนที่ใครจะทันกล่าวอะไร
เสียงแหลมเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก
"ไอ้คนชั่วใจเสาะ!"
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังฝ่าฝูงชนเข้ามา
ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ
นางก็คือวันทนา
"เจ้าห้ามตายนะ!"
"ข้ายังไม่ได้แก้แค้นเจ้าเลย!"
นางตะโกนลั่น
ก่อนทรุดตัวลงข้างร่างหมื่นพัน
มือเรียวรีบจับชีพจรทันที
แต่เพียงสัมผัสครั้งแรก
วันทนาก็ชะงัก
ชีพจรมั่นคง
ลมหายใจปกติ
กล้ามเนื้อยังตึงแน่น
นี่มันคนเจ็บตรงไหนกัน!
นางจ้องหน้าหมื่นพันเขม็ง
ก่อนจะเข้าใจทุกอย่าง
"ไอ้คนชั่วช้าเสแสร้ง!"
นางด่าลั่น
จนคนรอบข้างสะดุ้ง
จากนั้นลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินออกไปทันที
หมื่นพันที่นอนอยู่แทบอยากกระโดดลุกขึ้นตาม
หัวใจร้อนรนยิ่งกว่าตอนถูกนักฆ่าจู่โจมเสียอีก
แต่คำสั่งของภูผายังคงดังก้องอยู่ในหัว
"ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น"
"เจ้าห้ามลุก"
"ห้ามพูด"
"ห้ามเปิดเผยกำลัง"
สุดท้ายหมื่นพันจึงทำได้เพียงนอนนิ่ง
มองแผ่นหลังของวันทนาที่ค่อยๆ หายไปในฝูงชน
ด้วยหัวใจที่แทบแตกสลาย
ขณะนั้นเอง
นายทหารประจำเมืองตะโกนขึ้น
"ผู้ใดไม่เกี่ยวข้อง ออกไปให้หมด!"
เสียงพูดคุยค่อยๆ เงียบลง
"ส่วนคนที่เหลือ"
"อยู่กับที่"
ทหารหลายคนเริ่มกระจายกำลังปิดพื้นที่
หัวหน้าทหารหันไปสั่งลูกน้อง
"รีบไปแจ้งเจ้าเมือง"
"บอกว่ามีการลอบสังหารกลางวันแสกๆ"
"และเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ"
ทหารนายหนึ่งรับคำ
ก่อนควบม้าออกจากค่ายอย่างรวดเร็ว
เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลง
พันเรืองจึงมองไปรอบๆ อย่างเงียบงัน
ภายนอกดูเหมือนเหตุการณ์จะจบแล้ว
แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นเห็น
เพราะเขารู้ดี
ว่าตั้งแต่ภูผาสัมผัสได้ถึงมือสังหาร
ทุกอย่างหลังจากนั้น
ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ
แผนการที่แม้แต่หมื่นพันเอง
ก็รู้เพียงบางส่วนเท่านั้น
…….
การไล่ล่าในป่าดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ร่างสามร่างพุ่งผ่านต้นไม้ใหญ่ราวกับสายลม
กิ่งไม้และพุ่มไม้ถูกแหวกออกเป็นทาง
ไม่นานนัก
ภูผาและทองขาวก็ตามประชิดเป้าหมายได้สำเร็จ
ภูผาเหลือบมองภูมิประเทศโดยรอบ
ก่อนกล่าวขึ้นเบาๆ
"พี่ใหญ่"
"ด้านหน้าขวา มีลานกว้าง"
"ไปดักรอมันตรงนั้น"
"ข้าจะต้อนมันไป"
ทองขาวพยักหน้า
ทั้งสองแยกออกจากกันทันที
ราวกับซ้อมกันมานับพันครั้ง
...
ผ่านไปไม่นาน
มือสังหารลึกลับก็มาถึงลานโล่งกลางป่า
เมื่อเห็นว่าทางหนีถูกปิดตาย
มันจึงหยุดลง
ชักมีดออกมา
แล้วค่อยๆ ดึงผ้าคลุมหน้าออก
เผยให้เห็นใบหน้าของชายวัยสามสิบเศษ
ดวงตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
มันหันกลับมามองคนทั้งสอง
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เข้ามาเถอะ"
"จะมาทีละคน"
"หรือมาพร้อมกันก็ได้"
ทองขาวก้าวออกมาข้างหน้า
จากนั้นค้อมศีรษะเล็กน้อย
เป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้
ก่อนผายมือออก
"เชิญ"
เพียงสิ้นคำ
ร่างทั้งสองก็พุ่งเข้าหากัน
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
เสียงปะทะดังขึ้นต่อเนื่อง
รวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน
ใบมีดสะท้อนแสงแดดวูบวาบไปทั่วลานโล่ง
ยิ่งต่อสู้
ภูผายิ่งขมวดคิ้ว
ทองขาวเองก็เริ่มมีสีหน้าแปลกใจ
เพราะกระบวนท่าของอีกฝ่าย
พวกเขาคุ้นเคยอย่างประหลาด
ไม่ใช่คุ้นเคยเพราะเคยเห็น
แต่เหมือนเคยศึกษา
เคยวิเคราะห์
และเคยเตรียมวิธีรับมือเอาไว้แล้ว
ส่วนมือสังหารกลับตกใจยิ่งกว่า
ตั้งแต่เริ่มลงมือ
ทุกกระบวนท่าที่ตนภาคภูมิใจ
ถูกแก้ได้อย่างแม่นยำ
ราวกับอีกฝ่ายรู้ล่วงหน้าว่าจะโจมตีอย่างไร
"เป็นไปไม่ได้..."
มันพึมพำเบาๆ
จากเดิมที่คิดว่าจะหนีไม่ได้
อย่างน้อยก็ต้องลากศัตรูไปตายด้วยสักคน
แต่ตอนนี้
ความหวังนั้นกำลังเลือนหาย
ในที่สุด
มันจึงตัดสินใจใช้วิชาต้องห้าม
ท่าไม้ตายสุดท้าย
ท่าที่แลกด้วยชีวิต
พลังทั้งหมดในร่างเริ่มถูกเร่งขึ้น
ลมหายใจเปลี่ยนจังหวะ
กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งตัว
แต่ก่อนที่มันจะลงมือ
ภูผาซึ่งยืนดูอยู่ด้านข้าง
กลับเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย
"เจี่ยวเจี่ยว..."
มือสังหารชะงัก
"..."
ภูผามองตรงไปยังดวงตาของมัน
ก่อนกล่าวต่อช้าๆ
"ชอบกินไก่ย่าง"
โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
มือสังหารตัวแข็งค้างอยู่กับที่
ดวงตาเบิกกว้าง
มือที่กำลังจะออกท่ากระบวนสุดท้ายสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
ร่างกายหยุดชะงัก
ก่อนจะสั่นเล็กน้อย
สีหน้าของมันเปลี่ยนจากความดุดัน
กลายเป็นความตกตะลึง
ราวกับได้ยินสิ่งที่ไม่มีผู้ใดในโลกควรรู้
แม้แต่ทองขาวยังหันมามองภูผาด้วยความประหลาดใจ
เพราะนี่เป็นครั้งแรก
ที่เขาเห็นยอดมือสังหารผู้พร้อมตาย
แสดงอาการหวั่นไหวเช่นนี้
และในดวงตาของชายผู้นั้น
ดูเหมือนกำแพงที่สร้างมาทั้งชีวิต
กำลังเริ่มแตกร้าว…
…………….
เมื่อภูผาและทองขาวกลับมาถึงค่ายพัก
บรรยากาศที่วุ่นวายก่อนหน้านี้เริ่มสงบลงบ้างแล้ว
แต่กำลังทหารกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่า
รอบค่ายถูกปิดล้อมไว้ทั้งหมด
และที่ด้านหน้า
มีขบวนม้ากลุ่มหนึ่งเพิ่งเดินทางมาถึง
ผู้ที่ลงจากหลังม้าเป็นชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่
สวมชุดขุนนางประจำหัวเมือง
เจ้าเมืองศรีเทพนั่นเอง
เมื่อเห็นภูผาและทองขาวกลับมา
สายตาของเจ้าเมืองจึงหันไปมองทันที
ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ทหารประจำเมืองก็รีบเข้ามารายงานผลการสอบสวน
"เรียนท่านเจ้าเมือง"
"เราได้สอบปากคำผู้กล่าวหาแล้ว"
เจ้าเมืองพยักหน้า
"ว่ามา"
ชายชราที่เป็นผู้ร้องเรียนถูกพาตัวเข้ามา
ใบหน้าซีดเผือด
เห็นได้ชัดว่ายังตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่
"เมื่อคืน..."
ชายชรากล่าวด้วยเสียงสั่น
"มีขโมยขึ้นบ้านจริงขอรับ"
"เงินของข้าหายไปสิบตำลึง"
เจ้าเมืองถามต่อ
"แล้วเหตุใดจึงกล่าวหาคนกลุ่มนี้"
ชายชราก้มหน้าลง
"มีชายผู้หนึ่งมาหาข้าแต่เช้า"
"เขาบอกว่าเห็นโจรวิ่งหนีเข้ามาในค่ายนี้"
คำตอบนั้นทำให้หลายคนขมวดคิ้ว
"แล้วเจ้ารู้จักชายผู้นั้นหรือไม่"
"ไม่รู้จักขอรับ"
"เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก"
บรรยากาศเงียบลงทันที
เจ้าเมืองเริ่มเข้าใจบางอย่าง
ส่วนภูผาเพียงยืนฟังเงียบๆ
สีหน้าเรียบเฉย
แต่ในใจกลับเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว
ชายลึกลับ
คำกล่าวหา
การตรวจค้น
และมือสังหาร
ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเกินไป
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้อย่างรัดกุม
ภูผาค่อยๆ มองไปรอบค่าย
ก่อนกล่าวขึ้นเบาๆ
"พวกมันไม่ได้ต้องการฆ่าคน"
ทองขาวหันมามอง
ภูผากล่าวต่อ
"เป้าหมายที่แท้จริง..."
"...คือค่ายของเรา"
ทองขาวพลันเข้าใจทันที
หากค่ายถูกตรวจค้นในสภาพโกลาหล
เพียงมีคนแอบนำอาวุธต้องห้าม หรือสิ่งผิดกฎหมายมาซุกซ่อนไว้
พวกเขาจะไม่สามารถอธิบายได้เลย
ความผิดฐานสะสมอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในช่วงสถานการณ์สงครามเช่นนี้
อาจร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต
ไม่เพียงตัวภูผา
แต่รวมถึงลูกน้องทุกคน
เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากของหลายคนทันที
เพราะหากภูผาไม่สัมผัสถึงมือสังหารก่อน
หากปล่อยให้การตรวจค้นเริ่มขึ้นตามแผน
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคงไม่อาจจินตนาการได้
เจ้าเมืองเองก็เริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด
เขาไม่ใช่คนโง่
เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว
ย่อมมองออกว่าเรื่องนี้มีกลิ่นของการวางแผนอยู่เบื้องหลัง
และผู้ที่วางแผน...
อาจไม่ได้ต้องการแค่ทำร้ายพ่อค้ากลุ่มหนึ่ง
แต่อาจกำลังพยายามทำลายบุคคลสำคัญบางคนโดยเฉพาะ ท่านเจ้าเมืองจึงสั่งให้ยุติเรื่องนี้ลง ทุกฝ่ายต่างยอมรับ แม้จะไม่เต็มใจนัก
ขณะนั้นเอง
ภูผามองไปยังป่าด้านนอกค่าย
แววตาเย็นลงเล็กน้อย
เพราะเขารู้ดีว่า
เกมในครั้งนี้
ยังไม่จบ.